Image

ในร้านใบชาส่วนใหญ่มีชามากมายหลายชนิดอยู่ใน “ถ้ำ” หรือกล่องเก็บรักษาใบชา รอให้เราเลือกสรร ดังเช่นบนผนังร้านอ๋องอิวกี่ที่มีภาพถ้ำชาเขียนชื่อใบชาอักษรจีนไว้ และเมื่อมีโอกาสสนทนากับเจ้าของร้านชาย้อนไปถึงเบื้องหลัง ก็จะพบว่ามีเรื่องราวมากมายของหลายชีวิตซ่อนอยู่

หลังร้านใบชา
สนทนาเรื่องชีวิตผ่านจอกชา

เรื่อง : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

“ชาวสยามดื่มน้ำชาสำหรับสบายใจและสนทนาเพลิน ข้าพเจ้าหมายความเฉพาะแต่ว่าชาวสยามในพระมหานครสยาม (กรุงศรีอยุธยา) เท่านั้นที่ใช้ใบชาเป็นเครื่องดื่มโอชารส ใช่จะรู้จักกันทั่วไปตลอดพระราชอาณาจักรสยามก็หามิได้ แต่ในพระมหานครสยาม ธรรมเนียมดื่มน้ำชานี้ลงหลักแล้ว และในจำพวกคนสยามชาวกรุงเป็นประเพณีผู้ดีอย่างจำเป็นที่จะส่งน้ำชาให้แก่บรรดาผู้ที่จะมาเยี่ยมเยียนตนทั้งปวง”

เนื้อความข้างต้นมาจาก จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่ม ๑ แปลโดยกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กล่าวถึงสิ่งที่ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ อัครราชทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี ๒๒๓๐ ได้บันทึกไว้

ในตอนที่ ๙ ว่าด้วยสวนของชาวสยามและการกินเหล้าเป็นบางครั้งบางครา กล่าวถึงชาสามชนิดที่ชาวสยามดื่ม สรรพคุณทางยา การปรุงชา จนถึงการเลือกน้ำที่ใช้ต้ม รวมทั้งยังเปรียบเทียบว่าชาวอยุธยาเรียกน้ำชาว่า “ชา” แบบเดียวกับชาวจีน แต่ออกเสียงแปร่ง ๆ ต่างกันเล็กน้อย

เมื่อสืบค้นเอกสารเก่าอื่น ๆ ก็พบว่า ใน จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ที่เขียนขึ้น ๑ ปีก่อนการมาถึงของลา ลูแบร์ บรรยายถึงการนำน้ำชาในกากระเบื้องเคลือบมารับรองเมื่อเขาไปเยี่ยมบ้านชาวมอญชาวญวน และการรับมอบใบชาเกรดดีพิเศษที่ไม่มีขายในท้องตลาด ตลอดจนหากข้ามจากข้อมูลตัวอักษรไปยังภาพ ก็จะเห็นมหาดเล็กกำลังยกถาดน้ำชาขึ้นถวายพระสงฆ์ในภาพลายรดน้ำที่หอเขียน วังสวนผักกาดด้วย

หลักฐานเหล่านี้บอกว่าชาแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยผ่านการทูต การค้า และการอพยพย้ายถิ่นไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี แต่นานขนาดไหนนั้นไม่อาจทราบแน่ชัด

ทุกวันนี้ชายังเป็นเครื่องดื่มโอชารสในสังคมไทย มีห้างใบชามากมายให้เลือกสรร ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านนั่งล้อมวงน้ำชาด้วยกัน ฟังเรื่องเล่าจากคนที่อยู่กับชามายาวนาน เราอาจค้นพบว่านอกเหนือจากเพื่อความสบายใจและสนทนาเพลินแล้ว พวกเขาดื่มชาเพื่ออะไร

Image

ร้านใบชาอ๋องอิวกี่มีห้องรับแขกกั้นแยกจากส่วนหน้าร้าน เพื่อนั่งดื่มชาอย่างเป็นส่วนตัว บนผนังมีป้ายกลอนคู่ความว่า “ชาดีมีรสนิยม ย่อมนำเพื่อนที่เหมาะสมมาพบกัน” 

ในเรื่องเล่า ตำนาน
และเอกสาร

“หนังสือว่าด้วยชาเล่มแรกของโลกคือ ฉาจิง (茶经) หรือคัมภีร์แห่งชาในสมัยราชวงศ์ถัง รจนาโดยท่านลู่อวี่ (陆羽) เด็กกำพร้าที่พระเก็บไปเลี้ยง ท่านมีหน้าที่ต้มน้ำชงชาให้พระ พอโตขึ้นมาก็เขียนเป็นบันทึกไว้ตั้งแต่ ๑,๒๐๐ ปีก่อน”

นพพร ภาสะพงศ์ เจ้าของห้างใบชาอ๋องอิวกี่รุ่นที่ ๓ วัย ๗๐ ปี พาเราเข้าสู่ประวัติศาสตร์หลายพันปีของชาจีน พร้อมบอกให้พนักงานในร้านเตรียมต้มน้ำร้อน

ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชาก่อนยุคของการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบมายาวนานเช่นกัน

คัมภีร์ ฉาจิง บันทึกเทวตำนานไว้ว่า จุดกำเนิดชาเริ่มขึ้นในยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ราว ๕,๐๐๐ ปีก่อน เมื่อ เสินหนง เทพเจ้าแห่งการกสิกรรมอยากรู้สรรพคุณพืชแต่ละชนิดบนโลก จึงชิมพืชนับร้อยชนิดจนมีพิษมากมายสะสมอยู่ในร่าง แต่พอได้เคี้ยวกินใบชาที่หล่นเข้าปาก พิษร้ายก็หายสิ้น

“อีกตำนานหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายเซนเล่ากันว่า ใบชาเกิดจากท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ หรือพระโพธิธรรมครั้งที่ท่านจะนั่งสมาธิ ๙ ปีติดต่อกันแต่ง่วงนอน เลยตัดเปลือกตาตัวเองทิ้งตกลงมาบนโลกกลายเป็นใบชา” นพพรบอกว่ายังมีเรื่องเล่าปรัมปราเกี่ยวกับชาอีกหลายเรื่อง แตกต่างกันไปตามกลุ่มชนต่าง ๆ

เรื่องเล่าของชากระจัดกระจายและสูญหายไปก็มาก ที่ค้นพบอยู่บ้าง เช่น มีมื้ออาหารที่มีใบชาสดเป็นส่วนประกอบในสมัยราชวงศ์โจว หรือคำสั่งให้ส่งชาจากดินแดนเสฉวนเข้าวังเป็นเครื่องบรรณาการจักรพรรดิ

ร้านใบชาในสยามเมื่อราว ๑๐๐ ปีก่อนจะห่อใบชาด้วยกระดาษห่อยาจีนสองชั้นจัดทรงเป็นก้อนสี่เหลี่ยม กระดาษแผ่นในสัมผัสกับใบชา ส่วนแผ่นนอกปั๊มยี่ห้อและตราประจำร้าน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกล่องกระดาษและพลาสติกตามยุคสมัย

“ในคัมภีร์ ฉาจิง สอนวิธีทำชาแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียดนะคะ ใบชาจะทำเป็นก้อน ต้องตำก่อนแล้วค่อยตักชาใส่ลงไปในน้ำเดือด สอนแม้กระทั่งเวลาไปตักน้ำควรตักที่ริมตลิ่งหรือกลางแม่น้ำ ควรใช้น้ำนิ่งหรือน้ำไหลจะชงชาได้อร่อย ชาอะไรต้องต้มน้ำเดือดแค่ไหน” นพพรเล่ากระบวนการทำชาแบบโบราณตั้งแต่อดีตจนถึงราชวงศ์ถัง

เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์ซ่ง (ปี ๑๕๐๓-๑๘๒๒) รูปแบบชาก็เปลี่ยนไปเป็นนำใบชาแห้งมาบดด้วยโม่หรือโกร่งจนเป็นผงละเอียด เวลาดื่มก็นำไปผสมกับน้ำร้อนแล้วใช้แปรงไม้ไผ่ตีให้เกิดฟอง เรียกว่า “เตี่ยนฉา” เป็นชารสนุ่มที่นิยมมากในกลุ่มชนชั้นสูงและผู้มีการศึกษา  ต่อมาองค์ความรู้เหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่นโดยพระภิกษุนิกายเซนและพัฒนาต่อยอดเป็น “มัตจะ” ในขณะที่เตี่ยนฉาค่อย ๆ สูญหายไปจากแผ่นดินจีน เนื่องจากการรุกรานของชนชาติมองโกล

ประวัติศาสตร์ชาจีนพาเราเดินทางมาถึงชาในจอกตรงหน้าที่นพพรให้พนักงานในร้านนำมาเสิร์ฟ น้ำสีทองจากการแช่ใบชาแห้งในน้ำร้อนช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นกระบวนการชงชาสมัยใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นช่วงต้นราชวงศ์หมิง ราว ๖๐๐ กว่าปีก่อน เมื่อ จูหยวนจาง จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิงที่มีรากเหง้าเป็นสามัญชน รื้อฟื้นวัฒนธรรมการดื่มชาขึ้นใหม่ให้เรียบง่าย ไม่พิธีรีตองหรือมากขั้นตอน ดื่มได้ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน แบ่งชงในกาเล็ก ๆ โดยใช้ใบชาเท่าที่จำเป็นไม่ให้สิ้นเปลือง

กระบวนการทำและดื่มชาในลักษณะนี้เองที่กลายเป็นชาจีนในความเข้าใจของคนปัจจุบันและแพร่หลายไปทั่วโลก แน่นอนว่าสังคมไทยก็ด้วยเช่นกัน

Image

แม้จะมีการปรับปรุงอาคารใหม่ทั้งหลังเมื่อปี ๒๕๐๐ แต่ยังรักษาหน้าอาคารโค้งแบบดั้งเดิมของ “สี่กั๊ก” เอาไว้ เป็นร่องรอยทางสถาปัตยกรรมของสยามเมื่อก้าวเข้าสู่สมัยใหม่

ร้านน้ำชาสมัยรัชกาลที่ ๕

“เดินไปทางหนึ่งเป็นห้างขายทอง อีกทางเป็นห้างขายเครื่องแก้ว ถ้าไปฝั่งนี้จะเป็นย่านโรงพิมพ์ แล้วก็มีรถรางสองสายวิ่งมาเชื่อมกัน  สมัยก่อนต้องบอกว่าโลเคชันตรงสี่กั๊กเสาชิงช้านี้ถือว่าดีมาก” นพพรเล่าถึงห้างใบชาอ๋องอิวกี่ที่ตัวเองรับช่วงต่อมาจากพ่อและปู่ ซึ่งคาดว่าเปิดกิจการในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี ๒๔๕๐ 

เฮ่ากึ๊น แซ่อ๋อง ปู่ของนพพรเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ครอบครัวเดิมทำไร่ปลูกชา ส่วนเขารับหน้าที่ขนชาขึ้นเรือสำเภามาขายในเมืองไทยตั้งแต่อายุ ๑๘ แต่การเดินทางใช้เวลาเป็นเดือน ๆ เมื่อปิดร้านกลับจีนไปเอาชาเพิ่มแต่ละที พอกลับมากรุงเทพฯ ร้านชาเดิมที่เคยทำไว้ก็หายไปแล้ว

“ไป ๆ กลับ ๆ มาถึงก็ต้องหาที่เปิดร้านใหม่ ทำอย่างนี้
อยู่สามรอบ ครั้งสุดท้ายร้านไม่หายแล้วเพราะอาก๋งแต่งงานกับอาม่า แล้วให้เมียตัวเองเฝ้าร้าน ก็คือร้านนี้แหละ”

