เรือเป็นพาหนะแรกที่นำคนเดินทางไปได้ไกลทั่วโลก ในยุคที่โลกยังปราศจากล้อรถและเรือบิน ผู้คนทุกมุมโลกเชื่อมต่อถึงกันด้วยลำเรือ ผ่านมหาสมุทร การได้ย้อนไปรับรู้เรื่องเรือโบราณเป็นเรื่องน่าสนุก ในฐานะปฐมพาหนะที่พาผู้คนข้ามขอบรอบโลก ไปผ่านพบและก่อเกิดปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่สร้างผลกระทบต่อประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของคนเรา กระทั่งเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมได้อีก
ภาพ : เทศกาลเรือ The Australian Wooden Boat Festival จาก magnific.com
เรือโดว์
ในแถบอาหรับ ใบเรือเป็นสามเหลี่ยม เหมาะกับการเดินทางในมหาสมุทรอินเดียที่มีลมมรสุม
เรือคาราเวล
พัฒนาโดยโปรตุเกส มีเสากระโดงหลักและเสาหลัง ใบเรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เสาหน้า สามารถเดินเรือตามกระแสลม และเปลี่ยนมาใช้ใบสามเหลี่ยม เมื่อแล่นทวนลม ใช้แล่น
ตามแนวชายฝั่ง
สำเภาจีน หรือเรือวังกัง
ที่มาค้าขายแถบคาบสมุทรมลายู ต่อด้วยไม้เนื้อแข็ง หัวเรือกว้างและแบน ท้ายเรือสูงเชิดขึ้นป้องกันคลื่นลมแรงในทะเลลึก มีเชือกขึงเสาใบเรือ โยงจากปลายเสาลงมายึดกับกราบเรือทั้งสองข้าง ไม่ให้เสาใบหักหรือเอน เมื่อรับแรงลมขณะแล่นกลางทะเล และทำหน้าที่ปรับมุมใบเรือ มักเขียนสัญลักษณ์ “ดวงตา” ที่หัวเรือ ตามความเชื่อว่าจะช่วยให้เรือมองเห็นทางและหลบหลีกอันตรายในทะเล
เรือแกลเลียน ของยุโรปแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีสองหรือสามเสากระโดง ใบเรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เรือค็อก เรือใบลำใหญ่อุ้ยอ้าย มีเสากระโดงเดียว
เรือคาแร็ก ท้องเรือกว้างใหญ่เพื่อบรรทุกสินค้าได้มาก มีเสากระโดงอยู่กลาง กับอีกเสาค่อนไปทางท้ายเรือ ใช้ใบรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมอยู่ล่าง ปรับรับลมได้ทั้งด้านข้างและด้านหลัง สามารถแล่นกลางมหาสมุทรที่มีกระแสลมปรวนแปร นักเดินเรือโปรตุเกสเดินทางไปทั่วโลกด้วยเรือชนิดนี้
เจิ้งเหอ
ขันทีในราชสำนักราชวงศ์หมิง และเป็นแม่ทัพเรือ ผู้สร้างตำนานการเดินทางทางทะเลด้วยกองเรือใหญ่ที่สุดในโลกเจ็ดครั้ง
จากต้นทางนครนานกิง ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๔๐๕ และใหญ่ที่สุดในครั้งที่ ๗ เมื่อ ค.ศ. ๑๔๓๑ บางการค้นคว้ากล่าวว่ากองเรือของ เจิ้งเหอ เข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาด้วย
บาร์โทโลมิว ไดแอส
ผู้เดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปสำเร็จ เมื่อ ค.ศ. ๑๔๘๗
เป็นอัศวินแห่งราชสำนักพระเจ้าจอห์นที่ ๒ แห่งโปรตุเกสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นต้นหนเรือให้นำคณะแล่นเรือสำรวจทวีปแอฟริกา ไปจนสุดปลายแหลมซึ่งมีลมแรงจัด จึงให้ชื่อว่า Cape of Storms (แหลมพายุ) เมื่อรายงานการค้นพบของเขาต่อกษัตริย์โปรตุเกส พระองค์เปลี่ยนนามแหลมใหม่ว่า Cape of Good Hope (แหลมแห่งความหวัง)
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
ชาวยุโรปคนแรกที่เดินเรือไปถึงทวีปอเมริกา เมื่อ ค.ศ. ๑๔๙๒
การพบโลกใหม่ของเขาเป็นที่ยอมรับ ด้วยมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เขาเขียนบันทึกประจำวันตลอดการเดินเรือ เพื่อรายงานต่อราชสำนักสเปน และได้รับอาชญาสิทธิ์จากกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ให้ตั้งอาณานิคมสเปนบนเกาะฮิสปันโยลา จนถึง ค.ศ. ๑๕๐๒ เขาเดินทางไปดินแดนอเมริการวมสามครั้ง แต่ไม่เคยได้เหยียบภาคพื้นทวีป ที่เขาขึ้นฝั่งเป็นเกาะนอกทวีปทั้งสิ้น และทั้งหมดนั้นเขาเข้าใจว่าเป็นแผ่นดินอินเดีย จึงเรียกคนพื้นเมืองว่าอินเดียน และว่ากันว่าเขาจากโลกไปโดยไม่ได้รู้ความจริง
วาสโก ดา กามา
เดินเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียถึงแผ่นดินเอเชียที่เมืองกาลิกัต อินเดีย เมื่อ ค.ศ. ๑๔๙๘
เพื่อเป้าหมายการค้าเครื่องเทศ เผยแผ่ศาสนา และยึดครองเป็นอาณานิคม นับเป็นการเดินทางในมหาสมุทรที่ยาวไกลที่สุดในเวลานั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนทางพันธุศาสตร์ วัฒนธรรม พืชพรรณและพันธุ์สัตว์ รวมทั้งโรคติดต่อระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก ส่งผลถึงการพลิกเปลี่ยนโลกครั้งใหญ่ต่อมา
เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน
เดินเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกถึงทวีปเอเชียเป็นคนแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๕๒๑
เดินทางโดยกองเรือ ๕ ลำ ลูกเรือ ๒๐๐ กว่าคน จากปากแม่น้ำกวาดัลกีวีร์ ประเทศสเปน มุ่งไปทางตะวันตก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านช่องแคบมาเจลลัน ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ สู่มหาสมุทรแปซิฟิกมาจนถึงฟิลิปปินส์ มาเจลลันถูกสังหารโดยคนพื้นเมืองที่ไม่ต้องการรับศาสนาคริสต์ที่เขาเผยแผ่ แต่กองเรือของเขายังเดินทางต่อไปถึงหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเซีย แล้วเดินทางผ่านมหาสมุทรอินเดียกลับถึงสเปน กองเรือของมาเจลลันทำให้คนได้ประจักษ์เป็นครั้งแรกว่าโลกกลม จากการเดินทางจากดินแดนตะวันตกไปทางตะวันตก จนถึงดินแดนตะวันออก และเดินทางต่อไปจนกลับถึงจุดเริ่มต้นได้
เจมส์ คุก
ผู้เดินเรือไปพบทวีปออสเตรเลียที่ชาวพื้นเมืองอะบอริจินี
อยู่มาก่อนนับ ๔ หมื่นปี เมื่อ ค.ศ. ๑๗๗๐
เขาเป็นทั้งนักสำรวจ นักเดินเรือ นักทำแผนที่ เมื่อเดินเรือมาถึงออสเตรเลีย เขาใช้เวลา ๕ เดือนสำรวจฝั่งตะวันออกได้ทั้งหมด เขาสนใจศึกษาประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิตคนท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับการดูแลชนพื้นเมือง
แต่เขาก็ทำให้จักรวรรดิอังกฤษได้ยึดครองออสเตรเลีย
เขาเป็นผู้ค้นพบเกาะอีกหลายแห่งทั้งนิวซีแลนด์ ฮาวาย
และเขาก็จบชีวิตที่ฮาวายจากการต่อสู้กับคนพื้นเมืองที่นั่น
เรือ พาหนะแรกที่มาก่อนระบบล้อเลื่อนและเครื่องจักรกล ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโพ้นทะเลที่นับเนื่องยาวนานมาถึงปัจจุบัน มักเริ่มต้นมาจากการติดต่อสัมพันธ์กันทางเรือ
ทุกวันนี้ยามเรายืนอยู่ริมทะเลแล้วมองเห็นเรือเดินสมุทรขนาดยักษ์เคลื่อนตัวอ้อยอิ่งอยู่กลางน่านน้ำ เราอาจรู้สึกถึงความเชื่องช้าล้าหลังในวันที่ผู้คนและสินค้าบินข้ามขอบโลกได้ภายในห้วงวัน แต่เมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน เรือคือที่สุดของนวัตกรรมการเดินทางที่ทำให้ผู้มีกองเรือสามารถครอบครองโลกได้ และเป็นพาหนะสำคัญของโลกอยู่หลายร้อยปี
เรือเป็นพาหนะแรกที่มาก่อนระบบล้อเลื่อนและเครื่องจักรกล
บางหน้าในหนังสือ ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย เล่าว่า พระนางฮัตเชปซุต ฟาโรห์ที่ปกครองอียิปต์ช่วง ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ส่งเรือออกสำรวจทะเลแดง ผ่านช่องแคบเอเดนมุ่งลงใต้สู่พุนต์ เพื่อหาเปลือกไม้อบเชย กำยาน และยางไม้หอม ทำยาดองรักษาศพ เครื่องหอม เครื่องสำอาง และซื้อชุดเครื่องเทศอินเดีย ผ่านพ่อค้าอาหรับจากอาระเบีย บรรทุกเป็นคาราวานไปกลับระหว่างทะเลแดงกับแม่น้ำไนล์
