ในอดีตเรือปาจักจะลอยจากชายฝั่งแต่ปัจจุบันปรับเป็นการขนเรือปาจักขึ้นเรือหางยาวเพื่อไปลอยกลางทะเล
พิธีลอยเรือปาจัก
จิตวิญญาณของชาวอูรักลาโวยจ
Photo Essay
เรื่องและภาพ : อิสรีย์ อรุณประเสริฐ
บนชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะลันตา ณ หมู่บ้านสังกาอู้ มีชุมชนชาวเล “อูรักลาโวยจ” กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมไว้อย่างแนบแน่น
“พิธีลอยเรือปาจัก” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “อารี ปาจัก” ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญสำหรับชาวอูรักลาโวยจที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ เชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์แก่คนในชุมชน ขับไล่สิ่งอัปมงคลให้ลอยออกไป รวมถึงเพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษสู่แดนสถิต “กุนุงเจอไร” ตามความเชื่อ และแสดงความขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองให้พวกเขาปลอดภัยตลอดฤดูมรสุม
พิธีลอยเรือปาจักหลอมรวมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกวิญญาณเข้าด้วยกัน โดยการสร้างเรือที่ยาวประมาณ ๔ เมตร ด้วยวัสดุจากท้องถิ่น เช่น ไม้ระกำ
ไม้ตีนเป็ด โดยจะต้องมีโต๊ะหมอทำพิธีขอไม้ก่อนถึงนำไม้ออกมาได้ จากนั้นก็เตรียมของทำพิธีไหว้ “ดาโต๊ะ” หรือเจ้าที่เจ้าทางและบรรพบุุรุษ บอกกล่าวว่าจะมีการจัดงานลอยเรือ จัดเครื่องบวงสรวงเป็นขนมเจ็ดสีสุกและดิบ ข้าวเหนียวเจ็ดสี หมาก พลู ใบจาก ยาเส้น ไก่สุก ไก่ดิบ ข้าวตอก และอื่น ๆ
หลังทำพิธีเสร็จ โต๊ะหมอจะใช้เทียนทำนายว่าปีนี้จะมีปลา มีกุ้งเยอะหรือไม่ ซึ่งโต๊ะหมอก็มักบอกปลาจะเยอะ กุ้งจะเยอะ และเป็นปีที่ทะเลมีความสุข
ขนมเจ็ดสี ขนมและอาหารจะมีสีสันหลากหลาย สะท้อนถึงความเชื่อในพิธีกรรมที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
เครื่องเซ่นจัดเตรียมอย่างประณีต ทั้งขนมข้าวเหนียว หมาก พลู ใบจาก ยาเส้น ข้าวตอก และอาหารต่าง ๆ
การต่อเรือรวมถึงประดับประดาจะเริ่มช่วงเย็นยาวจนถึงเที่ยงวันถัดไป ตัวเรือปาจักจะแกะสลัก ตกแต่งสวยงามเป็นรูปต่าง ๆ ทั่วตัวเรือด้วยฝีมือคนในชุมชน เช่น นกเกาะหัวเรือ ชาวเลแทงเต่า คนนำทาง ปืนใหญ่ ฉมวกติดข้างเรือ สมอเรือ อุปกรณ์ทำอาหารต่าง ๆ
ในเรือยังมีตุ๊กตาไม้ระกำทำหน้าที่นำเคราะห์โศกโรคภัยของสมาชิกในแต่ละครอบครัวเดินทางไปกับเรือ และเครื่องเซ่นต่าง ๆ ที่จะให้วิญญาณบรรพบุรุษนำกลับสู่ถิ่นฐานเดิม
วันรุ่งขึ้นเป็นพิธีแห่เรือ ช่วงเวลาประมาณบ่าย ๒ โมง ชาวบ้านจะเริ่มเดินแห่เรือจากหมู่บ้านสังกาอู้ไปถึงริมหาดหัวแหลมด้วยระยะทางกว่า ๔ กิโลเมตรเศษ มีดนตรีบรรเลง ขบวนกลองยาว สร้างความสนุกสนานตลอดทางจนถึงสถานที่ประกอบพิธี จากนั้นชาวบ้านจะแห่เรือวนรอบศาลสามรอบ ก่อนนำเรือปาจักตั้งไว้แถวศาลาริมทะเล
ช่วงหัวค่ำโต๊ะหมอจะประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ท่ามกลางเสียงเพลง ดนตรีรำมะนา และการร่ายรำแบบดั้งเดิม “รองเง็ง” เพื่อสื่อสารกับโลกวิญญาณผ่านจังหวะและท่วงทำนอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความอบอุ่นของการรวมตัวกันของคนในชุมชน ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นมักเดินทางกลับบ้านเพื่อเข้าร่วมพิธีนี้โดยเฉพาะ
ชาวบ้านช่วยกันจัดวางเครื่องเซ่นก่อนที่โต๊ะหมอจะเดินทางมาทำพิธีไหว้ดาโต๊ะ
