Image

นักวิจัย-มารดา-ครอบครัวนกเงือก
ศ. เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์

The Master

เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

“เราเป็นคนไทย ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้ องค์ความรู้เกี่ยวกับป่าที่เราอยากอนุรักษ์ ไม่อยากรู้หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมรดกของเรามีอะไรบ้าง และในอนาคตจะใช้ประโยชน์จากพวกมันได้แค่ไหน 

“นกเงือกต้องเขียนติดกันนะ อย่าเขียนนก แล้วก็เงือก มันคนละตัวกัน...”

ในวัยใกล้ ๘๐ ปีเต็ม คำบรรยายเรื่องนกเงือกของ ศ. เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ยังคงหนักแน่น ทรงพลัง และสอดแทรกอารมณ์ขันเสมอ

นกเงือกในแอฟริกาอาจถือกำเนิดมากว่า ๖๐ ล้านปี ขณะสายวิวัฒนาการของนกเงือกในเอเชียมีนกชนหินอายุราว ๔๕ ล้านปีเป็นญาติที่ใกล้เคียงบรรพบุรุษที่สุด ส่วนนกเงือกหัวหงอกก็มีหลักฐานย้อนกลับไปไม่น้อยกว่า ๔๘ ล้านปี

ทว่าความรู้ด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือกเพิ่งได้รับการสถาปนาเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ไม่ว่าเรื่องการสืบพันธุ์ อุปนิสัยการทำรัง ชนิดต้นไม้ที่เป็นโพรงรัง ปริมาณอาหารและสารอาหารที่จำเป็นช่วงกกไข่และเลี้ยงลูกนก ตลอดจนการรวมฝูงและชนิดอาหารนอกฤดูทำรัง

องค์ความรู้เหล่านี้เป็นผลจากการเก็บข้อมูลภาคสนามอย่างต่อเนื่องของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ซึ่งมีอาจารย์พิไลเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

“เคยมีคนนินทาว่าอาจารย์พิไลวิจัยอะไรตั้ง ๔๐ กว่าปี ยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอ  รู้ ! ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เราอยากรู้มากกว่านั้น !”

เพราะสำหรับนักวิจัย ผลลัพธ์หรือคำตอบมักนำไปสู่คำถามใหม่เสมอ

งานวิจัยบางชิ้นอาจกินเวลาหลายเดือน เป็นปี หรือนับสิบ ๆ ปี แต่บางชิ้นอาจใช้เวลาทั้งชีวิตของนักวิจัย

ฝันเฟื่อง

“อาจารย์ไม่เคยมีพื้นฐานกีฏวิทยา…”

อาจารย์พิไลเท้าความจุดเริ่มต้นของการศึกษานกเงือก

ปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ นักวิจัยหญิงผู้บุกเบิกและพัฒนาองค์ความรู้เรื่องนกเงือกยังแลดูกระฉับกระเฉง หน้าตามีน้ำมีนวลสดใส ยากจะดูออกว่าเพิ่งผ่าตัดหัวไหล่และหัวเข่าที่มีอาการปวดเรื้อรัง และต้องไปโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นประจำตามหมอนัด

“เปลี่ยนหัวไหล่ ใส่ไทเทเนียมหัวเข่าก็ต้องเปลี่ยน แหม คิดดูสิ แบกเป้หนัก ๆ มาตลอดชีวิต โดยมากจะสะพายขึ้นข้างซ้ายก่อนไง มันถึงเจ็บมาก”

นักวิจัยหญิงเล่าพลางขยับหัวไหล่ซ้ายที่รักษาจนอาการทุเลา

“เดี๋ยวนี้อาจารย์ทำงานตอนกลางคืน ๒ ทุ่มครึ่งก็เริ่มออกแบบงานวิจัย ป้อนตัวเลข ใส่ค่าต่าง ๆ  มีพูดคุยถามความเห็นจาก Chat GPT ด้วย”

ชื่อ พิไล พูลสวัสดิ์ อยู่แถวหน้าของนักวิจัยนกเงือก ไม่เพียงในประเทศไทย แต่รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานที่ผ่านมาเป็นแรงบันดาลใจแก่นักวิจัยรุ่นหลังที่ลงพื้นที่ภาคสนาม เก็บข้อมูล เฝ้าสังเกตการณ์ และนำมาวิเคราะห์

แต่กว่าจะถึงวันนี้ต้องผ่านเรื่องราวมากมาย

“สมัยอาจารย์เป็นเด็ก พ่อกับแม่อยากให้เป็นพยาบาลมาก พอสอบติดที่ศิริราชก็เลยเรียน แต่ผ่านไปแค่ ๖ เดือน รู้สึกไม่ชอบจึงลาออก เพื่อนที่ออกเพราะไม่ชอบเหมือนกันมาชวนไปทำงานเป็นเทคนิเชียนของโครงการสำรวจสัตว์ย้ายแหล่งทางพยาธิวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) อยู่รั้วเดียวกับสภาวิจัยแห่งชาติ และมี ดร. เอช. เอลเลียต แม็กคลัวร์ (H. Elliott McClure) เป็นหัวหน้าโครงการ”