เธอเล่าที่มาของห้างชาอายุเกือบ ๑๒๐ ปี ที่ฟังต่อมาจากป้าใหญ่ ลูกสาวคนโตของปู่ ว่าสมัยคุณปู่อาศัยวิธีเอาห่อชาใส่กระด้งไปเดินเร่ขายตามถนนอยู่หลายปีจนคนจำชื่อร้านได้ จึงเริ่มมีลูกค้าตามมาซื้อ

“เมื่อก่อนประตูร้านเป็นบานไม้เฟี้ยมหลาย ๆ แผ่น เวลาเปิดร้านก็ยกไม้ออก เอาลังชาวางสองข้างแล้วเอาไม้ประตูพาดตรงกลาง นี่แหละโต๊ะห่อชาตัวแรกของร้านเรา”

อ๋องอิวกี่เติบโตเป็นร้านชาใหญ่ของย่านเสาชิงช้ามีลูกค้าประจำเป็นเจ้าขุนมูลนายในเขตพระนคร ต่อมาเมื่อตลาดท่าเตียนเปิดรับส่งสินค้าไปขายต่างจังหวัด ชาของอ๋องอิวกี่ก็แพร่ไปทั่วประเทศ

“ท่าเตียนเป็นแหล่งกระจายสินค้าให้ แต่เราต้องไปเก็บเงินลูกค้าเอง ป้าใหญ่นั่งเรือไปเก็บเงินที่อยุธยาบ้าง สุพรรณบุรีบ้าง แกเล่าว่าพอได้เงินมาก็มัดห่อผ้าแล้วซ่อนไว้ใต้กระดานเรือ เมื่อก่อนอันตรายนะ เจอโจรดัก โดนค้นตัวก็มี แต่เขาไม่คว่ำเรือเรา ป้าใหญ่ก็เลยรอดพ้นมาได้” นี่คือประสบการณ์ชีวิตของคนขายชาในอดีต

ปี ๒๕๐๐ พ่อของนพพรตัดสินใจต่อเติมอาคารและปรับปรุงร้านใหม่ หาจ้างช่างมาสร้าง “ถ้ำชา” หรือตู้เก็บชาแบบ built-in ที่ชั้นล่างของตึก ดังที่เห็นจนทุกวันนี้

“สมัยก่อนภาษาจีนยังไม่แพร่หลาย ออกเสียงก็ยาก ตั้งแต่รุ่นก๋งเราเลยต้องตั้งชื่อสูตรชาเป็นภาษาไทย เป็นตราปั้น ตรามังกร ตราผีเสื้อ แต่ละตราเป็นสูตรเฉพาะ บางตราก็ใช้ชาหลายชนิดผสมกัน ส่วนจำนวนตราที่ร้านเราขายก็คือตามจำนวนช่องของถ้ำชาเลย”

ชาที่เป็นภาพจำของร้านอ๋องอิวกี่คือ “ชาตราปั้น” นพพรบอกว่าเป็นชาอู่หลงจีนกับอู่หลงไทยผสมกัน ทำให้มีรสชาติเฉพาะตัว ถ้าถามว่าขายดีขนาดไหน เธอตอบแค่ว่าที่ถ้ำชาจะไม่มีแผ่นกระจกตราปั้น เพราะเปิดปิดบ่อยจนกระจกแตกไปเมื่อหลายปีก่อน

กริ๊ง...เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้นเมื่อมีลูกค้าเข้ามา พนักงานรีบเดินเข้าไปทักทายแล้วถามไถ่

“ซื้อไปดื่มเองหรือว่าเป็นของขวัญคะ”

“เป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ครับ” ลูกค้าวัยกลางคนตอบ

หลังถามถึงอายุผู้รับ พนักงานก็แนะนำชาแต่ละตัวที่น่าจะเหมาะสมอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานลูกค้าก็ได้ชากล่องใหญ่ติดมือเดินออกจากร้านไป ผมเอ่ยปากถามนพพรว่าทำไมเขาซื้อชาไปเป็นของขวัญ

“คนจีนถือชาเหมือนยาอายุวัฒนะ บำรุงสุขภาพ มีแต่ข้อดี เพราะฉะนั้นเขาถึงหาชาดี ๆ มอบให้กัน ไม่ได้ให้เฉพาะเป็นของขวัญนะ ยังมอบเพื่อแสดงความเคารพนับถือ ให้เป็นของหมั้น ของเยี่ยมไข้ด้วย ให้ในทุกโอกาสแทนคำว่าปรารถนาดี”

ชาอยู่ในทุก ๆ มิติของชีวิต ตราบที่คนเรายังปรารถนาดีต่อกัน

Image

นพพร ภาสะพงศ์ เจ้าของห้างใบชาอ๋องอิวกี่รุ่นที่ ๓ 

สายใยชาข้ามพรมแดน

นับตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ ๒ ทำให้ประชาชนขาดแคลนอาหารและยากจนอย่างหนักชาวจีนทยอยอพยพหนีไฟสงครามไปยังประเทศต่าง ๆ จนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๒ เหมาเจ๋อตง สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศ

“พ่อผมกลับเมืองจีนไม่ได้ ญาติพี่น้องลูกเมียอยู่ที่เมืองจีนหมด ด้วยความเป็นคนทำชา เขาเลยเลือกเปิดร้านชาในเมืองไทยหาเงินส่งกลับไปให้ครอบครัว”

กิตติชัย องศ์วรโสภณ เจ้าของห้างใบชาจิบอิ้ว รุ่นที่ ๒ วัย ๖๘ ปี เล่าเรื่องราวของร้านชาบนถนนพระรามที่ ๔ ที่เขารับช่วงต่อ