การแกะสลักประดับตกแต่งเรือด้วยสัตว์ สิ่งของ อุปกรณ์ในวิถีชีวิตของชาวเล ฯลฯ ตามความเชื่อและจินตนาการของชุมชน
เรือปาจักสร้างจากวัสดุท้องถิ่นด้วยแรงและฝีมือของคนในชุมชน การต่อเรือจึงไม่ใช่เพียงงานแสดงฝีมือ แต่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้กลับมาร่วมแรงร่วมใจกัน
เมื่อเรือสร้างเสร็จ ชาวบ้านจะช่วยกันแห่เรือจากหมู่บ้านสังกาอู้ไปยังริมทะเลของอีกหมู่บ้านหนึ่ง ระยะทางห่างกันกว่า ๔ กิโลเมตร
ช่วงรุ่งสางก่อนพระอาทิตย์ขึ้น พิธีลอยเรือจะเริ่มขึ้น
ชาวบ้านบางส่วนสร้างกระท่อมนอนใกล้ ๆ เพื่อเข้าร่วมในทุกพิธีกรรม เมื่อถึงเวลากลุ่มผู้ชายจะช่วยกันยกลำเรือเดินตรงไปยังทะเล มีบทเพลงรำมะนาร้องส่ง ราวบอกกล่าวบรรพบุรุษว่า
“สว่างแล้ว ให้ผีบรรพบุรุษหรือสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายขึ้นเรือ ถึงเวลาออกเดินทางและอวยพรให้ล่องเรือโดยสวัสดิภาพ”
จากนั้นส่งเรือลอยสู่กลางทะเลลึกเพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับบ้านเดิม
ชาวอูรักลาโวยจเชื่อว่า หากเรือหวนกลับมา หมู่บ้านอาจเกิดเคราะห์หามยามร้าย แต่ถ้าเรือลอยออกไปได้ก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น
พิธีเริ่มอีกครั้งในช่วงพลบค่ำพร้อมเสียงเพลงรำมะนา ชาวบ้านทยอยนำของเซ่นไหว้มาวางไว้ในเรือ
ไหว้บอกกล่าวและส่งสารถึงบรรพบุรุษ ช่วงเวลาที่โลกของคนเป็นและวิญญาณมาบรรจบกัน
พิธีลอยเรือปาจักจัดขึ้นปีละสองครั้งในช่วงเปลี่ยนฤดูกาลของทะเลอันดามัน ซึ่งสะท้อนความเข้าใจเชิงนิเวศของชุมชนต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
ฤดูกาลไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่คือจังหวะของชีวิตที่กำหนดทั้งการทำมาหากินและการประกอบพิธีกรรม พิธีนี้จึงเปรียบเสมือนเสาหลักที่ยึดโยงผู้คนกับรากเหง้าของตนและช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทะเลยังคงมีความหมาย
ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชาวบ้านจะร่วมแรงกันยกลำเรือและเตรียมเคลื่อนย้ายไปชายฝั่งตามพิธีที่สืบทอดมายาวนาน
ไม้ระกำแต่งเป็นรูปคน ใส่ตามจำนวนคนในบ้าน พร้อมสิ่งของและอาหาร เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับคืนสู่ถิ่นเดิม
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ผู้ชายจะช่วยกันแบกเรือปาจักเดินมุ่งหน้าสู่ทะเล ก่อนปล่อยเรือลงกลางทะเล ตามความเชื่อว่าเมื่อเรือเดินทางออกไปได้ สิ่งไม่ดีจะถูกพัดพาออกจากหมู่บ้านและสิ่งดี ๆ จะเข้ามาแทนที่
ปัจจุบันท้องทะเลกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งขยะพลาสติก ทรัพยากรที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ พิธีลอยเรือปาจักจึงยิ่งมีความสำคัญในฐานะเครื่องเตือนใจถึงความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อธรรมชาติ
การลอยเรือซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการปล่อยเคราะห์ อาจชวนให้เราตั้งคำถามต่อสิ่งที่มนุษย์กำลังปล่อยลงสู่ทะเลในชีวิตจริงด้วยเช่นกัน
สำหรับชุมชนที่ผูกพันกับทะเลมายาวนาน การดูแลรักษาสมดุลของธรรมชาติคือเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงอยู่ และพิธีกรรมนี้ยังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนให้หวนทบทวนบทบาทของตนในฐานะ “ส่วนหนึ่งของทะเล”
มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ได้รับผลประโยชน์