ต้น กฤตนันท์ ตันตราภรณ์
ภาพ : รรินธ์รัตน์ สัตยพานิชกุล
Universe of Bugs
จักรวาลแมลงในภาพถ่าย
PHOTO ESSAY
เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพและบรรยายภาพ : กฤตนันท์ ตันตราภรณ์
“เป้าหมายสูงสุดของผมคือสร้างโมเดลสามมิติของแมลงทั้งหมดในคลังตัวอย่าง เริ่มจากกลุ่มที่มีจำนวนน้อย หายาก หรือเปราะบาง”
ภาพถ่ายจุลภาคความละเอียดสูง (ultra-macro photography) ของแมลงภู่สีน้ำเงิน (blue carpenter bee ; Xylocopa caerulea) แสดงรายละเอียดอันน่าทึ่งที่ดวงตาเปล่าของมนุษย์ไม่อาจสังเกตได้
ขนสีน้ำเงินบนแผงอกเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่าสีโครงสร้าง (structural coloration) ซึ่งไม่ได้เกิดจากเม็ดสีแต่เป็นผลจากการเรียงตัวของโครงสร้างระดับนาโนบนพื้นผิวของเส้นขนที่สะท้อนแสงกลับมาเป็นสีน้ำเงินสดใส
ปุยขนหนานุ่มที่ปกคลุมลำตัวไม่ได้มีเพียงสร้างความงดงาม แต่ยังทำหน้าที่ดักจับและลำเลียงละอองเรณูระหว่างดอกไม้ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างพืช แมลง และระบบนิเวศเข้าด้วยกัน
กฤตนันท์ ตันตราภรณ์ ผู้บันทึกภาพเล่าว่า สีน้ำเงินหรือสีครามเป็นหนึ่งในสีที่พบได้ยากสุดในอาณาจักรสัตว์ ขนที่ปกคลุมแผงอกและส่วนต้นของท้องแมลงภู่สีน้ำเงินอาจปรากฏเป็นสีน้ำเงินสด น้ำเงินอมม่วง หรือสีคราม ตามมุมตกกระทบของแสงและการสะท้อนจากโครงสร้างระดับนาโนบนเส้นขน
แต่ไม่ว่าเฉดสีใดก็ล้วนเชื้อเชิญให้ผู้ชมหยุดมองภาพอย่างตั้งใจ และตั้งคำถามถึงความมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวแมลง
กฤตนันท์เป็นช่างภาพและวิดีโอครีเอเตอร์ที่เชี่ยวชาญการถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กด้วยเทคนิคขั้นสูง ภาพถ่ายของเขานำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และรายละเอียดชีวิตในรูปแบบดึงดูดใจ ล้ำสมัย
“ผมสนใจสัตว์และชอบเข้าป่ากับพ่อตั้งแต่เด็ก พอเรียนต่อปริญญาโทจึงเลือกสาขาการถ่ายภาพและการสร้างภาพทางชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ผมได้เรียนรู้เทคนิคถ่ายภาพหลายรูปแบบ รวมถึงการถ่ายภาพแมลงระยะใกล้ ‘super macro stacking’ พบเจอแมลงรูปร่างแปลกตาทั้งจากธรรมชาติและตัวอย่างที่เก็บรักษาในคลังของมหาวิทยาลัยหรือพิพิธภัณฑ์ ทำให้ได้ศึกษาโครงสร้างและลวดลายที่ไม่เคยเห็น
“ตอนนั้นผมยังไม่เชี่ยวชาญเทคนิคและซอฟต์แวร์ที่จะทำให้กระบวนการถ่ายภาพแบบนี้สมบูรณ์ แต่ก็ได้เรียนรู้วิธีและเห็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้อย่างครบถ้วน คิดว่าหากนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ถ่ายภาพแมลงแถวภูมิภาคบ้านเราน่าจะเปิดมุมมองใหม่ เพราะแมลงแต่ละที่มีพื้นผิว รูปร่าง ลักษณะทางกายภาพต่างกันอย่างน่าสนใจ”
หลังเรียนจบกฤตนันท์กลับมาเป็นช่างภาพโฆษณาที่เมืองไทย ก่อนจะหวนสู่ความสนใจด้านการถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอีกครั้ง
ในปี ๒๕๖๔ โครงการ The Great Little Life ของเขาได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในห้าโครงการที่ได้รับรางวัล Global Grant Awards ส่งผลให้ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ GFX Challenge Grant Program ของ FUJIFILM เพื่อสร้างสรรค์ผลงานด้วยกล้องในตระกูล GFX