กลุ่มชนนาบาเทียนในแถบอาหรับ ผู้เป็นทั้งพ่อค้าและโจรสลัด เป็นชนกลุ่มแรก ๆ ที่ปรากฏชื่อในการใช้และปรับปรุงเรือให้เหมาะสมต่อการเดินทางในมหาสมุทรอินเดียซึ่งมีมรสุม กระทั่งเกิด “เรือโดว์” (Dhow) ที่ใช้ใบรูปสามเหลี่ยมเป็นครั้งแรกในทะเลแดง
ขณะที่พัฒนาการของเรือในยุโรปแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมี “เรือค็อก” (Cog) ที่เป็นเรือใบลำใหญ่อุ้ยอ้ายมีเสากระโดงเดียว ต่อมาพัฒนาเป็น “เรือแกลเลียน” (Galleon) ที่มีสองหรือสามเสากระโดง ใบเรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
โปรตุเกสนำข้อดีของเรือหลายชนิดมาผสมกันเป็น “เรือคาราเวล” (Caravel) หรือที่เรียกว่าเรือของชาวมัวร์ มีเสากระโดงหลักและเสาหลัง ใบเรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เสาหน้า สามารถเดินเรือจากโปรตุเกสลงใต้ตามกระแสลม และเปลี่ยนมาใช้ใบสามเหลี่ยมเมื่อแล่นทวนลมกลับสู่ทางเหนือ
เรือคาราเวลคล่องตัวต่อการเลาะเลียบชายฝั่งทวีปและเข้าสู่ปากแม่น้ำ แต่ยังเป็นเรือลำเล็ก ต่อมาจึงพัฒนาเป็น “เรือคาร์แร็ก” (Carrack) ท้องเรือกว้างใหญ่เพื่อบรรทุกสินค้าได้มากขึ้น มีเสากระโดงอยู่กลาง กับอีกเสาค่อนไปทางท้ายเรือ ใช้ใบรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมอยู่ล่าง สะดวกกับการปรับใบเรือรับลมได้ทั้งด้านข้างและด้านหลังสามารถแล่นกลางมหาสมุทรที่มีกระแสลมปรวนแปร
ลมพายุนับเป็นภัยร้ายแรงในหมู่นักเดินเรือ แต่การเดินทางของชาวเรือโบราณก็ต้องฝากอนาคตไว้กับกระแสลม สิ่งสำคัญที่คนเดินเรือต้องคำนึง
ดังบันทึกในพงศาวดารราชวงศ์หยีของเกาหลี ที่กล่าวถึงการเดินเรือสำเภาว่า “ถ้าไปตามลมก็จะแล่นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าลมไม่ดี แม้จะให้เวลาตั้ง ๓ ปี ก็หาไปถึงที่หมายได้ง่าย ๆ ไม่”
เรือเดินทะเลยุคแรกใช้การพายหรือกางใบ น่าจะในทำนองเดียวกับเรือของโอดิสซีอุส ที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน จำลองไว้ในหนังเรื่อง The Odyssey เมื่อกลางปีนี้
นักเดินเรือยุคโบราณจึงต้องมีความรอบรู้ทั้งด้านดาราศาสตร์และกระแสลม
ทรงเรืออาหรับและยุโรปท้องแหลม กินน้ำลึก กลับใบเรือเพื่อแล่นในทิศทางสวนลมได้ดี คล่องตัว เข้าเทียบท่าที่แคบได้สะดวกกว่าเรือสำเภาจีน แต่พื้นที่บรรทุกสินค้าในท้องเรือก็น้อยกว่า
ใน บันทึกการเดินทางของอับดุลลอฮ์ มุนชี ให้ภาพสำเภาจีนที่มาค้าขายแถบคาบสมุทรมลายูว่า ต่อด้วยไม้เนื้อแข็ง หัวเรือกว้างและแบน ท้ายเรือสูงเชิดขึ้นป้องกันคลื่นลมแรงในทะเลลึก มักเขียนสัญลักษณ์ “ดวงตา” ที่หัวเรือ ตามความเชื่อว่าจะช่วยให้เรือมองเห็นทางและหลบหลีกอันตรายในทะเล
มีเชือกขึงเสาใบเรือ โยงจากปลายเสาลงมายึดกับกราบเรือทั้งสองข้าง ไม่ให้เสาใบหักหรือเอนเมื่อรับแรงลมมหาศาลขณะแล่นกลางทะเล และทำหน้าที่ปรับมุมใบเรือด้วย
ในบันทึกของอินเดียเกี่ยวกับเรือไม้สักจากอียิปต์ที่มาหาสินค้าทางตะวันออกเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๓ ว่ามีขนาดระวางบรรทุก ๗๕ ตัน
นับว่าลำเล็กเมื่อเทียบกับเรือสำเภาจีน ที่ตามข้อมูลในหนังสือ เอเชียตะวันออกยุคใหม่ : จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ว่า เรือทั่วไปในเวลานั้นระวาง ๑๕๐ ตัน แต่สำเภาใหญ่ของจีนบรรทุกได้ ๑,๐๐๐ ตัน ลูกเรือ ๑๘๐ คน หางเสือสูง ใบเรือแข็งแรง แล่นผ่านมรสุมได้ ความเร็วในทะเลใหญ่ ๖-๘ นอต ขณะที่เรือสินค้าของอังกฤษที่อินเดียแล่นได้ไม่เกิน ๕๐ ไมล์ต่อวัน
ขณะที่ กาวิน เมนซีส์ นักภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ศึกษาเส้นทางเดินเรือสำรวจโลกของกองเรือจีน ระหว่าง ค.ศ. ๑๔๒๑-๑๔๒๓ บรรยายไว้ในหนังสือ ๑๔๒๑ ปีที่จีนค้นพบโลก ว่าเรือคาราเวลของโปรตุเกสไม่ใหญ่กว่าหางเสือเรือมหาสมบัติของจีนที่สูงถึง ๓๖ ฟุต ไปเท่าไรนัก
เรือของเวนิสบรรทุกได้ ๕๐ ตัน ขณะที่หางเสือเรือจีนสูง ๓๖ ฟุต เท่าความยาวลำเรือ นีญา...ของโคลัมบัส, บรรทุกได้กว่า ๒,๐๐๐ ตัน ถึงมะละกาใน ๕ สัปดาห์ ถึงฮอร์มุซใน ๑๒ สัปดาห์
ส่วน ปริวัฒน์ จันทร บรรยายว่า เรือมีขนาดยาวกว่า ๔๐๐ ฟุต กว้าง ๑๖๐ ฟุต มี ๙ เสากระโดง คนจีนเรียกเป่าฉวน หรือเรือมหาสมบัติ บรรทุกสินค้าเลื่องชื่อของจีนยุคราชวงศ์หมิง อย่างเครื่องถ้วยเปลือกไข่ ผ้าแพร ผ้าไหม เครื่องเขิน เครื่องทอง เครื่องเงิน ออกมาให้โลกประจักษ์ เอาสินค้าท้องถิ่น งาช้าง นอแรด กระดองเต่า ไข่มุก อัญมณี เครื่องเทศ สมุนไพร กลับประเทศด้วยกองเรือ ๓๐๐ กว่าลำ ลูกเรือรวมกว่า ๒๗,๘๐๐-๓๐,๐๐๐ ชีวิต
และบรรยายถึงรายละเอียดของส่วนประกอบเรือว่า
โครงประกอบแผ่นไม้เรียงเป็นชั้นตามความยาวของลำเรือทั้งสองด้าน โดยยึดกับกระดูกงู ที่อยู่กลางท้องเรือยาวเท่าลำเรือ และกงเรือ ไม้รูปโค้งติดกระดูกงูตั้งขึ้นเป็นโครงเรือ ยาแนวรอยต่อระหว่างแผ่นไม้ด้วยหมันหรือด้ายดิบคลุกชันน้ำมันยาง วางเสากระโดงไม้สนไว้ช่วงกลางเรือ
กองเรือมหาสมบัตินี้ควบคุมโดย เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือสมัยราชวงศ์หมิง ออกเดินเรือครั้งแรก ค.ศ. ๑๔๐๕ เรือมหาสมบัติ ๖๒ ลำ กับเรืออื่น ๆ ๓๑๗ ลำ ลูกเรือราว ๒๗,๘๐๐ คน ออกจากอู่เรือหลงเจียง นครนานกิง มุ่งเมือง กาลิกัต ชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย
และออกเรือครั้งที่ ๗ เมื่อ ค.ศ. ๑๔๓๑ เป็นกองเรือใหญ่ที่สุดกว่า ๓๐๐ ลำ ลูกเรือ ๒๗,๕๕๐ คน ตามพระบรมราชโองการ “...สอนสั่งให้ประเทศเหล่านั้นเคารพนับถือราชสำนักแห่งโอรสสวรรค์...”
ภาพวาดแสดงพื้นที่ใช้สอยภายในเรือสำเภาสำรวจโลกของแม่ทัพเรือเจิ้งเหอ และยังมีการสร้างจำลองขึ้นตามบันทึกสมัยราชวงศ์หมิง จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอนิทรรศการหลายแห่งทั้งในประเทศจีนและไต้หวัน
ภาพ : https://www.52hrtt.com/nmg/n/w/info/ifm202507121643145962485
ในกองเรือนี้ “มีเรือบรรทุกธัญพืชและน้ำร่วมเดินทางมาด้วย” ตามการสืบค้นของ กาวิน เมนซีส์ ใน ๑๔๒๑ ปีที่จีนค้นพบโลก “เป็นเสบียงในการเดินทางของขบวนกองเรือที่มีกำลังพล ๓๐,๐๐๐ คน...สามารถอยู่ในทะเลได้นานกว่า ๓ เดือน และเดินทางไปเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า ๔,๕๐๐ ไมล์”
เขาบรรยายให้เห็นศักยภาพของสำเภามหาสมบัติด้วยว่า หัวเรือมีช่องต่อเข้าไปถึงท้องเรือ เมื่อพุ่งเข้าหาคลื่น น้ำทะเลทะลักเข้า แล้วระบายออกเมื่อหัวเรือลอยขึ้นเหนือคลื่น กระดูกงูทำจากไม้สักที่ผูกด้วยสายรัดเหล็กตลอดความยาวเรือ หินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ถูกตัดมาโดยเฉพาะ หรือลูกกลมที่ทำจากหินผสมดินเหนียวถูกนำมาวางไว้รอบเรือ เพื่อถ่วงไม่ให้เรือโคลง ใบเรือสี่เหลี่ยมแขวนกับคานที่พาดขวางบนเสาเรือวางตัวในแนวทแยงมุม อันเป็นลักษณะของใบเรือจีน ใบเรือทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยการใช้ไม้ไผ่ดามเป็นแถวยาวหลายแถว การออกแบบเช่นนี้มีประสิทธิภาพมากเมื่อแล่นใบตามกระแสลม และช่วยให้เก็บใบเรือหรือลดใบได้เร็วยามฉุกเฉิน
และฉายฉากขณะเรือเคลื่อนจากท่าไว้ราวกับพาคนอ่านกลับไปร่วมอยู่ตรงนั้นด้วย
