“พม่า-อาเซียนศึกษา” ผ่านชีวิต
ศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์
THE MASTER
เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
“งานของนักประวัติศาสตร์คือสร้างงานทางประวัติศาสตร์ให้เป็นที่จดจำ ”
ในวงวิชาการเป็นที่ทราบกันว่า ศ.ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นหนึ่งใน “ผู้บุกเบิก (pioneer)” การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านยุคก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) จาก “หลักฐานเพื่อนบ้าน” โดยความเชี่ยวชาญหลักของอาจารย์คือความสัมพันธ์ไทย-พม่า
ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ หลายครั้งสื่อมวลชนมักขอความเห็นจากอาจารย์สุเนตรในกรณีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่าซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ร่วมสมัย เช่น ปี ๒๕๔๕ เกิดการปะทะทางทหารระหว่างกองทัพภาคที่ ๓ กับกองกำลังทหารพม่าบริเวณชายแดนภาคเหนือจนเกือบเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ขณะนั้นประวัติศาสตร์การเสียกรุงศรีอยุธยาในปี ๒๓๑๐ ถูกสื่อไทยนำมาพูดถึงอีกครั้ง หนังสือพิมพ์ The New Light of Myanmar ก็โจมตีไทยโดยกล่าวถึงด้วยชื่อ “โยเดีย (อยุธยา)”
อาจารย์สุเนตรไขปริศนาโดยชี้ต้นตอว่าเกิดจากประวัติศาสตร์ชุดชาตินิยมที่ทั้งไทยและพม่าใช้มานาน อีกทั้งในมุมรัฐบาลทหารพม่าจะมองไทยในฐานะ “ศัตรูในประวัติศาสตร์” ลำดับรอง โดยมีศัตรูหลักคืออดีตเจ้าอาณานิคมอังกฤษและชาติตะวันตก
ยุคนั้นนอกเหนือจากงานสอนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว อาจารย์สุเนตรยังมีงานบริหารในหน่วยงานสำคัญของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น สถาบันเอเชียศึกษา (ผู้อำนวยการ ปี ๒๕๕๐-๒๕๕๗), บัณฑิตวิทยาลัย (คณบดี ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๐), มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการชำระประวัติศาสตร์ไทยของสำนักนายกรัฐมนตรี และงานเขียนสำคัญหลายเล่ม
ปี ๒๕๖๙ ในวัย ๗๑ ปี อาจารย์สุเนตรเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและนวัตกรรมทางสังคม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สารคดี มีโอกาสสนทนาถึงชีวิตที่ผ่านมากับนักประวัติศาสตร์ท่านนี้
โตมากับ “พระนเรศวร”
สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่บ้านย่านอุรุพงษ์ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๙
อาจารย์สุเนตรรำลึกความหลังว่าในวัยเด็กได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เพราะญาติผู้ใหญ่คือ สุดา นครานุรักษ์ ทศานนท์ เป็นนักประพันธ์ ทำให้ที่บ้านมีหนังสือนิยายจำนวนมาก “ทั้ง สามก๊ก, ผู้ชนะสิบทิศ ท่านเคี่ยวเข็ญให้เราอ่านหนังสือตั้งแต่เรียน ป. ๓ พออ่านแล้วก็สนใจประวัติศาสตร์นับแต่นั้น”
เด็กชายสุเนตรยังมีโอกาสขึ้นแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ “เพราะอาจารย์สัมพันธ์ พันธุ์มณี ท่านมีคณะนาฏศิลป์ที่สถานีช่อง ๔ บางขุนพรหม (ปัจจุบันคือช่อง ๙) ท่านให้ผมแสดงเป็นพระเอกเรื่อง ลูกทาส, ขุนศึกมหาราช ฯลฯ เลยยิ่งคุ้นเคย สนใจการรบในประวัติศาสตร์ บางทีก็ขี่ม้าเป่าลม ช้างเป่าลม แล้วจินตนาการว่ากำลังทำยุทธหัตถีก็มี”