“ผมขอทุนถ่ายภาพตัวอย่างแมลงในพิพิธภัณฑ์ ใช้เทคนิค focus stacking ซึ่งถ่ายภาพแบบเก็บรายละเอียดทีละส่วน แมลงหนึ่งตัวอาจต้องถ่ายภาพมากกว่าหมื่นภาพ จากหลายระยะโฟกัสและหลากมุมมอง เพื่อนำมาประกอบเป็นภาพแมลงที่มีความคมชัดสูง เห็นรายละเอียดตั้งแต่เส้นขน เกล็ด ผิวดวงตา ไปถึงรอยขีดข่วนบนลำตัว เหมือนการส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์”
แมลงส่วนใหญ่ที่กฤตนันท์บันทึกภาพเป็นตัวอย่างแมลงที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์หรือแมลงสตัฟฟ์ ซึ่งไม่บิน ไม่เดินหนี และไม่อาจทำอันตรายผู้คนได้
ภาพถ่ายของเขานำเสนอข้อมูลแมลงในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายสีสันและลวดลายอันน่าพิศวงมักสร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความสงสัยแก่ผู้พบเห็น
เปิดโลกแมลงและเปิดอีกเสี้ยวหนึ่งของจักรวาลที่ดวงตาเปล่าของมนุษย์ไม่อาจสัมผัส เทคนิคเฉพาะทางที่เขาใช้ เช่น การถ่ายภาพอัลตรามาโคร การถ่ายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscope : SEM) และกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงโพลาไรซ์
ปัจจุบันกฤตนันท์กำลังผลักดันโครงการสร้างแบบจำลองแมลงสามมิติจากภาพถ่าย (photogrammetry) เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดและโครงสร้างอันซับซ้อนของแมลงในรูปแบบโมเดลสามมิติ
“เป้าหมายสูงสุดของผมคือสร้างโมเดลสามมิติของแมลงทั้งหมดในคลังตัวอย่าง เริ่มจากกลุ่มที่มีจำนวนน้อย หายาก หรือเปราะบาง โดยเฉพาะตัวอย่าง holotype ซึ่งเป็นตัวอย่างแมลงอ้างอิงเพียงชิ้นเดียวที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นหลักฐานทางกายภาพในการบรรยายลักษณะและตั้งชื่อแมลงชนิดนั้น ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายสู่กลุ่มอื่น ๆ
“พอเริ่มเห็นว่าทำได้จริง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนี่อาจเป็นหนึ่งในหนทางรักษามรดกทางธรรมชาติผ่านโมเดลสามมิติ เราสามารถศึกษาโครงสร้างของแมลงโดยไม่ต้องสัมผัสตัวอย่างจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการชำรุดเสียหาย นักวิจัยทั่วโลกเข้าถึงตัวอย่างได้ หมุนดูได้ทุกมุม กดซูมดูรายละเอียดอย่างอิสระ แตกต่างจากภาพถ่ายสองมิติแบบเดิม มีคุณค่าทั้งในทางวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์ ใครสนใจร่วมพัฒนา ไม่ว่าด้านโปรแกรมมิงพัฒนาเว็บไซต์ 3D หรือมีตัวอย่างแมลงน่าสนใจ ก็ยินดีติดต่อมาร่วมงานกันครับ”
Blue
CarpenterBee
ผึ้งช่างไม้สีน้ำเงิน
(วงศ์ Apidae, Xylocopa caerulea)
ผึ้งขนาดใหญ่ในวงศ์ผึ้งช่างไม้ ชื่อ “ช่างไม้” มาจากพฤติกรรมของตัวเมียที่ใช้ขากรรไกรแข็งแรงเจาะอุโมงค์เข้าไปในเนื้อไม้แห้งเพื่อทำรังวางไข่ ไม่ได้กินไม้เหมือนปลวก และไม่อาศัยรังรวมแบบผึ้งทั่วไป