“เมื่อใบเรือผ้าไหมสีแดงค่อย ๆ กางออก เรือที่เป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ก็แล่นไปช้า ๆ ตามลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่เรือข้ามทะเลเหลือง แสงริบหรี่สุดท้ายของเมืองถังกู่ก็เลือนหายไปในความมืด ลูกเรือจะพากันยืนออที่กราบเรือเพ่งมองภาพสุดท้ายของบ้านเกิด...ลูกเรือส่วนใหญ่...จะไม่ได้เห็นประเทศจีนอีก หลายคนเสียชีวิต หลายคนประสบเหตุเรือล่ม หรือออกไปตั้งอาณานิคมตามชายฝั่งต่างแดน ผู้ที่ได้กลับมาหลังจากอยู่ในทะเล ๒ ปีครึ่ง จะพบว่าบ้านเมืองของตนปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงจนแทบจำไม่ได้”
การเดินเรือเมื่อราว ๖๐๐ ปีก่อน วัดระยะทางกันโดยใช้นาฬิกาทรายแบ่งเป็น ๑๐ ส่วน แต่ละรอบนาฬิกาทรายเท่ากับ ๒.๔ ชั่วโมง นักเดินเรือสามารถคำนวณเส้นแวงที่เปลี่ยนไป จากการบันทึกจำนวนครั้งของนาฬิกาทราย ความเร็วเรือ เส้นทางตามเข็มทิศ
กาวิน เมนซีส์ เล่าว่า แม่ทัพคนหนึ่งในกองเรือ เจิ้งเหอ นาม หงเป่า เดินเรือไปยังออสเตรเลีย
“หลังออกมหาสมุทรอินเดีย แม่ทัพเรือตั้งความหวังว่าจะได้พบปะกับประมุขชาวต่างชาติและถวายผ้าไหมอย่างดี รวมทั้งเครื่องถ้วยชามเป็นของขวัญ พร้อมกับนำประเทศเหล่านั้นเข้าสู่ระบบบรรณาการของจีน”
ทว่า “ผู้คนที่พบระหว่างทางกลับไม่คุ้นเคยกับการค้าขายและไม่มีกษัตริย์ ผ้าไหมและเครื่องถ้วยชามไม่มีประโยชน์สำหรับชาวบันตูในแอฟริกาใต้ สำหรับชาวอะบอริจิ้นส์ในออสเตรเลีย และสำหรับชาวพื้นเมืองที่เปลือยกายในพาทาโกเนีย ส่วนสถานที่อย่างแอนตาร์กติกและหมู่เกาะเคปเวิร์ดก็ไม่มีผู้คนอาศัย”
แต่แม่ทัพหงเป่ารู้ว่าเขายังมีโอกาสขายสินค้าที่หมู่เกาะ เครื่องเทศและเมืองท่ามะละกาก่อนกลับบ้าน
ส่วนแม่ทัพเจิ้งเหอได้นำยีราฟจากแอฟริกามาถวายแด่องค์จักรพรรดิเมื่อ ค.ศ. ๑๔๑๔ ก็เป็นเสมือนการปรากฏตัวจริงของกิเลน สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในเทพนิยายจีน
ก่อนออกเดินทางครั้งสุดท้ายเมื่อปลาย ค.ศ. ๑๔๓๑ แม่ทัพเจิ้งเหอตั้งป้ายหินสลักชิ้นหนึ่งไว้ที่เมืองฉางเล่อ ซึ่งเพิ่งค้นพบเมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐
“...บัดนี้เป็นการเดินทางครั้งที่ ๗ แล้ว แต่ละครั้งเราได้บัญชาการทหารหลวงหลายหมื่นคนและเรือสำเภามากกว่า ๑๐๐ ลำ เดินทางจากไท่ซางออกสู่ทะเล ระหว่างทางได้แวะชานเฉิง (จัมปา) เชียนหลัว (สยาม) กวาวา (ชวา) โคฉือ (โคชิน) และคูหลี่ (คาลิคุท) ไปถึงฮูลูมู่ซือ (ฮอร์มุสในอ่าวเปอร์เซีย) และดินแดนอื่น ๆ ในแถบตะวันตกรวมทั้งหมดกว่า ๓,๐๐๐ แห่ง”
แต่หลังจากจักรพรรดิชวนเต๋อสิ้นพระชนม์เมื่อต้น ค.ศ. ๑๔๓๕ จีนก็ไม่มีกองเรือที่ยิ่งใหญ่เท่ากับกองเรือมหาสมบัติครั้งที่ ๗ ของเจิ้งเหออีกเลย
องค์จักรพรรดิในสมัยต่อ ๆ มาเกลียดกลัวต่างชาติ มีพระบรมราชโองการห้ามการเดินทางคบค้ากับต่างประเทศ
สู่ปัจฉิมบทของความยิ่งยงแห่งท้องทะเล ตามข้อสรุปของ กาวิน เมนซีส์ ที่ว่า จีนโดดเดี่ยวตัวเองจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน กระทั่งชาติอื่นชูคบไฟแห่งการเดินเรือขึ้นแทน
เหตุการณ์ วาสโก ดา กามา ขึ้นฝั่งเมืองกาลิกัต ประเทศอินเดีย วาดโดยจิตรกรโปรตุเกส Roque Gameiro (ค.ศ. ๑๘๖๔-๑๙๓๕) นับเป็นครั้งแรกที่ชาวตะวันตก เดินเรือมาถึงเอเชีย เมื่อ ค.ศ. ๑๔๙๘
ภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/
ไฟล์:A_chegada_de_Vasco_da_Gama_a_Calicute_em_1498.jpg
ภาพพิมพ์แกะลายใน ค.ศ. ๑๗๖๐ เป็นภาพกรุงลิสบอนในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ยุคที่โปรตุเกสเป็นมหาอำนาจของโลกด้วยศักยภาพการเดินเรือ
(ภาพ : https://antique-maps.lt/product/1760-j-chereau-lisbone/)
ตามเรื่องเล่าที่ศึกษาค้นคว้ากันอยู่ในระยะหลัง ว่ากันว่ากองเรือสำเภาจีนของแม่ทัพเจิ้งเหอออกเดินทางเจ็ดครั้ง ในช่วง ค.ศ. ๑๔๐๕ ถึง ๑๔๓๓ ซึ่งไปถึงอเมริกาก่อนโคลัมบัส ๑๐๐ ปี แต่เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง อาจเพราะยังขาดประจักษ์หลักฐานที่สมบูรณ์
ที่มีบันทึกและยอมรับกันเป็นสากลเป็นกองเรือของชาวตะวันตก
เริ่มต้นจากโปรตุเกส ซึ่งประกาศเอกราชในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ แล้วใช้เวลาราว ๓ ศตวรรษขยับขึ้นเป็นมหาอำนาจและศูนย์กลางทางการค้า ด้วยความสามารถจากการเดินเรือ ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียมาถึงโลกตะวันออกที่อินเดีย
โดยนับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๓๔๑ โปรตุเกสในรัชสมัยกษัตริย์อัลฟงซูที่ ๔ เริ่มส่งกองเรือออกสำรวจทะเลไปยังหมู่เกาะคานารี ใกล้ชายฝั่งทวีปแอฟริกา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการสำรวจทางทะเลสำหรับชาวยุโรป
การออกสำรวจดินแดนใหม่โดยทางเรือของโปรตุเกส ดำเนินการภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เจ้าชายเฮนรีนักเดินเรือ (ค.ศ. ๑๓๙๔-๑๔๖๐) กระตุ้นให้กัปตันเรือเดินทางข้ามทะเลไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคงมีการสั่งสม ฝึกซ้อม ไม่ใช่ออกเรือสู่โลกกว้างทางไกลไปแบบฉับพลันทันทีในเที่ยวเดียว
แล้วเรือโปรตุเกสก็ไปถึงฝั่งแอฟริกาใน ค.ศ. ๑๔๔๐ จากนั้นก็เข้าครองดินแดนแถบชายฝั่งตะวันตกไปจนถึงคองโกใน ค.ศ. ๑๔๘๒
ต่อมา ค.ศ. ๑๔๘๗ นักเดินเรือนาม บาร์โทโลมิว ไดแอส แล่นเรือเลาะฝั่งลงไปจนสุดขอบทวีปแอฟริกา ปลายคาบสมุทรที่ไดแอสไปเจอมีพายุลมแรงจึงตั้งชื่อว่าแหลมพายุ ครั้นกลับไปรายงานการเดินเรือต่อกษัตริย์จอห์นแห่งโปรตุเกส พระองค์เปลี่ยนนามใหม่ว่าแหลมแห่งความหวัง (Cape of Good Hope)
ราว ๑๐ ปีหลังจากนั้น วาสโก ดา กามา (ค.ศ. ๑๔๖๙-๑๕๒๕) ตามรอยไดแอส อ้อมแหลมกู๊ดโฮปและเดินเรือต่อไปถึงอินเดีย ที่เมืองกาลิกัตหรือโกฬิกโกฏ
โปรตุเกสจึงนับเป็นชาติแรกที่เดินทางผ่านแหลมกู๊ดโฮป ข้ามมหาสมุทรอินเดียมาถึงดินแดนตะวันออกด้วยเรือ
ในงานเลี้ยงที่กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ ๒ แห่งสเปน และพระราชินีอิซาเบลลา ผู้อุปถัมภ์การสำรวจโลกทางเรือของโคลัมบัส จัดต้อนรับเขาเมื่อกลับจากการค้นพบดินแดนใหม่ ท่ามกลางขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก มีคนอวดดีโหวกเหวกขึ้นกลางโต๊ะอาหารว่า โคลัมบัสไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก ไม่ว่าไอ้หน้าโง่คนไหน ถ้าออกเรือไปทางตะวันตก มันก็เจอแผ่นดินที่มีอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ โคลัมบัสไม่โต้ตอบ เขาหยิบไข่ฟองหนึ่งจากสำรับอาหารส่งให้ชายคนนั้น บอกให้ตั้งให้ได้ ชายอวดดีพยายามอยู่นานก็ไม่สำเร็จ โคลัมบัสขอคืนมาแล้วตอกด้านปลายแหลมของไข่ลงบนพื้นโต๊ะเบา ๆ พอมีรอยบุบไข่ก็ตั้งอยู่ได้
เป็นเรื่องเล่าที่ไม่แน่ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงไหม แต่การเดินเรือไปพบดินแดนใหม่ของโคลัมบัสมีอยู่จริง ตามหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เขาเขียนบันทึกประจำวันตลอดการเดินเรือ เพื่อรายงานต่อกษัตริย์สเปน พระเจ้า และตัวเขาเองตามที่เขาเชื่อว่า “ประวัติศาสตร์นั้นเป็นสิ่งควรใส่ใจ”
โคลัมบัสนำเสนอแผนการเดินเรือต่อหน้าพระราชินีอิซาเบลลาที่ ๑ วาดโดย Vaclav Brozเk ค.ศ. ๑๘๘๔
(ภาพ : https://encyclopediavirginia.org/9392hpr-60518ad4d1c7eb4/)
“วันพุธที่ ๒๔ ตุลาคม (ค.ศ. ๑๔๙๒) ข้าจะบังคับเรือไปทางตะวันตก-ใต้-ตะวันตกเพื่อไปยังที่นั่น...และตามที่ข้าเห็นจากลูกโลกและแผนที่แมพพา มุนดี แผ่นดินนั้นอยู่บริเวณนี้” บันทึกโคลัมบัสขณะอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก
ก่อนหน้านั้นเขาออกจากท่าเรือเมืองปาลอส วันที่ ๓ สิงหาคม ค.ศ. ๑๔๙๒ โดยมีเรือ ซานตามาเรีย เป็นเรือนำ
มีกะลาสี ๔๐ คน เรือ ปินตา เป็นเรือรอง มีกะลาสี ๒๖ คน และเรือ นีญา เป็นเรือตาม มีกะลาสี ๒๔ คน มุ่งไปทางตะวันตก
นอกจากอาศัยแผนที่แมพพา มุนดี โคลัมบัสยังเชื่อว่าโลกกลม ตามที่ปโตเลมีเขียนไว้ใน Geographic เกี่ยวกับขนาดของโลก พื้นผิวโลก และรวมรายชื่อสถานที่ ระบุตำแหน่งด้วยเส้นรุ้งและเส้นแวง ที่สำคัญกล่าวถึงเมืองและแหล่งคลังสินค้าจำนวนมาก โดยเรียกเมืองเหล่านี้ว่าเอมโพเรียม หมายถึงคลังสินค้าริมฝั่งทะเล
เที่ยงคืนวันที่ ๑๒ ตุลาคม กะลาสีโรดริโก เด ตริอานา บนเรือ ปินตา เห็นแผ่นดินเป็นคนแรก เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะบาฮามาส ซึ่งโคลัมบัสตั้งชื่อว่าเกาะซานซัลวาดอร์ และเรียกคนพื้นเมืองบนเกาะว่าชาวอินเดียน เพราะเขาเข้าใจผิดว่าตนมาถึงอินเดียแล้ว
แผนที่โลก วาดโดย Henricus Martellus Germanus มีอายุราว ค.ศ. ๑๔๙๐-๑๔๙๕ ซึ่งกล่าวกันว่าทำให้โคลัมบัสมั่นใจว่าอยู่ใกล้เอเชียแล้ว ทั้งที่จริงเขาอยู่ในหมู่เกาะแคริบเบียน
(ภาพ : https://acm5.blogs.rice.edu/figure-1-7/)
ภาพพิมพ์แกะลาย ค.ศ. ๑๔๙๘ แสดงกองเรือสำรวจโลกใหม่ของโคลัมบัส ซึ่งมีทั้งเรือใหญ่ที่มีหลายเสากระโดงสูง และเรือเล็กที่ใช้ติดต่อฝั่ง
(ภาพ : https://fineartamerica.com/featured/engraving-columbus-discovering-the-margarita-
and-cubagua-islands-venezuela-in-1498-album.html)
“กองเรือกลุ่มเล็ก ๆ ยังคงมุ่งหน้าต่อไปด้วยอัตราความเร็วที่ประมาณ ๙ น็อต (ประมาณ ๑๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เวลาตีสอง เสียงปืนใหญ่แผ่กัมปนาทก่อให้เกิดความระทึกใจกับทุกคน เสียงดังกล่าวมาจากเรือปินตา ซึ่งเป็นเรือที่เร็วที่สุดในเรือสามลำ” ตามที่ ลอเรนซ์ เบอร์กรีน บรรยายไว้ใน โคลัมบัส และเรื่องราวของการค้นพบโลกใหม่
เมื่อกองเรือโคลัมบัสเลียบไปตามชายฝั่งจนเห็น “ผู้คนที่เปลือยกาย” ทำให้โคลัมบัสเชื่อว่าเขาได้เดินทางมาถึงชายฝั่งตะวันออกของจีนแล้ว แม้ว่าจะไม่เห็น “ชาวจีนที่แต่งตัวทันสมัยและภูมิฐาน” อย่างที่คาดหวัง ตามข้อมูลในหนังสือ Travels บันทึกการเดินทางของ มาร์โค โปโล
โคลัมบัสเดินทางต่อไปทางคิวบา จนถึงเกาะฮิสปัน-โยลา
ซึ่งต่อมาเรือ ซานตามาเรีย เกยสันดอนอับปาง โคลัมบัสต้องทิ้งเรือลำนั้น และให้กะลาสี ๔๐ คนตั้งรกรากอยู่บนเกาะนี้ เขากับเรือ นีญา และเรือ ปินตา เดินทางกลับสเปนเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ค.ศ. ๑๔๙๓
เขาเดินทางไปดินแดนโลกใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ค.ศ. ๑๔๙๓ ด้วยขบวนเรือ ๑๗ ลำ ลูกเรือและกะลาสีราว ๑,๕๐๐ คน รับมอบหมายจากกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ให้ไปตั้งอาณานิคมสเปนอย่างถาวร และให้ชาวอินเดียนนับถือศาสนาคริสต์
แต่เมื่อไปถึงเกาะฮิสปันโยลาก็พบว่าชาวสเปนที่เขาให้อยู่ตั้งถิ่นฐานถูกชาวเกาะฆ่าตายหมด เขาจึงสั่งฆ่าทุกคนบนเกาะเป็นการแก้แค้น แล้วตั้งนิคมแห่งใหม่ชื่อลาอิซาเบลา ปีต่อมาโคลัมบัสส่งทองคำ ๑๒ ลำเรือกลับสเปน
ในช่วง ค.ศ. ๑๔๙๒-๑๕๐๒ โคลัมบัสเดินทางกลับไปเยือนอเมริกาสามครั้ง เขายังคงพบเห็นภาพเดิมที่ต่างจากในจินตนาการ ซึ่ง ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน ให้ข้อสรุปไว้ใน สุดยอดนักผจญภัย
“ในความเป็นจริง โคลัมบัสมิได้พบทวีปอเมริกาเลย (เขาพบเกาะนอกทวีป)” และ “ทั้ง ๆ ที่ผู้คนและภูมิประเทศของดินแดนที่เห็นไม่เหมือนกับสิ่งที่คิดฝัน แต่โคลัมบัสก็ยังปักใจเชื่อว่า ดินแดนที่เขาพบคือเอเชีย จึงพยายามดั้นด้นค้นหาจักรพรรดิข่านและกษัตริย์โซโลมอน และขณะออกสำรวจเกาะคิวบา บาฮามาส แอนทิลลีส กับทะเลแคริบเบียน ซึ่งอยู่นอกทวีปอเมริกา โคลัมบัสให้กะลาสีเรือทุกคนกล่าวคำสาบานว่า ดินแดนที่กำลังเหยียบย่างและสำรวจอยู่นั้นคือเอเชีย”
เรือ นีญา ปินตา และ ซานตามาเรีย เรือเอกสามลำในการสำรวจครั้งแรกของโคลัมบัส
(ภาพ : https://u.osu.edu/christophervscolumbus/collection/
vessels-de-columbo/)
โคลัมบัสเดินเรือไปค้นพบดินแดนใหม่ทางฟากตะวันตกให้กับสเปน ขณะที่โพ้นทะเลอีกด้านกองเรือโปรตุเกสประสบความสำเร็จในการค้าเครื่องเทศจัดส่งไปยังกรุงลิสบอน และขายต่อในยุโรปซึ่งมีราคาสูงมาก สร้างความสนใจให้กับชาติเพื่อนบ้านที่ไม่มีสิทธิ์เดินเรือมาทางตะวันออก ตามโองการของพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ ๖ เมื่อ ค.ศ. ๑๔๙๓ ที่ให้แบ่งเขตโลกบนแผนที่โดยกำหนดเส้นสมมุติขึ้นที่ ๑๐๐ ลีกทางตะวันตกของหมู่เกาะเคปเวิร์ด และขยับไปเป็น ๓๗๐ ลีกในปีต่อมา ทำให้โปรตุเกสได้ครองพื้นที่สำรวจตั้งแต่แถบที่เป็นประเทศบราซิลในปัจจุบัน ไปทางตะวันออก ผ่านแหลมกู๊ดโฮปไปจนถึงเอเชีย ส่วนสเปนได้สิทธิ์สำรวจโลกทางตะวันตกของแนวเส้นสมมุติ
ความพยายามในการหาทางไปยังเกาะเครื่องเทศทำให้สเปนต้องออกเดินเรือมุ่งไปทางตะวันตก ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก มายังฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเซีย ที่ชาวตะวันตกเรียกว่าเกาะเครื่องเทศ เพราะเป็นแหล่งใหญ่ของจันทน์เทศ (nutmeg) และกานพลู (clove) ซึ่ง เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน (ค.ศ. ๑๔๘๐-๑๕๒๑) เดินเรือจากปากแม่น้ำกวาดัลกีวีร์ด้วยกองเรือ ๕ ลำ ลูกเรือ ๒๐๐ กว่าคน เมื่อ ค.ศ. ๑๕๑๙
เป็นการเดินทางไปยังดินแดนตะวันออกโดยเดินเรือไปทางตะวันตก
ช่วงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก “จากแหลมฟริโอจนถึงหมู่เกาะโมลุกกะ ตลอดเส้นทางไม่มีแผ่นดินเลย”
ผู้บันทึกประจำการเดินทางตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เวลาลูกเรือที่ขึ้นฝั่งกลับมาบนเรืออีกครั้ง เขาบอกว่าเป็นวันพฤหัสบดี ทั้งที่ทุกคนบนเรือรู้ว่าเป็นวันพุธ
ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน ให้คำเฉลยข้อนี้ว่า การเดินเรือไปทางตะวันตกในทิศที่สวนทางกับการหมุนของโลก จะทำให้วันหายไป ๑ วัน เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนงง เพราะเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง
กระทั่งทาสที่มาในกองเรือด้วย ใช้ภาษามาเลย์สื่อสารกับชาวพื้นที่ที่ฟิลิปปินส์ได้ มาเจลลันจึงรู้ว่าได้มาถึงเอเชียแล้ว และได้รู้ว่าโลกนี้กลม
นักเดินเรือสเปนใช้ปืน เข็มขัด เสื้อคลุม แลกเครื่องเทศได้ ๒๖ ตัน นำขึ้นเรือ วิกตอเรีย กลับประเทศ โดยเดินเรือข้ามมหาสมุทรอินเดีย อ้อมแหลมกู๊ดโฮป ถึงซานติอาโกบนหมู่เกาะเคปเวิร์ด แต่ไม่ได้ขึ้นฝั่ง เพราะแถบนั้นเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส
กองเรือของ เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นกองเรือแรกที่เดินทางรอบโลกได้สำเร็จ
เรือของมาเจลลันหาทางผ่านช่องแคบทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ โดยเขาลงเรือเล็กไปสำรวจบนฝั่ง ภาพวาดขึ้นภายหลังโดยศิลปิน O.W. Brierly ใน ค.ศ. ๑๘๗๓
(ภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/
File:Discovery_of_the_Straits_of_Magellan_in_1520_(engraving_after_O.W._Brierly).jpg)
