Image

ชีวิตที่เดินมาสุดทางฝัน
ของ รอง เค้ามูลคดี

THE MASTER

เรื่อง : ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

“ผมมีปณิธานอย่างหนึ่งว่า เมื่อฝันอะไรแล้วจะต้องทำทุกทางเพื่อเดินไปให้ถึง ไม่ให้ฝันค้าง  แต่ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ”

การพากย์เสียงนับเป็นหนึ่งในเทคนิคที่สร้างอรรถรสแก่สื่อร่วมสมัยตั้งแต่ยุคแรก ทั้งในวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ แม้ปัจจุบันอาจไม่ได้รุ่งเรืองเช่นอดีต หากเป็นงานที่คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งยังมีใจรัก สนใจฝึกฝน ด้วยเสน่ห์ของการใช้เสียงเพื่อสร้างบุคลิกตัวละครต่าง ๆ ให้มีชีวิตชีวา

การพากย์เสียงของไทยยุคเริ่มต้นมีนักพากย์อย่าง “ทิดเขียว” (สิน สีบุญเรือง) ผู้บุกเบิกการพากย์เสียงสดในภาพยนตร์ หรือ ม.ล. รุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้าของฉายา “มนุษย์หกเสียง” และนับตั้งแต่ยุค 80s ที่สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์เฟื่องฟูมาก ก็ได้สร้างนักพากย์ที่มีน้ำเสียงโดดเด่นมากมายไม่ว่า สมพงษ์ วงษ์รักไทย, สมจินต์ ธรรมทัต, กำธร สุวรรณปิยะศิริ, จุรี โอศิริ ฯลฯ

ซึ่งหนึ่งในชื่อนักพากย์คนสำคัญย่อมต้องมี รอง เค้ามูลคดี ที่คนในวงการบันเทิงเรียกอย่างเคารพว่า อารอง, พ่อรอง เจ้าของรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์-ละครโทรทัศน์) ปี ๒๕๖๐

รอง หรือ คเณศ เค้ามูลคดี (ชื่อเดิม พิจักษณ์) เป็นทั้งนักพากย์และนักแสดงที่มีผลงานต่อเนื่องกว่า ๗๐ ปี ด้วยน้ำเสียงนุ่ม ทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์ มีผลงานเป็นที่จดจำมากมาย ทั้งยุคฟิล์ม ๑๖ มม. พากย์เสียงให้กับนักแสดงนำยอดนิยมหลายคน รวมถึงตัวละครสำคัญในภาพยนตร์จีน
ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และละครชุดจากต่างประเทศทางโทรทัศน์

แม้ในวัย ๗๙ ปี ด้วยปัญหาสุขภาพ เขาจะไม่ได้รับงานพากย์แล้ว หากเรื่องราวและบทเรียนในชีวิตก็มีคุณค่า และสะท้อนความรักและผูกพันต่ออาชีพนี้ไม่เสื่อมคลาย...

สู่วงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก

เกิด ๑๖ กันยายน ๒๔๙๐ และเติบโตที่บ้านคลองมอญ อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี ในครอบครัวที่มีพี่น้อง
รวมหกคน พ่อฉลาด เค้ามูลคดี เป็นเจ้าของคณะลิเก ส่วนแม่ระเบียบ รับราชการครู โดยพ่อจะให้เขาช่วยงานตั้งแต่เด็ก จนเมื่อวิกลิเกเริ่มไม่ได้รับความนิยม พ่อจึงไปติดต่อสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำละครวิทยุ ซึ่งมักเป็นละครธรรมะมีคติสอนใจ ใช้ชื่อว่า โต้งกับรอง โดยให้เขากับน้องชายไปให้เสียงตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ พอเล่นละครวิทยุจนมีชื่อเสียงก็ได้รับโอกาสแสดงต่อเนื่องเรื่อยมา ขณะเดียวกันก็ยังเดินทางไปทำงานกับคณะลิเกตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วย

สามปีต่อมาจึงมีคนมาขอตัวทั้งสองคนไปแสดงละครโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เรื่อง รอยร้าวในดวงจันทร์

“ตอนนั้นช่อง ๔ บางขุนพรหม เพิ่งเปิดใหม่ ๆ มีคนที่สนิทกับพ่อบอกจะมาขอตัวผมไปแสดงละครทีวี พ่อเขาถามมีบทเป็นอะไร บอกเป็นตัวนำเลย ผมเพิ่ง ๙ ขวบ พ่อบอกให้คุยกันเอง เราก็ไม่รู้เรื่องหรอก แต่บอกเล่นได้ครับ ก็ไปแสดง แล้วสมัยก่อนไม่มีบันทึกเทป ถ่ายสดเลย ผิดคือผิด ถูกคือถูก แล้วบทเยอะมาก ปรากฏว่าเล่นได้ไม่มีอะไรผิด”