ตระกูลใหญ่ของกิตติชัยเป็นเจ้าของห้างใบชาฉีย่วนฉาฉิ่ง (奇苑茶行) ซึ่งมีฐานะเป็นกั๋วฉา (国茶) หรือชาระดับตัวแทนประเทศ พวกเขาทำชาจากแหล่งผลิตชาชื่อดังอย่างภูเขาอู่อี๋ซานมานานกว่า ๒๐๐ ปี ชาที่มีชื่อเสียงมากมายถือกำเนิดจากภูเขานี้ รวมถึงชาที่ยกย่องกันว่าเป็นราชาแห่งชาอู่หลงอย่าง “ต้าหงเผา”

“บ้านเราทำใบชาอยู่ที่ฮกเกี้ยน อากงเพาะปลูกใบชาที่เมืองอันซี แหล่งปลูกทิกวนอิมสายพันธุ์ดั้งเดิม ส่วนอาม่าดูแลร้านชาที่เมืองเซี่ยเหมิน ชื่อร้านหลินฉีเยี่ยน ในสมัยราชวงศ์ชิงเป็นร้านชาใหญ่ติดอันดับหนึ่งในห้าของเมืองจีนเลย ก็ทำกันในบ้านแบบครบวงจรครับ” 

Image

กิตติชัย องศ์วรโสภณ แห่งห้างใบชาจิบอิ้ว ร้านชาในเมืองไทยที่สืบสานมรดกร้านชาใหญ่จากเมืองจีน

ก่อนหน้าจีนปิดประเทศ พ่อของกิตติชัยเดินทางขนชามาขายในไทยหลายครั้ง เมื่อกลับบ้านไม่ได้จึงเริ่มทำห้างใบชาจิบอิ้ว โดยติดต่อญาติให้ส่งใบชามาขายส่งตามห้างต่าง ๆ  หลังจากนั้นไม่นานก็แต่งงานใหม่กับคุณแม่ของกิตติชัย โดยยังหวังว่าจะมีโอกาสพาครอบครัวในไทยและจีนมาเจอกัน

“พ่อได้กลับบ้านเกิดอีกครั้งปี ๒๕๒๕ จากนั้นก็ไปทุกปี ๆ แม่ผมอยู่เมืองไทยคอยเฝ้าร้าน ส่วนผมกับพี่ชายต้องผลัดกันเดินทางไปกับพ่อ  ช่วงเดือนที่ไปตรงกับช่วงทำชาในฤดูใบไม้ผลิพอดี จากที่กะว่าไปอยู่ดูแลพ่อเฉย ๆ ก็เลยมีโอกาสได้ทำชาด้วยตัวเอง”

กระบวนการทำชา (tea processing) คือแปรรูปใบชาสดให้เป็นใบชาแห้ง มีขั้นตอนและวิธีการต่างไปตามชนิดของชา เช่น ผึ่ง นึ่ง เขย่า นวด ฯลฯ เพื่อให้เกิดกระบวนการออกซิเดชันตามที่ต้องการ

Image

ภาพถ่ายครอบครัวของตระกูลเจ้าของห้างชาใหญ่ที่เมืองจีน บางคนเป็นพ่อค้า บางคนเป็นคนทำชาก่อนจะพลัดพรากแยกจากเมื่อสงครามมาเยือน

“มีครั้งหนึ่งผมทำใบชาทิกวนอิมแล้วออกมาไม่ค่อยดี เขาบอกว่าเขย่าใบชาน้อยเกินไป ผมก็งงว่าเขย่า ๓ ชั่วโมงตามเวลานะ เขาก็อธิบายว่าอากาศปีนั้นมันหนาว ใบชาเลยยังเหี่ยว ต้องเขย่าให้นานขึ้นเพื่อให้ใบชาคลายตัวรายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้เยอะมาก การทำชาเลยสอนกันผ่านตำราไม่ค่อยได้ ผมเองก็ค่อย ๆ ซึมซับจากการลงมือทำจริง”

หลังเรียนจบกิตติชัยเลือกทำงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการขายชา แต่เมื่อพ่ออายุมากขึ้นก็เริ่มส่งกิตติชัยไปจีนคนเดียวเพื่อตระเวนชิมชาในเครือข่ายของตระกูล หากเจอชาของบ้านไหนรสชาติดีก็ให้ต่อรองราคาแล้วซื้อมาขายที่เมืองไทย

“พ่อน่าจะอยากให้ไปซึมซับชีวิตฝั่งโน้นด้วยมั้ง เพราะเมื่อก่อนผมพูดจีนไม่เป็นเลย เขาอยากให้เราไปเรียนรู้ อยู่กับคนที่นั่น จะได้ไม่ขาดกัน เวลาผมเจอแปลงที่รู้ว่าจะปลูกได้ดี รู้ว่าชาจะถูกทำออกมาอย่างดี ก็จะจองไว้ จ่ายเงินล่วงหน้าตามราคาจริงให้เขาเอาไปใช้เป็นค่าปุ๋ยค่าอะไรก่อนได้  ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ไปจีนก็ใช้วิธีโทรศัพท์สั่งจากคนคุ้นเคย ร้านเรายังมีชาจากญาติ ๆ ส่งมาอยู่ถึงปัจจุบัน”

ชาจีนไม่ใช่แค่เครื่องดื่มรสเลิศ แต่เป็นรสชาติของบ้านเกิดที่หลายคนจากมาและถวิลหา ลูกค้าประจำส่วนมากของร้านจิบอิ้วจึงเป็นคนจีนอพยพที่มาอยู่เมืองไทย

ในโกดังและตู้แช่เย็นหลังร้านเต็มไปด้วยกล่องลังขนาดใหญ่ บรรจุใบชาชั้นดีที่ส่งตรงมาจากจีนด้วยสายสัมพันธ์ของครอบครัวที่เชื่อมกันข้ามพรมแดน ใบชาจะถูกนำมาแบ่งใส่ห่อเล็ก ๆ ขายในนามของร้านจิบอิ้ว มีสัญลักษณ์ตราสามหอยเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ วันนั้นกิตติชัยหยิบชาทิกวนอิมซองหนึ่งขึ้นมาชงให้ผม