หน้าที่เธอคือตรวจแผ่นสไลด์เลือดนกที่ส่งมาจากประเทศต่าง ๆ  อาจารย์พิไลเล่าว่า

“ทั้ง ๑๔ ประเทศทั่วเอเชียจะมีทีมจับนกนำมาติดกำไลขาเพื่อติดตามเส้นทางการบินอพยพ จากนั้นจะเจาะเลือดมาตรวจเพื่อหาโรคที่นกอาจเป็นพาหะ อาจารย์มีหน้าที่ย้อมสีแผ่นสไลด์ ตรวจหาปรสิตแล้วจัดหมวดหมู่ เราเคยเรียนพยาบาลจึงมีประสบการณ์ใช้กล้องจุลทรรศน์ ถึงเลือดนกกับเลือดคนจะไม่เหมือนกัน ก็ต้องเรียนรู้ ถ้ามีปรสิตก็ต้องดูว่าเป็นตัวไหน”

“การอนุรักษ์ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และการศึกษาวิจัย ไม่ใช่คิดว่าน่าจะเป็น หรือเพียงแค่อยากบริการนักท่องเที่ยว  เรื่องชุมชนหรือการจัดการต่างๆ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานการวิจัยด้วย 

ระหว่างทำหน้าที่ในโครงการ อาจารย์สอบติดคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่ด้วยความคิดว่า หากเป็นครูจะสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้

“บางทีก็ฝันเฟื่อง เพราะตอนหลังความเชี่ยวชาญมีเยอะขึ้น ตั้งแต่ชื่อนกรู้ว่าชื่อวิทยาศาสตร์ของนกที่ส่งมาจากต่างประเทศนั้นเป็นนกชนิดใด เพราะบางทีแต่ละประเทศใช้ชื่อสามัญ (common name) หรือชื่อท้องถิ่นไม่เหมือนกัน เราต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้”

หลังเรียนจบปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิตในปี ๒๕๑๓ ไม่กี่ปีต่อมาก็ได้บรรจุตำแหน่งงาน “นักวิชาการ” ที่มหาวิทยาลัยมหิดล  ช่วงนั้นคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดสอนสาขานิวเคลียร์เทคโนโลยี ด้วยความใฝ่รู้จึงสมัครเรียนจนได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง

“ทดลองเอากัมมันตรังสีฉายลงบนเลือดนกที่ติดเชื้อว่าฆ่าเชื้อได้แค่ไหน แล้วทดสอบว่าสามารถกระตุ้นให้หนูต่อต้านได้หรือไม่ อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า ‘สงสัยพิไลจะเป็นบัณฑิตครุศาสตร์คนแรกและคนสุดท้ายที่เข้ามาเรียน’”

ต่อมาในปี ๒๕๒๒ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี ๒๕๓๖ จบปริญญาเอก สาขาชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยโอซากะซิตี ประเทศญี่ปุ่น  ระหว่างนั้นในปี ๒๕๒๖ ได้บรรจุตำแหน่งงาน “อาจารย์” ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

“อาจารย์ไม่เคยมีพื้นฐานกีฏวิทยา แต่มีพื้นฐานโรคมาลาเรีย ปรสิตหรือพาราไซต์ รวมถึงพาหะนำโรคในสัตว์ต่าง ๆ ที่พอจะเชื่อมโยงกันได้”

“อาจารย์เริ่มสนใจนกเงือกตอนไหน ?”

“ช่วงเรียนนิวเคลียร์เทคโนโลยี ตอนนั้น ดร. แม็กคลัวร์ยังไม่กลับอเมริกา ที่ผ่านมาแกช่วยจ่ายค่าเทอมรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้ แต่เราไม่ซีเรียสเรื่องผลการเรียนนัก สมัยตุลาฯ ๒๕๑๖ ยังออกไปเดินขบวน จน ดร. แม็กคลัวร์ดุว่าทำไมไม่เรียนให้จบก่อน เรายังตอบ ‘ก็ไอไม่ได้เป็นคนจ่ายเงิน ยูเป็นคนจ่าย’”

อาจารย์พิไลบรรยายสถานการณ์อย่างออกรส

“ถึงจะทะเลาะกันตลอด ดร. แม็ก-คลัวร์นี่แหละฝึกให้อาจารย์หัดดูนก แกพาออกภาคสนามตลอด วันหยุดก็ต้องตื่นเช้าเพื่อเตรียมตัวไปดูนกที่เขาใหญ่”