รองเติบโตมากับวงการบันเทิงไทยตั้งแต่เด็ก และนับเป็นยุคบุกเบิกของสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเริ่มมีการชักชวนครูและศิลปินนาฏศิลป์มาร่วมงานออกอากาศ หนึ่งในนั้นคือ สัมพันธ์ พันธุ์มณี เจ้าของคณะนาฏศิลป์สัมพันธ์ สถาบันสอนนาฏศิลป์ไทยชั้นนำ ที่ต่อมาได้ผลิตรายการละครโทรทัศน์ให้กับบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด พอเห็นแววการแสดงของรอง เขาจึงถูกดึงมาแสดงละครโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง เช่น เครือณรงค์, ลูกทาส, พล นิกร กิมหงวน เป็นต้น

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็ได้รับการติดต่อจากคณะเชนย์รัชดาของ พล.อ.ถนอม กิตติขจร (ตำแหน่งในขณะนั้นต่อมาคือจอมพล ถนอม กิตติขจร) ให้ไปแสดงละครคติชีวิตเยาวชนเป็นประจำทุกเดือน

อีกหนึ่งบทสำคัญยังรวมภาพยนตร์เรื่อง เหนือมนุษย์ (ปี ๒๕๐๒) โดยรับบทของ มิตร ชัยบัญชา ในวัยเด็ก ขณะรองอายุเพียง ๑๒ ปี โดยเดินทางไปถ่ายทำที่พัทยาซึ่งยังไม่เจริญดังเช่นทุกวันนี้

ให้ตระกูลเป็นที่รู้จัก

“สมัยเด็ก ๆ พ่อจะฝึกให้ลูก ๆ อ่านหนังสือ ถ้าอ่านผิดก็ต้องอ่านมากขึ้นอีก แล้วพี่น้องหกคนก็อ่านหนังสือคล่องสองคน คือตัวผมและเจ้าโต้ง น้องชาย”

เขาย้อนรำลึกชีวิตแต่หนหลัง ที่แม้พ่อจะเป็นเจ้าของคณะลิเก และเป็นที่รู้จักกว้างขวางในแวดวงศิลปะการแสดง หากยุคนั้นอาชีพเต้นกินรำกินไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยและรายได้ไม่สูง พ่อจึงอยากให้ลูก ๆ ตั้งใจเล่าเรียนเป็นหลัก การทำงานของเขาจึงเหมือนช่วยให้ครอบครัวมีรายได้เสริมมากกว่าจะเป็นงานประจำ ซึ่งก็มาพร้อมความรู้สึกน้อยใจ
เมื่อกลายเป็นลูกคนเดียวที่ต้องช่วยงานที่วิกลิเกตั้งแต่เด็กช่วงโรงเรียนปิด

“ทุกคนอยู่บ้านกันสบาย แสดงว่าพ่อรักเขา ไม่รักเรา แล้วเรามานอนลำบากอยู่คนเดียว ร้อนก็ร้อนนะโรงลิเก”

“ พ่อครับ ผมให้สัญญา ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหน ผมจะทำให้ตระกูลเค้ามูลคดีเป็นที่รู้จักให้มากที่สุดในแง่ของคุณงามความดี ”

Image

รอง เค้ามูลคดี กับบทบาทการแสดงละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ในยุคแรก

รองรับงานแสดงมาตลอด พร้อม ๆ กับเรียนหนังสือ จนอายุได้ ๒๐ ปี พ่อตั้งใจอยากให้สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อรับราชการ แต่เขารู้ตัวดีว่าเรียนไม่เก่ง ไปเรียนพิเศษก็ยิ่งเครียด หากสอบติดแล้วเรียนไม่จบเกรงจะเสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูล

วันหนึ่งเขาได้รับการชักชวนให้เป็นพนักงานประจำที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม แม้ยังลังเลและอยากปฏิเสธเพราะยังเรียนไม่จบจากโรงเรียนสากลการบัญชี กลัวจะมีปัญหากับพ่อ แต่ด้วยการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในวงการอีกหลายท่าน นั่งคุยอย่างเป็นกันเองจึงตัดสินใจเซ็นใบสมัครเข้าเป็นพนักงานของสถานีโดยไม่ได้บอกครอบครัว

หลายวันต่อมาพ่อทราบเรื่อง ถือไม้เรียวรออยู่ที่บ้าน เรียกเขาไปคุยเรื่องที่แอบสมัครงาน เขากลัวมาก แต่เลือกที่จะกล้าพูด และกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต

“พ่อถามทำไมถึงสมัคร ตอนนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้พูดออกไปนะ...พ่อครับ ผมเห็นพ่อทำงานเหนื่อย ลูกตั้งหกคน อยากช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ

พ่อบอกไม่ต้องมายุ่งกับฉัน แกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป

เราก็ถาม พ่อครับ ทำไมพ่อถึงอยากให้ผมเป็นนายร้อยนายพัน เป็นนักเรียนเตรียมทหาร  พ่อบอก แกรู้ไหม วันหนึ่งถ้าแกเป็นนายร้อยนายพัน คนจะนับหน้าถือตาแก ตระกูลเค้ามูลคดีจะมีคนรู้จัก มีคนชื่นชอบ”

รองตอบในตอนนั้นว่า

“พ่อครับ ผมให้สัญญา ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหน ผมจะทำให้ตระกูลเค้ามูลคดีเป็นที่รู้จักให้มากที่สุดในแง่ของคุณงามความดี