ช่วงเรียนระดับประถมฯ มัธยมฯ เด็กชายสุเนตรย้ายโรงเรียนหลายหน เคยเรียนในโรงเรียนพันธะวัฒนา (ประถมฯ) เซนต์ดอมินิก (มัธยมฯ ต้น) เซนต์คาเบรียล (มัธยมฯ ปลาย) “เข้ามหาวิทยาลัยปี ๒๕๑๘ สมัยนั้นสอบครั้งเดียว ผมติดคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม-ศาสตร์ และเรียนในภาควิชาประวัติศาสตร์”
ปีที่สุเนตรเข้าธรรมศาสตร์เป็นห้วงเวลาที่ธรรมศาสตร์คึกคัก ด้วยเป็นช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพียง ๒ ปี สุเนตรในวัยหนุ่มจึงเห็นการเรียกร้องทางการเมืองทั้งที่สนามหลวงและในมหาวิทยาลัย (ท่าพระจันทร์) ยังไม่นับกิจกรรมนักศึกษาที่เฟื่องฟู
ช่วงปี ๑ สุเนตรเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมวอลเลย์บอล ก่อนจะใช้เวลากับการเรียนและตระเวนฟังงานเสวนาทางวิชาการ “วิชาพื้นฐานเรียนรวมกับคณะอื่น วิชาโทอาจมีเรียนต่างคณะ ทำให้สังคมและมุมมองกว้างขึ้น การเรียนในห้องเรียนกับสังคมภายนอกไม่แยกขาดจากกัน ปี ๒ ผมมักไปฟังเสวนาที่กรมศิลปากรจัด บางครั้งก็ลงพื้นที่กับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เพราะผมสนใจเรื่องอาณาจักรสุโขทัย”
ช่วงนั้นเองที่บรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศตึงเครียด เวียดนามใต้แพ้เวียดนามเหนือตั้งแต่ต้นปี ๒๕๑๘ ปลายปีต่อมายังเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
อาจารย์สุเนตรรำลึกถึงห้วงเวลานี้ว่า “ผมไม่ได้อินกับการเมืองมาก ตอนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ผมอยู่สนามหลวง เห็นนักเรียนอาชีวะโยนระเบิดเพลิงเข้าไปที่หอประชุมใหญ่ ก็ยังนึกว่าไอ้พวกนี้ทำไมต้องมาทำลายมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นต้องหยุดเรียนเพราะมหาวิทยาลัยปิด ผมเดินกลับบ้านยังต้องปิดเข็มมหาวิทยาลัย เพราะตำรวจร้องเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ ใส่”
เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดอีกในปี ๒๕๒๐ สุเนตรกลับมาเรียนจนจบในปีต่อมา ถ้าไม่นับช่วงมหาวิทยาลัยปิด เขาใช้เวลาเรียน ๓ ปีและจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑
นักศึกษาคอร์แนล
อาจารย์สุเนตรเล่าว่าช่วงเรียนจบปริญญาตรี เมืองไทยในยุคนั้นมีนักวิชาการชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาทำวิจัยในไทยหลายคน “ที่เราอาจคุ้นชื่อคือ ศ.ดร. เดวิด เค. วัยอาจ (David K. Wyatt) ศ.ดร. เคร็ก เรย์โนลด์ส (Craig J. Reynolds) ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็เพิ่งเรียนจบแล้วกลับมาสอนหนังสือที่ มธ. ผมถึงรู้ว่าต้องไปเรียนด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คอร์แนล”
สุเนตรส่งใบสมัครไปหลายที่ “แต่พอคอร์แนลตอบรับผมก็ไม่ไปที่อื่น” โดยเข้าเรียนในหลักสูตร Southeast Asian Program (SEAP)
ทั้งนี้คอร์แนลเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ห่างไกล จากเมืองไทยต้องขึ้นเครื่องบินไปลงที่นครนิวยอร์ก จากนั้นต่อรถยนต์ไปราว ๓ ชั่วโมงเพื่อไปลงที่เมืองอิทากะ (Ithaga) ซึ่งแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับมหาวิทยาลัย โดยคอร์แนลตั้งอยู่บนยอดเนิน ตัวเมืองอยู่ถัดลงมาที่ปลายเนิน พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก ไร่องุ่น ในฤดูหนาวอุณหภูมิติดลบและหิมะตกหนัก ฤดูร้อนอากาศเย็นสบาย
บัตรนักศึกษา
มหาวิทยาลัยคอร์แนล