ขณะที่การเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาถึงเอเชียของกองเรือโปรตุเกส แพร่ไปสู่ความรับรู้ของนักเดินเรือยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ เส้นทางเดินเรือ หมู่เกาะ เมืองท่าที่โปรตุเกสเคยค้นพบ กระตุ้นความสนใจของชาติเพื่อนบ้านในยุโรปอย่างฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ให้มุ่งมาสู่เอเชียด้วย
ทุกชาติตะวันตกเหล่านั้นล่องเรือข้ามมหาสมุทรมาเพื่อสินค้า เครื่องเทศ ทาส เป็นเป้าหมายแรก
ตลาดการค้าเครื่องเทศในเอเชียคึกคักมาก่อนแล้ว พ่อค้าจีนและเปอร์เซียค้าพริกไทยจากชวา ขณะที่จีนและซีลอนเป็นแหล่งอบเชยของพ่อค้าที่มากับเรืออาหรับ ส่วนหมู่เกาะโมลุกกะเป็นแหล่งกานพลูและลูกจันทน์เทศ
สิบสองปีหลังจาก บาร์โทโลมิว ไดแอส เดินเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป ต้นทางการเข้าสู่เอเชียโดยเรือ เปโดร อัลวาเรส คาบราล ล่องเรือในทิศตรงข้ามไปพบบราซิลจากนั้นก็เข้าสู่ยุคค้าทาสของชาตินักเดินเรือ
ครั้นโคลัมบัสไปพบชาวอินเดียนแดงแถบอเมริกา เมื่อ ค.ศ. ๑๔๙๓ เขาก็เห็นความน่าเป็น “ทาส” ในตัวคนพื้นเมืองมาตั้งแต่ตอนนั้น
“พวกเขาน่าจะเป็นทาสที่ดีได้” โคลัมบัสคิด เมื่อมาพบกับ “พวกเปลือยกาย” “ด้วยว่าข้าพเจ้าเห็นพวกเขาทวนถ้อยคำที่เราพูดอย่างรวดเร็ว อีกทั้งพวกเขายังเหมาะที่จะเป็นคริสตชนที่ดีด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นไม่มีศาสนา”
การค้าทาสเริ่มจากการยึดครองพื้นที่อาณานิคม ทำเกษตรพาณิชย์ ปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาล โดยใช้แรงงานคนพื้นเมือง เมื่อแรงงานเริ่มร่อยหรอเนื่องจากเจ็บป่วยด้วยโรคใหม่ที่มากับชาวยุโรป เจ้าอาณานิคมจึงเปลี่ยนทาสผิวดำมาเป็นสินค้า จากทวีปอเมริกาเดินเรือข้ามมหาสมุทร ๘ สัปดาห์ สภาพแออัดในลำเรือทำให้ทาสล้มตายไปราวหนึ่งในสาม ทาสจากครอบครัวหรือหมู่บ้านเดียวกันจะถูกจับแยกขายออกไป
ประวัติศาสตร์เรือค้าทาสเหตุการณ์หนึ่งเคยถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง Amistad เล่าเรื่องให้เป็นภาพที่คนยุคสมัยไหนได้รู้เห็นก็เป็นที่สุดของความสะทกสะเทือนใจตลอดกาล
กลางมหาสมุทรโล่งกว้าง เวิ้งว้าง มีแต่น้ำจดฟ้า เหมือนปราศจากสิ่งกีดขวาง แต่ความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่เห็น มีเรือโจรสลัดตีคู่กับเรือการค้าตลอดกาลก็ว่าได้ และบางทีเรือลำเดียวกันนั้นก็อาจแฝงแปลงตัวไปมา เป็นทั้งเรือโจรและเรือสินค้าอยู่ในลำเดียวกัน
จากการปรับต่อขยายดาดฟ้าเรือ ติดอาวุธปืนประจำเรือไว้รอบด้าน ป้องกันตนเองจากโจรสลัด หรือบางทีเรือพ่อค้าก็กลับเป็นโจรสลัดเสียเองด้วย
สลัด ในภาษามลายู แปลว่าช่องแคบ แต่ pirate ในภาษาฝรั่ง บางครั้งนำพลขึ้นบุกปล้นเรือ บางทีปล้นบนบกด้วย
ฉากโจมตีของเรือสลัดแถวทะเลจีนใต้ จากภาพบันทึกสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. ๑๖๓๖-๑๙๑๒)
(ภาพ : https://www.worldhistory.org/image/14852/south-china-sea-pirates/)
บางกรณีกลุ่มโจรสลัดก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้ไปปล้นสะดมเรือชาติอื่นที่เป็นคู่แข่งการค้า หรือเป็นหน่วยรบทำหน้าที่เป็นกองกำลังป้องกันชายฝั่ง
ดังที่ อับดุลลอฮ์ มุนชี ผู้นำสาส์นข้าหลวงอังกฤษเคยเจอที่กลันตัน รัฐมลายู เล่าไว้ในบันทึกของเขาเมื่อ ค.ศ. ๑๘๓๘
“เมื่อเข้าไปจนเผชิญหน้ากัน ก็มองเห็นแผงโล่กำบังปืนตั้งตระหง่านอยู่ และเห็นนักรบผู้หนึ่งยืนถือหอกอยู่ ร่างกายของเขานั้นดำและล่ำสัน”
โฉมหน้าของโจรสลัดที่ผู้นำสาส์นเห็น “เขาไว้หนวดยาวเฟื้อย ข้างหนึ่งเขาทัดไว้ที่ใบหู ส่วนอีกข้างหนึ่งพันรอบลำคอของเขาเอาไว้”
“ทันใดนั้น เรือลำนั้นก็ยก โตปัง ของตนขึ้น”
นอกจากแผงโล่กำบังปืนที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง แผ่นหนาทนแรงกระแทกของกระสุน เพื่อป้องกันตนเอง บนเรือรบมลายูโบราณจะมีช่องสำหรับปากกระบอกปืนใหญ่ประจำลำเรือ โตปังคือฝาปิดช่องปากกระบอกปืน จะเปิดออกตอนเตรียมโจมตีเรือลำอื่น
แต่ก่อนจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น คนของเจ้าเมืองเจ็ดถึงแปดคนพายเรือสำปั้นลำหนึ่งออกมาต้อนรับ “รายามีรับสั่งให้นำร่องพาเรือนี้เข้าไป เพราะเกรงว่าอาจจะถูกทำร้ายระหว่างทาง”
“นับเป็นโชคดีจริง ๆ ที่ท่านไม่ได้รบกับเรือโจรสลัดลำนั้น เพราะพวกเขามีปืนเมอเรียมที่ใหญ่มาก” คนของเจ้าเมืองบอกเมื่อเขาขึ้นฝั่งเมืองกลันตัน
ปินตู เป็นนักเดินเรือแสวงโชคชาวโปรตุเกสอีกคนที่เคยประสบภัยโจรสลัด เขาเชื่อว่าตนต้องเดินทางมาสู่เอเชียตามลิขิตของพระเจ้า และได้พำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาระยะหนึ่ง เขาบันทึกถึงเหตุการณ์เผชิญหน้ากับโจรสลัดไว้ราวฉากหนัง
“พอราวสักสี่ทุ่ม ขณะที่พวกเรากำลังจะเข้าโต๊ะอาหารกันอยู่ทีเดียว ก็มีเรือใหญ่ลำหนึ่งมีทั้งใบและเสาตังเกพร้อมสรรพ ลดสายระยางลง แล่นทื่อเข้ามาหาเรือของเรา แล้วก็โยนขวากผูกโซ่เหล็กเส้นยาวมาเกาะแคมเรือเข้าไว้ โดยที่เรือลำนั้นใหญ่และเรือของเราเล็ก เรือของเราจึงถูกรั้งเข้าไปกระหนาบอยู่กับเรือลำนั้น
“ทันใดนั้นมีชาวมุสลิมราว ๗๐-๘๐ คน ซึ่งซ่อนตัวอยู่ ในจำนวนนี้มีพวกเติร์กปนอยู่ด้วย ก็พรวดพราดออกมาใต้สะพานเรือ พากันส่งเสียงร้องอึงคะนึง ทุ่มก้อนหิน พุ่งหลาวและหอกมายังพวกเรา กระทั่งชาวโปรตุเกสที่มีอยู่ด้วยกัน ๑๖ คน สิ้นชีวิตไปถึง ๑๒ คนอยู่กับที่นั้น กับเด็กและพวกลูกเรืออีก ๓๖ คน เราเหลืออยู่เพียง ๔ คนจึงโดดลงทะเล เราขึ้นบกได้โดยลุยเลนขึ้นไป บางคนก็จมลงไปตั้งครึ่งตัวแล้วเราก็วิ่งหลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า”
ส่วนในบันทึกของจีน มีกล่าวถึงสลัดในสยามยุค ค.ศ. ๑๘๙๒ ไว้สั้น ๆ “พลเมืองชาวเสียน เป็นโจรสลัดกันมาก”
ภาพสะท้อนบุคลิกและอารมณ์ละไมของหัวหน้าโจรสลัด ซึ่งตามประวัติศาสตร์ก็ระบุว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกับพ่อค้า ขุนนาง เสรีชน ศิลปิน ฯลฯ ที่มีเรือและมีปืนไว้ปกป้องตัวเองและปล้นชิงฝ่ายตรงข้าม
(ภาพโจรสลัดแถบทะเลแคริบเบียน วาดใน ค.ศ. ๑๘๘๗ https://en.wikipedia.org/wiki/Brethren_of_the_Coast#/media/File:Pg_014_-_Henry_Morgan_Recruiting_for_the_Attack_(bw).jpg)
เมื่อกัปตันเจมส์ คุก มาถึงอ่าวโบตานีของทวีปออสเตรเลียเมื่อ ค.ศ. ๑๗๗๐ แต่ในความเป็นจริง บรรพบุรุษของชาวพื้นเมืองอะบอริจินีมาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนตั้งแต่ ๔ หมื่นปีก่อน โดยอพยพมาจากทางตอนใต้ของทวีปเอเชียไปนิวกินี ด้วยแพและเรือข้ามทะเลระยะทาง ๔๐๐ กิโลเมตร จากนั้นเดินและว่ายน้ำจนถึงออสเตรเลีย ซึ่งเวลานั้นทะเลระหว่างเกาะนิวกินีกับออสเตรเลียยังตื้นมาก คนอะบอริจินีไม่ได้พบเห็นชาวต่างชาติคนใดเลย จนกระทั่งกัปตันคุกมาถึงเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘
ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ไม่มีใครคิดว่าโลกมีทวีปอเมริกา และก็เชื่อกันว่าแผ่นดินมีอยู่แต่ทางซีกเหนือของโลก
“ผู้คนมีความเชื่อว่าถ้าเรือโดยสารเดินทางผ่านเส้นศูนย์สูตรของโลก เรือและผู้คนในเรือจะถูกไฟที่เส้นศูนย์สูตรเผาทั้งเป็น”
บางข้อความจากหนังสือ สุดยอดนักผจญภัย ซึ่งให้ข้อมูลอีกว่า
