ท้ายครัว
เรื่องและภาพ : กฤช เหลือลมัย
ฤดูทำนามาพร้อมกับปริมาณมากมายมหาศาลของ “ปูนา” มันกัดกินต้นกล้า ทำความเสียหายให้ชาวนาไม่น้อยแต่ละพื้นที่ มักมีวิธีกำจัดที่แปรไปเป็นอาหารยังชีพได้ด้วย นอกจากปิ้งย่างต้มแกงเป็นกับข้าวอย่างๆ ก็อาจเก็บถนอมมันปูและน้ำเนื้อในตัวปูแบบเคี่ยวจนงวดข้นไว้ปรุงรสปรุงกลิ่นกับข้าวได้นานเป็นเดือน ช่วงกลางฝนแบบนี้จึงเป็นเวลาของขนมจีนน้ำยาปู ปูอ่อง แกงคั่วปูแบบต่างๆ รวมทั้งปูตัวเล็กตัวใหญ่เสียบไม้ประกบไม้ปิ้งหอมๆ ให้เห็นทั่วไป
คนล้านนาทางภาคเหนือ ทั้งบนดอยสูงและพื้นราบ มีวัฒนธรรมการทำ “น้ำปู๋” เก็บไว้กินเป็นของคู่ครัว ผมเองเพิ่งได้ไปเห็นวิธีทำขั้นตอนแรกๆ ที่บ้านคนปกาเกอะญอ
ห้วยอีค่าง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เขาตำปูเป็นๆ ในครกใบใหญ่ ร่วมกับใบฝรั่งและใบตะไคร้ พอแหลกดีแล้ว เติมน้ำ คั้นกรองเอากากมาตำซ้ำอีกสองครั้ง ได้น้ำคั้นปูสดสีคล้ำๆ ต้องหมักน้ำนี้ไว้นาน ๒๔ ชั่วโมง แล้วต้มเคี่ยวไฟอ่อนอีก ๘-๙ ชั่วโมง จนงวดข้นเป็นน้ำปู๋สีดำสนิท กลิ่นหอม ปรุงกับข้าวได้รสชาติวิเศษเลิศเลอมาก
ตอนต้มน้ำปู๋ เป็นช่วงเวลาที่ละแวกบ้านจะเหม็นคลุ้งตลบอบอวล กลิ่นเหม็นนี้จะติดเสื้อผ้าผมเผ้าไปนาน แลกกับน้ำปู๋หอมๆ ลำอร่อยหรอยแซ่บได้นานข้ามปี
ผมอาจโชคดี ที่ไม่ได้อยู่ดูถึงขั้นตอนต้มนะครับ แถมได้กินมื้อกลางวันเต็มสำรับปกาเกอะญอ มีน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกมะนอยต๊อบ ยำหน่อใส่น้ำปู๋ แกงหน่อใส่น้ำปู๋ กับข้าวเบาพันธุ์บือชอหุงสุกใหม่ๆ นุ่มอร่อยเหลือเกิน ถึงกับต้องขอจดสูตรแกงหน่อมาทำกินต่อที่บ้านทีเดียว
นอกจากน้ำปู๋ลำๆ ที่เจ้าของบ้านให้มา ผมตำหอมแดง กระเทียม พริกสดในครกพอหยาบๆ แล้วใส่เม็ดตะไคร้ต้น (เซอรุส่ะ) ลงบุบพอแตก เป็นเครื่องพริกตำ เอาลงละลายในหม้อน้ำที่ต้มหน่อไม้สดฝานบางไว้แล้วราว ๑๐ นาที พอกลิ่นเผ็ดหอมลอยขึ้นมา ใส่ตัวปูเป็นๆ มะเขือพวง ชิ้นลูกฟักแม้ว ตักน้ำปู๋ใส่ ปรุงเค็มด้วยเกลือป่นพอสุกดีแล้ว ใส่ใบแมงลัก เป็นอันเสร็จขั้นตอน
แกงนี้ ในสำรับปกาเกอะญอจะต้องใส่ปูสดเป็นๆ เสมอ แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่หรอกครับ แค่ลำพังใส่น้ำปู๋บ้านห้วยอีค่างก็อร่อยมากพอแล้วแหละ
ที่สำคัญคือ บ้านคนปกาเกอะญอห้วยอีค่างที่ผมไปนี้ เขาทำนาอินทรีย์ น้ำปู๋ของเขาจึงปลอดภัยจากบรรดาสารเคมีพิษ ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ อย่างแน่นอน นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญ สำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งควรรู้ที่มาที่ไปของอาหารที่ตนกินเข้าไปในแต่ละวันด้วยครับ...