Image

แมลงกิ่งไม้วงศ์ย่อย Clitumninae จับคู่ผสมพันธุ์กันขณะเกาะห้อยใต้ใบไม้ ตัวเมียใหญ่กว่าตัวผู้ ทั้งคู่หัวหันไป
ทางขวาของภาพ สังเกตอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวผู้หนีบอยู่ที่ปล้องท้องของเพศเมีย (ทางซ้ายของภาพ)

จากดอยสุเทพ สู่มักกะสัน
สำรวจแมลงกิ่งไม้

แมลงไทยใกล้สูญพันธุ์

เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : กวิน สิริจันทกุล

เรื่องราวของคนรุ่นใหม่ที่เลือกอุทิศเวลาศึกษาสิ่งมีชีวิตที่แทบไม่มีใครสนใจ

แมลงกิ่งไม้


คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “ตั๊กแตนกิ่งไม้” หรือ “ตั๊กแตนใบไม้” ชาวอีสานบางพื้นที่เรียก “แมงไม้” หรือ “แมงหามผี”


ด้วยรูปร่าง สีสัน และการเคลื่อนไหวที่คล้ายกิ่งไม้ยามต้องลม กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างแนบเนียน พวกมันจึงเป็นแมลงกลุ่มหนึ่งที่ถูก “มองเห็น” น้อยสุด


เช่นเดียวกับคนที่เลือกศึกษาพวกมัน


กวี สิริจันทกุล เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น


ระหว่างเรียนชั้นปีที่ ๑ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ 
(หลักสูตรนานาชาติ) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาหันมาสนใจแมลงและเริ่มศึกษาจริงจัง นำไปสู่การก่อตั้งเพจ Stick With Kavee

กวีอธิบายที่มาของชื่อเพจ “คำว่า ‘Stick’ มาจากชื่อ ‘stick insect’ หรือแมลงกิ่งไม้ พ้องกับวลีบันดาลใจ ‘stick with…’ ซึ่งมีความหมายไปในทาง ‘ร่วมใช้เวลากับ...’  เป้าหมายของเพจ
ไม่ได้มีแค่แมลงกิ่งไม้นะครับ แต่ยังรวบรวมความสนใจด้านแมลงชนิดต่าง ๆ ของผมด้วย”

ต้นปี ๒๕๖๙ เขากับพี่ชาย กวิน สิริจันทกุล ร่วมก่อตั้ง Wanghin Lab  พื้นที่เรียนรู้เรื่องแมลง
และธรรมชาติย่านลาดพร้าว-วังหิน

กวีเล่าว่า “รูปร่างของเรากับแมลงกิ่งไม้ก็คล้าย ๆ กัน ผมเคยคุยกับเพื่อนฝรั่ง เขาบอกให้ลองสังเกตดู คนที่สนใจศึกษาแมลงบางกลุ่ม จริง ๆ แล้วเขาก็หน้าตาเหมือนแมลงกลุ่มนั้นแหละ”


แมลงกิ่งไม้อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นยาก เป็นนักพรางตัวชั้นยอดของธรรมชาติ แต่คนที่อุทิศเวลาเพื่อทำความรู้จักพวกมันกลับหายากยิ่งกว่า

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของสองหนุ่มที่ออกสำรวจแมลงกิ่งไม้ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจชวนให้ผู้คนหันมาสนใจสิ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็น

Image

ลำตัวยาว แขนขาเรียวเล็ก สีสันกลมกลืนกับกิ่งไม้และใบไม้ แมลงกิ่งไม้จึงเป็นนักพรางตัวชั้นเยี่ยมจากสายตาผู้ล่า

ลัดฟ้าหาแมลงกิ่งไม้ 
: ดอยสุเทพ

“ประเทศไทยมีความหลากหลายของแมลงกิ่งไม้สูง แต่กลับมีคนศึกษาแมลงกลุ่มนี้น้อย” กวีเอ่ยขึ้นในรถที่กำลังมุ่งหน้าจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดเชียงใหม่