“ไม่ใช่ทิกวนอิมเกรดหรูอะไรหรอก แต่อยากให้ได้ลองชิมเพราะคนทำชาซองนี้คือหลานที่เมืองจีนของผมเอง”

Image

ชาในร้านจิบอิ้วมีทั้งห่อกระดาษปั้นเป็นก้อนสี่เหลี่ยมแบบดั้งเดิม ชาแผ่นวงกลมจากญาติที่ยูนนาน หรือซองชาขนาดเล็กพอดีสำหรับการชงหนึ่งครั้ง สังเกตรูปภูเขาอู่อี๋ซานปรากฏบนกล่องชาด้วย

ฟื้นกลิ่นด้วยขี้เถ้า
และเตาไฟ

เขาใช้มือต่างไม้พายพลิกกลับด้านใบชากองใหญ่ในกระจาดไม้ไผ่ทรงสูงจากด้านล่างขึ้นบน ก่อนยกกระจาดใหญ่ขึ้นเตาอีกครั้งด้วยจังหวะนุ่มนวล เขาบอกว่าพื้นข้างในกระจาดเป็นตะแกรง ถ้าวางแรงใบชาจะหล่นลงเตาได้ หากไหม้ จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ สุดท้ายเขายกถาดโลหะขึ้นครอบ กักความร้อนให้อบอวล

“อบครั้งแรกไม่ปิดฝา ปล่อยกลิ่นที่ไม่ต้องการลอยออกมา นี่อบครั้งที่ ๒ แล้ว ตามปรกติต้องทิ้งไว้สัก ๓ ชั่วโมง แต่วันนี้ฝนตก ความชื้นเยอะ ต้องบวกเวลาเพิ่ม”

ณฐพล หิรัญสาโรจน์ เจ้าของห้างใบชา ก. มุยกี่ รุ่นที่ ๓ วัย ๖๙ ปี อธิบายสิ่งตรงหน้า แล้วเอ่ยปากชวนผมออกจากพื้นที่หลังร้านเพื่อไปนั่งสนทนาระหว่างรอใบชาบนเตากลับมาหอมอบอวลเหมือนใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ห้างใบชาอายุ ๑๑๘ ปีแห่งนี้มีจุดเริ่มต้นเฉกเช่นเดียวกับห้างใบชาเก่าแก่ร่วมสมัย คือปู่อพยพมาจากเมืองจีน เก็บหอมรอมริบจนเปิดร้านเอง และส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว สิ่งแตกต่างจากพ่อค้าใบชาอื่น ๆ คือเชื้อสายแต้จิ๋ว

หลังร้าน ก. มุยกี่ มีห้องอบชาเล็ก ๆ ซึ่งใช้มาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ณฐพลในวัยเด็กช่วยพ่อเตรียมถ่านอยู่ที่นี่ วันนี้เขายังคงจุดเตาไฟอบชาตามวิถีเดิมของครอบครัว

“บ้านเกิดอากงอยู่ที่อำเภอเฟิ่งหวง ภาษาแต้จิ๋วคือฮงฮ้วง ที่นั่นจะมีภูเขาเรียกกันว่าเขานกฟีนิกซ์ บนยอดมีต้นชาขึ้นตามธรรมชาติคือชาตานฉง ที่นี่คนแต้จิ๋วทำชาสืบต่อกันมานาน มีความรู้เรื่องชาติดตัวเป็นปรกติ”

ในอดีตการขนส่งใบชาทางเรือนั้นใช้เวลานาน ผ่านทั้งความชื้นและกลิ่นเกลือจากทะเล กว่าจะมาถึงเมืองไทย ใบชาก็มักไม่หอมแล้ว ห้างใบชาทุกแห่งจึงต้องนำชามาอบใหม่เพื่อไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์ ตลอดจนชาบางตัวที่เก็บไว้นานแล้วกลิ่นจางลงเมื่ออบซ้ำก็ช่วยปลุกกลิ่นเดิม ยังมีส่วนที่ตั้งใจอบเพื่อให้เกิดกลิ่นใหม่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของร้านด้วย

“บางคนเรียกว่าปิ้งชา แต่ร้านเราเรียกว่าอบ คือเอาใบชาไปอังความร้อนเพื่อไล่กลิ่นและความชื้น ถ่านในเตาจะร้อนมากแต่ไม่มีเปลวไฟเพราะเอาขี้เถ้ากลบไว้  เมื่อก่อนทุกที่จะมีเตาถ่านติดร้านไว้มากน้อยต่างกัน ร้านเราร้านเล็กก็มีแค่สองเตา”

เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการนี้เป็นใช้เตาอบไฟฟ้าอบชาตั้งแต่ในจีน ร้านในไทยบางแห่งเลิกอบชาอย่างถาวรเพราะการขนส่งรวดเร็วขึ้น รวมถึงบรรจุภัณฑ์ปิดมิดชิดกันความชื้นได้แทบจะสมบูรณ์ ปัจจุบันในไทยน่าจะเหลือ ก. มุยกี่ เพียงแห่งเดียวที่ยังอบชาด้วยเตาถ่านอยู่

Image
Image

ตัวอย่างใบชาสำหรับชิมที่ร้าน ฉาเกา หัวชาสกัดเข้มข้นในรูปแบบเม็ด หนึ่งในชาหลากหลายประเภทที่ ก. มุยกี่ เตรียมไว้ให้ลูกค้าเลือกสรร

“การจุดเตาหนหนึ่งจะยาวนานได้ถึง ๑๐ วัน อบชาทั้งกลางวันกลางคืน ไล่อบชาทีละตัวจนครบหมด ต้องเลี้ยงถ่านเอาไว้และคุมไฟให้ได้ ทำร้านมาร้อยปีไม่เคยมีไฟไหม้สักครั้ง”

