Image

เรือจำลองหลายสิบลำตั้งอยู่ในบ้านของหนุ่ยเสมือนอู่ต่อเรือไม้แห่งสุดท้ายของตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร

ต่อเรือประมงจำลอง
ต่อชีวิตเรือประมงไทย
ชีวิตช่างใหญ่แห่งบางหญ้าแพรก
ชัชวาล ชาวสมุทร

เรื่อง : นนท์พิเชษฐ์ชาญ ชัยหา
ภาพ : ฝ่ายภาพ สารคดี

เรือประมงจำลองต่างขนาด ทั้งเรืออวนดำ อวนรุน อวนลาก ที่มีมากในสมุทรสาคร ล้วนจอดนิ่งบนคานในบ้านเช่าสองคูหา ซึ่งเปรียบเสมือนอู่ต่อเรือไม้แห่งสุดท้ายของตำบลบางหญ้าแพรกในจังหวัดประมงไทย

อู่ต่อเรือนี้ทำหน้าที่ผลิตเรือไม้หลายร้อยลำ ผ่านการบรรจงทำและกำกับโดยหนุ่ย-ชัชวาล ชาวสมุทร ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนเรือประมงบางหญ้าแพรก” โดยมีปณิธานหวังสืบสานวิถีการต่อเรือประมงไม้ที่กำลังหายไปจากบ้านเกิด

Image

เรือปั่นไฟ
ใช้แสงจากดวงไฟล่อปลาและหมึก ก่อนเรืออีกลำมาล้อมจับ

Image

เรืออวนลอย
หนึ่งในเรือประมงพื้นบ้านที่มีมากในจังหวัดสามสมุทร  คอยหาจำพวกปลาซาร์ดีน ปลาทู และปลากุเลา

“ต่อเรือจำลอง คุณต้องเคยออกเรือ ถึงผมไม่ได้เป็นช่างแต่รู้ดีเทลเรือครบ เพราะโตมากับอาชีพประมงและเป็นเรือที่คุ้นเคย”

Image

เรืออวนดำหรืออวนล้อมจับ 
ออกหาปลาทูเป็นหลัก โดยตัวเรือมีเอกลักษณ์อยู่ที่อวนสีดำและมดง่ามหน้าเก๋งเรือ

ชาวสมุทร

นามสกุลของหนุ่ยบ่งบอกภูมิหลังบรรพบุรุษของชายวัยเกษียณผู้นี้ว่าเป็นชาวสมุทรสาคร หรือไม่ก็เป็นตระกูลที่สืบทอดมาจากชาวตังเกในน่านน้ำสมุทรไทย

หนุ่ยเล่าว่าพ่อเขาเป็นเจ้าของนาเกลือผืนใหญ่ในตำบลบางหญ้าแพรก ส่วนญาติพี่น้องเป็นเจ้าของเรือประมงหลายลำ ชีวิตเขาจึงคลุกคลีอยู่กับทะเลตั้งแต่จำความได้

เมื่อโตขึ้นพ่อแม่ส่งเขาไปเรียนหนังสือ แต่ด้วยความเป็นลูกทะเล หลานชาวสมุทร สมัยมัธยมฯ เขาจึงหนีเรียนมาลงเรือ ก่อนผันตัวเป็นชาวประมงอย่างจริงจัง ได้ผ่านทั้งประสบการณ์ลูกเรือ นายท้าย ไต้ก๋ง ถึงช่างยนต์ นานหลายปี

จนประมงฝั่งอ่าวไทยซบเซาลงช่วงหลังปี ๒๕๓๐ ญาติพี่น้องของหนุ่ยตัดสินใจขายเรือทิ้ง ทำให้เขาจำต้องหันเหขึ้นฝั่งมาผจญภัยบนเรือชีวิตลำใหม่

เรือแล่นต่อบนฝั่ง

เรือชีวิตของหนุ่ยแล่นสู่การงานหลายอาชีพ ตั้งแต่พนักงานเปลและคนขับรถของโรงพยาบาล สัปเหร่อ เจ้าของร้านอาหาร ก่อนจะเปิดร้านขายของชำที่บางหญ้าแพรก 