“อิทากะเป็นเมืองเล็ก อากาศหนาวมาก ผมมีอิสระในการเรียน มีสมาธิ ห้องสมุดดีมาก ผมเดินออกกำลังในป่าอยู่บ่อยครั้ง มีอาจารย์วัยอาจเป็นที่ปรึกษา อีกคนที่ได้เรียนด้วยคือ โอ. ดับบลิว. วอลเทอร์ส (O.W. Walters) ผมใช้เวลาปรับตัวด้านภาษาอยู่เทอมหนึ่ง ต้องทำอาหารเองเพราะไปกินที่สหกรณ์ก็มีแต่อาหารอเมริกัน เลยซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารจากร้านคนจีนในเมือง ผมจึงทำข้าวมันไก่ เป็ดย่างเป็น จนทำให้เพื่อนรับประทานได้ด้วย เรียนอยู่ ๒ ปีครึ่งก็จบปริญญาโท เพราะการเรียนปริญญาโทในโลกตะวันตกใช้เวลาน้อย ต่างจากไทยที่ต้องเรียนถึง ๕ ปี”
วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทที่อาจารย์สุเนตรเขียนคือ “การเมืองเรื่องเครือญาติในประวัติศาสตร์ไทยยุคต้น
(Political Kinship Relations in Early Thai History)” ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า “ผมก็ไม่ได้ชอบนัก แต่ทำให้ได้อ่านจารึกโบราณมากขึ้นและรู้เรื่องสุโขทัยมากขึ้น”
เมื่อเรียนจบในปี ๒๕๒๕ โชคชะตาก็พากลับมาทำงานที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ผมสมัครงานไปสองที่ คือธรรมศาสตร์และจุฬาฯ จุฬาฯ รับก่อน ท่านอธิการบดีจุฬาฯ ตอนนั้นคือ ศ. กิตติคุณ เกษม สุวรรณกุล สนับสนุนเต็มที่ ช่วงแรกที่ทำงานก็คิดถึงธรรมศาสตร์เพราะผูกพัน แต่สักพักก็ไม่มีอะไรติดใจเพราะเจอโลกใบใหม่ สอนอยู่ ๓ ปีก็เรียนต่อปริญญาเอกที่คอร์แนลด้วยทุนมหาวิทยาลัย”
“การเรียนที่ธรรมศาสตร์ ห้องเรียนกับโลกภายนอกไม่แยกจากกัน ”
บทความซึ่งเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ตีพิมพ์ในวารสาร สยามสมาคม
อาจารย์สุเนตรตัดสินใจเลือกศึกษาเกี่ยวกับพม่าเพราะ “ประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวพันกับพม่ามาก แต่ผมเลือกศึกษาผ่านมุมมองพม่า เรื่องที่ผมอยากรู้คือ ความคิดชุดไหนที่ทำให้กษัตริย์สยามและกษัตริย์พม่าสมัยโบราณขนคนเป็นแสน ๆ ไปรบกัน จึงมาลงเอยที่แนวคิดเรื่อง ‘จักรพรรดิราช’”
เพื่อจะเข้าถึงหลักฐานพม่า สุเนตรเลือกเรียนภาษาพม่า “แต่คอร์แนลไม่ได้เด่นเรื่องพม่ามาก ผมต้องไปหาความรู้ที่อื่นด้วย เช่น ไปเรียนกับ จอห์น โอเคลล์ (John Okell) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่าศึกษา รอบนี้ใช้เวลาเรียน ๕ ปี ที่ยากคือภาษา วิชาประวัติศาสตร์ไม่ยาก เราได้ตีความและเปิดประเด็นอย่างเต็มที่” โดย ๕ ปีหลังจากนั้น (ปี ๒๕๓๓) อาจารย์สุเนตรก็เรียนจบด้วยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง “จักรพรรดิราช : ความคิดทางการเมืองเบื้องหลังสงครามไทยรบพม่า ค.ศ. ๑๕๔๘-๑๖๐๕ (Cakravartin : The Ideology of Traditional Warfare in Siam and Burma, 1548-1605)” ซึ่งเผยเบื้องหลังแนวคิดที่ทำให้สยามกับพม่าทำสงครามรบพุ่งกันหลายครั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง
วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของอาจารย์สุเนตร หัวใจของงานคือชี้ให้เห็น “จักรวาลวิทยา” และ “โลกทัศน์” ของกษัตริย์บนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในโลกยุคโบราณที่ต้องการเป็น “จักรพรรดิราช” ในภาคของมนุษย์ โดยมีต้นแบบคือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” ในชมพูทวีป (อินเดีย) ที่ขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวางด้วยการทำสงคราม และต่อมาคือการเผยแผ่เชิดชูพระพุทธศาสนา ในคตินี้พระเจ้าจักรพรรดิราชคือ “ราชาเหนือราชา” และต้องมีคุณสมบัติหลากประการ เช่น มีช้างแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว ฯลฯ เป็นสมบัติ และการปกครองในยุคนั้นไม่มี “เขตแดน” อำนาจของราชธานีจะแผ่ไปกว้างเพียงใดขึ้นกับกษัตริย์แต่ละองค์เท่านั้น จึงเป็นคนละเรื่องกับ “รัฐชาติ” ในปัจจุบัน