แม่ทัพใหญ่ด้านการศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือกอธิบายว่า ขณะเพื่อน ๆ ร่วมทริปกำลังครื้นเครงบนรถตู้ ตนเองกลับต้องจดรายละเอียดของนกชนิดต่าง ๆ ตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่าน

“เวลาไปเขาใหญ่ คนอื่น ๆ จะนั่งรถตู้ แต่อาจารย์ต้องนั่งรถคันที่ ดร. แม็ก-คลัวร์ขับ แกจะให้ดูว่ามีนกอะไรเกาะตามสายไฟบ้าง พบกี่ตัว ช่วงมีนกอพยพก็จะพบนกสปีชีส์แปลก ๆ  สัปดาห์ไหนไม่ได้ไปเขาใหญ่แกจะพาไปตลาดนกที่สนามหลวง เราสนใจ geology พวกธรณีวิทยา อยากรู้เรื่องหินชนิดต่าง ๆ แกก็จะคอยสอน”

เหตุการณ์ที่ทำให้เส้นทางชีวิตของอาจารย์พิไลมาบรรจบกับนกเงือกบังเกิดขึ้นที่เขาใหญ่

“เราเดินป่าอยู่แถวหนองผักชี ได้ยินเสียงเหมือนสัตว์ป่ากำลังหอบน่ากลัวมาก ตอนนั้นยังไม่มีความรู้ว่านกเงือกบินส่งเสียงดังขนาดนี้ มันคงจะบินกลับไปนอน แต่ก็ไม่รู้ที่นอนของมันอยู่ที่ไหน”

ดร. แม็กคลัวร์เขียนเรื่องการรวมฝูงนอนของนกเงือกและต้นไทรลงในหนังสือ The Natural History Bulletin of the Siam Society  เมื่อโปรดิวเซอร์ของบีบีซี ประเทศอังกฤษ ได้อ่าน จึงสนใจและต้องการถ่ายทำสารคดี ถึงขั้นบินไปพบ ดร. แม็กคลัวร์ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อขอคำแนะนำ

ถ่ายภาพคู่กับ Morten Strange นักดูนกชาวเดนมาร์ก และผู้จัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับนก ทั้งคู่เริ่มทำงานร่วมกัน ช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐  ภาพนี้ถ่ายภายในซุ้มบังไพรแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๙๘ ขณะกำลังรอนกชนหินบินมาที่รัง 
(ภาพ : Morten Strange)

Image

อาจารย์พิไลและ Alan C. Kemp นักปักษีวิทยาชาวแอฟริกาใต้ ทำงานร่วมกันยาวนานหลายทศวรรษ ใน ค.ศ. ๑๙๙๒ ทั้งคู่เป็นผู้ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติครั้งแรกว่าด้วยการอนุรักษ์นกเงือกเอเชียที่กรุงเทพฯ และเขาใหญ่ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น International Hornbill Conference  ภาพนี้ทั้งคู่กำลังชื่นชมนกเงือกกรามช้างหรือนกกู๋กี๋เพศผู้ ระหว่าง Alan เดินทางมาเยือนประเทศไทย 
(ภาพ : โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก)

“แกบอก ‘ให้มาหาพิไล’ แล้วโปรดิวเซอร์คนนั้นเดินทางมาบอกเราว่า ‘อยากได้ที่นอนของนกเงือก’ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ เลยออกสำรวจกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ชื่อ เชิด เหล็กศักดิ์ น่าจะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ยังไม่มีความรู้ว่านกเงือกไม่ได้อยู่รวมฝูงแล้ว เดินหาหลายวันก็ไม่เจอ จนอาหารที่เตรียมไปบูด เชิดต้องงมหอยกาบในลำธารมาปิ้งกิน กลางคืนมีแค่ถุงนอนกับฟลายชีต ไม่มีเต็นท์”

หลังค้นหาอยู่เกือบสัปดาห์ จึงออกจากป่ามารายงานโปรดิวเซอร์ว่า “ไม่พบ” พบเพียง “ร่องรอยที่นอนเก่ากับขี้นกเงือกแห้ง ๆ”

“เขาบอก ‘ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นยูช่วยหาต้นไทรสุกให้ไอได้มั้ย’ เขาอยากถ่ายเรื่องงานเลี้ยงที่ต้นไทร”

ไทรเป็นแหล่งอาหารสำคัญของป่าและสัตว์นานาชนิด อาจารย์พิไลเดินป่าจนแยกได้ว่าเรือนยอดไหนเป็นต้นไทรบ้าง