แต่ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๓๑๑ (ค.ศ. ๑๗๖๘) เรือเอนเดเวอร์ความยาว ๒๙ เมตร เสากระโดง ๓ เสา ออกจากท่าเมืองพลีมัท ประเทศอังกฤษ พร้อมลูกเรือ ๙๔ คน เป็นทหารเรือ ๑๒ คน ออกเดินทางสู่มหาสมุทรแปซิฟิกแวะเทียบท่าที่เกาะตาฮิติ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๓๑๒ (ค.ศ. ๑๗๖๙) ซึ่ง “หัวหน้าชาวเกาะให้การต้อนรับที่ดี บรรยากาศไม่มีความเป็นศัตรูกันเลย” เพราะผู้หญิงชาวเกาะค่อนข้างเป็นมิตร คุกจึงวางกฎเกณฑ์มิให้กะลาสีล่วงเกินผู้ใด และคุกอนุญาตให้ผู้หญิงชาวเกาะขึ้นบนเรือได้ และเมื่อมีคนนำลูกสาวมามอบให้ คุกก็ปฏิเสธความปรารถนาดี โดยบอกว่าเขามาที่เกาะเพื่อศึกษาปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์มิได้มาสนุก อีกทั้งมีภรรยาแล้ว
กัปตันคุกสนใจศึกษาประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต ชาวเกาะ
และเป็นผู้ทำให้อังกฤษได้ยึดครองออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
“คุกตระหนักดีว่า ชาวเกาะมีทั้งคนดีและไม่ดี สตรีบางคนรักนวลสงวนตัว แต่บางคนไม่ถือสา บางคนรักสวยรักงาม และบางคนปล่อยตัว บางคนรักสันติและความสงบ แต่บางคนชอบต่อสู้ คุกจึงให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลชาวเกาะมากเท่า ๆ กับการดูแลทุกคนบนเรือ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี”
เดือนเมษายน ค.ศ. ๑๗๗๐ คุกเดินทางถึงฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปใหญ่ รัฐนิวเซาท์เวลส์
แล้วในวันที่ ๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๗๗๐ เขาก็ประกาศยึดดินแดนทั้งหมดเป็นของอังกฤษ และเดินทางผ่านปัตตาเวียในอินโดนีเซีย และเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ ถึงอังกฤษในเดือนพฤษภาคมปีถัดมา
การออกเดินเรือยาวนานนอกจากทำให้ เจมส์ คุก ค้นพบทวีปออสเตรเลีย ยังทำให้เขาได้พบวิธีพิชิตโรคลักปิดลักเปิดในหมู่ชาวเรือ ด้วยการให้ทุกคนกินผักและผลไม้สด ให้ได้รับวิตามินซีเพียงพอ
ภาพวาดชื่อ Resolution and Adventure with fishing craft in Matavai Bay โดยศิลปิน William Hodges ใน ค.ศ. ๑๗๗๖ แสดงภาพชาวเกาะตาฮิติบนฝั่ง มีเรือของกัปตันคุกลอยลำในอ่าว
(ภาพ : https://en.wikipedia.org/wiki/File:Hodges,_Resolution_and_Adventure_in_Matavai_Bay.jpg)
ในระยะแรกที่มีการติดต่อกันทางเรือ เทคโนโลยีการเดินเรือของตะวันตกไม่ได้เจริญกว่าเอเชียนัก
กองเรือมองโกลในจีนมีอู่เรือยาว ๑ กิโลเมตร กว้าง ๕๐๐ เมตร ซึ่งต่อเรือเดินทางไปถึงญี่ปุ่นอย่างน้อยสองครั้ง
แต่ จอห์น เค. แฟร์แบงค์ และคณะ ก็ให้ข้อมูลไว้ใน เอเชียตะวันออกยุคใหม่ : จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน อีกด้านว่า การเดินเรือในทะเลอันกว้างใหญ่ของชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ นั้น รู้จักใช้เข็มทิศและคำนวณเส้นรุ้งแล้ว โดยเฉพาะในแถบเหนือใช้การสังเกตความสูงของดาวเหนือ ส่วนทางใต้ใช้การสังเกตความสูงของดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวัน
ส่วนเอิบเปรม และ ยุวดี วัชรางกูร ระบุใน เรือ เครื่องผูก ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์นับพันปี โดยอ้างตาม คนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดีว่าคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มเดินทางโดยใช้เรือออกทะเลเมื่อราว ๔,๐๐๐ ปี ตามหลักฐานการย้ายถิ่นฐานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากทางตอนใต้ของจีนไปถึงหมู่เกาะไมโครนีเซีย ทางตะวันออกของหมู่เกาะฟิลิปปินส์
ในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย พบชิ้นส่วนเรืออายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ ที่แหล่งเรือคลองท่อม จังหวัดกระบี่
ขึ้นไปจนถึงแถบทวารวดีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ระหว่างลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ซึ่งสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเล โดยการสนับสนุนของราชวงศ์ถัง เป็นจุดเชื่อมระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งภิกษุอี้จิงกล่าวว่า เมืองปาเล็มบังของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เป็นแหล่งสำคัญของการศึกษาพุทธศาสนามหายาน มีพระสงฆ์มากกว่าพันรูป พระวินัยและพิธีสงฆ์เหมือนกับที่อินเดีย ท่านอยู่ที่เมืองนี้ ๖ เดือนเพื่อศึกษาไวยากรณ์สันสกฤต ก่อนเดินทางต่อไปอินเดีย
การค้าขายทางเรือในทะเลตะวันออก ระหว่างอาหรับ อินเดีย จีน รุ่งเรืองเกรียงไกรโดยมีอาณาจักรใหญ่อยู่ที่ศรีวิชัย กระทั่งกองเรือโปรตุเกสล่องมาถึง สังคม การเมือง การค้าระหว่างมหาสมุทรก็เปลี่ยนไปแบบพลิกโลก
แผนที่กรุงศรีอยุธยา หรือ Iudia ou Sian ที่นักเขียนแผนที่ชาวฝรั่งเศส วาดเมื่อ ค.ศ. ๑๖๘๓ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ แสดงทางน้ำและลำเรือรายรอบตัวเมือง ตามที่ชาวตะวันตกให้สมญาเมืองหลวงนี้ว่า นครแห่งเรือและคูคลอง
(ภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:View_of_Ayutthaya_City_%28Iudia%29_by_Alain_Mallet_1683.png)
มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียมีลมมรสุมประจำฤดูอยู่สองทิศทาง ลมมรสุมฤดูหนาว พัดจากผืนแผ่นดินใหญ่จีนและรัสเซียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม กับลมมรสุมฤดูร้อน พัดจากมหาสมุทรอินเดียไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเข้าแผ่นดินใหญ่ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน เรือสำเภาบรรทุกสินค้าจากกวางตุ้งใช้เวลา ๓๐ วันถึงสยาม
ในเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรือสำเภาจีนยุคราชวงศ์ฮั่น มีกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีนว่า สยามตลอดถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสินค้าพื้นเมืองที่จีนต้องการ เช่น เครื่องหอม ขี้ผึ้ง หนังสัตว์ เขาสัตว์ และเครื่องเทศ ส่วนสินค้าจากจีนที่อุษาคเนย์ต้องการ ได้แก่ ผ้าแพร ผ้าไหม เครื่องประดับ และเครื่องถ้วยชาม
“สยามตั้งอยู่บริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเฉิน ในราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง เรียกประเทศนี้ว่า ‘ซื่อถูกวั๋ว’ แปลว่าประเทศที่มีดินสีแดง” ต่อมาแบ่งเป็นสองรัฐแล้วรวมเป็นชื่อเดียวกันว่าฉ้วนหลัว “รัฐทั้งสองอ่อนน้อมต่อจีน ...รัฐฉ้วนหลัวมีเนื้อที่ ๑,๐๐๐ ลี้ ประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ ๙ รัฐ ๑๔ เมือง กับอีก ๗๒ จังหวัด”
สยามเวลานั้นเป็นสังคมหญิงเป็นใหญ่ในบ้าน ตามบทบันทึกเกี่ยวกับประเทศเสียนหลอของนายทหารเฟ่ยซินแปลโดย เฉลิม ยงบุญเกิด เมื่อปี ๒๕๑๘ “...หัวหน้าเผ่าและพลเมืองเมื่อมีเรื่องต้องปรึกษาหารือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่จะต้องให้ภรรยาเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดฝ่ายชายยอมให้หญิงสมสู่กันโดยไม่มีระเบียบ เมื่อพบชายชาวจีนก็รักใคร่เป็นอย่างยิ่ง จะต้องจัดสุรามาเลี้ยงรับรองเป็นการเคารพ ร้องรำทำเพลง ให้นอนค้างคืนด้วย ผู้หญิงส่วนมากเป็นภิกษุณี (นางชี) พวกนักพรตก็สามารถท่องมนต์และถือศีลกินเจ การแต่งกายค่อนข้างคล้ายกับแบบอย่างของประเทศจีน และก็สร้างวัดวาอารามเป็นที่อยู่อาศัยด้วย...”