หลังเปิดร้านทำให้เขามีเวลาว่างหวนคิดถึงวัยเด็ก สมัยพ่อต่อเรือให้เล่นตามคันนาเกลือ เขาจึงนำท่อนไม้จากชายทะเลมาประดิษฐ์เป็นเรือประมงจำลองแก้เบื่อฆ่าเวลา เช่น เรืออวนดำหรืออวนล้อมจับ เรืออวนลาก

“สมัยก่อนบ้านผมทำนาเกลือต้องไปกางใบพัดดึงน้ำเข้ามาใส่นา ตอนเด็ก ๆ ไม่มีของเล่น พ่อเห็นเศษไม้ลอยตามชายน้ำเลยนำมาขุดเป็นเรือให้ผมลากเล่นในคลอง” หนุ่ยย้อนเล่า

หนุ่ยถ่อมตัวว่าเรือลำแรกที่เขาต่อเป็น “เรือที่ดูไม่ได้เลย” แต่กลับเตะตาผู้คนที่ผ่านไปมาหน้าบ้าน จนเข้ามาขอซื้อในราคาประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ บาท

แม้ขายได้เงินไม่มาก แต่สร้างแรงบันดาลใจแก่หนุ่ย เขาตัดสินใจเดินหน้าเป็นช่างต่อเรือจิ๋ว

หลังจากนั้นเขาหาทางพัฒนาฝีมือ เรียนรู้การต่อเรือจำลองอย่างจริงจัง ผสานกับประสบการณ์ชีวิตบนเรือ

“ถ้าจะเอาเงินเขา เราต้องขวนขวาย จึงไปหาองค์ความรู้เพิ่ม”

จากเรือประมงจิ๋วลำแรกสู่เรือลำที่ ๒, ๓ และอีกหลายลำ จนเรือนานาแล่นออกไปทั่ว หนุ่ยจึงให้คนท้องถิ่นมาฝึกฝนทำเรือจำลองเพื่อสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ ราวปี ๒๕๕๙ ได้จัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนเรือประมงจำลองบางหญ้าแพรก” โดยมีหนุ่ยเป็นนายช่างใหญ่

Image

เรืออวนดำ
เห็นอยู่หลายลำในบ้านของหนุ่ยเพราะเป็นประเภทเรือประมงที่เขาชื่นชอบมากที่สุด

Image

เรืออวนลากแขก
ด้านหลังมีคานถ่างไว้ลากกุ้ง หอย ปู ปลา และหมึกกระดอง 

เรือของช่างใหญ่

“เรือแต่ละลำมีชิ้นเดียวในโลก” เพราะเรือจำลองของหนุ่ยไม่มีการเขียนแบบ ภาพทุกอย่างเกิดขึ้นในหัว ทำให้ได้เรือไม่ซ้ำแบบ ซึ่งต่างจากวิธีต่อเรือประมงจำลองเจ้าอื่นของไทย

“ผมไม่นิยมทำเรือต่อที่เขียนแบบพิมพ์เขียว เพราะเมื่อมีแบบเรือทุกลำจะเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรือขุดมันเกิดขึ้นตามจินตนาการผม”

ช่วงแรกเรือต่อทั้งหมดสร้างจากสองมือของหนุ่ย จนเมื่อมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ สมาชิกของกลุ่มถูกแบ่งหน้าที่ทำแต่ละชิ้นส่วนของเรือก่อนนำมาประกอบเป็นเรือ ผ่านการกำกับของช่างต่อเรือใหญ่แห่งบางหญ้าแพรก

สำหรับไม้ที่ใช้ต่อเรือ หนุ่ยเลือกไม้ที่หาได้ตามทะเล จำพวกไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้สัก ไม้ขนุน ตอนหลังไม้เหล่านี้น้อยลง ขณะยอดสั่งเรือเพิ่มขึ้น เขาจึงซื้อจากร้านเจ้าประจำย่านบางโพ แหล่งค้าไม้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

“ผมจะถามลูกค้าว่ามีรูปเรือที่ต้องการไหม ถ้าไม่มีจะชี้ให้ดูเรือในแม่น้ำ แนะว่าเรืออวนดำ เรืออวนลาก เรืออวนลอย มีรูปทรงประมาณนี้” หนุ่ยเล่าขั้นแรกของการต่อเรือจิ๋ว โดยเริ่มทำเมื่อมียอดสั่งเข้ามาก่อน