“ขับรถไปตั้งแต่ด่านทางขึ้น โปรดิวเซอร์ขับ อาจารย์ส่องหา ตระเวนกันเช้าจดเย็น เจอไทรต้นหนึ่งอยู่บริเวณหุบ ประมาณกิโลเมตรที่ ๒๗ กำลังออกลูกสุก มีนกกกมากินลูกไทร รวมทั้งชะนีแล้วก็นกอื่น ๆ หลายชนิด ทางกองถ่ายของบีบีซีพอใจมาก อาจารย์เองก็ตื่นเต้น เพราะได้เห็นนกกกตัวใหญ่ใกล้ ๆ ตอนกินลูกไทร”

หลังกองถ่ายบีบีซีเดินทางกลับอังกฤษ อาจารย์พิไลยังคงติดตามนกเงือก เริ่มจากสังเกตว่าลูกไทรแต่ละต้นสุกเมื่อไร ฝากฝังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าว่าถ้าเจอรังนกเงือกให้ช่วยส่งข่าว พอถึงปี ๒๕๒๑ เจ้าหน้าที่ก็พบรังนกเงือกข้างทางเดินในป่า

“อาจารย์มีเพื่อนเป็นอาสาสมัครของอังกฤษทำงานอยู่ที่เขาใหญ่ ก็ชวนไปเฝ้าดูตั้งแต่ตี ๕ ถึง ๘ โมงเช้า มีตัวผู้บินมาเกาะปากโพรง ตัวเมียโผล่ปากออกมา เป็นภาพน่าประทับใจมาก ยังติดตามาถึงวันนี้ แต่ขณะตัวผู้กำลังจะขย้อนลูกไม้ มันหันข้างมาเห็นเราพอดี เลยขึ้นไปบินวนส่งเสียงร้อง แล้วเอาปากคาบกิ่งไม้ทิ้งลงมาคล้ายไล่เรา ส่วนตัวเมียในโพรงก็ได้ยินเสียงเหมือนมันกำลังขุด รู้ทีหลังว่ามันอยู่ในระยะเริ่มทำโพรงรัง เตรียมจะปิดโพรง ที่ผ่านมาเราแทบไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือกระบวนการทำรังของนกเงือกเลย”

การสำรวจครั้งต่อ ๆ มา อาจารย์พิไลมักออกเดินป่ากับ บุญมา แสงทอง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่กลายเป็นทั้ง “คู่หู” และ “มือขวา”

“บุญมาเดินป่าเก่งมาก หูเขาจับเสียงต่าง ๆ ไวมาก อีกทั้งเก่งปีนป่าย เวลาพบโพรงรังบนต้นไม้ที่พื้นโพรงเริ่มทรุด บุญมาจะปีนขึ้นไปซ่อมแซมมีอาจารย์ช่วยส่องไฟ บางครั้งหลงป่า
กว่าจะกลับถึงที่พักเกือบเที่ยงคืน แต่บุญมามีสัญชาตญาณด้านทิศทางเป็นเลิศ รู้ว่าเส้นทางไหนเป็นของพวกเรา”

ประสบการณ์ตรงในป่าสร้างความประทับใจและกลายเป็นแรงผลักดันให้อาจารย์พิไลอยากรู้เรื่องนกเงือกมากยิ่งขึ้น

“อาจารย์จะอยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอด จนลูกศิษย์บอก ‘อาจารย์อย่าเพ้อเจ้อมากได้มั้ย พวกเราทำตามไม่ไหวแล้ว’”

Image

ทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนผ่านโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติรอบผืนป่า 
เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และเทือกเขาบูโด จัดค่ายเยาวชน กิจกรรมศิลปะ ละครเร่ และการเพาะกล้าไม้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักและหวงแหนธรรมชาติ โดยมีนกเงือกเป็นสื่อกลาง

Image

หนังสือของอาจารย์พิไลไม่ได้มีลักษณะเป็นตำราหรือเผยแพร่ความรู้สำหรับประชาชนอย่างเดียว แต่มีทั้งงานวิชาการระดับนานาชาติ งานสื่อสารองค์ความรู้สู่สาธารณะ แต่ละเล่มสะท้อนองค์ความรู้ที่สะสมมาตลอดหลายทศวรรษ

Image

ผลงานสำคัญที่สะท้อนงานศึกษานกเงือกทั้งในประเทศไทยและระดับโลก จาก Hornbills : A Thai Heritage - A World Heritage หนังสือรวบรวมองค์ความรู้จากงานศึกษานกเงือกในประเทศไทย สู่ Hornbills of the World : A Photographic Guide คู่มือภาพถ่ายนกเงือกจากทั่วโลก

ครอบครัวนกเงือก
-ชีวิตแลกองค์ความรู้

งานศึกษานกเงือกริเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขยายผลสู่อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี รวมถึงผืนป่าและชุมชนอีกหลายแห่ง เช่น เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา เกาะกูด จังหวัดตราด เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ตลอดจนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

