Image

เรือ (เล่าเมืองการค้า) โบราณ

Hidden (in) Museum

เรื่อง : สุชาดา ลิมป์ 
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช

ใต้ผิวดิน ๕-๗ เมตร ไม่ได้เจอแค่ซากเรือมหึมา

แต่พบหลักฐานจากโลกร้อยปีบอกวิถีการค้า การสัญจรทางเรือ และชุมชนบางกอกน้อย

เหตุจากระหว่างก่อสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช มีผู้เห็นขอบเรือผุด เมื่อทำการขุดก็พบท้องเรือไม้ขนาด

๕ x ๒๔ เมตร โครงสร้างตัวกระดูกงูเป็นไม้สัก กงเรือทำจากไม้ตะเคียนทอง เปลือกเรือใช้ไม้เคี่ยม ซึ่งล้วนเป็นวัสดุท้องถิ่น คาดว่าสร้างโดยเทคนิค frame-first แบบตะวันตก คือก่อโครงเรือก่อนบุด้วยแผ่นไม้ ใช้กระดาษสาบุท้องเรือแล้ว ปิดด้วยแผ่นโลหะประทับตราชื่อบริษัท MUNTZ’S PATENT กำกับเลข 18, 20, 26, 28 และ 30 (ค่าทองแดงที่ผสมในโลหะแต่ละแผ่น) โยงถึงวิถีการค้าสยามกับต่างประเทศ คาดคะเนว่าเป็นเรือบรรทุกสินค้า เพราะแผ่นไม้มีเศษ “เพรียงหอยพิมเล็ก” พบง่ายตามชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทย นอกจากโลดแล่นในเจ้าพระยาเรือลำนี้จึงน่าจะล่องทะเลด้วย

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลบูรณะเรือมหึมาแล้วเปลี่ยนโกดังสินค้าของสถานีรถไฟธนบุรีเดิมเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์นิวาสศิรินาเวช เล่าวิถีเดินเรือยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น พร้อมนำเสนอแผนที่ขุดคลองลัด 

Image

แต่จะจัดแสดงเพียงซากเรือในอาคารริมแม่น้ำอาจดูไร้ชีวิต จึงออกแบบช่องหน้าต่าง-ประตูอาคารให้มองออกไปสบตาเรือที่ยังสัญจรในเจ้าพระยาได้ด้วย แล้วนำโบราณวัตถุที่พบอย่างภาชนะดินเผา ตะปูจีน ตะปูเขี้ยวโลหะ เพรียง แผ่นโลหะ และสินค้ายอดนิยมในอดีตอย่างเครื่องถ้วยลายคราม เครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยญี่ปุ่น เครื่องถ้วยยุโรป มาจัดแสดงประกอบ “สะท้อน” ภาพชีวิตคนไทยกับสายน้ำให้ยิ่งชัดเจน พร้อมติดตั้งกระจกเงาเหนือเรือยักษ์ให้ผู้ชมเห็นลักษณะภายในเรือเต็มตา

และเพราะท้องน้ำเจ้าพระยาในอดีตคลาคล่ำด้วยเรือน้อยใหญ่แปลกตาแต่ยากที่คนยุคปัจจุบันจะเห็น จึงแสดงผ่าน ๒๙ รูปวาดสีน้ำข้างผนัง เรือทุกลำล้วนประกอบฉากบางกอกน้อย สะดุดตา 
“เรือออนเหวง” โดย บุญชู เจริญทิพย์ ศิลปินชาวบางกอกน้อยผู้ถ่ายทอดชีวิตก่อนจะมีรถสูบสิ่งปฏิกูลของเทศบาล ชาวสองฝั่งคลองใช้บริการ “เรือขนอุจจาระ” เป็นเรือเอี้ยมจุ๊น ข้างลำเรือมีอักษรกำกับ อว. ๑๑ หรือ อว. ๑๘ ตามลำดับเลขที่ลากจูง (อว. ย่อจากออนเหวง) เล่าว่านับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีกฎให้ผู้คนขับถ่ายในส้วมหลุมแบบถังเทแทนการปล่อยลงแม่น้ำลำคลองเพราะส่งผลให้เกิดโรคระบาดไหลตามน้ำ จึงมีผู้ก่อตั้งบริษัทรับกำจัดเพื่อนำไปทำปุ๋ยแล้วขายต่อแก่ชาวสวนผักแถวคลองมหาสวัสดิ์และในละแวก

เว้นระยะห่างอีกโซนจำลองบรรยากาศชุมชน ประหนึ่งขึ้นจากเรือแล้วพบตลาดบกชื่อ “ตลาดศาลาน้ำร้อน” มีบ้านของสุนทรภู่ที่ตั้งอยู่ริมกำแพงพระราชวังหลังด้านเหนือ, ศาลาโรงธรรมไว้ประกอบพิธีทางศาสนา, ลานฝึกกระบี่กระบอง, โรงหุ่นกระบอก-ละครเล็ก, ร้านค้าชาวจีนขายของแห้ง อาหาร เสื้อผ้า กระทั่งของใช้จิปาถะ, ร้านอาหารไทยมุสลิม มีเมนูขึ้นชื่ออย่างขนมปังยาสุม ข้าวหมก เคบับ และแกงมัสมั่น, หาบเร่ที่มีของกินและขนมทั้งไทย จีน มุสลิม ฝรั่ง ฯลฯ สะท้อนการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนหลายเชื้อชาติย่านบางกอกน้อย ไม่ลืมเติมสุนทรียรสให้ผู้ชมเพลิดเพลินผ่านเสียงดนตรี วีดิทัศน์ ฯลฯ

สิ่งยิ่งใหญ่ที่ขุดพบจึงมากกว่าเรือโบราณ บางหลักฐานดั่งบันทึกอำนาจทางการค้าของสยาม


ซุกอยู่ตรงไหนของพิพิธภัณฑ์...ต้องมาดู  

นิวาสศิรินาเวช (พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน)

๒ ถนนวังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

เปิดทุกวันพุธ-วันจันทร์ (ปิดวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์) 


เวลา ๑๐.๐๐-๑๗.๐๐ น. ค่าเข้าชม เด็ก ๒๕ บาท ผู้ใหญ่ ๘๐ บาท 
(ต่างชาติ ๒๐๐ บาท) 

โทร. ๐-๒๔๑๔-๑๔๗๖ และ ๐-๒๔๑๙-๖๓๖๓