บุกเบิก “พม่า/อาเซียนศึกษา”
เราถามอาจารย์สุเนตรว่าเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์แนวใหม่ การสอนในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมน่าจะเป็นเรื่องยาก
แต่คำตอบที่ได้คือ “ไม่ยากเลย ไม่มีใครควบคุม ในห้องเรียนผมมีเสรีภาพในการถ่ายทอดความรู้เต็มที่ ผมเริ่มจากสอนสามวิชา คือ ประวัติศาสตร์ไทยสมัยโบราณ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประวัติศาสตร์นิพนธ์”
ต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ นั้นเอง อาจารย์สุเนตรเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมไทยแล้วจากงานเขียนรวมเล่ม สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ : ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนในปี ๒๕๓๑ โดยศึกษาเหตุการณ์กรุงแตกครั้งที่ ๒ จากหลักฐานพม่าซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เปิดมุมมองแตกต่างจากหลักฐานไทย อย่างไรก็ตามหนังสือที่เป็นที่รู้จักมากกว่าคือ พม่ารบไทย ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า รวมบทความซึ่งตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนในปี ๒๕๓๗ อาจารย์สุเนตรกล่าวว่า “รวมบทความจากต่างวาระมีคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ดูแลต้นฉบับ ปรับแก้ให้ทันยุคสมัย ได้พิมพ์หลายครั้งจนผมประหลาดใจ” โดยมองว่าเพราะ “คนไทยสนใจความสัมพันธ์กับพม่าอยู่แล้ว เพียงแต่รู้จากมุมมองไทยเป็นหลัก เล่มนี้เล่าจากมุมพม่าเยอะ แต่ก็มีรายละเอียดจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมแทรกด้วย”
เป็นงานวิชาการชิ้นแรกของไทยที่นำมุมมองจากหลักฐานพม่าที่ยากจะเข้าถึงคือ พงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง และหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาว่า ในมุมมองของกองทัพอังวะที่เข้าตีกรุงศรีอยุธยานั้น มองการป้องกันและการต่อสู้ของอยุธยาอย่างไร โดยผลที่ได้ทำให้ข้อกล่าวหาในวงการประวัติศาสตร์ไทยที่มีต่อพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาว่าทรงอ่อนแอและไม่ทรงมีพระปรีชาสามารถนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หนังสืออีกเล่มที่ส่งผลสะเทือนไม่แพ้กันคือ บุเรงนอง (กะยอดินนรธา) กษัตริย์พม่าในโลกทัศน์ไทย (ปี ๒๕๓๘) ซึ่งตอบคำถามที่ว่าหากคนไทยมองพม่าเป็นศัตรูหลักในประวัติศาสตร์ เหตุใดพระเจ้าบุเรงนองกลับมีสถานะคลุมเครือและบางครั้งก็ได้รับความชื่นชมในสังคมไทย โดยอาจารย์สุเนตรนำเสนอหลักฐานทั้งฝั่งไทยและพม่า วิวัฒนาการของการรับรู้เรื่องพระเจ้าบุเรงนองซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติและการกำเนิดของนิยาย ผู้ชนะสิบทิศ โดย “ยาขอบ” ในช่วงทศวรรษ ๒๔๘๐