สมัยราชวงศ์หมิง สยามส่งบรรณาการจีนทางเรือทุก ๓ ปี ส่วนพม่า ลาว ส่งทางบกผ่านยูนนานทุก ๑๐ ปี พงศาวดารจีนบันทึกว่า ค่าของขวัญที่จักรพรรดิจีนที่ปักกิ่งพระราชทานตอบแทนนั้นมีกำไรมากยิ่งกว่า
ต่อมาเมื่อการค้าทางทะเลกับต่างประเทศเฟื่องฟูขึ้น จีนหันมาขยายการค้ากับอุษาคเนย์และยุโรปแทนระบบบรรณาการ โดยใช้เรือสำเภาที่ชาวยุโรปเรียกว่าจั๊ง (junk) ซึ่งกลายมาจากคำมลายู แปลว่าเรือ
ในทางทะเลตะวันออกไกล อิชิอิ โยเนะโอะ ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ด้านการเดินเรือระหว่างอยุธยา-ริวกิว สันนิษฐานว่า ใช้เวลาเดินทางราว ๔๐-๕๐ วัน บรรทุกผู้โดยสารเที่ยวละ ๑๑๒-๒๓๘ คน
“เรือสินค้าที่เดินทางไปมาระหว่างอยุธยากับริวกิวนั้น ทราบกันดีว่าเป็นสำเภาที่ใช้ใบ”
การเดินเรือจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับกระแสลมเป็นสำคัญ
“สำเภาที่จะเดินทางมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นอยุธยา จะออกเรือในฤดูใบไม้ร่วง ตอนที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มพัด ดังที่พระราชสาส์นจากริวกิวถึงอยุธยา ซึ่งบอกวันเวลาไว้ชัดว่า ตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ (จันทรคติ) ขากลับเรือจะคอยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อยู่ที่เมืองท่าอยุธยาเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มพัดในเดือน ๕ หรือเดือน ๖ ของปีรุ่งขึ้น ก็จะเดินทางกลับริวกิว”
พร้อมกับไม้ฝาง ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญจากอยุธยาเที่ยวเรือหนึ่งบรรทุกได้ประมาณ ๒.๕ หมื่นชั่ง (๑ ชั่ง ราว ๖๐๐ กรัม) เทียบกับเรือของโคลัมบัส ๓ ลำ บรรทุกคนได้ ๑๒๐ คน
ส่วนสำเภาสยามที่ขนสินค้าลงไปทางใต้ บางครั้งก็ถูกจับ ดังปรากฏใน เอกสารของฮอลันดา สมัยกรุงศรีอยุธยาฯ ที่พ่อค้าฮอลันดาที่มาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเขียนรายงานถึงบริษัทที่ปัตตาเวียและที่ปัตตานี
“๗ กุมภาพันธ์ ๒๑๖๗ (ค.ศ. ๑๖๒๔) เรือสำเภาสยามบรรทุกข้าวและเกลือ ถูกจับนอกฝั่งลิงกะ ต้องสงสัยว่าไปมะละกา ความจริงจะไปยะโฮร์”
บางครั้งใช้ทัพเรือไปเพื่อการศึก อย่างคราวต้น ค.ศ. ๑๖๓๔ สยามยกพล ๓ หมื่นไปปัตตานี ทางบกและทางเรือแบบโบราณ เรือลาดตระเวนและเรือสำเภา ซึ่งกองเรือฮอลันดามาช่วยไม่ทัน ทำให้แตกพ่ายออกจากปัตตานี เพราะขาดแคลนเสบียงอาหาร “พระเจ้าแผ่นดินจึงกริ้วมาก ถึงกับทรงห้ามคนสยามทุกคนพูดหรือค้าขายกับพวกฮอลันดา”
แต่หลังจากได้กราบบังคมทูล พระเจ้าแผ่นดินส่งเรือลำหนึ่งไปหาความจริงยังเมืองปัตตานี “พระเจ้าแผ่นดินจึงโปรดปรานเรามากกว่าแต่ก่อน และทรงอนุญาตให้เราสร้างคลังเก็บสินค้าใหม่ขึ้นหลังหนึ่ง”
บางครั้งสำเภาสยามก็ประสบกับภัยธรรมชาติ “๑๐ ก.พ. ๒๑๘๐ เรือสยามจมที่ไต้หวัน เนื่องจากพายุพัดจัด ตอนใกล้แม่น้ำแมททิว สินค้าทั้งหมดอันมีเครื่องเคลือบ ผ้าไหม เครื่องเขิน มูลค่า ๓,๓๗๖.๒๕ เหรียญ จมไปกับเรือสิ้น เรือถูกกระแทกแตกเป็นชิ้น ๆ ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถรอดอยู่ได้ นายเรือกับคนไทย ๑๔ คน และคนจีน ๑๑ คน จมน้ำตาย”
ส่วนภายในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบันทึกของปินตูเรียกในภาษาอาหรับว่าเซอนาวหรือซาโนว หมายถึงนครแห่งเรือและคูคลอง “อาณาจักรแห่งนี้มีเหมืองแร่ เงิน เหล็ก ตะกั่ว ดีบุก ดินประสิว และกำมะถันเป็นอันมาก นอกจากนี้ยังมีไหม ไม้กฤษณา กำยาน น้ำมัน ครั่ง คราม ผ้าฝ้าย ทับทิม บุษราคัม งาช้าง และทองคำ ป่าแถบชายฝั่งอุดมไปด้วยไม้สวาดและไม้พะยูง ซึ่งทุกปีจะขนลงเรือสำเภากว่า ๑๐๐ ลำ เพื่อส่งไปยังประเทศจีน เกาะไหหลำ หมู่เกาะริวกิว กัมพูชา และจามปา ทั้งนี้ยังมีขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง และน้ำตาลอีกมาก”
ในบันทึกยังยืนยันถึงสถานภาพความเป็นนครแห่งเรือ “ทุกปีมีเรือสำเภากว่า ๑,๐๐๐ ลำ ออกเดินทางจากที่นี่ นอกเหนือไปจากเรือขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดตามลำแม่น้ำและเมืองท่าต่าง ๆ”
ความเป็นเมืองท่านานาชาติของอยุธยามีมาก่อนชาวตะวันตกจะมาถึง มีชาวต่างชาติพูดภาษาต่าง ๆ อาศัยอยู่นับแสนคน
ญี่ปุ่นเป็นชาติหนึ่งที่ล่องเรือสำเภามาค้าขายกับราชสำนักอยุธยาตามกระแสลมประจำฤดูกาล เที่ยวกลับใช้เส้นทางเดียวกับที่จีนใช้มาก่อน คนญี่ปุ่นที่มากับเรือส่วนหนึ่งขึ้นฝั่งตั้งหลักแหล่งถาวรในกรุงศรีอยุธยา บริเวณที่เรียกว่าหมู่บ้านญี่ปุ่น มาจนทุกวันนี้
โปรตุเกสเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาอยุธยาเมื่อ ค.ศ. ๑๕๑๑ จากนั้นฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ตามมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดการค้าสู่ตะวันออกไกล
โยส เซาเต็น พ่อค้าชาวฮอลันดา บันทึกถึงความมั่งคั่งของราชสำนักอยุธยาว่า พระเจ้าปราสาททองมีรายได้จากการค้าสำเภาหลวงปีละประมาณ ๒,๐๐๐ ชั่ง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามที่ลา ลูแบร์ บันทึกว่า ทรงผูกขาดสินค้าของป่า ซึ่งเป็นของหายากและเป็นที่ต้องการของต่างชาติ โดยประกาศเป็นสินค้าต้องห้าม พระองค์รับซื้อไว้แต่เพียงผู้เดียว และทรงมอบให้เจ้าพนักงานพระคลังสินค้าเป็นผู้นำออกจำหน่าย เช่น ซื้อไม้ฝางจากราษฎรหาบละ ๒ สลึง ๕ เฟื้อง นำออกขายหาบละ ๖ สลึง
ภาพพิมพ์แกะลายโลหะในบันทึกของชาวยุโรป
(ค.ศ. ๑๖๘๒-๑๗๑๑) พร้อมคำบรรยายว่า “บุรุษกับสตรีชาวสยาม และทหารจีน” สะท้อนการติดต่อสัมพันธ์มาเนิ่นนานระหว่างชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมฝั่งมหาสมุทรเดียวกัน
(ภาพ : https://www.rijksmuseum.nl/en/collection/object/Twee-mensen-uit-Siam-en-een-Chinese-soldaat--4ad0d405b3c0349d07ed5a9eab4a019d)
ความเป็นเมืองท่าทำให้อยุธยารุ่งเรืองมาจนเกิดรัฐประหาร ค.ศ. ๑๖๘๘ ชาวตะวันตกถูกขับออกจากเมือง อยุธยาร่วงสู่ความซบเซาจากการเป็นเมืองท่านานาชาติที่เคยเรืองรองของภูมิภาค
แต่ฐานะของการเป็นแหล่งต่อเรือที่สำคัญของภูมิภาคยังคงเป็นอยู่ต่อมาจนถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจาก
“วัตถุดิบคือไม้เนื้อแข็งในประเทศมีราคาถูก ทำให้การ
ต่อเรือสำเภาทั้งเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า และเพื่อขายตัวสำเภานั้น เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เริ่มรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา” ตามที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศึกษาไว้ใน
ปากไก่และใบเรือ
“เรือสำเภาที่ต่อจากประเทศไทยมีราคาค่าต่อถูกกว่าทุกแห่ง เช่น ราคาต่อลำของเรือสำเภาที่ต่อในประเทศไทยเพียง ๑๕ เหรียญสิงคโปร์...คุณภาพดีกว่าอีกด้วย เพราะใช้ไม้เนื้อแข็งทั้งหมด ดาดฟ้าก็เป็นไม้เนื้อแข็ง ในขณะที่เรือซึ่งต่อในเมืองจีนใช้ไม้สน”
ในเอกสารชาวต่างชาติรายงานด้วยว่า ยุคนั้นสำเภาเกือบทุกลำที่ใช้ในการพาณิชย์ระหว่างหมู่เกาะอินเดียกับจีน สร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ ในแม่น้ำสายใหญ่ของสยาม
“เรือสำเภาไม่น้อยกว่า ๘๑ ลำ ใน ๘๙ ลำ ที่เป็นเรือสำเภาขนาดใหญ่ ซึ่งใช้อยู่ในทะเลตะวันออกนั้น สร้างขึ้นในสยาม”
เรือสำเภาซึ่งแล่นด้วยใบ ใช้แรงลม เริ่มล้าสมัยเมื่อเครื่องจักรกลไอน้ำแพร่มาถึงสยาม
เมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีก่อนนี้ โทมัส มิลเลอร์ นายช่างเครื่องจักรกลเรือชาวอเมริกัน เดินทางมายังสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔ ด้วยเรือใบสามเสา แต่ในเรือเดินสมุทรลำใหญ่ที่ยังอาศัยกระแสลมขับเคลื่อนนั้น บรรทุกเครื่องจักรไอน้ำมาด้วย
เขาบันทึกว่าออกจากนิวยอร์ก อเมริกา เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๕๗ (ปี ๒๔๐๐) ข้ามเส้นศูนย์สูตรลงมาถึงเกาะอัมสเตอร์ดัมและเกาะเซนต์ปอล ซึ่งเป็น “สองเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเลในมหาสมุทรอินเดีย” ก่อนถึงเกาะชวาและเกาะสุมาตรา ข้ามช่องแคบด้วยกระแสลมจากทิศทางระหว่างทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่านช่องแคบ
เมื่อเข้ามาในทะเลจีน “ต้องเผชิญกับนาคเล่นน้ำขนาดใหญ่ ๑๗ ตัว...เป็นมวลน้ำขนาดยาวซึ่งผุดขึ้นมาจากทะเล โดยเริ่มต้นจากการเป็นคลื่นเล็ก ๆ บนผิวน้ำที่มีลักษณะคล้ายกับลมหมุน แล้วเพิ่มขนาดโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางไปจนถึง ๑๐ หรือ ๑๒ ฟุต จากนั้นก็จะพุ่งสูงขึ้นและสูงขึ้นไปจนถึงก้อนเมฆ ปล่องน้ำนี้ขึ้นสูงด้วยการเคลื่อนไหวแบบม้วนเป็นเกลียว...การชนกระแทกอย่างแรงจะทำลายปล่องน้ำ และทำให้มันหล่นลงมาพร้อมกับเกิดเสียงดังสนั่นน่ากลัว แล้วสาดกระเซ็นลงสู่ทะเล”
นักเดินเรือจากอเมริกาเชื่อว่าเขารอดมาด้วยมีพระผู้เป็นเจ้าทรงให้ความคุ้มครอง กับความเฉลียวฉลาดและพละกำลังเพียงเล็กน้อยของพวกเขาในการดึงเชือกโยงเสาเรือไว้ได้