พ่อจ้องหน้า เพราะเราไม่เคยผิดคำพูดกับพ่อตั้งแต่เด็ก พูดคำใดแล้วเราทำตามทุกอย่าง พ่อบอก เอาละ จะเชื่อดูทำให้ได้นะ เมื่อแกมาอยู่ทางนี้ แกต้องเดินไปให้สูงที่สุดให้ได้ 

ครับพ่อ ผมจะเดินไปให้ถึงที่สุด”

Image

สู่การเป็นนักพากย์

อาจเรียกได้ว่าชีวิตของรองผูกพันกับการพากย์หนังตั้งแต่วัยเด็ก เพราะได้รับการเลี้ยงดูจาก อุดม สุนทรจามร หนึ่งใน อุดม-ละม่อม คู่นักพากย์หนังชื่อดังในอดีต

“ตอนบ้านอยู่คลองมอญ เวลาพ่อจะไปเล่นลิเก แม่ไปสอนหนังสือ พ่อจะฝากลุงอุดมไว้ ช่วงพากย์หนังตอนเย็น ลุงก็ไกวเปลเลี้ยงเรา”

หากความฝันในการเป็นนักพากย์อย่างจริงจังเริ่มจากการชมภาพยนตร์เรื่อง เรือนแพ (ปี ๒๕๐๔) ขณะอายุ ๑๗ ปี เกิดประทับใจในน้ำเสียงของพระเอกที่พากย์โดย ยุพน ธรรมศรี

“วันหนึ่งเลิกจากเรียนพิเศษไปดูหนังเรื่อง เรือนแพ ไม่ได้สนใจเลยว่าพระเอกหล่อ แต่เฮ้ย ! ทำไมเสียงพระเอกเพราะอย่างนี้ กลับมาก็เล่าให้พ่อฟัง ผมไปดูหนังมา โอ้โฮพ่อ ! เสียง ไชยา สุริยัน หล่อมากเลย พ่อบอกไม่ใช่เสียงเขาหรอก เสียงนักพากย์น่ะ  ก็เลยใฝ่ฝันอยากเป็นนักพากย์บ้าง”

หลังจากทำงานที่ช่อง ๔ บางขุนพรหม ในตำแหน่งพนักงานแผนกฝ่ายรายการ หรือ Floor Manager ทำหน้าที่กำกับเวที อำนวยความสะดวกแก่รายการ ละครต่าง ๆ ที่มาที่สถานี และงานอื่น ๆ อีกหลายอย่างราว ๒-๓ ปี แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสทำงานที่ฝัน เนื่องจากขณะนั้นมีนักพากย์มืออาชีพอยู่ก่อนแล้ว

หน้าที่หนึ่งของรองคืออ่านโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สด ๆ ประมาณ ๓ นาที ก่อนนักพากย์หนังจะเข้ามาทำงาน ซึ่งทำให้ได้เวลาพักราว ๑ ชั่วโมง แต่ด้วยความรักความชอบในการพากย์เขาจึงยืนดูนักพากย์เหล่านั้นตลอด ๖-๗ เดือน

“พี่กำธร (กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ถาม รองทำไมไม่พักมายืนเกาะกระจกอยู่ได้ เราก็บอกผมชอบดูพวกพี่พากย์หนังครับ แกก็ไม่ว่าอะไร จนวันหนึ่งไม่รู้อีท่าไหน พี่ธรไปพูดกับหัวหน้าจำนง (จำนง รังสิกุล) ว่า หัวหน้าครับ รองไม่เคยพักเลยนะครับ ปรกติเขาได้พักตอนพวกผมพากย์หนัง แต่กลับยืนเกาะกระจกดูผมพากย์หนังเป็นประจำ สงสัยคงอยากพากย์หนังครับหัวหน้า”

หลังจากนั้นเขาก็ได้มาฝึกงานพากย์ แม้เป็นบทสมทบเพียงเรื่องละหนึ่งถึงสองประโยค แต่ก็ดีใจมากที่ได้ทำงานพากย์อย่างที่ฝัน จนในที่สุดโอกาสแสดงฝีมือก็มาถึง

“มีวันหนึ่งได้พากย์เรื่อง ทนายยอดนักสืบ พระเอกเป็นทนายเก่งมากนะ แล้วก็พูดเยอะ พี่สมจินต์ ธรรมทัต พากย์เป็นพระเอกนั่งนี่ พี่กำธรนั่งนี่ พี่สะอาด (สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์) นั่งนี่แล้วก็เรา จากนั้นเป็นพี่ดาเรศร์ (ดาเรศร์ ศาตะจันทร์) เรามีพากย์นิดเดียว ‘ทำความเคารพศาล !’ พี่สมจินต์พอพากย์จบประโยค ช่วงนั้นเขาก็ชี้บทมาที่เราแล้วอยู่ดี ๆ ก็ลุกพรวดออกไป...ปวดท้อง กลั้นไม่ไหว โอ้โฮ ! ช็อกเลย เราหันมองหน้าพี่กำธร เขาชี้ว่าใกล้ถึงบทแล้ว ปรากฏว่าพากย์ได้ พูดยาวมากด้วย แต่ถามว่าดีไหม คงยังไม่ดี”

เหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่ในสายตาของคุณจำนง รังสิกุล หัวหน้าฝ่ายรายการ ทำให้เขาได้รับโอกาสพากย์เสียงพระเอกครั้งแรกเรื่อง อัศวินกระดูกเหล็ก และพากย์บทสำคัญเรื่อยมา

“ อาจุ๊เจอพระเอกของอาจุ๊แล้ว ต่อไปมาพากย์หนังกับอาจุ๊นะ ”

ร่วมงานกับรุ่นใหญ่

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือได้รับเลือกให้พากย์เสียงพระเอกใน Stingray (ปี ๒๕๐๗) ซีรีส์โทรทัศน์แนวหุ่นกระบอกจากอังกฤษ ซึ่งตัวเอกจะขับเรือดำน้ำขนาดนั่งคนเดียวปราบผู้ร้าย

“มีผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงท่านหนึ่งที่เราเคารพนับถือมาก ป๋า ส. อาสนจินดา ท่านติดเรื่องนี้ ดูไม่เคยขาด ขนาดไปกำกับหนังยังขอดูแวบหนึ่ง” จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของ ส. อาสนจินดา มาดัดแปลงเป็นเรื่อง กระเบนธง (ปี ๒๕๐๙)

ต่อมาเมื่อมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เพชรพระอุมา (ปี ๒๕๑๔) ในระบบฟิล์ม ๓๕ มม. เป็นครั้งแรกของ ส. อาสนจินดา จากนิยายเรื่องดังของ “พนมเทียน” โดยต้องเดินทางไปอัดเสียงพากย์ที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะห้องแล็บสำหรับการพากย์หนังฟิล์ม ๓๕ มม. ยังไม่มี จึงเรียกตัวเขาไปด้วยจากการเป็นคนพากย์เสียงเรื่อง Stingray

การเดินทางครั้งนั้นรองไม่ได้รับรู้เลยว่าเป็นการพากย์หนังร่วมกับนักพากย์ชั้นครูหลายท่านอย่าง สมพงษ์ วงษ์รักไทย, จุรี โอศิริ, สมจินต์ ธรรมทัต โดยเขาพากย์เป็นตัวละคร “แงซาย” ที่แสดงโดย ชนะ ศรีอุบล

Image

Image

ถ่ายรูปคู่กับ จุรี โอศิริ “ป้าจุ๊” นักแสดงและนักพากย์ชื่อดัง ซึ่งมีส่วนผลักดันให้ รอง เค้ามูลคดี เข้าสู่วงการพากย์หนังในงานประกาศรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ปี ๒๕๒๒

“มันทรมาน คิดว่าเมื่อไหร่จะจบ ๆ สายตาอาจุ๊ (จุรี โอศิริ) ที่มอง เราจะขาดใจตายให้ได้”

เป็นการทำงานที่ไม่มีความสุขเลย ถึงจะอากาศหนาว แต่ระหว่างพากย์เหงื่อออกตลอดเพราะรู้สึกกดดัน พากย์หนังปรกติจะประมาณ ๓-๔ วัน แต่งานนี้ใช้เวลาร่วมเดือน

“พอพากย์จบก็ลุกไปหาอาจุ๊ กราบที่ตัก อาจุ๊ครับ ผมเพิ่งพากย์หนังไทยเรื่องแรก ถ้าผมพากย์อะไรผิดพลาด ผมกราบขอโทษอาจุ๊ด้วยครับ แกลุกขึ้น (ทำสายตาดุ) โอ้โฮ ! คงโดนอีกแล้ว แต่แกกลับเดินมากอด พูดว่าอาจุ๊เจอพระเอกของอาจุ๊แล้ว ต่อไปมาพากย์หนังกับอาจุ๊นะ”

เมื่อกลับถึงไทยเขาก็ได้รับโอกาสพากย์หนังไทยอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากแม่ศรีไพร (ปี ๒๕๑๔) พากย์เป็นพระเอกเรื่องแรกให้ นาท ภูวนัย

แผลเก่า
รางวัลแห่งความทรงจำ

“ข้ามันหลง ๆ ๆ ข้ามันหลงว่าเจ้าเรียม ยังรักข้า ยังรักไอ้ขวัญลูกทุ่งบางกะปิน้ำเดียวกัน โธ่ ! อีเรียมเอ๊ย มึงจะฆ่ากูแท้
กูมาหาเพราะมึงนัด กูเก้อเพราะมึงลวง กูเพ้อหามึง เมื่อน้ำหลากมา กูใฝ่ใจถึงแต่มึง ทั้งหน้าไถหน้าหว่าน กูคอยเฝ้า...คอย อีเรียมเอ๊ย กูคอยมึงจนพ้นหน้าเกี่ยวหน้าลาน น้ำหลากก็ลดไป ตลิ่งก็แห้งแล้ง ลำน้ำก็เขินเลน กูยังหลงนึกว่ามึงรักไอ้ขวัญใฝ่หาไอ้ขวัญอยู่อย่างเดิม…”