อาจารย์พิไลเล่าว่า “เห็นนกเงือกครั้งแรกที่เขาใหญ่ เรายังไม่ได้คิดไกล แค่อยากให้นกเงือกทำรังและมีลูกนก ทำงานสำเร็จแต่ละวันก็ดีใจแล้ว แต่เราค่อย ๆ สั่งสมความรู้และประสบการณ์ อาจารย์มักสงสัยว่าวันนี้นกเงือกกินลูกไม้อะไร รวมกันเป็นน้ำหนักเท่าไร และได้รับสารอาหารชนิดใดบ้าง” 

หรืออย่างกรณีโพรงรัง อาจารย์พิไลตั้งข้อสงสัยว่ามีปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ หรือไม่

“ไม่ว่านกหัวขวาน หมี ผึ้ง หรือเชื้อรา อาจารย์จะคิดว่าเวลาต้นไม้ขนาดใหญ่มีแผลต้องเกิดจากการติดเชื้อ หรือลมพัดไปขูดกิ่งไม้อื่น มีเชื้อราเป็นตัวเร่งทำให้แผลขยายและเกิดไส้เน่า ในที่สุดก็ขยายเป็นโพรง  หรือกรณีหมีกัดเปิดโพรง บางครั้งต้นไม้ใหญ่มีโพรงข้างใน แต่ช่องเล็กจนนกเงือกใช้งานไม่ได้ กระทั่งผึ้งเข้าไปทำรัง แล้วหมีก็ตามมากินน้ำผึ้ง ฉีกโพรงกว้าง ต่อมาต้นไม้พยายามรักษาตัวเอง ปากโพรงค่อย ๆ แคบลงจนนกเงือกเข้าใช้งานได้  การทำงานวิจัยเราต้องคิดด้วย ไม่ใช่สักแต่ไปนั่งเฝ้า”

นกเงือกไม่สามารถเจาะหรือขุดโพรงรังได้ การเกิดขึ้นของโพรงรังเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในป่าจึงเป็นหัวข้อวิจัยที่อาจารย์พิไลให้ความสนใจเป็นลำดับต้น ๆ

“หรือกรณีโพรงรังที่เกิดจากนกหัวขวาน ในเชิงนิเวศวิทยา นกหัวขวานมีบทบาทสำคัญในการสร้างโพรงสำหรับสัตว์อื่นที่ใช้โพรงต่อ อาจารย์ก็วิเคราะห์ว่ารูปแบบโพรงใดบ้างที่นกหัวขวานเจาะ เพราะมีทั้งแบบเจาะแล้วมุดลง เจาะแล้วยกสูงขึ้น หรือแค่เจาะรูเล็ก ๆ ซึ่งโดยทั่วไปโพรงรังของนกเงือกต้องมีพื้นที่ของเพดาน มันเกี่ยวกับการไหลเวียนอากาศ เวลานกเงือกอยู่ในโพรง อากาศจะเข้าทางปากโพรง แล้วความร้อนจากตัวนกจะไหลเวียนขึ้นไป”

โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มในปี ๒๕๒๑ ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อีก ๑๕ ปีต่อมา คือวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จึงจัดตั้งเป็น “มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับพระราชทานชื่อมูลนิธิจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แล้วขยายขอบเขตไปยังผืนป่าภาคตะวันตกและภาคใต้

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกรณียกิจในการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๖ เมษายน ๒๕๓๔ โดยมีอาจารย์พิไลเฝ้ารับเสด็จและนำชมธรรมชาติ ก่อนที่งานศึกษาวิจัยนกเงือกจะขยายไปสู่ผืนป่าภาคตะวันตก

มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกไม่ได้มีเพียงผลงานวิจัยที่เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยา หากยังโดดเด่นด้านการอนุรักษ์ด้วย

อาจารย์พิไลเล่าว่า “ก่อนปี ๒๕๓๗ นกเงือกที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาบูโดถูกล่าหนัก มีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและผลไม้ ตอนนั้นยังไม่ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี เป็นเพียงพื้นที่เตรียมการ แล้วนกเงือกที่นั่นคนละชนิดกับเขาใหญ่และห้วยขาแข้งอาจารย์เลยลงไปดู”

การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่งานอนุรักษ์ร่วมกับคนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดแถบเทือกเขาบูโด ที่เป็นแหล่งกบดานของขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.)