“พวกเราจึงสามารถแล่นเรือที่แข็งแรงลำนี้พ้นจากปล่องน้ำขนาดมหึมาที่อยู่ใกล้มากที่สุดไปได้...จากนั้นจึงแล่นเรือตรงไปยังทางเข้าอ่าวสยาม พวกเราเดินทางมาทอดสมอที่สันดอนของอ่าวสยามประมาณวันที่ ๒๔ ธันวาคม รับคนนำร่องแล้วจึงข้ามสันดอน จากนั้นก็แล่นเรือขึ้นไปยังเมืองบางกอก”
แม่น้ำเจ้าพระยาในสายตาชาวตะวันตกคงดูคดเคี้ยวจนเกินเรือลำใหญ่ของเขาจะแล่นเข้าไปได้ จึงต้องทอดสมออยู่กลางแม่น้ำ หลังเดินทางมา ๑๔๐ วัน ระยะทางประมาณ ๑.๗ หมื่นไมล์
การเดินทางภายในสยามยุคนั้นยังใช้เรือพายเป็นหลัก
ระหว่างอาศัยอยู่ในบางกอก คราวหนึ่ง โทมัส มิลเลอร์ ก็อาศัยเดินทางด้วยเรือไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเขาเรียกว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๒ “ผู้ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถในการตรัสภาษาอังกฤษ” และ “พระองค์ทรงต่อเรือยอช์ตไอน้ำที่สวยงามมากลำหนึ่งด้วยพระองค์เอง และทรงติดตั้งเครื่องจักรในเรือด้วย”
“ทรงส่งเรือพระที่นั่งซึ่งมีฝีพาย ๖๐ คน มารับข้าพเจ้า แน่นอนว่าข้าพเจ้าได้ลงเรือไปยังพระราชวังที่สะอาด เป็นระเบียบ และงดงามมากของพระองค์ ซึ่งมีสวนที่สวยงาม
พระองค์ทรงรอพวกเราที่ท่าพระประเทียบของพระมหากษัตริย์”
ที่เขามาเข้าเฝ้าฯ ก็ด้วยภารกิจเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องจักรกลเรือ
“...ข้าพเจ้าติดตั้งมาตรวัดความดันไอน้ำและหวูดเรือพวกเราเพิ่มพลังไอน้ำขึ้นเล็กน้อยและเดินเครื่องจักรอยู่ที่ท่าเรือ เมื่อข้าพเจ้าเปิดหวูดก็ทำให้พระองค์พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก...พระองค์ทรงขอบใจข้าพเจ้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านการช่างแก่พระองค์ ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ประทับเรือลำนี้ล่องไปตามแม่น้ำหลายครั้ง”
กัปตันนายช่างเรือโทมัส มิลเลอร์ อาศัยอยู่สยาม ๔ ปีครึ่ง นอกจากเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเรือที่เขานำมาสู่อู่เรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เขาเล่าว่ายังนำน้ำแข็งมาสร้างความประหลาดใจให้ขุนนางในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเห็นว่าเป็น “เรื่องชวนขบขัน” เรื่องหนึ่ง
“ข้าพเจ้าให้น้ำแข็งก้อนหนึ่งไว้ในมือของเขา เขาบอกว่าน้ำแข็งก้อนนี้ร้อนนัก เนื่องจากน้ำแข็งทำให้เขารู้สึกแสบร้อนที่มือ” เขาจึงเอาน้ำแข็งก้อนหนึ่งใส่ในแก้วน้ำส่งให้สมุหพระกลาโหมดื่ม “เขาจึงรู้ว่าน้ำที่ใส่น้ำแข็งนั้นเย็น...และต้องการเอาน้ำแข็งกลับบ้านไปด้วยก้อนหนึ่ง”
ไม่มีบันทึกว่าเรือเครื่องจักรไอน้ำในสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ได้ออกไปนอกพระนคร แต่ด้วยเรือกลไฟที่ทำให้ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นกษัตริย์สยามพระองค์แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนนานาประเทศแทบทั่วทุกมุมโลก
คราว “รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเกาะชวาสามครา” ก็เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีโดยมีเรือเป็นพาหนะ โดยเสด็จออกท่าราชวรดิฐ สามเสน ออกปากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่อ่าวไทย มุ่งลงใต้ ซึ่งมีจดหมายเหตุเสด็จประพาสเกาะชวา บันทึกเหตุการณ์รายวันไว้ละเอียดทั้งสามครั้ง
และในรัชสมัยของพระองค์เช่นกันที่ระบบรางและถนนหนทางเจริญรุดหน้าขึ้นในสยามและทั่วโลกโดยรวม
จากนั้นระบบล้อเลื่อนก็ค่อยเคลื่อนมาแทน จนลำนาวาที่ต้องอาศัยผืนน้ำเป็นเส้นทางค่อย ๆ ลดความสำคัญถอยห่างไปจากวิถีการสัญจรของคนเราทั่วโลก
เรือสำเภาสยามสมัยอยุธยาในม้วนภาพกระดาษญี่ปุ่นโบราณ อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘
(ภาพ : https://www.researchgate.net/figure/
Siam-ship-from-the-Japanese-scroll-painting-
Tosen-no-Zu-depicted-probably-around-
the_fig2_247159281)
ทุกวันนี้ยามเรายืนอยู่ริมทะเลแล้วมองเห็นเรือเดินสมุทรขนาดยักษ์เคลื่อนตัวอ้อยอิ่งอยู่กลางน่านน้ำ เราอาจรู้สึกถึงความเชื่องช้าล้าหลัง ในวันที่ผู้คนและสินค้าบินข้ามขอบโลกได้ภายในห้วงวัน แต่เมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน เรือคือที่สุดของนวัตกรรมการเดินทางที่ทำให้ผู้มีกองเรือสามารถครอบครองโลกได้ และเป็นพาหนะสำคัญของโลกอยู่หลายร้อยปี
และนับย้อนขึ้นไปได้เป็น ๔,๕๐๐ ปี ในยุคฟาโรห์ที่มีการค้นพบซากเรือทั้งภายนอกและภายในพีระมิดกีซาแห่งอียิปต์ ซึ่งหนังสือ เรือเครื่องผูกฯ ระบุว่า เป็นเรือเครื่องผูกผสมผสานระหว่างเรือขุดกับแพ
ไม่นานมานี้ กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร พบเรือโบราณที่ขึ้นรูปทรงด้วยการเย็บไม้ท้องเรือก่อนใส่โครงสร้างเสริมความแข็งแรง ในลักษณะเดียวกันนี้ด้วยในเมืองไทย ที่แหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปลายปี ๒๕๕๖
“เตรียมรูปทรงไม้ด้วยการถากเนื้อไม้กงให้เข้ากันได้กับทรงเรือที่ขึ้นรูปไว้แล้ว แต่ละชิ้นมีรอยเว้ารับกับผิวไม้ท้องเรือ
...ขึ้นรูปทรงเรือด้วยการผูกกระทงเรือเป็นทรงที่ต้องการ...
มีการผูก มัด เย็บไม้เรือ ทั้งไม้ท้องเรือ กระดูกงู กง ทวนหัว
...เข้าด้วยกัน...จากนั้นจึงอุด ชันยากันน้ำเข้าตัวเรือด้วย ส่วนผสมยางไม้เคี่ยวในน้ำมัน” เอิบเปรม วัชรางกูร ซึ่งร่วมในการขุดค้นศึกษา บันทึกไว้ใน เรือเครื่องผูกฯ
ไม้เปลือกใช้ไม้เต็ง กงเรือไม้ตะเคียนทอง ไม้ทับกงเรือใช้ไม้ตาลหรือไม้มะพร้าว
โบราณวัตถุในเรือ หม้อมีสันสมัยทวารวดี ไหก้นแหลม เครื่องถ้วยจีน ไหเล็กมีเชือกสีดำผูกร้อยหู สมัยราชวงศ์ถังตอนปลาย แท่นหินกลมขนาดใหญ่ ตรงกลางนูนสูง ผิวเรียบ สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องมือบดแท่งชา
กำหนดค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี accelerator mass spectrometry - AMS ได้ค่าอายุราว ๑,๓๐๐-๑,๒๐๐ ปี
เรือจึงอยู่ในยุคพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ร่วมสมัยกับทวารวดี
นับได้ว่าเป็นเรือเครื่องผูกสำคัญระดับโลก
สาเหตุการอับปางสันนิษฐานว่าอาจติดสันดอนปากแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเมื่อ ๑,๒๐๐ ปีก่อนอาจเป็นร่องน้ำโค้ง
หลังนำคนเรือเดินทางมายาวนาน แล้วจมฝังดินฝังน้ำมานับพันปี ก่อนถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตใหม่ในโลกโบราณคดีที่อาจเดินทางต่อได้ยาวนานไม่สิ้นสุด ตราบจนไร้คนสนใจใคร่รู้เรื่องเรือ
อ้างอิง
ไกรฤกษ์ นานา. (๒๕๕๓). ๕๐๐ ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส. กรุงเทพฯ : มติชน.
จักราพิชญ์ อัตโน. (๒๕๖๕). ตำนานโจรสลัดแห่งสยาม. นนทบุรี : ศรีปัญญา.
ธิดา สาระยา. (๒๕๕๔). ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (๒๕๔๓). ปากไก่และใบเรือ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์.
นันทา วรเนติวงศ์ แปล. (๒๕๔๑). เอกสารของฮอลันดา สมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๑๕๑-๒๑๖๓ และ พ.ศ. ๒๑๖๗-๒๑๘๕. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.
เบอร์กรีน, ลอเรนซ์. (๒๕๕๗). โคลัมบัส และเรื่องราวของการค้นพบโลกใหม่. อนุสรณ์ ติปยานนท์, สมหวัง แก้วสุฟอง แปล. กรุงเทพฯ : ยิปซี.
ปัญญา วิวัฒนานันต์. (๒๕๕๗). ประวัติศาสตร์โจรสลัด ตำนานนักล่าแห่งท้องสมุทร. กรุงเทพฯ : ยิปซี.
ปริวัฒน์ จันทร. (๒๕๕๓). เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที “ซำปอกง”. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มติชน.
แฟร์แบงค์, จอห์น เค. และคณะ. (๒๕๕๐). เอเชียตะวันออกยุคใหม่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน. เพ็ชรี สุมิตร บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
มิลเลอร์, โทมัส. (๒๕๖๕). สู่ดินแดนโพ้นทะเล การเดินทางจากนิวยอร์กถึงบางกอก ประเทศสยาม และการเดินทางกลับ. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.
เมนซีส์, กาวิน. (๒๕๕๔). ๑๔๒๑ ปีที่จีนค้นพบโลก. เรืองชัย รักศรีอักษร แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มติชน.
สุทัศน์ ยกส้าน. (๒๕๕๕). สุดยอดนักผจญภัย. กรุงเทพฯ : สารคดี.
อับดุลลอฮ์ บิน อับดุล กาดีร์ มุนชี. (๒๕๖๙). บันทึกการเดินทางของอับดุลลอฮ์ มุนชี. นญีบ อาห์มัด แปล.
อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิกาวะ โทชิฮารุ. (๒๕๔๒). ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ๖๐๐ ปี. พลับพลึง คงชนะ และคณะ แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
เอิบเปรม และ ยุวดี วัชรางกูร. (๒๕๖๒). เรือเครื่องผูก ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์นับพันปี. กรุงเทพฯ : ยิปซี.
ขอบคุณพิเศษ
ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์, สง่า ลือชาพัฒนพร และ ณายิบ
อาแวบือซา