ฉากสะทือนใจที่ไอ้ขวัญตัดพ้ออีเรียมหน้าศาลเจ้าพ่อ จากภาพยนตร์แผลเก่า (ปี ๒๕๒๐) ผลงานกำกับของ เชิด ทรงศรี ซึ่งดัดแปลงจากวรรณกรรมของ “ไม้ เมืองเดิม” ที่รองพากย์ในบทบาทการแสดงของ
 สรพงศ์ ชาตรี นับเป็นการพากย์หนึ่งในความทรงจำของเขาทั้งความยาก ผลตอบรับจากผู้ชม

Image

Image

“ทรมานมาก มันยาก จริง ๆ ฉากนี้ไม่ถึง ๕ นาทีเลย บอกอาจุ๊ ขอให้ทุกท่านกลับบ้านก่อนได้ไหมครับ ผมขออยู่คนเดียว ฉากนั้นฉากเดียวพากย์ ๔-๕ ชั่วโมง ในเรื่องฝนตก เป็นตอนกลางคืน ปากก็มองไม่เห็น แล้วไหนจะฟีลลิ่งอีก”

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทยกลับมาจัดรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดีหรือ “ตุ๊กตาทอง” อีกครั้งที่โรงละครแห่งชาติ ตรงกับช่วงที่พ่อของรองเสียชีวิตกำลังจัดงานศพ รองไปร่วมงานเป็นเพื่อนอาจุ๊ โดยไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้เวลาส่วนใหญ่คุยกับกลุ่มเพื่อนสนิทด้านนอก จนมีคนมาเรียกให้รีบไปรับรางวัลสำคัญรางวัลแรก นั่นคือ รางวัล
พระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ปี ๒๕๒๒ สาขาพากย์ชายยอดเยี่ยม

“พอรับตุ๊กตาทองเสร็จ ลืมว่ารถจอดที่โรงละครแห่งชาติ วิ่งออกมาเรียกสามล้อถีบบอกไปวัดตรีทศเทพ ไปถึงศาลาปิดหมดแล้ว เดินเรียกสัปเหร่อให้ช่วยเปิดหน่อย วางตุ๊กตาทองหน้าโลงศพพ่อ...ผมทำได้แล้ว” 

ทีมพากย์เสียงเอก

หลังสร้างชื่อในการพากย์หนัง รองได้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมพากย์เสียงเอกซึ่งก่อตั้งโดย ศิริพร วงศ์สวัสดิ์ และมีนักพากย์ชื่อดังมากมาย เช่น รังสรรค์ ศรีศรากร, อุดม สุนทรจามร, จักรกฤษณ์ หาญวิชัย, ชูชาติ อินทร, ปิยะ ชำนาญกิจ ฯลฯ ซึ่งชื่อก็มาจากที่ทีมพากย์แต่ละคนล้วนเคยพากย์เสียงบทพระเอก

จากพากย์หนังไทยก็เข้าสู่การพากย์หนังจีนฮ่องกงและหนังต่างประเทศโดยมีบทบาทเป็นที่จดจำมากมาย อย่างพากย์เสียงตัวละครของนักแสดงอย่าง
เฉินหลง, โจวเหวินฟะ, หรือแบตแมนใน Batman (ปี ๒๕๓๒) รวมถึงละครชุดหรือซีรีส์ทางโทรทัศน์ และในรูปแบบวิดีโออย่างบท อุ้ยเสี่ยวป้อ ใน จอมยุทธ์อุ้ยเสี่ยวป้อ (ปี ๒๕๒๗), จิ๋นซีฮ่องเต้ ใน จิ๋นซีฮ่องเต้ (ปี ๒๕๒๙), เล่าปี่ ในสามก๊ก (ปี ๒๕๓๗) ฯลฯ ซึ่งบางวันต้องพากย์ละครถึงแปดตอน ตอนละ ๑ ชั่วโมง

Image

Image

ซุนเหยียนจวิน ผู้รับบทเป็น “เล่าปี่” จากซีรีส์จีนระดับตำนาน เรื่อง สามก๊ก (ปี ๒๕๓๗)

จากทีมพากย์เสียงเอก ยังได้รับการชักชวนให้ร่วมงานกับทีมพากย์อีกหลายทีม ไม่ว่าทีมอินทรี ทีมพันธมิตร

ระยะต่อมาเขารับงานแสดงละครมากขึ้น แต่การพากย์ลงวิดีโอยุคนั้นต้องให้นักพากย์ทุกคนมาพร้อมกันเพราะการบันทึกเสียงใช้เทปขนาดเล็กที่ไม่สามารถแยกแทร็กหรือแยกเส้นเสียงอัดทีละคนได้ ราวปี ๒๕๔๐ เขาจึงตัดสินใจออกจากทีมนี้หลังทำงานร่วม ๙ ปี 

แม้จะเน้นงานแสดงมากขึ้น กระนั้นก็ยังได้พากย์เสียงตัวละครเด่นอยู่เสมอเช่น พากย์เสียงเป็นการ์ฟิลด์ ใน Garfield : The Movie (ปี ๒๕๔๗), 
อาจารย์ชิฟูใน Kung Fu Panda ทุกภาค, พ.อ. ไมล์ส ควอริตช์ ใน Avatar (ปี ๒๕๕๒)