“เรียกว่าดินแดนต้องห้ามสำหรับคนแปลกหน้าก็ว่าได้ จะลงพื้นที่ต้องมีหนังสือจากคณะว่ามาทำอะไร เดินป่าตอนกลางคืนต้องใช้ตะเกียงแก๊ส เพราะเขาบอกไฟฉายตำรวจใช้ ‘พวกคุณเป็นนักวิจัยต้องทำตัวให้เหมือนชาวบ้าน’ บางทีใช้ไฟฉายก็ต้องฉายลงเท้าไม่ให้ใครเห็น จะค้างแรมบนภูเขาเจ้าหน้าที่ต้องขึ้นไปนอนเป็นเพื่อน แล้วเขามาเล่าทีหลังว่า ‘ไม่ได้นอนเลยจนถึงตี ๕ เพราะกลัวจะถูกเล่นงาน’ มีครั้งหนึ่งทางอำเภอให้เครื่องมือสื่อสาร บอกว่า ‘ถ้ามีปัญหาให้รีบส่งข่าว’ อาจารย์ตั้งใจขึ้นเขาหลายวัน ผ่านไป ๕ วันหรือ ๗ วัน เขาคงเห็นเราเงียบไป เราเป็นคนไม่กลัวอะไร แต่เขาเป็นห่วง ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเต็ม ๑๖ คนขึ้นมาตาม อาจารย์บอก ‘โอ๊ย ไล่นกฉันหมดแล้ว เดี๋ยวจะขออยู่ต่ออีก ๓ วัน’”

สิ่งที่แตกต่างจากเขาใหญ่และห้วยขาแข้งคือ ที่บูโดนักวิจัยต้องทำงานร่วมกับคนในชุมชน จากที่เคยระวังสัตว์ป่า กลายเป็นต้องระวังอันตรายจากคน

“เคยมีคนนินทาว่าอาจารย์พิไลวิจัยอะไรกันตั้ง ๔๐ กว่าปี ยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอ  รู้ ! ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เราอยากจะรู้มากกว่านั้นอีก ! 

Image

“ที่เขาใหญ่เราใช้เวลาหลายปีกว่าจะหารังนกเงือกได้ ๔๐ รัง ปีหนึ่งหาได้ ๒-๓ รัง ส่วนที่บูโดเรารู้ตำแหน่ง ๔๐ รัง แต่นกเงือกไม่เข้า เพราะมีคนปีนเอาลูกนกไปขาย  อาจารย์เข้าไปคุยกับพวกพรานตัวเป้งทั้งหลาย บรรยายให้ฟัง บอกเราต้องช่วยกัน เพราะนกเงือกเป็นนักปลูกป่าที่มีคุณภาพ เขาพาเมล็ดไปได้ไกลครั้งละเยอะ ๆ การสูญพันธุ์ของนกเงือกจะกระทบกระบวนการแพร่กระจายเมล็ดไม้ในป่าเขตร้อน ถ้าเธอไม่ทำตอนนี้ ปล่อยให้ไม่มีนกเงือก แล้วป่าแย่ลง ระวังลูกหลานจะขุดกระดูกเธอขึ้นมาด่า”

อาจารย์พิไลไม่มีทายาททางสายเลือด แต่กำลังสร้างทายาททางความคิด

“ลองคิดดี ๆ ว่าจะร่วมมือกับฉันมั้ย ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไร ฉันสบาย กลับออฟฟิศก็มีที่นั่งทำงาน ไม่ต้องมาเดินป่ากับพวกเธอ แล้วดูสิว่าฉันเอาอะไรกลับไปหรือเปล่า นอกจากกระดาษข้อมูล”

มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกรณรงค์และสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ จนอดีตพรานล่านกเงือก ผู้นำชุมชน และชาวบ้านรอบเทือกเขาบูโดเข้าร่วมงานวิจัย ทั้งสร้างเครือข่ายผ่านกิจกรรมค่ายเยาวชนสำหรับโรงเรียนรอบเทือกเขาบูโด ส่งผลให้นกเงือกทั้งหกชนิดมีประชากรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ตัว 

นอกจากนี้งานอนุรักษ์ยังช่วยเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านที่มีต่อการล่าสัตว์ป่า  สำหรับนักวิจัย การได้สัมผัสวิถีชีวิตอันแตกต่าง รวมถึงความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ ก็มีส่วนหล่อหลอมมุมมองและทำให้แต่ละคนเติบโต

“อาจารย์จะสั่งห้ามเด็ดขาด ใครไปอยู่ที่นั่น ห้ามซื้อที่ดินหรือซื้อขายใด ๆ ไม่ให้เอาเรื่องผลประโยชน์ เพราะเรามาทำวิจัย”

“ทำไมอาจารย์ถึงให้ความสำคัญเรื่องนี้ ?”