ส่วนสีน้ำเงินสดของมันมีเรื่องน่าสนใจที่ความเข้าใจทั่วไปกับงานวิจัยล่าสุดไม่ตรงกัน หลายคนเชื่อว่าเป็นสีจากโครงสร้างหักเหแสง (structural color) เหมือนปีกผีเสื้อมอร์โฟ แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Experimental Biology ค.ศ. ๒๐๒๓ โดย Doekele G. Stavenga พบว่าขนสีน้ำเงินของตัวเมียเกิดจากเม็ดสีแท้ ๆ ที่น่าจะเป็นสารกลุ่มบิลิน (bilin) ซึ่งเป็นเม็ดสีน้ำดีถูกขยายให้เข้มขึ้นด้วยเม็ดเล็ก ๆ ในเส้นขนที่ช่วยกระเจิงแสง เม็ดสีฟ้าแท้พบได้น้อยมากในธรรมชาติ (สัตว์ส่วนใหญ่ที่ดูสีฟ้าใช้โครงสร้างหักเหแสงแทน) การค้นพบนี้จึงทำให้ผึ้งช่างไม้สีน้ำเงินเป็นข้อยกเว้นที่น่าตื่นเต้นในวงการกีฏวิทยา
มีเหล็กในแต่ไม่ดุ ต่อยเฉพาะเมื่อถูกจับหรือบีบเท่านั้น
ReindeerBeetle or FlowerBeetle
ด้วงเขากวาง
(วงศ์ Scarabaeidae, Dicranocephalus wallichii)
ด้วงปีกแข็งขนาดกลางในกลุ่มด้วงกว่าง จุดเด่นคือเพศผู้มี “เขา” คู่หน้าโค้งงอนสีแดงคล้ายเขากวางเรนเดียร์ และลำตัวสีเหลืองทองเหลือบเขียวคล้ายกำมะหยี่ จนนักสะสมหน้าใหม่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ทาสีขึ้นมา
ในความจริงเขาของด้วงนี้ไม่ใช่อาวุธล่าเหยื่อ แต่ใช้ประลองกำลังแย่งคู่ผสมพันธุ์กับตัวผู้ตัวอื่นเท่านั้น เป็นแมลงพื้นถิ่นเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กินยางไม้ ผลไม้ และซากพืชผุเป็นอาหาร
ไม่มีพิษและไม่กัดต่อยมนุษย์
Jewel
Beetle
แมลงทับ
(วงศ์ Buprestidae, สกุล Sternocera)
ด้วงปีกแข็งเหลือบมันวาวในวงศ์แมลงทับคนไทยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความงดงามและความโชคดี จึงนำปีกมาทำผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยมานานนับร้อยปี ทั้งปักบนผ้าไหมและทำเครื่องประดับ
ที่น่าทึ่งคือชาวกะเหรี่ยงโพล่ง (Pwo Karen) ซึ่งอาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนไทย-เมียนมา มีผ้าคลุมในพิธีศพเรียกว่า “ผ้าคลุมร้องเพลง” ประดับปีกแมลงทับเย็บติดเป็นพู่ชายผ้า ชื่อเรียกผ้านี้มาจากธรรมเนียมที่ผู้ร่วมพิธีจะร้องเพลงต่อเนื่องกันหลายวันหลายคืนเพื่อส่งดวงวิญญาณผู้ตาย ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้นที่ยังคงทำผ้าคลุมชนิดนี้อยู่ ถือเป็นงานหัตถกรรมที่ใกล้สูญหาย
ความคงทนของสีนี้อธิบายได้ด้วยหลักฟิสิกส์โดยสีเหลือบบนปีกเกิดจากโครงสร้างหลายชั้นในผิวที่สะท้อนแสง (multilayer reflector) ไม่ใช่เม็ดสีที่ซีดจางได้เหมือนสีย้อมทั่วไป จึงยังสดใสแม้ตายไปนานนับสิบปี
Lanternfly
จักจั่นงวง
(วงศ์ Fulgoridae, สกุล Pyrops)
แมลงปีกกึ่งใสขนาดใหญ่ในวงศ์จักจั่นงวง จุดเด่นคือส่วนหัวยื่นยาวคล้ายงวงช้าง แต่เดิมเชื่อว่าส่วนหัวนี้เรืองแสงได้ในความมืดจนเป็นที่มาของชื่อ “แมลงตะเกียง” ซึ่งภายหลังพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง
ในธรรมชาติมันใช้งวงเจาะเปลือกไม้ดูดน้ำเลี้ยงจากลำต้น โดยมักเกาะกลุ่มรวมกันเจาะดูดน้ำเลี้ยงจนเต็มลำต้นของต้นไม้ต้นเดียว จึงจัดเป็นศัตรูพืชของสวนผลไม้ในไทยและประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะลำไยลิ้นจี่ ส้มโอ และมะม่วง
งวงเป็นเพียงอวัยวะดูดกินเท่านั้น ไม่มีเหล็กในหรือปากกัดไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
Death's-head
Hawkmoth