การอบชาไม่ใช้ฟืนเพื่อเลี่ยงควัน ส่วนเตาจะเป็นหลุมทึบ ไม่มีช่องอากาศแบบเตาอั้งโล่ ถ่านจะค่อย ๆ เผาไหม้จากด้านบนที่สัมผัสอากาศลงสู่ด้านล่าง การเลี้ยงไฟจึงรวมวิธีจัดถ่านและเกลี่ยขี้เถ้าให้อากาศไหลเข้าเตาในปริมาณพอดี ไม่มากไปจนชาไหม้ ไม่น้อยไปจนไฟดับ

“เราใช้ขี้เถ้าเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ ถ้าไฟแรงเกินก็ใส่ขี้เถ้าบาง ๆ คลุมซ้ำอีกชั้น ให้ความร้อนแผ่ถึงใบชาในระดับที่เราต้องการ พอถึงระดับหนึ่งก็ต้องพลิกใบชาแบบที่ผมทำก่อนหน้านี้ ใบชาจะโดนความร้อนเสมอกันทั่ว หลังเสร็จยกชาออกไปตากให้เย็นแล้วเตรียมบรรจุขาย ส่วนที่เตาก็ต้องตักขี้เถ้าเก่าออก ถ่านที่ยังร้อนก็เอามาเป็นเชื้อไฟให้ถ่านชุดใหม่ อบวนไปเรื่อย ๆ พอใบชาที่รออบหมดแล้วค่อยปิดเตา”

ณฐพลอธิบายว่าการอบชาต้องรอให้มีชามากระดับหนึ่งก่อนจึงจุดเปิดเตา มีคนสนใจมากเพราะหาดูยากแล้ว หากลูกค้าคนไหนมาขอความรู้ที่ร้าน เขาก็จะเปิดภาพถ่ายที่เคยบันทึกไว้ให้ดู แล้วค่อย ๆ เล่าแบบเดียวกับที่เล่าให้ผมฟัง

ณฐพลมารับช่วงต่อในวัย ๕๐ ปี ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่เปลี่ยนอะไรในร้านหากไม่จำเป็นเบื้องหน้าเขาคือตาชั่งที่ใช้มาตั้งแต่สมัยพ่อเบื้องหลังคือโถดีบุกสำหรับเก็บใบชาที่ใช้มาตั้งแต่สมัยปู่

ขมนำ หวานตาม

ณฐพลชงชามี่หลันเซียงตานฉงให้ผมลองชิมพร้อมแนะนำว่านี่เป็นสายพันธุ์ชาเก่าแก่จากภูเขาเฟิ่งหวง ดื่มแล้วได้กลิ่นหอมหวานคล้ายลิ้นจี่ผสมน้ำผึ้ง สัมผัสใส ๆ สว่าง ๆ

“ผมชอบชาตัวนี้ เพราะนอกจากเป็นชาบ้านเกิดคุณปู่ มันมีรสขมนำตามแบบฉบับของชาตานฉง แต่มีรสหวานผลไม้ตามมา คนจีนแต้จิ๋วก็เอารสชามาสอนลูกหลาน เปรียบว่าพ้นทุกข์ก่อนแล้วค่อยสุข คืออายุน้อยให้ทำงานหนัก อายุเยอะขึ้นก็จะสบาย”

เมื่อผมบอกว่าไม่ค่อยได้รสขมนำ เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่าเป็นเพราะเขาแช่ชาไม่นานเพื่อไม่ให้น้ำชามีรสฝาด เป็นเทคนิคสำหรับชงให้ผู้เริ่มดื่มชา พอดื่มหมดแล้วให้เลื่อนจอกชามารอไว้ เดี๋ยวน้ำต่อไปเขาจะแช่ใบชานานขึ้นอีกนิดหนึ่ง

การชงชาแบบนี้เรียกว่ากงฟูฉา (功夫茶) คนแต้จิ๋วออกเสียงว่ากังฮูแต้ แปลว่าการชงชาด้วยความประณีต อุตสาหะตั้งใจ พิถีพิถัน การชงแบบดั้งเดิมใช้ “ปั้นชา” ซึ่งเป็นกาน้ำชาขนาดเล็ก แช่ใบชาแค่ช่วงสั้น ๆ ด้วยปริมาณน้ำที่พอดีดื่มคนละหนึ่งจอก แต่ชงซ้ำได้หลายครั้ง เพื่อค่อย ๆ ละเลียดกับรสชาในแต่ละน้ำที่เปลี่ยนไป ด้านอุปกรณ์ก็มีการพัฒนาตามยุคสมัยเช่นกัน 

“ที่ ก. มุยกี่ เราจะชงชาด้วยก้ายหว่านที่ทำจากเซรามิก กลิ่นชาไม่ติดในเนื้อภาชนะ ชงชาต่อกันหลายตัวกลิ่นก็ไม่ติดไปชนกัน เดี๋ยวนี้ห้างใบชาใช้ก้ายหว่านกันเยอะ”

ก้ายหว่านเป็นถ้วยชามีฝา ขนาดใหญ่กว่าถ้วยสำหรับดื่มแต่ยังถือจับได้ด้วยมือเดียว  เขาอธิบายเพิ่มว่าการแง้มฝาเวลาเทน้ำชาคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากแง้มมากเศษใบชาอาจหลุดออกมาด้วย แต่หากแง้มน้อยไปน้ำก็จะไหลช้าทำให้ฝาดขึ้น หรือหนักที่สุดน้ำชาจะเอ่อล้นลวกมือ จนอาจปล่อยถ้วยตกแตก

“มันถึงชื่อกงฟูฉา ต้องค่อย ๆ ปรับ ประณีต ชงทีละน้ำแล้วชิมรสแต่ละครั้ง”

ตลอดการสนทนากันมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ แม้เป็นวันฝนตก เขาจึงเล่าว่าเมื่อราว ๔๐-๕๐ ปีก่อนที่ร้านอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนมาใช้เตาอบไฟฟ้า ก. มุยกี่ ตามร้านอื่นไม่ค่อยทัน ผลิตใบชาได้ไม่มาก เป็นร้านเล็ก ๆ ที่อาศัยขายหน้าร้านอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้การอบใบชาด้วยเตาถ่านกลายเป็นจุดขายและมีคนมากมายมาตามหา ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เด็กวัยรุ่นและคนมีอายุ

“ลูกค้าจากจีนมาเจอก็ยังขอให้ส่งไปเลย จนผมต้องบอกว่าใบชานี้ก็สั่งมาจากจีนนะ แค่เอามาอบใหม่ให้มีกลิ่นเฉพาะของที่ร้านเฉย ๆ เขาก็บอกโอเค เพราะที่จีนเองก็มีชาอบเตาถ่านเหลือไม่มาก หรือไม่ก็ราคาสูงเกินเอื้อม”

เขาชี้กล่องพัสดุจำนวนหนึ่งที่มุมห้องแล้วบอกว่าลูกค้าต่างชาติหลายคนเคยซื้อตอนมาเที่ยวเมืองไทยพอกลับบ้านไปหาซื้อใบชาแบบนี้ไม่ได้ ก็ทักมาหาเขาใน Facebook ขอให้ส่งไปให้

“การที่เราไม่เปลี่ยนก็กลายเป็นจุดแข็งในตอนนี้จากร้ายกลายเป็นดี ขมนำก่อนแล้วค่อยหวานตาม”

จงรักษ์เชื่อว่าชาและอุปกรณ์ชงชาสื่อสารกับเราได้ ในร้าน Double Dogs จึงมีทั้งถ้วยชาและกาน้ำที่หลากหลาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป

ชาเพื่อรู้จักตน

“คุณเคยอ่าน The Book of Tea : หนังสือแห่งชา ของ โอคาคุระ คาคุโซ ไหม” คือคำถามหนึ่งที่ จงรักษ์ กิตติวรการ เจ้าของร้าน Double Dogs Tea Room ถามผมเมื่อสนทนากันผ่านตัวอักษรเป็นครั้งแรก 

ผมตอบตามความเป็นจริงว่าเคยอ่านเมื่อหลายปีก่อนแต่ก็ไม่เข้าใจมากนัก เนื้อหามีข้อมูลเรื่องชาอยู่เพียงส่วนหนึ่ง อื่น ๆ เป็นข้อคิดของโอคาคุระต่อเรื่องต่าง ๆ ที่แวดล้อมลัทธิชาของญี่ปุ่น 

ผมมีโอกาสพูดคุยถึงหนังสือเล่มนี้กับจงรักษ์อีกครั้งเมื่อผมมาเยี่ยมเขาถึงร้านในเยาวราช

บ้านของจงรักษ์ไม่ได้เป็นห้างใบชามาแต่เดิม แต่เขาก็เติบโตมาในครอบครัวชาวจีนที่ดื่มชาในชีวิตประจำวันและลงลึกศึกษาชาอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี

ราวปี ๒๕๔๗-๒๕๔๙ จงรักษ์ทดลองทำมุมน้ำชาเล็ก ๆ ในพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก เขตบางรัก พร้อมช่วยงานพิพิธภัณฑ์ไปด้วย จากนั้นจึงเซ้งร้านขนาดหนึ่งคูหาในเยาวราชทำร้านเมื่อ ๑๗ ปีก่อน แรกเริ่มเปิดเป็นคาเฟ่ขายเครื่องดื่มต่าง ๆ แต่ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังรู้ว่าไม่ใช่แนวทางที่ตัวเองอยากก้าวเดิน

“ใจจริงอยากให้คนซื้อใบชาไปชงเอง แต่ลูกค้าบอกว่าชงเองแล้วรสไม่เหมือนกินที่ร้าน ทุกวันนี้เราขายใบชาเป็นหลัก ก็ลดจำนวนโต๊ะลงไว้รองรับลูกค้าประจำที่ชอบดื่มชาจริง ๆ  เผอิญน้องง้วน (พลเสฏฐ์ โลหะชาละธนกุล) จากสตูดิโอเซรามิกในละแวกนี้อยากมาทำอุปกรณ์ชาด้วย ตอนนี้ก็เลยมีส่วนที่ปั้นถ้วยชามัตจะเพิ่มมา”

ก่อนเปิดร้าน จงรักษ์ใช้เวลาราว ๑๕ ปีตามหารวบรวมชาดี ๆ ที่ชอบกินเองด้วย เหมาะจะใช้เป็นมาตรฐานด้วย ค่อย ๆ ทยอยเก็บทีละตัวสองตัว โชคดีเจอโดยบังเอิญบ้าง มีเพื่อนที่เดินทางตามหามาก่อนช่วยแนะนำบ้าง ก่อนจะอธิบายว่าถ้าไม่เคยลิ้มรสชาอย่างที่มันควรจะเป็นจริง ๆ จะไม่รู้เลยว่าลักษณะที่เรียกว่าดีของชาแต่ละตัวคืออะไร เพราะใบชาปลอมก็มีไม่น้อยในตลาดชาที่กว้างใหญ่ ไหนจะเรื่องการเก็บรักษาและการชงที่หากทำไม่ดีก็จะส่งผลต่อรสชาติอีก

“ผมทำร้านก็เพื่อให้คนเห็นเรื่องนี้ได้ง่ายครับ ลูกค้าควรได้เจอชาที่เป็นหมุดหมายการเรียนรู้ ได้กินชาอย่างที่มันควรจะเป็นแล้วดูว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบ ได้ลองค้นหาแง่มุมความประทับใจที่ตัวเองมีต่อชาแต่ละตัว หาแนวทางชาที่เป็นของคุณเอง”