“มันเป็นจิตสำนึก เมื่อเรามาอยู่ในชุมชนที่แตกต่างทั้งความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี มีโอกาสที่เขาจะตั้งคำถามว่าเราเป็นคนไทยพุทธ จะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์หรือเปล่า ฉะนั้นต้องบอกเลยว่าเรามาทำงานวิจัย เพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ไปใช้ในการอนุรักษ์และรักษานกเงือกให้คงอยู่”

ช่วงปี ๒๕๔๐ ทั่วโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจ โครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกก็ได้รับผลกระทบ

Image

อาจารย์พิไลเล่าสถานการณ์หนึ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการศึกษานกเงือกที่เทือกเขาบูโด

“มีช่วงหนึ่งเงินทุนเราหมด ทีมงานบอก ‘อาจารย์...ทิ้งทางใต้เถอะ’”

“หมายถึงบอกให้ยอมสละ ?”

“อาจารย์ตอบ ‘ไม่ได้’ นกเงือกที่บูโดมีสปีชีส์ต่างจากห้วยขาแข้งและเขาใหญ่ หากเราปล่อยไป นกเงือกต้องสูญพันธุ์แน่ ๆ ก็บอกทีมงานว่า ‘อาจารย์ยังไม่ได้พยายามเต็มที่ ถ้าหากทิ้งก็จะนอนตายตาไม่หลับ’” 

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นที่มาของแนวคิดหาคนอุปการะนกเงือก

“นกเงือกมักกลับมาที่โพรงรังเดิมเสมอ อาจารย์เลยเกิดแนวคิดโครงการอุปการะครอบครัวนกเงือก เป็นโครงการระดมทุนจากคนเมืองเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ตั้งแต่ ๒,๗๐๐-๓,๗๐๐ บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับชนิดของนกเงือก สิ่งที่ผู้อุปการะจะได้รับคือรายงานสรุปผลความคืบหน้าของครอบครัวนกเงือก ภาพถ่ายนกเงือก และภาพชาวบ้านผู้ดูแลรัง ข้อมูลพฤติกรรม อาหาร และการเลี้ยงลูกช่วงฤดูทำรัง รวมทั้งมีสิทธิ์ตั้งชื่อให้ลูกนกเงือก อาจารย์เป็นคนพูดตรง ๆ ชาวบ้านคงจะเกรงกลัวและเห็นเราเป็นคนรักษาคำพูด ถึงยอมเปลี่ยนจากคนล่ามาดูแลและเก็บข้อมูลให้ แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่า ‘ฉันไม่ใช่กระทรวงการคลังสิ่งไหนบอกจะพยายามทำ ฉันก็จะทำให้ได้มากที่สุด’ ถึงจะได้รับความเคารพนับถือ และที่สำคัญเราต้องเข้มแข็ง เพราะเขาคนหมู่มาก ถ้าเราไม่แกร่ง จริง ๆ มันจะยาก”

“อาจารย์จะอยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอด จนลูกศิษย์บอก ‘อาจารย์อย่าเพ้อเจ้อมากได้มั้ย พวกเราทำตามไม่ไหวแล้ว’ 

Image

อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนึ่งในพื้นที่วิจัยหลัก ที่นี่อาจารย์พิไลและมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกขยายขอบเขตงานอนุรักษ์สู่การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

สู่ครึ่งศตวรรษ

เมื่อ ๒ ปีก่อน อ๊อด-พิทยา ช่วยเหลือ นักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวถึงอาจารย์พิไล แม่ทัพใหญ่ของเหล่านักวิจัยนกเงือกว่า

“เราพยายามรักษาสิ่งที่อาจารย์พิไลปูทางไว้ นกตัวหนึ่งที่เคยเห็นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ถึงตอนนี้แกยังปิ๊งปั๊งกับมัน บางครั้งเราคิด...มันก็ธรรมดานะ แต่อาจารย์ไม่ใช่ แกยังมีความสุขกับสิ่ง
ที่เห็น”

เมื่อ ๖ ปีก่อน วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ขณะเดินสำรวจเส้นทางภายในป่าเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับถ่ายทำสารคดีนกเงือกออกอากาศทางโทรทัศน์ อ๊อดถูกกระทิงขวิดจนบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาขวาหักและมีแผลเปิด เสี่ยงทะลุไปโดนเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาด้านในฉีกขาด เจ้าหน้าที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเร่งประสานขอความช่วยเหลือ ก่อนเฮลิคอปเตอร์เข้าไปนำอ๊อดส่งโรงพยาบาลจนพ้นขีดอันตราย

ช่วงปี ๒๕๓๓-๒๕๓๕ อ๊อดทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ และใช้วันหยุดเป็นอาสาสมัครช่วยงานอาจารย์พิไลที่เขาใหญ่ ก่อนก้าวเข้าสู่งานวิจัยเต็มตัวในปี ๒๕๓๕ นับแต่นั้น เขาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่อาจารย์พิไล และยังคงอุทิศตนให้กับการอนุรักษ์และวิจัยนกเงือกมาจนถึงวันนี้