Image

Image

“ แรกๆ น้าแอ๊ด สมบัติ (สมบัติ เมทะนี) ก็แทบขาดใจตาย เพราะพากย์ยาก เหนื่อยจากการจับปากแก พูดเร็ว พูดติดอ่าง ไม่มีใครกล้ารับ พอถึงสมบัติก็ให้ไอ้รองโน่น เราก็ได้แต่ของยาก พากย์หนังสมัยก่อนปากต้องตรง กลายเป็นสั่งสมความชำนาญ เขาอาจคิดว่ายื่นหอกให้เรา ไม่ใช่หรอก พานดอกไม้ต่างหาก ”

พากย์จนซึมซาบ

แม้จะไม่มีการบันทึกสถิติที่ชัดเจน แต่การทำงานของรองนับว่าน่าทึ่งในการพากย์เสียงพระเอกอย่าง สมบัติ เมทะนี กว่า ๔๐๐ เรื่อง ยังไม่นับการให้เสียงพากย์ สรพงศ์ ชาตรี, กรุง ศรีวิไล, ไพโรจน์ ใจสิงห์, ทูน หิรัญทรัพย์ ที่แสดงหนังจำนวนมาก

“มันพากย์แล้วซึมไปเอง”

หากเขาก็ไม่ได้นึกถึงการหาเอกลักษณ์ของตนเอง ด้วยทำงานพากย์สม่ำเสมอติดต่อกันจนชำนาญโดยไม่รู้ตัว ฝึกจับสังเกตกิริยาและจังหวะของนักแสดงว่าจะพูดตอนไหน โชคดีที่ตนเองไม่เคยเสียงแห้ง

“ใครเล่นดีก็จำ ใครพากย์หนังดีก็ยืนดู จำวิธีพากย์ จำวิธีแสดงของเขา

แรก ๆ น้าแอ๊ด-สมบัติ (สมบัติ เมทะนี) ก็แทบขาดใจตาย เพราะพากย์ยาก เหนื่อยจากการจับปากแก พูดเร็ว พูดติดอ่าง ไม่มีใครกล้ารับ พอถึงสมบัติก็ให้ไอ้รองโน่น เราก็ได้แต่ของยาก พากย์หนังสมัยก่อนปากต้องตรง กลายเป็นสั่งสมความชำนาญ เขาอาจคิดว่ายื่นหอกให้เรา ไม่ใช่หรอก พานดอกไม้ต่างหาก”

ภาพ : facebook.com/เรื่องย่อหนังไทยในอดีต

การมีโอกาสพากย์หนังในยุคที่เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่ทันสมัย ทำให้นักพากย์ต้องฝึกทักษะตาไวและจำบทให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“ต้องพากย์ให้ตรงปาก พอไม่ตรงปั๊บ ฝ่ายช่างกดออดเข้ามาเลย”

บางครั้งยังได้รับโอกาสพากย์สดในโรงภาพยนตร์ รวมถึงหนังที่เขาแสดงสมทบเป็นตัวตามพระเอก ก็ต้องพากย์สองเสียงสลับกัน

จนถึงยุคที่อุปกรณ์การบันทึกเสียงสามารถเพิ่มแทร็กการพากย์แบบเจาะรายคนได้ รองก็นับเป็นคนแรก ๆ ที่พากย์คนเดียวเนื่องจากมีคิวงานพากย์สองงานพร้อมกัน อย่างไรก็ตามเขามองว่าการพากย์รวมได้อรรถรสมากกว่า

“หนังไทยต้องพากย์รวม เราจะรู้ได้ยังไงว่าบางคนจะเล่นมุกตอนไหน ?” โดยยกเทคนิคของ สมพงษ์ วงษ์รักไทย ที่เขายึดถือเป็นอาจารย์ ซึ่งโดดเด่นในการพากย์เสียงล้อต๊อก นักแสดงตลกชั้นครูว่า พอถึงฉากที่ไม่เห็นปากก็จะพากย์มุกตลกเสริมทันที มุกไหนรับส่งไม่ทันก็ขอพากย์ใหม่

“สมัยนี้พากย์หนังฝรั่งสบายมาก ใส่หูฟัง ฝรั่งพูดเราพูด มีอย่างเดียวคือให้จบประโยคได้ทันกันเท่านั้นเอง แต่พากย์หนังไทยยากมาก คนผ่านหนังไทยมาได้นี่สบาย”

และอาจด้วยคติที่เขายึดถือเสมอก็เป็นได้ที่ผลักดันให้เขาทำงานนี้จนประสบความสำเร็จ

“ผมมีปณิธานอย่างหนึ่งว่า เมื่อฝันอะไรแล้วจะต้องทำทุกทางเพื่อเดินไปให้ถึง ไม่ให้ฝันค้าง แต่ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว”