หนุ่ยจะร่างแบบเรือตามจินตนาการ เตรียมอุปกรณ์ เลื่อย สิ่ว ค้อน กบเหล็ก ไม้วัด สว่าน กระดาษทราย ฯลฯ พร้อมด้วยอารมณ์สุนทรีย์

จากนั้นเริ่มวัดไม้ท่อนตามขนาดเรือที่ลูกค้าต้องการ ใช้เครื่องมือขุดตามแบบเรือประมงจริงในทะเล เช่น เรือทรงฉลามโดด ท้ายเมล์ ท้ายตัด เมื่อได้รูปทรงตัวเรือจึงวางกระดูกงูในแนวยาวด้านล่าง วางโขนแม่ย่านางเรือด้านหน้า หยั่งให้สองข้างของเรือมีระยะเท่ากัน วางราโทเป็นเส้นแถบยาวข้างตัวเรือ ทับหัวกงเรือ ปูพื้นดาดฟ้า เปิดปากระวางสร้างเป็นห้องใต้ท้องเรือ ก่อนต่อประกอบเก๋ง ซึ่งเป็นหัวใจของเรือประมงแต่ละชนิดจากไม้ต่างขนาด สุดท้ายเสริมเติมแต่งเพื่อบ่งบอกประเภทของเรือประมง เช่น เรืออวนดำมีอวนสีดำและมดง่ามด้านหน้า มีเก๋งสองสามชั้นด้านหลังเป็นเรือจับพวกปลาทู ส่วนเรือปั่นไฟใช้ล่อปลาต้องมีดวงไฟติดทั่วเรือ

Image

เรือสำเภาจีน
อดีตใช้ติดต่อค้าขายระหว่างไทย-จีน ถูกใช้เป็นตราประจำจังหวัดสมุทรสาครในฐานะที่ย่านนี้เรียกบ้านท่าจีน

“เราจะอยู่ได้อีกกี่ปี เดี๋ยวก็ตาย เลยพยายามถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อไม่ให้ศาสตร์การต่อเรือหายไป ถึงในอนาคตจะยึดเป็นอาชีพไม่ได้ แต่อย่างน้อยอัตลักษณ์ในท้องถิ่นยังไม่สูญสลายตามกาลเวลา”

Image

เรือฉลอมหรือเรือโป๊ะ
เป็นทั้งเรือขนส่งสินค้าและเรือหาปลาก่อนพัฒนาเป็นเรือประมงที่ใช้กันในปัจจุบัน

“ต่อเรือจำลอง คุณต้องเคยออกเรือ  เรือหนึ่งลำประกอบด้วยเสากระโดง แอก เก๋ง ราวเทียน หางเสือ กระดูกงู และอีกสารพัด ถึงผมไม่ได้เป็นช่างแต่รู้ดีเทลเรือครบ เพราะโตมากับอาชีพประมงและเป็นเรือที่คุ้นเคย จะให้ต่อเรืออื่นก็ไม่ถนัด ถึงเคยทำแต่ไม่ใช่ตัวตนเรา”

เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการต่อเรือประมงลำใหญ่จะมีความต่างกัน

“เรือจริงต่อคนละแบบ ต้องเริ่มวางกระดูกงูก่อน จากนั้นตั้งโขนเรือ วางกงทีละส่วน พอได้ทรงก็เข้ากระดานตัวเรือจนเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นใส่ราโทหรือที่เหยียบข้างตัวเรือ ใส่เครื่องยนต์ ปูดาดฟ้าทับหัวกง ตั้งเสาเก๋งเรือ ทำประตูหน้าต่าง ใส่ลูกฟักหน้าเก๋ง ทำรังไก่ด้านบน” ช่างเรือประมงจิ๋วเล่าวิธีต่อเรือประมงจริง

หากไม่นับขนาด วิธีสร้าง และหน้าที่ใช้งานของเรือประมงจริง เรือจำลองของหนุ่ยก็มีรูปทรงคล้ายกัน

เพราะเรือที่จอดเทียบท่าหน้าวัดบางหญ้าแพรกไม่ไกลจากบ้านหนุ่ย มีทั้งเรืออวนดำหรืออวนล้อม ข้างกันเป็นเรือปั่นไฟ บางวันมีเรืออวนลากล่องเข้าปากน้ำท่าจีนหลังหาปลามาหลายวันในอ่าวไทย