“การอนุรักษ์ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และการศึกษาวิจัย ไม่ใช่คิดว่าน่าจะเป็น หรือเพียงแค่อยากบริการนักท่องเที่ยว  เรื่องชุมชนหรือการจัดการต่าง ๆ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานการวิจัยด้วย”

อาจารย์พิไลเน้นย้ำแนวทางสำคัญของมูลนิธิ

“จริง ๆ มีเวลาถึงเที่ยงคืน ถ้าฟังได้ อาจารย์เรื่องเยอะมาก”

นักวิจัยหญิงเอ่ยปากเมื่อพระอาทิตย์เริ่มราแสง และสายฝนแห่งวัสสานฤดูโปรยปราย

ในวัยใกล้ ๘๐ ปี ท่านยังดูกระฉับกระเฉงและครุ่นคิดถึงงานเกือบตลอดเวลา

“เราเป็นคนไทย ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับป่าที่เราอยากอนุรักษ์ ไม่อยากรู้หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นมรดกของเรามีอะไรบ้าง และในอนาคตจะใช้ประโยชน์จากพวกมันได้แค่ไหน แต่เราก็ไม่ศึกษาวิจัย แถมยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ ๑”

Image

จากประสบการณ์ทำงานยาวนานหลายสิบปี อาจารย์พิไลพูดชวนให้คิด

“ต่างประเทศให้ทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดีใจ เปิดรับ หารู้ไม่ว่าเขาเอาข้อมูลดิบของเราไป อาจารย์บอกเสมอ ‘ถ้ารับทุนมา อย่าให้ข้อมูลดิบเด็ดขาด อย่างน้อยเราต้องวิเคราะห์ก่อนหนึ่งหรือสองขั้น’”

“ข้อมูลดิบมีค่ามากใช่มั้ย ?”

“มีค่ามากสิ ตอนนกชนหินถูกจัดเป็น critically endangered มีผู้ชายจากสิงคโปร์เชื้อสายอินเดียมาคุยกับอาจารย์ จะมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล อาจารย์บอกเลย ‘เห็นฉันโง่เหรอ ให้ฉันเป็นแค่กรรมกรเก็บข้อมูล คนวิเคราะห์ต่างหากจะได้ความรู้’  อีกโครงการหนึ่งได้ทุนจากฝรั่งเศส เขาให้อาจารย์เป็นคนรีวิว อาจารย์ให้ความเห็นว่า ‘ถ้าแบบนี้เราก็เป็นแค่คนเก็บข้อมูล ส่วนเขาเอาไปวิเคราะห์ที่ฝรั่งเศส หัวหน้าโครงการได้ไปปารีสอาจจะ ๑ เดือนหรือ ๒ สัปดาห์ ส่วนเราเป็นคนจัดอีเวนต์ จัดงานภาคสนาม’”

“The Great Mother of Hornbills - มารดาผู้ยิ่งใหญ่ของนกเงือก” หลายปีแล้วที่ผู้คนยกย่องเธอด้วยคำนี้

“มีคนเล่าว่าเด็กเห็นรูปเราตอน
จับนกเงือก คล้าย ๆ ทำร้ายนกเงือก ก็ถามแม่ว่า ‘อุ๊ยแม่ แล้วนกเงือกไม่เจ็บเหรอ’ แม่เด็กตอบ ‘แม่ว่าคงไม่เจ็บนะ ก็คนในภาพเป็นแม่ของนกเงือกนี่นา...’”


ชีวิตหนึ่งนั้นสั้น ส่วนผลงานวิจัยยืนยาว

ประโยคนี้ผุดขึ้นในห้วงหนึ่งระหว่างสัมภาษณ์

“กลัวมั้ยว่าความรู้เรื่องนกเงือกจะหายไปพร้อมอาจารย์ ?”

“ไม่น่า เพราะเด็กรุ่นใหม่เก่ง หัวหน้าโครงการมีแต่คนรุ่นใหม่ ต้องค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ ทำให้คนเห็นว่าเราจริงจัง งานอนุรักษ์ไม่เหมือนปาร์ตี้หรือเทรนด์ที่หายไป ต้องถือว่ามันคือลมหายใจ ถ้าหยุดไปนาน ปั๊มไม่ขึ้น”

อาจารย์พิไลบอกในวันที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ ๙ ของชีวิต  

ขอขอบคุณ
คุณปุ๊ก-ศิริวรรณ นาคขุนทด และนักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือกทุกคน 

สกู๊ป “จากจุดเริ่มต้นสู่ตำนานงานวิจัย นกเงือก (ภาคสนาม) กว่า ๔ ทศวรรษ” นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ ๔๗๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ สำหรับแรงบันดาลใจและองค์ความรู้อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้