ดาราเจ้าบทบาท

นอกเหนือจากผลงานพากย์เสียงอันเป็นที่จดจำ รองยังมีผลงานการแสดงมาตลอดตั้งแต่เด็ก และด้วยการถ่ายทำละครหรือภาพยนตร์ต้องใช้เวลาในกองถ่ายยาวนาน จึงไม่ได้รับงานพากย์เป็นประจำอีก ซึ่งสามารถยืนระยะรับงานแสดงมาได้จนถึงปัจจุบัน

Image

ผลงานละครโทรทัศน์กว่า ๒๐๐ เรื่อง เช่น พล นิกร กิมหงวน (ปี ๒๕๑๐), หนุ่มทิพย์ (ปี ๒๕๓๐), ราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ (ปี ๒๕๔๒), ชื่นชีวานาวี (ปี ๒๕๔๒), อุ่นไอรัก (ปี ๒๕๔๗), ปู่ณัฐ (ปี ๒๕๕๕), นักตบวัดโคกปัง (ปี ๒๕๖๙) ฯลฯ และผลงานภาพยนตร์กว่า ๑๐๐ เรื่อง เช่น เหนือมนุษย์ (ปี ๒๕๐๒), ผู้กองยอดรัก (ปี ๒๕๑๖), พ่อไก่แจ้ (ปี ๒๕๑๙), นางสาวโพระดก (ปี ๒๕๒๔), หนึ่งใจ..เดียวกัน (ปี ๒๕๕๑), ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี (ปี ๒๕๕๗), 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัยหัวใจรีเทิร์น (ปี ๒๕๕๙) ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเคยทำหน้าที่โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์-ละครโทรทัศน์บ้าง แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่งานถนัดนัก

ด้วยบุคลิกและโดดเด่นในบทบาทการแสดงตลก ทำให้รองมักได้รับบทบาทเดิมซ้ำ ๆ เสมอ หากเมื่อไรได้แสดงบทชีวิตที่จริงจังขึ้น เขาจะทำการบ้าน ศึกษาบทบาทนั้น ดังเช่นผลงานในปี ๒๕๖๒ อย่าง ทองเอก หมอยาท่าโฉลง ซึ่งเขารับบทเป็น “ปู่หมอทองอิน”

“เราขอไปเรียนตำรายา คือในเรื่องต้องทำยาดิบ จะได้หยิบจับให้สมบทบาทหมอยา”

บทบาทนี้นอกจากทำให้เขาคว้ารางวัลดาราสนับสนุนชายดีเด่น จากงานประกาศรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ ๓๔ ยังกลายเป็นภาพจำแก่คนทั่วไปอยู่ช่วงหนึ่ง

“ผมไปตลาดถนอมมิตร ‘ปู่หมอ ๆ ไปไหน  แหม หยิ่งนะเรียกไม่ทัก’ เราก็งงว่าเรียกใคร อ๋อ เขาเรียกเรา”

ปรับตัวท่ามกลาง
ความเปลี่ยนแปลง

“เอานักพากย์จริง ๆ ที่ไม่ใช่พากย์อัดเสียงแบบเรานะ มันมีอรรถรส อย่างสายอีสานชื่อหนังตัวขนาดนี้ แต่ชื่อคนพากย์ พี่ม่วง ‘โกญจนาท’* ตัวเท่านี้ (ทำมือขนาดใหญ่กว่า) คนติดนักพากย์ เขาจะจำได้ พอดูหนังไทย คนนี้พากย์พระเอก คนนี้พากย์นางเอก คนอื่นเขาก็ไม่สน”

รองย้อนความทรงจำถึงความยิ่งใหญ่ของนักพากย์ในอดีต ซึ่งสำหรับเขาวงการได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว เมื่อคนเริ่มดูหนังแบบอ่านซับไตเติลมากขึ้น

*“โกญจนาท” หรือ สมศักดิ์ สงวนสุข
นักพากย์ชื่อดังในหน่วยหนังเร่สายอีสาน
ยุคหนังไทย ๑๖ มม.

Image

รอง เค้ามูลคดี ในบท “ปู่หมอทองอิน” บทบาทเด่นจาก ทองเอก หมอยาท่าโฉลง (ปี ๒๕๖๒)

“ละครเนี่ย อย่างค่าตัวนะ เล่นแรก ๆ ๓๐๐-๕๐๐ ค่อย ๆ ขยับเป็นพันจนถึงหมื่น  ส่วนพากย์หนังตั้งแต่ยุคพากย์หนังไทย อายุประมาณ ๑๙-๒๐ ค่าตัว ๑ หมื่น ปัจจุบันก็ ๑ หมื่น แบบไม่ขึ้นเลย แถมขอต่อให้ลดลงอีก”

เช่นเดียวกับวงการบันเทิงไทยแขนงอื่นที่เคยรุ่งเรือง ละครโทรทัศน์จากที่ผู้จัดคัดสรรบทประพันธ์ที่ดี เสนอเรื่องที่อยากสร้าง ปัจจุบันก็เน้นสร้างตามกระแสความนิยม ยอมทำตาม
สปอนเซอร์เป็นหลัก ดังที่เขานึกถึงสมัยตลกคาเฟ่เฟื่องฟู

“โลกมันเปลี่ยน คนตั้งรับทันก็ไม่เสียหาย เคยคุยกับเป็ด โน้ต (เชิญยิ้ม) วงการตลกให้อีก ๓ ปีพังแน่นอน คณะเอ็งลง คณะอื่นขึ้นมา แต่มุกเดียวกันไม่พัฒนาเลย แป๊บเดียวก็ไปจริง”

ทว่าในความเปลี่ยนแปลงก็มีมุมที่ดี เนื่องจากในอดีตเขาทำแต่งานตลอด เพิ่งทราบว่าตนเองมีแฟนคลับติดตามอย่างเหนียวแน่นเมื่อไลฟ์ลงโซเชียลมีเดียกับลูกสาว

“ก็อ่านคอมเมนต์ ‘ประทับใจมากตอนอารองพากย์เล่าปี่’ โอ้โฮ ! กี่ปีแล้ว ผมยังลืมเลย แต่คนเขาจำได้ หรือ ‘ผมไม่เคยนึกเลยว่าอารองจะพากย์เป็นผู้ร้ายได้เด็ดขาดขนาดนี้ใน Avatar’ แล้ว เวลาเราเข้าไปไลฟ์คนเข้ามาดูเป็นพัน ๆ เลย เขากดส่งของขวัญให้เยอะมาก”

เดินมาสุดทางแล้ว

“ตอนนั้นก็นึกว่านั่นคือที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่”

รองกล่าวถึงรางวัลจากการพากย์เรื่อง แผลเก่า เพราะจากนั้นรองก็ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) สาขาพากย์ชายอีกหลายครั้ง เช่น คาดเชือก (ปี ๒๕๒๗), ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท (ปี ๒๕๒๙) จนเขาเริ่มเปิดโอกาสให้นักพากย์รุ่นใหม่ ๆ มาพากย์บทพระเอกแทนมากขึ้น

แต่ก็ยังได้รับการติดต่อให้พากย์เรื่องอื่น รวมถึงพากย์เสียงเป็น “โกโบริ” ให้ วรุฒ วรธรรม ใน คู่กรรม (ปี ๒๕๓๑) ซึ่งเขารู้สึกไม่เหมาะกับตนเองเนื่องจากต้องดัดเสียงเป็นเด็กหนุ่ม กระนั้นก็สามารถคว้ารางวัลพระสุรัสวดีได้อีกครั้ง จนต้องไปเรียนคณะกรรมการว่าจะไม่ขอรับรางวัลอีกแล้ว

หากในวัย ๗๐ ก็ได้รับรางวัลที่เขาคิดว่าสูงเกินเอื้อมอย่างศิลปินแห่งชาติ เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมให้ส่งประวัติเพื่อคัดเลือกตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แต่ผ่านไปหลายปีก็ไม่ได้รับเลือกจนเลิกคาดหวังในที่สุด

“พอปี ๒๕๖๐ นอนอยู่บ้านคนเดียวลูกสาวออกไปธุระ สักพักก็เดินกลับมาบอก พ่อได้เป็นศิลปินแห่งชาตินะ  โห น้ำตาไหลพราก  ในห้องพระมีรูปของพ่ออยู่ ไปดึงรูปพ่อมาบอก พ่อครับ...ผมทำได้แล้ว ผมเดินมาสุดทางแล้วครับ”

รองมานึกย้อนดูที่พ่อเคี่ยวเข็ญให้อ่านหนังสือ ไปทำงานที่วิกลิเกตั้งแต่เด็ก จนรู้สึกน้อยใจ แท้จริงท่านคงเห็นแววบางอย่างที่จะช่วยส่งเสริมลูกคนนี้ได้นั่นเอง 

Image

รับรางวัลครอบครัวแห่งปีจากงานประกาศรางวัลไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ด ปี ๒๕๕๙

Image

รอง เค้ามูลคดี ประทับรอยมือและรอยเท้า ณ ลานดารา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เป็นดาวดวงที่ ๑๖๓ ร่วมกับลูกสาว

ฝากถึงคนรุ่นใหม่

ในวันที่วงการบันเทิงมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาฝากถึงเด็กรุ่นใหม่ว่าการมีงานให้ทำในยุคนี้ก็สำคัญ แต่ควรเลือกสรรว่างานนั้นเหมาะกับเราหรือเปล่า และต้องอยู่ด้วยความไม่ประมาท

“วงการบันเทิงเนี่ยเหมือนเรายืนอยู่ตรงนี้ แล้วมองเห็นภูเขาอยู่ไกล ๆ ยอดเขานั้นใครก็อยากเดินขึ้น ทั้งที่รู้ว่าทางเดินลำบาก ต้องผจญทุกอย่างต้องใช้ความอดทน พวกพ่อน่ะมาอยู่เชิงเขาแล้ว อีกอึดใจเดียวก็ถึงยอดเขา พวกเธอเพิ่งออกสตาร์ต อย่าประมาทหรือชะล่าใจ ไม่งั้นเชิงเขาก็ไปไม่ถึง แล้วจริง ๆ ปัจจุบันก็ตายกลางทางกันเยอะ”  

ข้อมูลอ้างอิง
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๐. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.

ขอขอบคุณ
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)