พัฒนาจากงานวิจัยและความอยากรู้ของอาจารย์สุเนตร ทำไมพระเจ้าบุเรงนองจึงไม่ใช่ “ผู้ร้าย” และมี “ภาพที่ดี” แม้ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยจะยกให้พม่าเป็นศัตรูอันดับ ๑ อาจารย์สุเนตรพบว่า มุมมองที่ว่าบุเรงนองเป็นต้นแบบของกษัตริย์ผู้มีบุญญาบารมีโดยราชสำนักหลายแห่งบนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นสืบทอดกันต่อมา แต่เมื่อต้องสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติที่มาพร้อมการสร้างรัฐไทยสมัยใหม่ การเขียนแบบเรียน การกำหนดศัตรูทางประวัติศาสตร์ก็ทำให้สังคมไทยต้องปรับมุมมองต่อกษัตริย์พม่า แต่กรณีบุเรงนอง นิยายดังเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ กลับเปลี่ยนกระแสนั้น
อาจารย์สุเนตรเขียนงานเล่มนี้ ขณะลาสอนไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลาครึ่งปี “ทำงานได้ดีที่สุด มีสมาธิมาก ไม่มีงานอื่นขัดจังหวะ เล่มนี้คืองานที่ผมคิดว่าดีที่สุดในชีวิตการทำงาน”
ในทศวรรษ ๒๕๔๐ อาจารย์สุเนตรรวมเล่มงานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ยุคก่อนสมัยใหม่อีกหลายเล่ม เช่น พม่าอ่านไทย (ปี ๒๕๔๒) พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์ (ปี ๒๕๔๒) ซึ่งล้วนมีจุดเด่นคือศึกษาผ่านหลักฐานชั้นต้นของทั้งไทยและพม่า วิเคราะห์อย่างเป็นระบบถึงการรับรู้ของคนไทย หลักฐานไทย ว่าทำไมจึงต่างจากหลักฐานหรือความรับรู้ของคนพม่า นอกจากนี้ยังเขียนบทความในนิตยสาร เช่น วารสาร เมืองโบราณ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เป็นระยะ โดย “ลายเซ็น” ที่ชัดเจนของอาจารย์คือ ความเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์สงครามยุคโบราณ
งานชิ้นนี้เกิดขึ้นโดย พญ. นลินี ไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งผลิตภัณฑ์และบริษัท “กิฟฟารีน” ที่ศรัทธาเรื่องราวของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา ขอให้อาจารย์สุเนตรทำวิจัย
โดยสนับสนุนทุนทั้งหมด อาจารย์สุเนตรรับโดยมีข้อแม้ต้องมีความอิสระในการทำงาน ผลที่ได้คืองานวิเคราะห์เรื่องราวของพระสุพรรณกัลยา พระพี่นาง (พี่สาว) ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งในแง่ตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จากหลักฐานทั้งไทยและพม่า การเกิดขึ้นของความรับรู้เกี่ยวกับพระสุพรรณกัลยาในสังคมไทย ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง) ปี ๒๕๔๐
อาจารย์สุเนตรระบุว่าตนเองนั้นมีความเชี่ยวชาญเฉพาะคือ “ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ถ้าไม่คอขาดบาดตายผมจะไม่กระโดดเข้าพื้นที่อื่น”
นอกจากถ่ายทอดความรู้ อาจารย์สุเนตรยังเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยสำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการวิจัย “ไทยในการรับรู้และความเข้าใจของประเทศเพื่อนบ้าน” (ปี ๒๕๕๒) โดยทำงานกับทีมนักวิชาการ นำความรับรู้เกี่ยวกับไทยในสายตาเพื่อนบ้านมาวิเคราะห์ผ่านแบบเรียน หลักฐานชั้นต้น ฯลฯ
งานสำคัญคือก่อตั้ง “หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต (นานาชาติ) สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา”
ซึ่งเป็นการศึกษาภูมิภาคในระดับปริญญาโท สอนเป็นภาษาอังกฤษ รับนักศึกษาทั้งไทยและชาวต่างชาติ