กวี กวิน และ กวินท์ เจียรไนสกุล เพิ่งไปรับ โยคิม เบรสเซล (Joachim Bresseel) จากสนามบิน  การเดินทางครั้งนี้เริ่มจากกวินท์กับโยคิมนัดหมายกันว่าจะสำรวจแมลงกิ่งไม้บนดอยต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทยเป้าหมายสำคัญคือ ดอยม่อนแจ่ม ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์และดอยเชียงดาว

กวินท์เป็นหนึ่งในคนไทยไม่กี่คนที่สนใจศึกษาแมลงกิ่งไม้อย่างจริงจัง หลังเรียนจบจากภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาแมลงของมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ จังหวัดราชบุรี มีผลงานวิชาการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติหลายฉบับ ปัจจุบันเป็น Resident Biologist ประจำโรงแรมเขาหลักเมอร์ลิน จังหวัดพังงา 

กวินท์สนใจแมลงหลายกลุ่ม ตั้งแต่จักจั่นจนถึงแมลงกิ่งไม้ หลายปีที่ผ่านมาเขาทุ่มเทเวลาให้กับการสำรวจและศึกษาแมลงกิ่งไม้จนมีผลงานค้นพบและบรรยายชนิดพันธุ์ใหม่ร่วมกับนักกีฏวิทยาต่างประเทศ

ส่วนโยคิมเป็นนักกีฏวิทยาชาวเบลเยียม ชีวิตการทำงานของเขาแบ่งเป็นสองด้านอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง เขาเป็นครูระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียนพืชสวน KTA Horteco ประเทศเบลเยียม สอนวิชาสายอาชีพเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลือดเย็นและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

อีกด้าน เขาเป็นนักกีฏวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานแมลงกิ่งไม้ และเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ค้นพบแมลงกิ่งไม้ชนิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด มีส่วนในการก่อตั้งสกุล (genus) ใหม่หลายสกุล เช่น Lobofemora, Pterulina, Phamartes, Dendrochroma เป็นต้น

Image

นอกจากพื้นที่ภาคเหนือ กวียังออกเดินทางสำรวจแมลงในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ภาพนี้เป็นสวนผลไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งรายล้อมด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ แมลงกิ่งไม้มักเกาะนิ่งอยู่กับส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ การสำรวจจึงต้องกวาดสายตาไปทั่วทุกระดับความสูง ตั้งแต่ยอดไม้เหนือศีรษะจนถึงพุ่มไม้ระดับพื้นดิน 

ด้วยรูปร่าง สีสัน และการโยกตัว แม้ในยามลมพัดก็ดูราวกับกิ่งไม้ที่ไหวตามลม แมลงกิ่งไม้จึงเป็นแมลงกลุ่มหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ยากที่สุดในธรรมชาติ

Image

แมลงกิ่งไม้ขาหนามมลายู (Heteropteryx dilatata)  เป็นหนึ่งในแมลงกินพืชที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก เพศเมียสีเขียวมะนาว อาจหนักถึง ๕๐ กรัม บินไม่ได้ เพศผู้ตัวเล็กกว่า บินได้ พบได้ในป่าดิบชื้นแถบมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทย

แม้อาชีพหลักเป็นครู แต่ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในแวดวงกีฏวิทยาทั่วโลก

การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่นักกีฏวิทยาจากเบลเยียมจะได้ร่วมสำรวจแมลงกิ่งไม้กับนักสำรวจชาวไทย
...
แมลงกิ่งไม้จัดอยู่ในอันดับ Phasmatodea 

คำว่า “Phasma” มาจากภาษากรีก “φάσμα” แปลว่า ภูตผี สิ่งมองไม่เห็น หรือสิ่งลวงตา ซึ่งน่าจะด้วยรูปร่างที่ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

หากผู้สำรวจไม่เชี่ยวชาญมากพอ หรือไม่สังเกตดี ๆ ก็คงยากจะมองเห็น

ในอดีตเคยจัดกลุ่มแมลงกิ่งไม้ (และแมลงใบไม้) รวมกับตั๊กแตน แต่ปัจจุบันแยกออกมาเป็นกลุ่มเฉพาะของตัวเองแล้ว

นอกจากรูปร่างที่แลดูคล้ายกิ่งไม้แห้ง พวกมันยังมีท่าทางเดินเหมือนกิ่งไม้ยามโดนลมพัด

ขณะพฤติกรรมการวางไข่จะแตกต่างกันในแต่ละชนิด

กวินท์เล่าว่าแมลงกิ่งไม้บางชนิดขุดดินและฝังไข่ลงบนพื้นดินตื้น ๆ บางชนิดก็วางไข่บนใบไม้ และบางชนิดไต่ขึ้นยอดไม้สูง ๆ แล้วสะบัดปลายท้องแรง ๆ ให้ไข่กระเด็นไปไกล ๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนตอนกลางวัน รวมทั้งความเสี่ยงจากการถูกล่าโดยนกและสัตว์ป่า แมลงกิ่งไม้เกือบทุกชนิดจึงออกหากินกลางคืน

ที่ดอยม่อนแจ่มและดอยสุเทพยามดึก แต่ละคนออกสำรวจแมลงกิ่งไม้ และได้พบแมลงกิ่งไม้ชนิดใหม่ ๆ ซึ่งน่าจะไม่เคยปรากฏในหนังสือแมลงของประเทศไทย

ย้อนเวลากลับไปก่อนที่กวีจะสนใจแมลงกิ่งไม้อย่างจริงจัง เขาเคยเล่น “บัดดี้” แล้วได้รับหนังสือ คู่มือแมลง ของสำนักพิมพ์สารคดีเป็นของขวัญ 

“ตอนนั้นผมยังกลัวแมลง อยากได้หนังสือคู่มือหินแต่แพง เลยบอกบัดดี้ว่าขอหนังสือแมลงแทนก็ได้ ในหนังสือยังใช้คำว่าตั๊กแตนกิ่งไม้ ตีพิมพ์ไว้ประมาณห้าชนิด ผมไล่อ่านอย่างละเอียด จนวันหนึ่งไปเที่ยวป่าดอยอินทนนท์ แค่ออกมาเดินเล่นรอบ ๆ ที่พัก ไม่นานก็เจอแมลงกิ่งไม้หลายชนิด ทั้งที่มีและไม่มีในหนังสือ”

แมลงกิ่งไม้ยักษ์ (Pharnaciini) เป็นหนึ่งในกลุ่มแมลงที่มีความยาวที่สุดในโลก ลำตัวรวมขาที่ยืดออกอาจยาวถึง ๖๔ เซนติเมตร

แมลงกิ่งไม้มีทั้งกลุ่มที่มีปีกสมบูรณ์ คือมีปีกคู่หน้าและคู่หลัง มีปีกสั้นหรือปีกเสื่อมรูปจนบินไม่ได้ เป็นลักษณะที่พบบ่อยในแมลงกิ่งไม้หลายชนิด และไม่มีปีกเลย โดยบางชนิดไม่มีปีกทั้งตัวผู้และตัวเมีย บางชนิดเฉพาะตัวเมียที่ไม่มีปีก ส่วนตัวผู้มีลำตัวยาวเพรียวและมีปีกบินได้ ในทางกลับกันตัวเมียมักมีลำตัวใหญ่และหนักมีปีกสั้นหรือไม่มีปีก เพราะทุ่มทรัพยากรไปกับการผลิตไข่

ทั้งสองเพศอาจมีรูปร่างคล้ายหรือต่างกันสิ้นเชิง

กวีบอกเล่าเรื่องราวของนักพรางตัวแห่งพงไพรว่า “แมลงกิ่งไม้ทุกชนิดมีปากแบบกัดเคี้ยว พวกมันเป็นมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ มีทั้งชนิดที่กินใบไม้สด ๆ และเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นพื้น การมองหาแมลงกิ่งไม้จึงมีทั้งระดับสายตา เงยหน้า และก้มลง ตามชนิดของมัน”

คนรักแมลงกิ่งไม้ที่เฝ้าติดตามการสำรวจของนักวิจัยรุ่นพี่กล่าวต่อว่า

“ผมพยายามศึกษาเพิ่มเติมเท่าที่จะมีโอกาส อ่านตำรา เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ แล้วหัดจำแนกเอง อย่างการเดินทางร่วมกับพี่โอ๊ค-กวินท์ และโยคิม ที่ดอยม่อนแจ่มและดอยสุเทพ ก็ได้ทราบเทคนิคหลายอย่าง ไม่ว่าการมองหาแมลงกิ่งไม้ หรือวิธีเก็บตัวอย่างเพื่อศึกษาทางวิทยาศาสตร์

“แมลงกิ่งไม้ส่วนใหญ่ลำตัวหนาและยาว หากไม่รักษาเนื้อเยื่อภายใน เมื่อแห้งอาจยุบตัวหรือบิดเบี้ยว การฉีดเอทานอลจะช่วยให้เนื้อเยื่อภายในคงสภาพ ถ้าคิดจะผ่าศึกษาอวัยวะภายในหรือเก็บตัวอย่างบางส่วนไปตรวจทางพันธุกรรมก็ต้องรักษาตัวอย่างด้วยเอทานอลเข้มข้นที่เหมาะสม”

ก่อนทริปบนยอดดอยของเชียงใหม่ไม่กี่เดือน ทั้งกวีและกวินเพิ่งติดตามกวินท์ นักวิจัยรุ่นพี่ขึ้นไปสำรวจแมลงบนเขากระโจมและเขาแหลม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ และพื้นที่รวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ความหลงใหลในแมลงกิ่งไม้ของเขา
ผมคิดว่าคือจุดสูงสุดของความจริงจัง ผมก็ตั้งใจจะบินไปประเทศอื่น ๆ เพื่อตามหาแมลงกิ่งไม้ ถือว่าได้เที่ยวแล้วไปหาสิ่งที่ตัวเองรัก”

Image

โยคิมกับกวี อาสาช่วยงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จัดเก็บตัวอย่างแมลงหลากหลายชนิดในกล่อง

ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ทั้งคู่ร่วมเดิน “night walk” สำรวจแมลงตอนกลางคืนกับ ฟรังค์ ฮันเนอมัน (Frank Hanneman) นักกีฏวิทยาและนักอนุกรมวิธานชาวเยอรมัน 

กวีคิดว่าชีวิตการทำงานของฟรังค์แบ่งเป็นสองด้านคล้ายโยคิม ด้านหนึ่ง เขาทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ อีกด้านมีตำแหน่งทางการคือผู้ช่วยวิจัยอาสาสมัครที่ Bavarian State Collection of Zoology (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗) และเป็นนักวิจัยอิสระให้กับ Montreal Insectarium ในแคนาดา (ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓) ควบคู่กับการบริหารเว็บไซต์ Phasmatodea.com ฐานข้อมูลแมลงกิ่งไม้ที่ใหญ่และครบถ้วนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ฟรังค์ไม่ได้เป็นอาจารย์หรือนักวิชาการประจำของหน่วยงานใด แต่เขารักและหลงใหลแมลงกิ่งไม้ ค้นพบและจำแนกแมลงกิ่งไม้พันธุ์ใหม่ของโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๒๐ ชนิด ผ่านการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับนานาชาติกว่า ๑๐๐ ฉบับ

“ฟรังค์เล่าว่าเขาทำงานประจำปีละ ๙ เดือน พอถึงช่วงหยุด ๓ เดือนก็ตระเวนสำรวจและเก็บตัวอย่างแมลงกิ่งไม้ พื้นที่หลัก ๆ คืออเมริกาใต้ อเมริกากลาง หมู่เกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย รวมถึงมาเลเซียและไทย ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงกิ่งไม้สูง”

กลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ฟรังค์มาเยือนเมืองไทย และเช่ารถขับไปสำรวจแมลงที่เขากระโจมและเขาแหลม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

กวีให้ความเห็นว่า “ผมไม่รู้ว่าที่เยอรมนีมีแมลงกิ่งไม้เยอะแค่ไหน แต่คงไม่ถึง ๑๐ ชนิด เขาเลยชอบประเทศเขตร้อนอย่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพราะตรงกับกลุ่มที่เขาศึกษา ทุกครั้งที่เขาบินมาก็ต้องค้นคว้าและวางแผนทริปล่วงหน้า ผมคิดว่าเป็นการใช้ชีวิตที่โลดโผน น่าสนุกดี คนมีแพสชันแบบนี้หายาก

“ความจริงผมเห็นเขาจริงจังกับทุกอย่าง ไม่ว่าแมลงหรือเรื่องอื่นในชีวิต น่าชื่นชมมาก ความหลงใหลในแมลงกิ่งไม้ของเขาผมคิดว่าคือจุดสูงสุดของความจริงจัง ผมก็ตั้งใจจะบินไปประเทศอื่น ๆ เพื่อตามหาแมลงกิ่งไม้ ถือว่าได้เที่ยวแล้วไปหาสิ่งที่ตัวเองรัก”

มักกะสัน 
: มาสคอตที่หายไป

กรุงเทพฯ ก็เคยมีแมลงกิ่งไม้

ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ กวีเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบตัวอย่างแมลงกิ่งไม้ปีกดำข่อย (Trachythorax sp.) เพศเมีย ภายในห้องจัดแสดง แผ่นป้ายรายละเอียดระบุว่าพบที่ “เขตพระนคร บางซื่อ ค.ศ. ๑๙๗๑” หรือประมาณ ๕๔ ปีก่อน

ปัจจุบันแมลงกิ่งไม้ชนิดนี้ยังพบในพื้นที่ฝั่งธนบุรี แต่บริเวณอื่น ๆ แทบไม่ปรากฏให้เห็น สันนิษฐานว่ามาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองซึ่งค่อย ๆ แทนที่พื้นที่ป่า จนทำให้แมลงกิ่งไม้สูญเสียถิ่นอาศัยและพืชอาหารที่จำเป็นต่อการอยู่รอด รวมทั้งการใช้ยากำจัดแมลงซึ่งส่งผลต่อแมลงแทบทุกกลุ่ม

ตัวอย่างแมลงกิ่งไม้ในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ว่า ครั้งหนึ่งอาจเคยมีแมลงกิ่งไม้กระจายอยู่ทั่วฝั่งพระนคร

“อาจมีประชากรขนาดเล็กหลงเหลืออยู่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ต้องช่วยกันสอดส่อง” กวีบอก…

สำรวจแมลงกิ่งไม้ในพื้นที่รกร้าง แถวมักกะสัน ระหว่างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีมักกะสัน กับแนวทางด่วน

ก่อนหน้านั้นในปี ๒๕๖๗ มีภาพแมลงตัวหนึ่งถูกอัปโหลดขึ้นเว็บไซต์ iNaturalist.org และแอปพลิเคชัน INaturalist เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับคนรักธรรมชาติ

ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลดภาพพืชหรือสัตว์ต่าง ๆ เพื่อให้เทคโนโลยีเอไอระบุชนิด โดยมีผู้เชี่ยวชาญหรือสมาชิกเครือข่ายช่วยตรวจสอบ

เมื่อกวีเห็นภาพแมลงตัวนั้นก็รู้ทันทีว่าคือแมลงกิ่งไม้ แต่ไม่รู้ว่าชนิดใด และแปลกใจที่รายงานบนเว็บไซต์ปักหมุดย่านมักกะสัน

ผู้คนจำนวนมากเรียกพื้นที่นั้นว่า “สวนสาธารณะร้าง” ตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขนาบข้างด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีมักกะสัน กับแนวทางด่วนและทางยกระดับจตุรทิศ

สองพี่น้องเริ่มแกะรอยแมลงกิ่งไม้โดยนัดหมายกับ วุฒิกาญจน์ ศรีรักษา ผู้ก่อตั้งเพจสัตว์ไรนิ. ที่รักธรรมชาติ ต้องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านการเรียนรู้และทำความเข้าใจสัตว์ต่าง ๆ

“บังบีตั้งใจจะขึ้นมาสำรวจงูที่มักกะสันอยู่แล้ว ส่วนผมกับกวินก็อยากไปดูแมลงกิ่งไม้” กวีเล่าจุดเริ่มต้นของการสำรวจ

ที่ผ่านมารายงานการพบแมลงกิ่งไม้ในกรุงเทพฯ มีเพียงไม่กี่ชนิด ถึงแม้จะมีคำบอกกล่าวว่าพบเจอได้ง่าย แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยัน

ในมุมมืดอันเงียบงันของพื้นที่สีเขียวกลางเมืองหลวงทีมสำรวจเล็ก ๆ เลือกลงพื้นที่ใกล้พระอาทิตย์ตก ซึ่งสามารถพบแมลงกลุ่มนี้ได้ง่ายกว่าตอนกลางวัน แม้บรรยากาศและความปลอดภัยจะไม่เอื้อนัก

“ตรงนั้นรกและเต็มไปด้วยเศษขยะ ตั้งแต่ขวดพลาสติก กล่องโฟม จนถึงถุงยางอนามัย ทั้ง ๆ ที่พยายามตามหาตรงจุดที่เคยมีคนเจอ แต่เรากลับไม่พบร่องรอยใด ๆ”

กวินกล่าวต่อว่าการถูกทิ้งร้างมานานทำให้พื้นที่แห่งนี้เสมือนป่าย่อม ๆ มีทั้งค้างคาว งู รวมถึงแมลงต่าง ๆ อาศัย

“เราเจอค้างคาวหลายชนิด แทบบินชนหน้า บังบีก็เจองูเขียวหลายสิบตัว การเดินทางมาหาแมลงทำให้เราตั้งคำถามถึงการพัฒนาและพื้นที่สีเขียวในเมืองหลวง”

จากการสืบค้นข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่าสวนร้างแห่งนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนสภาพเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 

“หากกลายเป็นสวนสาธารณะที่ติดไฟส่องสว่าง มีคนขยันตัดต้นไม้และตัดหญ้าเป็นประจำก็คงไม่เจองูหรือค้างคาวเยอะขนาดนี้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นอาคารพาณิชย์หรือห้างสรรพสินค้าตามที่มีข่าวว่าจะสร้าง ‘มักกะสันคอมเพล็กซ์’ คงยิ่งแล้วใหญ่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่บริหารจัดการ ก็จะกลายเป็นที่มั่วสุมของคนใช้ยาเสพติดหรืออาจเป็นที่พักพิงของคนไร้บ้าน”

ณ จุดเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ ความยากลำบากในการตามหาแมลงกิ่งไม้ทำให้กวีนึกถึงชะตากรรมของแมลงกิ่งไม้ยี่โถ (Trachythorax maculicollis) ที่เขาชอบอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกิ่งไม้มาก ลำตัวและช่วงขาเรียวยาวออกสีน้ำตาลหรือเขียว เวลาเดินมักโยกตัวเลียนแบบการไหวของกิ่งไม้

เคยมีรายงานการพบแมลงกิ่งไม้ยี่โถในเขตพระนครเมื่อราว ๕๐ ปีก่อน แม้ทุกวันนี้จะยังพบได้ในผืนป่า แต่ไม่มีรายงานการพบในกรุงเทพมหานครหลายปีแล้ว

ในชั่ววินาทีที่กำลังนึกท้อแท้อยู่ เขากลับมองเห็นแมลงกิ่งไม้

การขยายตัวของเมือง การใช้สารกำจัดแมลง ตลอดจนการสูญเสียถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร ล้วนเป็นสัญญาณว่าวันเวลาของแมลงกิ่งไม้
ในมหานครอาจเหลืออีกไม่นาน

Clonaria cf. fritzschei เกาะอยู่บนต้นกระถิน แมลงกิ่งไม้ชนิดนี้ไม่มีปีกทั้งเพศผู้และเมีย ทำให้การเคลื่อนที่มีข้อจำกัด ไม่อาจบินหนีผู้ล่าหรือย้ายถิ่นไปหาแหล่งอาหารใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ภาพแมลงตัวลีบยาว สีเขียวอ่อน ๆ กลมกลืนกับใบของต้นกระถิน ปรากฏตรงหน้า

กวีเล่าผลสำรวจครั้งนั้นว่า “เราพบตัวผู้หนึ่งตัวในพื้นที่ประมาณ ๒ ตารางเมตรจากพื้นที่สวนทั้งหมดและได้ตัวเมียอีกหนึ่งตัวจากการสำรวจครั้งถัดไป จึงนำมาเพาะเลี้ยงและตรวจสอบจนพบว่าเป็น Clonaria cf. fritzschei ที่พบในประเทศไทย ไม่มีปีกทั้งเพศผู้และเพศเมีย และมีพฤติกรรมวางไข่แบบติดไว้กับพืชอาหารโดยตรง แตกต่างจากแมลงกิ่งไม้อีกหลายชนิดที่ปล่อยไข่ร่วงลงสู่พื้น”

cf. (confer) หมายถึง “เปรียบเทียบกับ” หรือ “คล้ายกับ” ใช้เมื่อยังไม่ยืนยันชนิดแน่ชัด ดังนั้น Clonaria cf. fritzschei จึงหมายถึง “ตัวอย่างที่คล้าย C. fritzschei

ท่ามกลางความแออัดของเมืองใหญ่ พื้นที่รกร้างที่แทบไม่มีใครสนใจซ่อนแมลงกิ่งไม้หายากไว้กลางเมืองหลวง

“การค้นพบครั้งนี้น่าจะเป็นรายงานการพบแมลงกิ่งไม้ไร้ปีกครั้งแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจเป็นชนิดที่หลงเหลือจากป่าดั้งเดิม และมีแนวโน้มจะเป็นแมลงไร้ปีกขนาดใหญ่สุดในกรุงเทพฯ ด้วย” นักสำรวจรุ่นใหม่ตั้งข้อสังเกต

ถึงอย่างนั้นการเป็นแมลงขนาดใหญ่ที่ไม่มีปีกทำให้การเคลื่อนย้ายตัวหรือหลบหนีศัตรูค่อนข้างลำบาก ซ้ำร้ายการแพร่กระจายของตัวอ่อนยังทำได้ยาก เนื่องจากการวางไข่ถูกจำกัดอยู่บนพืชอาหาร จึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ (local extinction)

จากสถานการณ์ที่พวกมันกำลังเผชิญ ทั้งการขยายตัวไม่หยุดยั้งของเมือง การใช้สารกำจัดแมลง ตลอดจนการสูญเสียถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร ล้วนเป็นสัญญาณว่าวันเวลาของแมลงกิ่งไม้ในมหานครอาจเหลืออีกไม่นาน

นี่คือเรื่องราวของแมลงกิ่งไม้ นักพรางตัวแห่งพงไพรที่ถูก “มองเห็น” น้อยที่สุด...และบทบาทของผู้คนที่เลือกจะมองเห็นพวกมัน