ฟังแล้วนึกถึงเนื้อหาส่วนหนึ่งใน หนังสือแห่งชา ที่บอกว่า เป็นความจริงที่ว่าความชื่นชมศิลปะของเราอาจครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้นถ้าเรารู้จักบ่มเพาะมัน แต่ถึงที่สุดแล้วเราก็มองเห็นแต่ภาพของตัวเองในจักรวาลนักชงชาจะสะสมก็แต่เฉพาะสิ่งที่เขาชื่นชมเป็นการส่วนตัวจริง ๆ เท่านั้น เราต้องระลึกว่าศิลปะจะมีคุณค่าก็เฉพาะในขอบเขตที่มันสื่อสารกับเราเท่านั้น

บทสนทนาในวงน้ำชาเหมือนจะดำเนินไปได้ไร้สิ้นสุดพูดเรื่องชีวิต คุยเรื่องความงามเล่าเรื่องความฝัน และแลกเปลี่ยนสิ่งที่สะท้อนอยู่ในถ้วยชาของตนเอง

โอคาคุระกำลังบอกนักดื่มชาทั้งหลายว่าอย่าลืมฟังเสียงที่ชาสื่อสารกลับมา ฟังให้ออกว่าเราจรรโลงใจกับสิ่งไหน แล้วค่อย ๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อย ๆ ควบคู่กับการลองลิ้มรสชาแบบต่าง ๆ

“ลูกค้าชอบถามผมว่ามีชาตัวประกวดไหม หรือชาตัวไหนดีที่สุด แต่ผมมองว่าการดื่มชาเป็นการเดินทางภายใน  ถ้าลองชาตัวแรกอาจบอกว่ามันหอมนะ แต่แค่ไหนยังไงอาจจะยังไม่รู้  พอกินอีกตัวหนึ่งก็จะเปรียบเทียบได้ว่าแง่มุมไหนทำงานกับใจเรามากกว่า เพราะชามันไม่มีดีที่สุด แค่ดีคนละอย่าง มันทำงานกับเราเพราะเรามีชุดประสบการณ์ก่อนหน้านั้น”

ประสบการณ์ที่ดีจริง ๆ จะช่วยให้คิดอะไรบางอย่างได้ และไม่ได้เกิดจากน้ำชาเพียงอย่างเดียว

จงรักษ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวว่าครั้งหนึ่งขณะที่เขาดื่มชามัตจะด้วยถ้วยเซรามิกทรงงุ้ม เมื่อยกขึ้นดื่มปรกติจะเหลือน้ำชาก้นแก้ว ต้องกระดกถ้วยขึ้นสูงเพื่อดื่มชาให้หมด อาจเพราะสัมผัสบางอย่างขณะถือถ้วยชา วันนั้นเขารู้สึกเหมือนถ้วยชากำลังพูดคุยกับเขา ว่าไม่นั่งหลังค่อม ไม่นั่งตั้งไหล่ มันไม่สง่างาม

ผมพยายามจินตนาการตาม ไม่เกิดกับตัวเองก็ไม่เข้าใจนัก ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งการดื่มชาจะสื่อสารบางอย่างกับผมเช่นกัน

จอกสุดท้ายแด่มิตรสหาย

ผมกับจงรักษ์นั่งคุยนอกเรื่องกันไปไกล เผลอแป๊บเดียวฟ้าข้างนอกก็มืดแล้ว เขาบอกว่าเป็นธรรมชาติของชาจีนที่จะพาให้คนคุยกันได้ลื่นไหล ตั้งแต่อดีตอันไกลชาก็เป็นเครื่องดื่มที่มีไว้รับแขกและชวนให้คนสนทนากัน

จงรักษ์บอกว่าเขารู้สึกโชคดีเรื่องชาไม่น้อยเพราะมันพาไปเจอครูและมิตรสหาย ทำให้ได้เรียนรู้หลายเรื่อง ทั้งมุมมองต่อคุณค่าความงามไปจนถึงการได้พบชาที่เป็นหมุดหมายในการเรียนรู้ หากต้องเดินทางตามหาสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองทั้งหมด คงใช้เวลานานกว่านี้มาก หรือไม่แน่ว่าชีวิตนี้จะได้เจอ

“คนที่สนใจเรื่องชา การมีกัลยาณมิตรคอยนำทางเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะหาพบหรือไม่นั้นเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง”


ล่วงเลยมาหลายวันหลังจากผมสนทนาผ่านจอกชากับเจ้าของห้างร้านใบชาทั้งหลาย แต่ผมยังมีชาอีกมากมายที่ได้มาในฐานะของขวัญ ทุกครั้งที่หยิบมาชงก็นึกถึงกัลยาณมิตรที่ได้พบพานและเรื่องราวที่ได้แบ่งปัน มีชีวิตของผู้คนมากมายสะท้อนอยู่ในเครื่องดื่มสีทองนี้

เมื่อกลิ่นชาสัมผัสจมูกผมยังจินตนาการถึงพ่อค้าชาจากอดีตอันไกลโพ้น ผู้คนนับล้านที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในวันหน้า รวมถึงกลับย้อนมารู้เนื้อรู้ตัวตนเอง  ชาช่างเป็นสิ่งพิศวงและมหัศจรรย์ ใน The Book of Tea : หนังสือแห่งชา ถึงกับมีท่อนหนึ่งกล่าวว่า “น่าแปลกไหมว่ามนุษยชาติกลับมาบรรจบพบกันในถ้วยชา” ด้วยเหตุผลว่านี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่คนทั้งโลกเห็นร่วมกันว่าช่างงดงาม  

แหล่งค้นคว้าประกอบการเขียน
หนังสือ
จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่ม ๑ แปลโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

The Book of Tea : หนังสือแห่งชา โดย โอคาคุระ คาคุโซ

The Tale of Tea : A Comprehensive History of Tea from Prehistoric Times to the Present Day โดย George van Driem

บล็อก
สารพันสาระความรู้เกี่ยวกับชา โดย ดร. ดิษฐวัฒน์ แก้วกาญจนดิษฐ์

วิดีโอบันทึกการบรรยาย
นิทรรศการหมาก ชา และภาชนะ ของพิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