“ผมคิดไว้ตั้งแต่เรียนที่คอร์แนลว่าทำไมคนไทยต้องข้ามน้ำข้ามทะเล เสียเงินมหาศาลไปเรียนเรื่องภูมิภาคตัวเอง ทำไมไม่มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนเรื่องนี้ในภูมิภาคเรา ผมวางหลักสูตรด้วยแนวคิดว่าที่อเมริกาเขาเรียนระดับปริญญาตรีให้ได้เครื่องมือก่อนต่อปริญญาโท เช่น เรียนเศรษฐศาสตร์ จากนั้นเลือกพื้นที่ที่เขาจะใช้วิชาได้ชำนาญ เรียนประวัติศาสตร์จนเข้าใจในฐานะศาสตร์ แล้วบอกตัวเองได้ว่าจะทำงานด้านไหน พื้นที่ไหน จากนั้นก็ต่อยอดในระดับปริญญาโท ลงลึก เรียนภาษาเพิ่ม”
นอกจากนี้ยังแก้โจทย์การขาดแคลนทุนทรัพย์ของนักศึกษาด้วยการ “ได้ทุนการศึกษาจำนวนหนึ่งจากมูลนิธิร็อกกี เฟลเลอร์ เขาสนใจว่าเราเป็นหลักสูตรนานาชาติ ไม่ได้ผลิตแค่เด็กไทย ผมคิดว่าผมทำสำเร็จ จนถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๙ หลักสูตรนี้ก็ยังเปิดรับนักศึกษา คนเรียนมีมากขึ้น นักเรียนนานาชาติสนใจมาเรียน หลายคนประสบความสำเร็จเป็นอาจารย์ในต่างประเทศ เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาไทย เวียดนาม กัมพูชา ฯลฯ ที่มาเรียนด้วยกันและเลี้ยงตัวเองได้”
“นักประวัติศาสตร์
ต้องเล่าเรื่องเป็น ”
อาจารย์สุเนตรขณะนำลูกทัวร์ ชมเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
นอกจากงานตั้งหลักสูตร เขียนตำรา สอนหนังสือ อาจารย์สุเนตรขยายการถ่ายทอดความรู้สู่สาธารณะอีกหลายช่องทาง ช่วงทศวรรษ ๒๕๔๐-๒๕๕๐ ร่วมกับ ดร. วีระ ธีระภัทรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและนักจัดรายการชื่อดังทางวิทยุคลื่น FM 96.5 ให้ความรู้ประวัติศาสตร์พม่า และจัดทัวร์สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่ากระทั่งประวัติศาสตร์กัมพูชายุคโบราณ เรื่องปราสาทหิน อาจารย์สุเนตรก็บรรยายได้ละเอียด
อาจารย์สุเนตรเล่าว่า “อาจารย์วีระทำรายการวิทยุ ชวนผมไปคุยเรื่องประวัติศาสตร์ไทยกับพม่าหลายตอน พอจัดทัวร์ดูปราสาทหินในกัมพูชาก็มาชวนอีก ผมต้องเตรียมข้อมูลบรรยายให้ลูกทัวร์ฟัง ซึ่งต่างจากในชั้นเรียน ลูกทัวร์ต้องการความสนุกและเข้าใจสถานที่ เช่น กำแพงหินด้านหนึ่งในปราสาทนครวัดมีภาพสลักกองทัพที่เชื่อว่าไปจากสยาม เขียนว่า ‘นิ เสียมกุก’ ผมก็เล่าว่ามันยังเถียงกัน แต่ภาพสลักมีความไร้ระเบียบในการเดินทัพปรากฏ เป็นเรื่องตลก ตอนค่ำหลังอาหารผมก็แถมบรรยายพิเศษให้”
ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยตามอาจารย์สุเนตรไปกัมพูชา พบว่าอาจารย์เชี่ยวชาญเรื่องนี้ไม่แพ้ประวัติศาสตร์พม่า ทว่ามีเพียงคนในแวดวงที่ทราบ เพราะอาจารย์มีคติ “ไม่คอขาดบาดตาย ผมจะไม่กระโดดไปพื้นที่อื่นนอกจากเรื่องไทย-พม่า เรื่องปราสาทหิน เรื่องกัมพูชาเป็นการบ้านที่ผมได้จากการนำทัวร์เท่านั้น ไปทัวร์สนุกตรงเจอผู้คน ได้เห็นของจริง ต่างจากออกทีวีซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลา คำถามพิธีกร”
ร่องรอยเดียวที่อาจารย์สุเนตรแสดงฝีมือในเรื่องนี้คือ คาชูระโฮ : สวรรค์บนผืนพิภพ (ปี ๒๕๖๒) โดยเขียนถึงกลุ่มโบราณสถานคาชูระโฮในอินเดีย ที่ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับกามสูตร สะท้อนความเข้าใจทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะของอินเดียซึ่งเป็นต้นธารของการสร้างปราสาทหินต่าง ๆ ในกัมพูชาอย่างลงลึก
ชำระพงศาวดาร
งานภาพยนตร์
ภารกิจอีกเรื่องที่น้อยคนจะทราบคือ อาจารย์สุเนตรมีส่วนชำระพงศาวดารไทยหลายฉบับให้คนทำงานประวัติศาสตร์รุ่นหลังได้ใช้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกรุงศรีอยุธยา
อาจารย์สุเนตรย้อนรำลึกว่า หลังเริ่มสอนหนังสือไม่นาน “ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี อาจารย์ประเสริฐ ณ นคร อยากให้ช่วยเป็นคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ทีแรกผมเกรงว่าถ้าไปร่วมจะวิจารณ์ได้ยากขึ้น อาจารย์ศุภวัฒย์จึงให้ทำงานเบื้องหลัง แต่ภายหลังก็ได้เข้าไปเป็นประธานอนุกรรมการด้านประวัติศาสตร์อยุธยา” โดยเมื่อมีตำแหน่งก็ต้องระวังมากขึ้น “แต่งานที่ทำก็ยังคงทำต่อ หนังสือ ในยุคอวสาน กรุงศรีฯ ไม่เคยเสื่อม (ปี ๒๕๖๘) ที่ผมเป็นบรรณาธิการ คนเขียนทั้งหมดก็กรรมการในคณะอนุกรรมการนั้นเอง ส่วนเรื่องนำเสนอก็ไม่ได้มีการขัดขวาง งานของคณะกรรมการชำระฯ ส่วนมากจะนำเอกสารเก่ามาชำระ จะมีก็ปี ๒๕๔๕ ที่ไทยมีปัญหาชายแดนกับพม่าซึ่งกรรมการพยายามแสดงจุดยืนของไทย แต่เมื่อผมกล่าวในมุมมองพม่าเขาก็รับฟัง”
งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าในยุคอยุธยาตอนปลาย กรุงศรีอยุธยานั้นยังคงรุ่งเรืองไม่ได้เสื่อมถอยอย่างที่เข้าใจกัน
งานที่อาจารย์สุเนตรได้เปิดประสบการณ์ใหม่คือมีโอกาสดูแลบทภาพยนตร์ให้ ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ขณะสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อิงประวัติศาสตร์สองเรื่อง คือ สุริโยไท (ปี ๒๕๔๔) และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ๖ ภาค (ปี ๒๕๕๐-๒๕๕๘) “ทำให้ผมได้ตามท่านมุ้ย (ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล) ไปดูสถานที่เกิดเหตุการณ์จริง บางครั้งก็ต้องจัดทัวร์ให้ลูกน้องท่านก่อนพาท่านไป”
กำกับโดย ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ร่วมเขียนบทภาพยนตร์โดยอาจารย์สุเนตร ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากรัฐบาลไทยผ่านโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” และรวมดารานักแสดงชื่อดังของไทยแทบจะทั้งวงการ อย่างไรก็ตามอาจารย์สุเนตรชี้ว่าเรื่องที่ไม่ถูกเน้นเลยคือสารคดีเบื้องหลังการทำงานที่ผลิตออกมาควบคู่กัน ซึ่งสะท้อนเบื้องหลังการค้นหาหลักฐานและการทำงานทางประวัติศาสตร์ ที่ผลิตเป็นซีดีวางขายในร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ถูกละเลยอย่างน่าเสียดาย
ทั้งมีเกร็ดว่า ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในภาค ๒ (ประกาศอิสรภาพ) คือ “นัดจินหน่อง” เจ้าชายจากเมืองตองอูที่ยกทัพเข้าตีเมืองคังกับพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา เหตุผลที่ฉลองพระองค์เป็นสีขาวดำทั้งหมด เกิดจากอาจารย์สุเนตรร่างภาพและส่งรายละเอียดให้ท่านมุ้ยผ่านเครื่อง Fax แล้วท่านมุ้ยชอบโทนสีนี้ นัดจินหน่องจึงกลายเป็นตัวละครที่คนดูจำได้จากความโดดเด่นของเครื่องแต่งกาย
เครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งที่ส่งเอกสารเป็นแผ่นจากต้นทางสู่ปลายทาง คล้ายถ่ายเอกสาร แต่ผู้ส่งและผู้รับอยู่คนละสถานที่ โดยส่งจากจุดเอไปยังจุดบีด้วยการสแกนและส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์ให้พิมพ์ออกมาที่ปลายทาง ทำได้แค่ส่งเอกสารขาวดำเท่านั้นไม่ว่าตัวอักษรหรือภาพวาด นิยมใช้ช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๕๐ ปัจจุบันสำนักงานบางแห่งยังคงใช้อยู่
ถ้าไม่นับคำวิจารณ์ที่มีทั้งบวกและลบ น่าสนใจว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวร มหาราช กลายเป็น “มาตรฐาน” ในการสร้างภาพยนตร์ ละคร ที่เกี่ยวข้องกับกรุงศรีอยุธยาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าการที่ตัวละครใส่เกราะแบบฝรั่ง ฉากท้องพระโรงที่เน้นรายละเอียดการตกแต่ง ฯลฯ
อย่างไรก็ตามอาจารย์สุเนตรเน้นย้ำ เมื่อดูภาพยนตร์ อ่านนิยาย ต้องทราบว่าเป็นการตีความของผู้สร้าง ผู้เขียน “ผู้ดู ผู้อ่าน ต้องตั้งหลักให้ได้ นั่นคือละคร นั่นคือภาพยนตร์ อย่ายึดว่าคือประวัติศาสตร์จริง เพราะทั้งบทสนทนา ชุด สภาพบ้านเมือง ไม่ใกล้ความจริงเลย อย่านั่งจับผิด ดูในฐานะสื่อบันเทิงจะสนุกกว่า”
ผ่านกาลเวลา
เข้าสู่ปลายทศวรรษ ๒๕๕๐ ต่อต้นทศวรรษ ๒๕๖๐ อาจารย์สุเนตรผลิตงานออกมาอีกสองเล่มคือ จากศึกบางกุ้ง ถึงศึกอะแซหวุ่นกี้ เผยโฉมยุทธศาสตร์พม่ารบไทยยุคธนบุรี (ปี ๒๕๖๒) และ ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์ (ปี ๒๕๖๔) ซึ่งทำให้คนอ่านได้ปรับมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงต้นกรุงเทพฯ
เล่มแรก ทำให้คนอ่านเห็นมุมใหม่ของศึกอะแซหวุ่นกี้ที่เกิดขึ้นช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าตากสินมหาราช ส่วนเล่มที่ ๒ ชวนให้คิดและตีความเหตุการณ์ช่วงสิ้นรัชกาลที่ ๒ ใหม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ถกกันมานานว่า การขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ ๓ นั้นเป็นปัญหากับรัชกาลที่ ๔ ขณะทรงพระเยาว์หรือไม่
ถึงตอนนี้ด้วยอายุมากขึ้น อาจารย์สุเนตรยอมรับเขียนงานได้น้อยลง แต่ก็ยังรับงานบริหารและให้ความคิดเห็นประเด็นทางประวัติศาสตร์เป็นระยะ อาจารย์เล่าว่าสำหรับคนทำงานวิชาการ “งานเขียนหนังสือ สุขภาพต้องพร้อม เวลาต้องมี สมัยแข็งแรงกว่านี้ผมก็ทำได้ลำบากเพราะอยู่เมืองไทยมีสิ่งต่าง ๆ มาขัดจังหวะตลอด ยิ่งพอเวลาผ่านไป เราก็รักษามาตรฐานเก่าไว้ได้ยากเพราะหลายปัจจัยไม่เอื้ออำนวย”
เราถามอาจารย์ว่าจริง ๆ แล้วงานของนักประวัติศาสตร์คืออะไร
“สร้างงานทางประวัติศาสตร์ให้เป็นที่จดจำ มีความรู้มากแค่ไหนแต่ไม่เขียนออกมาก็เท่านั้น เพราะประวัติ-ศาสตร์สร้างตัวมันเองไม่ได้ ข้อมูลประวัติศาสตร์ไทยทุกวันนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านทำไว้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะผิดหรือถูกอย่างไรเราก็รับรู้ ทำไมเราต้องเรียนสุโขทัย อยุธยา กรุงเทพฯ นี่ของสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น คุณจะเห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มีข้อยกเว้น เพราะถูกนำไปใช้สร้างแนวคิดเรื่องชาติ เรื่องหน้าที่พลเมืองได้ ดังนั้นนักประวัติศาสตร์ต้องรู้จักความถนัดของตัวเองแล้วสร้างงาน ไม่ว่าจะในมิติประวัติศาสตร์นิพนธ์ ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ สถานะและความน่าเชื่อถือเราจะได้จากงานที่มีคุณภาพ ถ้านึกถึง ปากไก่และใบเรือ คนก็จะจำอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้ ที่สำคัญถ้าเป็นอาจารย์ ภารกิจคือสอนหนังสือ สมัยนี้มีเรื่องรบกวนเยอะ บางคนออกทีวีจนจัดตารางเวลาไม่ถูก ลำดับความสำคัญงานไม่ได้ ทีวีเป็นเรื่องกระแส เหตุการณ์จบก็จบไป”
อาจารย์สุเนตรทิ้งท้ายว่า นักประวัติศาสตร์ต้อง “เล่าเรื่องเป็น” เพราะ “เล่าไม่เป็นก็สื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ อย่าเล่าเรื่องจากความอยากของตัวเอง ให้ยึดคนฟังเป็นหลัก ถ้าเริ่มจากเรื่องที่คนฟังคุ้นเคยจะง่าย ไม่ควรนำความรู้ของเราไปกดทับผู้ฟัง”