ผีเสื้อหัวกะโหลก
(วงศ์ Sphingidae, Acherontia lachesis)
ผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ในวงศ์ผีเสื้อจรวด จุดเด่นคือลวดลายบริเวณส่วนอกที่ดูคล้ายหัวกะโหลก ในยุคกลางมักถูกมองเป็นลางบอกเหตุร้าย เมื่อถูกรบกวนมันจะส่งเสียงร้องแหลมสั้น ๆ ด้วยการดูดและปล่อยลมเข้าออกผ่านคอหอยเพื่อป้องกันตัว
ที่น่าทึ่งคือตัวเต็มวัยของผีเสื้อกลุ่มนี้มีพฤติกรรมบุกเข้าไปในรังผึ้งเพื่อกินทั้งน้ำหวานและน้ำผึ้ง มีงานวิจัยพบว่ามันขับสารที่มีองค์ประกอบเลียนแบบกลิ่นของผึ้ง จึงพรางตัวเข้าไปได้โดยไม่ถูกโจมตี
ทั้งหมดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
RoveBeetle
ด้วงปีกสั้น (ด้วงก้นกระดก)
(วงศ์ Staphylinidae, สกุล Paederus)
ด้วงปีกแข็งมีปีกคู่หน้าสั้นผิดปรกติจนเห็นปล้องท้องยาวโผล่พ้นออกมา เวลาตกใจจะยกส่วนท้องโค้งงอนขึ้นคล้ายแมงป่อง จนได้ชื่อว่า “ด้วงก้นกระดก”
บางชนิดมีสารพิษชื่อเพเดอริน (pederin) ซึ่งเป็นกรด ทำให้เกิดอาการแสบร้อนเป็นรอยไหม้หลังสัมผัสผื่นจะขึ้นเป็นแนวยาวหลังสัมผัสพิษประมาณ ๑๒-๓๖ ชั่วโมง เป็นเส้นตามรอยที่มือปัดหรือตบตัวแมลง คล้ายแผลจากน้ำร้อนลวก
จุดสำคัญคือพิษนี้ไม่ได้เกิดจากการกัดต่อย แต่มาจากด้วงถูกบดขยี้บนผิวหนัง จึงห้ามตบหรือบี้โดยเด็ดขาด ให้ใช้วิธีเป่าหรือสะบัดออกแทน
Spotted (Ghost)
Grasshopper
ตั๊กแตนผี
(วงศ์ Pyrgomorphidae, สกุล Aularches)
ตั๊กแตนหนวดสั้นขนาดใหญ่ในวงศ์ตั๊กแตนหนาม ลำตัวสีเขียวเข้ม มีแถบเหลืองที่ด้านข้าง ปีกเขียวแต้มจุดเหลือง ขาสีน้ำเงิน และท้องสีดำคาดแถบแดงสด สีสันฉูดฉาดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่เป็นสัญญาณเตือนภัย (aposematism) บอกนักล่าว่ามีพิษ เมื่อถูกรบกวนจะพ่นฟองมีพิษกลิ่นเหม็นออกมาเพื่อป้องกันตัว
วงจรชีวิตค่อนข้างพิเศษ คือในรอบปีจะขยายพันธุ์เพียงครั้งเดียว วางไข่ช่วงปลายฤดูฝนคือเดือนกันยายน-ตุลาคม ไข่ฟักตัวอยู่ในดินนาน ๗-๘ เดือนกว่าจะเติบโตเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลารวม ๖ เดือนถึง ๑ ปี
ที่มาของชื่อ “ผี” ยังไม่มีบันทึกแน่ชัด แต่อาจเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการปรากฏตัวเป็นฝูงใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วหายไปหมดหลังฤดูผสมพันธุ์ในปีเดียว
ไม่กัดหรือเป็นอันตรายต่อคน เพียงควรเลี่ยงการสัมผัสฟองพิษโดยตรง
Asian Giraffe
Weevil
ด้วงงวงคอยีราฟ (เอเชีย)
(วงศ์ Attelabidae, สกุล Cycnotrachelus)
ด้วงงวงขนาดเล็กที่มีจุดเด่นสุดแปลกคือ “คอ” ยาวโค้งคล้ายยีราฟ พบได้ในป่าเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย จัดอยู่ในเผ่าเดียวกับด้วงงวงคอยีราฟชื่อดังจากมาดากัสการ์ จึงถือเป็นญาติใกล้ชิดกันในทางอนุกรมวิธานจริง ๆ แม้อยู่คนละทวีป
ตัวผู้มีคอยาวกว่าตัวเมียมาก มักประจันหน้าส่ายคอข่มขวัญคู่ต่อสู้บนใบไม้ ฝ่ายแพ้จะถอยหนีไปโดยแทบไม่ต้องปะทะกันจริง ส่วนตัวเมียใช้คอที่สั้นกว่าม้วนใบไม้เป็นรังฟักไข่ด้วยการตัด พับ และหยักใบอย่างประณีตโดยไม่ใช้เส้นใยหรือกาวใด ๆ เลย
เคลื่อนไหวช้าและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์