“แวะมาดูเรือตลอด ทุกวันวันละสามรอบ ลำไหนสวยผมก็ใช้เป็นแบบ ไม่ต้องถ่ายรูป มันอยู่ในนี้” ช่างต่อเรือย่อส่วนชี้ที่ศีรษะตัวเอง

“ให้ผมต่อเรือประมงจริงก็ทำไม่ได้ ให้เขามาทำแบบผมก็คงไม่ได้ เพราะมันคือภูมิปัญญาล้วน ๆ” หนุ่ยกล่าวถึงการทำงานของช่างต่อเรือทั้งสองประเภท

นอกจากเรือประมงจำลอง ในอู่เรือของหนุ่ยยังมีเรือประเภทอื่นประปราย

อย่างเรือฉลอมที่หนุ่ยจำลองขึ้นจากเรือในความทรงจำและเรื่องเล่าสมัยเด็ก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อท่าฉลอม สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของสยาม ก่อนพัฒนาเป็นเรือประมงยนต์ในปัจจุบัน

ยังมีเรือใบตองหรือเรือข้ามฟากที่ตีกรอบล้อมกระจกใสติดไว้บนฝาบ้านของหนุ่ย เหตุที่เขาสร้างเพราะเป็นเรือข้ามฟากที่เชื่อมชีวิตคนฝั่งท่าฉลอมกับมหาชัยให้ใกล้กันตามเพลง “ท่าฉลอม” ของ ชรินทร์ นันทนาคร ที่หนุ่ยร้องให้ฟัง ...ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า...

เรือบางลำต่อเป็นเรือรบ โดยจำลองจากเรือที่หนุ่ยเคยเห็นสมัยออกทะเล อย่างเรือหลวง ชุมพร ที่ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายรี จังหวัดชุมพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขานำถือ

หากนับจำนวนเรือจำลองที่ล่องออกจากอู่ต่อเรือของหนุ่ยคงมีนับร้อยลำ ซึ่งตอนนี้ต่างทำหน้าที่เรือจิ๋วสร้างจินตนาการแทรกจิตวิญญาณชาวเรือแก่ผู้คนทั่วไทย

Image

เรือลากจูง
ใช้ลากเรือโป๊ะบรรทุกของตามลำน้ำพบได้มากในลุ่มน้ำภาคกลางของไทย

Image

เรือรบ
แม้เรือรบยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์แต่หนุ่ยเล่าว่าเขาได้แบบมาจากเรือรบหลวงที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร

เรือไหลตามน้ำ

“ย้อนไปราว ๓๐ ปีที่แล้ว สมุทรสาครเป็นแหล่งต่อเรือประมงทุกชนิด มีอู่ต่อเรือประมาณ ๒๖ อู่ มีช่างวาดแบบเรือห้าคน โดยช่างไม้ที่ต่อเรือจะมาซื้อแบบจากช่างเหล่านี้ แต่ปัจจุบันไม่มีอู่ต่อเรือที่นี่แล้ว” หนุ่ยเล่าสถานะของอู่ต่อเรือประมงในจังหวัดบ้านเกิด

“ต่อเรือลำหนึ่งใช้ไม้เป็นป่า” หนุ่ยเอ่ยถึงปัญหาแรก

หลังมีนโยบาย “ปิดป่า” ในปี ๒๕๓๒ สมัย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ “ไม้” หัวใจสำคัญในการต่อเรือของจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะไม้ประดู่และไม้ตะเคียนถูกควบคุมจนเป็นไม้หายาก ราคาจึงพุ่งสูงมาก ชาวประมงเลยเปลี่ยนไปใช้เรือเหล็กที่ราคาต่ำกว่าแทน

“สมัยก่อนต่อเรือประมงลำหนึ่งใช้เงิน ๗-๘ แสนถึง ๑ ล้านบาท แต่เดี๋ยวนี้ราคาสูงถึง ๒๐ ล้าน กว่าจะได้ออกเรือทำประมงก็ร่วม ๓๐ ล้าน” เจ้าของอู่เรือจิ๋วเอ่ยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมถึงการซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีออกเรือสมัยใหม่

ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น นโยบายควบคุมการออกทะเลของไทยในปัจจุบัน ที่สัมพันธ์กับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ของรัฐบาลไทยต่อสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗

เป็นเหตุให้วิถีชีวิตประมงท้องถิ่นเดิมทยอยหายไปพร้อม ๆ กับเรือประมงไม้ในจังหวัดสมุทรสาคร

เรือจำลองของหนุ่ยจึงเสมือนทำหน้าที่ตัวแทนความทรงจำแก่เมืองทะเลแห่งนี้

“เรือจำลองคือการสืบสานอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาเพื่อรับรู้ความเป็นมาของบางหญ้าแพรก ดังคำขวัญประจำจังหวัด ‘เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์’ หมดรุ่นผม เรือประมงไม้ในสมุทรสาครคงไม่มีหรืออาจมีน้อยมาก ๆ”

ถึงกระนั้นเรือจิ๋วก็มีสถานะไม่ต่างกัน ด้วยมีค่าใช้จ่าย ทั้งราคาไม้ที่ใช้ต่อเรือ ค่าแรงช่างที่ใช้เวลาสร้างเรือนานร่วมเดือน ทำให้เรือต่อของหนุ่ยมีราคาเริ่มต้นที่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท สูงสุดถึงลำละแสน

เพราะเหตุนี้ยอดสั่งเรือจำลองจึงน้อยลงกว่าแต่ก่อน จนยากต่อการรวมกลุ่มคนท้องถิ่นให้มาช่วยเช่นเดิม ช่างหนุ่ยจึงสร้างเองทั้งลำ โดยนำโครงเรือที่เคยต่อมาปรับตามแบบที่ลูกค้าต้องการ

Image

เรือยังคงแล่นต่อ  

“เราจะอยู่ได้อีกกี่ปี เดี๋ยวก็ตาย เลยพยายามถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อไม่ให้ศาสตร์การต่อเรือหายไป ถึงในอนาคตจะยึดเป็นอาชีพไม่ได้ แต่อย่างน้อยภูมิปัญญาหรืออัตลักษณ์ในท้องถิ่นยังไม่สูญสลายตามกาลเวลา” หนุ่ยยืนยันว่าเขายังคงทำหน้าที่ในฐานะลูกทะเล แม้วิถีการต่อเรือจะต้องเปลี่ยนไปตามโลก

“คนส่วนใหญ่คิดจะขายในสิ่งที่ตัวเองเก่ง ทำเรือก็จะขายแต่เรือ แต่เดี๋ยวคนก็เบื่อ เราต้องขายวิถีความเป็นอยู่ของเรา ให้เขามาเรียนรู้และต่อยอด จะยั่งยืนกว่า”

ปัจจุบันนอกจากสร้างเรือประมงจำลองพร้อมเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ หนุ่ยเพิ่มเติมด้านหน้าอู่ต่อเรือจิ๋วเป็นพื้นที่ upcycling ขยะ นำพลาสติกเหลือทิ้งตามบ้านและท้องทะเล
มาสร้างสรรค์เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ใส่อัตลักษณ์ย่านสมุทรสาครผสานกับเรื่องราวชาวทะเล

“อยากให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปเห็นคุณค่างานหัตถกรรมแขนงนี้และอนุรักษ์ไว้ อย่าคิดว่าการต่อเรือทำยากหรือดูถูกว่าไร้คุณค่า เพราะมันช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตแก่เราได้”

“การต่อเรือ สิ่งสำคัญกว่าฝีมือคือความอดทน” หนุ่ยกล่าวทิ้งท้าย หมายใจให้ผู้คนเห็นหัวใจของการสร้างเรือจำลอง

เชื่อว่าชีวิตของเรือจำลองยังคงแล่นต่อ ตราบเท่าจิตวิญญาณของช่างหนุ่ยแล่นตามไป  

อ้างอิง
บุษบา กนกศิลปกรรม. (๒๕๕๘). การต่อเรือประมงด้วยไม้ที่จังหวัดสมุทรสาคร. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พลอธิป ปรางทอง. (๒๕๖๓). “พัฒนาการกลุ่มทุนประมงท้องถิ่นท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๖๓”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร ระหว่าง ไทย-สหรัฐ. (๒๕๑๐). สมุดภาพเรือชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ปกสีน้ำเงิน. พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช.

ขอขอบคุณ
ชัชวาล ชาวสมุทร
ผศ. สิริวรรณ สิรวณิชย์ หัวหน้าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร