Image

เพลี้ยกระโดดลายบ้านเชียง 
(Hemisphaerius binduseni)
ลวดลายบนปีกคล้ายกับไหลายบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ตัวอย่างต้นแบบ (holotype) ถูกพบและเก็บจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม  แม้จะเป็นเพลี้ย แต่ไม่มีโทษต่อพืชเกษตร เพราะดูดกินน้ำเลี้ยงจากหญ้า พบได้ทั้งพื้นที่เปิดโล่งและรกร้าง การถางพื้นที่เพื่อก่อสร้างหรือปรับภูมิทัศน์อาจส่งผลกระทบต่อแมลงชนิดนี้

แมลงไทยใกล้สูญพันธุ์ :
สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในยุคสูญพันธุ์ใหญ่
ครั้งที่ ๖

แมลงไทยใกล้สูญพันธุ์

เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล 
ภาพ : กวิน สิริจันทกุล

อาคารนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์แมลง ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

Image

ซากแมลงเรียงรายภายในกล่องจัดแสดงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าใต้ข้อความ “แมลงสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ และอนุสัญญา CITES” ผมกวาดสายตาจากผีเสื้อนางพญาซึ่งจัดวางไว้ตรงมุมบนซ้ายสุดไปยังผีเสื้อไกเซอร์ ซึ่งมีป้ายระบุ “พบเฉพาะบนดอยผ้าห่มปก เชียงใหม่” และด้วงดินปีกแผ่น ซึ่งมีข้อความ “พบเฉพาะทางภาคใต้” 

ในบรรดาแมลงทั้งหลายไม่มีชนิดใดดึงดูดความสนใจของผมได้มากเท่าผีเสื้อภูฏานหรือผีเสื้อสมิงเชียงดาว ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในโลกบนดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

แม้ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่าผีเสื้อสมิงเชียงดาวสูญพันธุ์แล้วหรือไม่ แต่ในแวดวงกีฏวิทยา คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามันน่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทย และหมายถึงสูญพันธุ์ไปจากโลก หลังจากไม่มีรายงานการพบในธรรมชาติมานานถึง ๔๐ ปี

ภราดร ดอกจันทร์ นักวิจัยประจำอุทยานแมลงเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เล่าว่า ซากผีเสื้อสมิงเชียงดาวตัวนี้ทางพิพิธภัณฑ์ได้รับบริจาคมาจากนักกีฏวิทยาอาวุโสท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน

“อาจพบได้ยากสักหน่อย เพราะอาหารของหนอนผีเสื้อสมิงเชียงดาวเป็นใบพืชเฉพาะถิ่นสกุลกระเช้า (Aristolochia) ซึ่งชอบขึ้นตามหน้าผาสูง ยากที่นักสำรวจจะเข้าถึง การพบตัวหนอนต้องปีนขึ้นไปตามหน้าผา พอเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัยก็มักบินขึ้นไปกินน้ำหวานจากดอกไม้บนที่สูง”

ภราดรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานแมลง (Insect Taxonomy) และเป็นผู้ก่อตั้งเพจ The Moths of Thailand ผีเสื้อกลางคืนในประเทศไทย และเพจ Caterpillars of Thailand หนอนผีเสื้อในประเทศไทย มีผลงานวิจัยเกี่ยวข้องกับความหลากหลายของผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน และหนอนผีเสื้อ เขาเล่าว่าที่ผ่านมาองค์การสวนพฤกษศาสตร์และหน่วยงานอนุรักษ์ที่เกี่ยวข้องพยายามสำรวจผีเสื้อหายากชนิดนี้แต่ก็ไม่พบ

มีข้อสันนิษฐานว่าการหายไปของผีเสื้อสมิงเชียงดาวเกิดจากการสูญเสียพืชอาหารเฉพาะถิ่น ประกอบกับการลุกลามของไฟป่า นอกจากนี้ยังรวมถึงการซื้อขายแมลงหายากของบรรดานักสะสม

“จริง ๆ ผีเสื้อสกุล ภูฏานิติส (Bhutanitis) ทั่วโลกเจอได้หลายที่ ยกตัวอย่างจีน อินเดีย พม่า รวมทั้งภูฏาน แต่ทุกสถานที่จะเป็นผีเสื้อหายาก ช่วงแรกที่เจอซับสปีชีส์นี้ในเมืองไทยจึงเป็นข่าวฮือฮาและตื่นเต้น ด้วยความที่เป็น rare item จึงมีความต้องการทั้งจากตลาดภายในและภายนอกประเทศ ช่วงก่อนมี พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จึงมีคนพยายามจับมันออกมาขาย”

Image

ผีเสื้อภูฏานหรือผีเสื้อสมิงเชียงดาว (Bhutanitis lidderdalii) จัดแสดง ณ อุทยานแมลงเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

การซื้อขายในยุคนั้นหากเป็นซากสมบูรณ์ก็น่าจะมีราคาสูงถึงตัวละหลักแสนบาท ถ้ามีตำหนิบ้างอาจอยู่ประมาณหลักหมื่นต้น ๆ หรือปลาย ๆ

“ผีเสื้อสมิงเชียงดาวชอบบินสูง เวลาจับต้องใช้สวิง วิธีการคือชาวบ้านสร้างห้างอยู่บนยอดไม้หลาย ๆ จุดพร้อมกัน ใครเจอปุ๊บก็พยายามจับ ถ้าไม่ได้ก็ส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ ช่วยกันจับต่อ จับได้ตัวหนึ่งเอาเงินมาแบ่งกันก็ยังได้พอสมควร” ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอธิบาย

ผีเสื้อสมิงเชียงดาวจัดอยู่ในวงศ์ผีเสื้อหางติ่งที่มีความสวยงาม พื้นปีกสีดำอมเทามีลวดลายแถบสีขาว จุดเด่นอยู่ตรงปีกหลังที่มีแต้มสีแดงสดคล้ายดวงตา ขอบปีกหยักราวกับมี “หาง” หลายเส้น ขณะเดียวกันผีเสื้อชนิดนี้ก็เป็นสัญลักษณ์แทนชะตากรรมของเหล่าสรรพสัตว์ที่ถูกมนุษย์ทำลายจนสูญสิ้น

“ผมคิดว่าการล่ามีผล แต่สาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะพื้นที่อาศัยและแหล่งอาหารถูกทำลาย คล้าย ๆ สิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดที่สูญพันธุ์”

“ยังมีแมลงอะไรอีกบ้างที่สูญพันธุ์...เท่าที่ทราบ ?”

“ผมคิดว่ามีอีกหลายชนิด เพียงแต่เรายังไม่มีหลักฐาน เมื่อยังไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง  ชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากผีเสื้อสมิงเชียงดาวจะตีว่าสูญพันธุ์ก็ไม่ถนัดนัก” คนรักผีเสื้ออธิบาย

ไม่ว่าผีเสื้อสมิงเชียงดาวจะสูญพันธุ์แล้วจริงหรือไม่

ไม่ว่ามนุษย์จะมีส่วนทำลายเผ่าพันธุ์อื่นสักแค่ไหน

ราวปี ๒๕๒๙ ผีเสื้อสมิงเชียงดาวตัวสุดท้ายถูกจับ และนับแต่นั้นก็ไม่เคยมีรายงานการพบมันอีกเลย

เรากำลังสูญเสียสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเคยมีอยู่ทุกวันนี้เรารู้จักสัตว์ขนาดใหญ่หลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าแมลงกำลังหายไป

ตั๊กแตนตำข้าวกล้วยไม้ (Hymenopus coronatus)
กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิวัฒนาการมาจนคล้ายดอกกล้วยไม้ (สังเกตหัวสามเหลี่ยมทางขวา) แม้ยังไม่มีข้อมูลว่าประชากรลดลงอย่างรุนแรง แต่การสูญเสียป่าฝนเขตร้อนและการถูกจับไปค้าเป็นสัตว์เลี้ยงจะส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของมันในระยะยาว

ห้องปฏิบัติการทางสัตววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมชีวภาพ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 

Image

ไม่ห่างจากอาคารนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์แมลง

ร่างไร้วิญญาณของหนอนปลอกน้ำนอนนิ่งอยู่ในกล้องจุลทรรศน์ ผมก้มลงดูรูปทรงแปลกประหลาดของสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งรู้จักผ่านกำลังขยายสูง

“ลำตัวทรงกระบอก มีหัวและขา ๓ คู่ นี่เป็นหนอนปลอกน้ำกลุ่มที่สร้างปลอกขึ้นจากเม็ดกรวดเม็ดทราย” รศ.ดร. แตงอ่อน พรหมมิ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมชีวภาพ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อธิบายภาพที่ปรากฏตรงหน้า

ลึกเข้าไปในเลนส์กล้อง ผมมองเห็นกลุ่มก้อนกรวดหกถึงเจ็ดกลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบขึ้นจากเม็ดกรวดเล็ก ๆ ที่มีทั้งรูปทรงกลมมนและเรียวยาว บางเม็ดเป็นเหลี่ยมเป็นป้าน ต่างขนาดต่างสีสัน ยึดติดกันเป็นกลุ่มก้อนอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียดก็เห็นว่ามีตัวอะไรสักอย่างโผล่หัวออกมาจากกลุ่มก้อนกรวดเหล่านั้น

ถ้าไม่ใช่นักกีฏวิทยาคงมีน้อยคนนักจะรู้จักหนอนปลอกน้ำ แมลงน้ำที่มีลักษณะเฉพาะในช่วงที่ยังเป็นตัวอ่อน

วงจรชีวิต (life cycle) ของหนอนปลอกน้ำอาจไม่แตกต่างจากแมลงน้ำทั่วไปที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) หลังตัวเต็มวัยผสมพันธุ์และวางไข่ ไข่ (egg) ใช้เวลาประมาณ ๗ วันฟักเป็นตัวหนอน จากนั้นตัวอ่อน (larva) จะอาศัยอยู่ในน้ำ ค่อย ๆ เจริญเติบโตจนเข้าสู่ระยะดักแด้ (pupa) และพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย (adult)

สิ่งที่ทำให้หนอนปลอกน้ำแตกต่างจากแมลงน้ำทั่วไปคือการสร้างปลอก (case) ขึ้นมาห่อหุ้มร่างกาย และใช้ชีวิตอยู่ในปลอกนั้นตลอดช่วงตัวอ่อน

“ที่เรียกว่า ‘หนอนปลอกน้ำ’ เพราะวงจรชีวิตช่วงที่เป็นตัวอ่อนยังเป็นตัวหนอนอยู่ในน้ำ เขาจะสร้างปลอกขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายไว้ ใช้วัสดุที่หาได้ในลำห้วยลำธาร บางชนิดใช้เม็ดทราย บางชนิดใช้ใบไม้หรือกิ่งไม้ เพื่อช่วยป้องกันศัตรูและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายกลุ่มสร้างปลอกเคลื่อนที่ได้ (portable case-makers) เป็นกลุ่มที่คนคุ้นเคยมากที่สุด แต่ก็มีกลุ่มอิสระ (free-living caddisflies) ที่ไม่สร้างปลอกหุ้มตัวด้วย” ผู้เชี่ยวชาญแมลงหนอนปลอกน้ำอธิบาย

หนอนปลอกน้ำเป็นแมลงน้ำอันดับ Trichoptera จัดเป็นกลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่หน้าดิน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำไหล ประเมินว่าทั่วโลกมีแมลงน้ำอันดับนี้มากถึง ๕ หมื่นชนิด โดย ๔ หมื่นชนิดพบแถบเอเชีย

อาจารย์แตงอ่อนเล่าว่า การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของหนอนปลอกน้ำเริ่มต้นในยุโรปตะวันตกมานานกว่า ๑๐๐ ปี และแพร่กระจายไปตามทวีปต่าง ๆ  ในปี ๒๔๘๕ มีรายงานการพบตัวเต็มวัยของหนอนปลอกน้ำวงศ์ Stenopsychidae ชนิด Stenopsyche siamensis Martynov, 1931 ในประเทศไทย นับเป็นหลักฐานยุคแรก ๆ ที่แสดงว่ามีการศึกษาแมลงกลุ่มนี้ในประเทศไทย แม้ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักวิจัยต่างชาติ

ต่อมาในปี ๒๕๓๑ รศ.ดร. พรทิพย์ จันทรมงคล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มศึกษาความหลากหลายและการกระจายของตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำร่วมกับ Dr. Hans Malicky นักกีฏวิทยาชาวออสเตรีย ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านแมลงหนอนปลอกน้ำ เริ่มต้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนขยายพื้นที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

“ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครทำวิจัยอย่างจริงจัง การสำรวจหนอนปลอกน้ำในประเทศไทย ริเริ่มขึ้นทางภาคเหนือ เมื่อเรามีโอกาสก็เลยลุยสำรวจทางภาคใต้ทุกจังหวัด ไล่ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงนราธิวาส”

ตัวอ่อนของแมลงหนอนปลอกน้ำ มีลักษณะคล้ายตัวหนอน

อาจารย์แตงอ่อนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์พรทิพย์เล่าว่า เฉพาะช่วงเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ตนเองเคยสำรวจพบหนอนปลอกน้ำชนิดใหม่ (new species) ของโลกมากถึง ๒๑ ชนิด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคใต้ 

“ไม่ใช่เก่งหรืออะไร เพียงแต่มันสะท้อนว่าตอนนั้นไม่ค่อยมีใครทำวิจัยอย่างจริงจัง การสำรวจหนอนปลอกน้ำในประเทศไทยริเริ่มขึ้นทางภาคเหนือ เมื่อเรามีโอกาสก็เลยลุยสำรวจทางภาคใต้ทุกจังหวัด ไล่ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงนราธิวาส”

ปัจจุบันพบตัวเต็มวัยของหนอนปลอกน้ำในประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า ๙๙๘ ชนิด จำแนกได้ ๒๘ วงศ์ ๑๑๐ สกุล  มากกว่า ๓ ใน ๔ เป็นการค้นพบ “นิวสปีชีส์” หรือชนิดใหม่ของโลก 

แต่ตราบถึงวันนี้ก็น่าจะมีน้อยคนที่รู้จักหนอนปลอกน้ำ

การสร้างปลอกขึ้นมาห่อหุ้มตัว ทำให้ผมคิดถึงปูเสฉวนที่หยิบฉวยเปลือกหอยบนชายหาดมาทำเป็น “บ้าน”

สิ่งที่แตกต่างคือหนอนปลอกน้ำสร้างบ้านจากเศษวัสดุ ค่อย ๆ ใช้เส้นใยจากต่อมน้ำลายยึดชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกันทีละชิ้นจนกลายเป็นปลอกหรือบ้านทั้งหลังที่พร้อมแบกติดตัวไป

“หนอนปลอกน้ำส่วนใหญ่มีอายุขัยประมาณ ๑ ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณอาหาร รวมทั้งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในแหล่งน้ำ ขณะเป็นตัวหนอนบริเวณด้านล่างของส่วนท้องมีเหงือกเป็นเส้นฝอยยื่นออกจากลำตัว ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนในน้ำ ส่วนปลายสุดของลำตัวมีรยางค์ที่ตรงปลายเป็นตะขอ ตัวอ่อนของหนอนปลอกน้ำเริ่มสร้างปลอกจากตรงนี้ ค่อย ๆ ต่อเติมและขยายปลอกไปพร้อม ๆ กับขนาดของร่างกายที่ใหญ่ขึ้น...”

ผมฟังเรื่องราวการถักทองานศิลปกรรมใต้น้ำจึงเกิดความสงสัย

“หนอนปลอกน้ำเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร ?”

“ตัวอ่อนหนอนปลอกน้ำช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แหล่งน้ำ ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้ำนานาชนิด รวมถึงปลาที่เรากิน เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ทางห่วงโซ่อาหาร หนอนปลอกน้ำทำให้อัตราการอยู่รอดของสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพวกมันก็กินเศษซากอินทรีย์ พืชน้ำ สาหร่ายเซลล์เดียว บางชนิดกินสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเป็นอาหาร”

ในต่างประเทศนำตัวอ่อนหนอนปลอกน้ำมาเป็นเหยื่อตกปลา ในประเทศไทยบางพื้นที่นำมาเป็นอาหาร

“หลังแกะปลอกออกแล้วนำตัวอ่อนมาปรุงรส ให้รสชาติหวานมันคล้ายแมลงทอด มีอยู่ชนิดหนึ่งชื่อวิทยาศาสตร์คือ Aethaloptera sexpunctata อาจารย์ไม่เคยเจอในลำธาร แต่มีคนเจอในแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขง ซึ่งก็หายากมาก ตามริมฝั่งไม่เจอ คาดว่าอาศัยแถวสะดือแม่น้ำโขง ตามก้อนหินลึก ๆ ตรงกลางแม่น้ำ”

เมื่อตัวอ่อนของหนอนปลอกน้ำเข้าสู่ระยะดักแด้และพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยจะมีลักษณะคล้ายผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ (moth) ในขั้นตอนนี้ชาวบ้านจะใช้แสงไฟล่อจับคราวละมาก ๆ 

“คุณเคยได้ยินข่าวแมลงชีปะขาวเป็นล้าน ๆ ตัว บินเล่นแสงไฟริมฝั่งแม่น้ำโขงแถวจังหวัดนครพนมหรือมุกดาหารใช่มั้ย นี่ไม่ใช่แมลงชีปะขาว แต่เรากำลังพูดถึงแมลงหนอนปลอกน้ำตัวเต็มวัย ชาวบ้านมักจับเอามาตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นอาหารปลา การจับแต่ละครั้งไม่ใช่แค่ ๑๐-๒๐ ตัวนะ แต่เป็น ‘แมส’ คือน้ำหนักหลังตากแห้งรวมกัน ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม 

“อาจารย์เคยเอาเข้าห้องแล็บวิเคราะห์พบว่าอุดมด้วยโปรตีนจากธรรมชาติ สัดส่วนโปรตีนสูงถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีวางขายตามท้องตลาดเสียอีก เคยเชียร์ให้ชาวบ้านเอาไปจดสูตรทำอาหารปลาดุกข้อห่วงคือแมลงกลุ่มนี้ออกมาเองตามธรรมชาติ  ถ้าวันหนึ่งสินค้าติดตลาดต้องการผลผลิตคราวละมาก ๆ ก็กลัวจะไม่มีของ”

การนำแมลงหนอนปลอกน้ำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่ทำให้ผมประหลาดใจมากที่สุด คือการนำปลอกมาสร้างสรรค์เครื่องประดับ อาจารย์แตงอ่อนอธิบายผ่านภาพถ่ายในคอมพิวเตอร์ว่า

“ในต่างประเทศเขาเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม สมมุติเขาจำลองห้องนี้เป็นลำธาร เอาแมลงหนอนปลอกน้ำมาเพาะเลี้ยง พอตัวเมียผสมพันธุ์กับตัวผู้แล้ววางไข่ ก็เอากรวด หิน ดิน ทราย หรือเม็ดอัญมณีที่ต้องการใส่ลงไปในน้ำ ตัวอ่อนหนอนปลอกน้ำจะนำวัสดุเหล่านี้มาสร้างปลอกตามลวดลายของแต่ละชนิด กลายเป็นอุตสาหกรรมของคนที่ศึกษา  ตอนอาจารย์เรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกาก็ซื้อมา ปลอกหนึ่งยาว ๑ เซนติเมตรกว่า ๆ ราคา ๖๔ ดอลลาร์สหรัฐ เห็นมั้ยว่าเขามีประโยชน์นะ ไม่ใช่ไม่มี”

ตัวอ่อนของแมลงหนอนปลอกน้ำสร้างปลอกขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายและใช้เป็นที่อยู่อาศัยตลอดระยะตัวอ่อน

แม้การสูญพันธุ์จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ แต่หากเกิดขึ้นด้วยอัตราเร่งเช่นในปัจจุบัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดไปจากธรรมชาติและน่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง

รายงานของ IUCN ใน ค.ศ. ๒๐๑๙ ระบุว่า มีสิ่งมีชีวิต ๓๐,๑๗๘ ชนิด อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แม้การสูญพันธุ์จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ แต่หากเกิดขึ้นด้วยอัตราเร่งเช่นในปัจจุบัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดไปจากธรรมชาติและน่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง

อาจารย์แตงอ่อนอธิบายว่า ด้วยพฤติกรรมการสร้างปลอกและแบกติดตัว ใช้ขาเดินหรือคลานไปตามก้อนหิน พืชน้ำ หรือพื้นท้องน้ำ เคลื่อนที่ค่อนข้างช้า เพราะต้องแบกปลอกที่สร้างจากเศษใบไม้ กิ่งไม้ ทราย หรือกรวดติดตัวไปด้วย มักอาศัยอยู่ในโพรงหรือที่หลบซ่อนที่สร้างติดกับหิน ไม่ค่อยเดินทางไกล ทำให้หนอนปลอกน้ำถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ

ตอนนี้พวกมันกำลังถูกคุกคามจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลต่อปริมาณและคุณภาพน้ำ

“ปัญหาสำคัญคือการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักจากกิจกรรมของมนุษย์ การระบายน้ำทิ้งที่มีฤทธิ์เป็นกรดจากการทำเหมืองแร่ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน สังกะสี ดีบุก หรือยิปซัม การปล่อยน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมในครัวเรือน รวมถึงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากการทำเกษตรใกล้ ๆ แหล่งน้ำ”

หลังนั่งฟังรายละเอียดของเพื่อนร่วมโลกที่เพิ่งรู้จัก ทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อนุกรมวิธาน คุณค่าทางนิเวศบริการ อาจารย์แตงอ่อนจึงเดินนำผมกลับมายังที่ตั้งกล้องจุลทรรศน์อีกครั้ง คราวนี้แมลงในถาดเปลี่ยนเป็นหนอนปลอกน้ำกลุ่มที่ใช้เศษกิ่งไม้ใบไม้สร้างปลอก รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ จากสถานที่หลากหลายที่อาจารย์แตงอ่อนตระเวนเก็บข้อมูลทำงานวิจัย

ผมมองเข้าไปในกล้องจุลทรรศน์ มองเห็นปลอกสีดำถูกสร้างขึ้นจากกิ่งไม้และเศษใบไม้ดูไม่เป็นระบบระเบียบนัก แต่เมื่อลองจินตนาการว่าพวกมันกำลังดำรงชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็คงจะผสมกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม

ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินคำกล่าวของนักธรรมชาติวิทยาว่าเรากำลังสูญเสียสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเคยมีอยู่

ทุกวันนี้เรารู้จักสัตว์ขนาดใหญ่หลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าแมลงกำลังหายไป

แม้แมลงบางชนิดจะยังไม่สูญพันธุ์ แต่พวกมันกำลังลดจำนวนโดยไม่มีใครสังเกต

“ราวปี ๒๕๕๗ ตอนนั้นอาจารย์ยังสาว ๆ ลงไปทำงานวิจัยแถวลุ่มน้ำแม่กลองกับนักศึกษาปริญญาโท ลำธารยังเป็นลำธาร มีกรวด หิน ดิน ทราย และน้ำใสสะอาดไม่น่าเชื่อว่า ๑๐ กว่าปีผ่านไป ลำธารตรงนั้นเปลี่ยนสภาพจนแทบจำไม่ได้ เมื่อมีคนต้องการใช้น้ำก็สร้างฝายสร้างบล็อก เปลี่ยนสภาพน้ำไหลให้กลายเป็นน้ำนิ่ง เมื่อน้ำไม่ไหลตามธรรมชาติพวกแมลง ‘เจ้าถิ่น’ ที่เขาต้องการระบบนิเวศน้ำไหลและค่าออกซิเจนในน้ำสูง ๆ ก็เริ่มหายไป ลุ่มน้ำแม่กลองเป็นพื้นที่หนึ่งที่เห็นชัดมากว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมากภายในเวลาไม่กี่ปี”

นักวิชาการที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพน้ำกับความหลากหลายและการกระจายตัวของหนอนปลอกน้ำชี้

“แม่น้ำแถวทองผาภูมิก็เปลี่ยนแปลงมากหลังมีหน่วยงานเข้าไปส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สนับสนุนการล่องแก่งซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้หาเงินได้ แต่เขาขุดก้อนหิน ดิน กรวด ทราย ที่เป็นที่อยู่ของแมลงหนอนปลอกน้ำขึ้นมาบนฝั่ง ปรับสภาพริมลำธารเป็นพื้นราบเรียบ แล้วแมลงน้ำเจ้าถิ่นก็หายไป

“อีกจุดหนึ่งที่อาจารย์ตกใจมากคือห้วยปากคอก ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ลำธารที่เคยกว้างขวางถูกทำเป็นลานหิน หินก้อนใหญ่ที่เคยตั้งอยู่กลางลำธารช่วงขวางทางน้ำทำให้เกิดออกซิเจนตอนนี้ไม่มีแล้ว บางพื้นที่ก็ปลูกต้นไม้รุกล้ำเข้าไปอย่างชัดเจน ‘ชาวเรา’ นี่แหละไม่ใช่ ‘ชาวเขา’ ที่ทำลายแหล่งน้ำ ทำให้แมลงน้ำเจ้าถิ่นหายไปจากบริเวณนั้น มนุษย์นะมนุษย์ ช่างน่ากลัวจริง ๆ แม้แต่ห้วยเขย่งที่อยู่ติดชายแดนพม่า น้ำส่วนหนึ่งไหลมาจากฝั่งพม่า ชาวบ้านต้องใช้น้ำเราก็เข้าใจ แต่การสร้างฝายถี่ ๆ แล้วเปลี่ยนสภาพน้ำไหลมันทำให้แมลงน้ำตรงนั้นหายไป แมลงที่เข้ามาแทนก็คือยุง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการน้ำนิ่ง”

อาจารย์แตงอ่อนชี้ว่าหนอนปลอกน้ำแต่ละชนิดมีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นรอบ ๆ ลำธาร ความชื้นในอากาศ ลักษณะของพื้นท้องน้ำที่ประกอบไปด้วยก้อนหินต่างขนาดต่างรูปทรง นอกจากนี้ปริมาณน้ำที่ไหลภายในลำธารก็เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ความหลากหลายของชนิดหนอนปลอกน้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน

“ความจริงแล้วการคุกคามกำลังเกิดกับแมลงทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มหนอนปลอกน้ำ อนาคตถ้าคนไม่อนุรักษ์แหล่งน้ำ เพราะยังไม่มีองค์ความรู้มากพอ แมลงต่าง ๆ ก็จะสูญพันธุ์”

Image

หิ่งห้อยน้ำจืด
สกุล Luciola sp.
ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด ส่วนตัวเต็มวัยต้องพึ่งพาทั้งแหล่งน้ำและพื้นที่ริมน้ำที่เหมาะสม ภาพนี้ถ่ายช่วงต้นฤดูฝน บริเวณหย่อมป่าริมถนนไม่ห่างจากตัวเมืองอุดรธานี  ปัจจุบันประชากรหิ่งห้อยน้ำจืดลดลงจากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน้ำจืด การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ มลพิษทางน้ำ และมลพิษจากแสง

Image

มอธหางยาวสี่ตาปีกลายตรง (Actias selene)
ผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยปีกสีเขียวอ่อนที่มีจุดคล้ายดวงตา (eyespots) ทั้งสี่ปีก ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ล่า ไม่มีปากสำหรับกินอาหารในระยะตัวเต็มวัย จึงมีชีวิตอยู่เพียง ๑-๒ สัปดาห์เพื่อสืบพันธุ์ โดยอาศัยพลังงานที่สะสมมาตั้งแต่ระยะตัวหนอน  การอนุรักษ์ผืนป่าธรรมชาติและพืชอาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดของผีเสื้อชนิดนี้ในระยะยาว

หน่วยวิจัยผึ้งและแมงมุม ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางนิเวศวิทยาแมลงเชิงผสมผสาน อาคารชีววิทยา ๑ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Image

กลิ่นการบูรอ่อน ๆ ลอยมาเตะจมูกทันทีที่ก้าวผ่านบานประตู

หลังนัดพบกันหน้าอาคารชีววิทยา ๑ ดร. ชวธัช ธนูสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินนำผมขึ้นบันไดเข้าสู่หน่วยวิจัยผึ้งและแมงมุม มองเห็นภาพวาดแมลงตัวใหญ่ติดอยู่บนผนัง

เมกะไคลี พลูโต (Megachile pluto) ผึ้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อผึ้งยักษ์ของวอลเลซ (Wallace's giant bee)”

อาจารย์ชวธัชเล่าว่า อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) เป็นผู้ค้นพบผึ้งชนิดนี้ครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๘๕๘ และหายไปจากการบันทึกทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลานานนับศตวรรษ จนหลายคนเชื่อว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว กระทั่งมีการค้นพบพวกมันอีกครั้งที่ประเทศอินโดนีเซียใน ค.ศ. ๒๐๑๙ ทำให้ทราบว่าพวกมันยังดำรงเผ่าพันธุ์ แต่ก็นับเป็นผึ้งหายากมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ส่วนกลิ่นการบูรนั้นเป็นหนึ่งในไอเท็มสำคัญสำหรับการเก็บตัวอย่างแมลงตามพิพิธภัณฑ์และห้องวิจัย ช่วยป้องกันไม่ให้แมลงหรือสัตว์ขาปล้องขนาดเล็กเข้ามากัดกินซากที่เก็บรักษาไว้เพื่อการศึกษา

ใกล้ ๆ ภาพวาดผึ้งตัวใหญ่ ผมมองเห็นประตูบานหนึ่งติดป้ายว่า “ห้องกาลเวลา”

คราวนี้อาจารย์ชวธัชส่งยิ้มมาแล้วอธิบายว่า “ไม่มีอะไรครับ เดิมทีเป็นห้องทำงานของอดีตหัวหน้าภาควิชา พอท่านเกษียณแล้วก็เลยเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานนิดหน่อย  ตามปรกติแล้วที่หน่วยวิจัยจะมีนิสิตเข้ามานั่งทำงาน ใครต้องการสมาธิหรือความเงียบสงบมาก ๆ ห้องนั้นจะเงียบที่สุด เราเลยตั้งชื่อว่า ‘ห้องกาลเวลา’ บางทีก็ใช้เป็นสตูดิโอถ่ายภาพแมลง รวมทั้งจัดเก็บอุปกรณ์ทำตัวอย่างบางส่วนด้วย”
---
หนึ่งในคำพูดโด่งดังมากที่สุดเรื่องผึ้งคงหนีไม่พ้น

“หากผึ้งหายไปจากโลก มนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง ๔ ปี เมื่อไม่มีผึ้งก็ไม่มีการถ่ายเรณู เมื่อไม่มีการถ่ายเรณูก็ไม่มีพืช ไม่มีสัตว์ และท้ายที่สุดก็ไม่มีมนุษย์” 

เชื่อว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกเป็นคนพูดประโยคนี้ ถึงแม้ว่านักประวัติศาสตร์จะไม่พบร่องรอยในสุนทรพจน์ งานเขียน หรือเอกสารชิ้นไหน ๆ ของเขา คำพูดดังกล่าวจึงอาจเข้าข่าย “คำคมที่ถูกอ้างผิดคน” (misattributed quote) แต่ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของคำพูด เบื้องหลังประโยคข้างต้นสะท้อนข้อเท็จจริงว่าผึ้งและแมลงถ่ายเรณูมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศและการผลิตอาหาร

หนังสือ A World Without Bees ของ Alison Benjamin
และ Brian McCallum เป็นงานเขียนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ปัญหาการลดลงของประชากรผึ้งกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับสากลในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑

ในบทที่ ๑๐ โลกไร้ผึ้ง นำเสนอเรื่องราวแปลกประหลาดทางตอนใต้ของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน บนเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยต้นสาลี่ เมื่อย่างเข้าสู่เดือนเมษายนของแต่ละปี ผู้คนนับพันจะถือก้านไม้ไผ่เสียบปลายด้วยขนไก่ออกปีนป่ายตามกิ่งก้านที่เต็มไปด้วยดอกสาลี่

พิธีกรรมนี้เป็นสิ่งที่พวกเขายึดถือปฏิบัติมากว่า ๒๐ ปี หลังจากเกษตรกรท้องถิ่นเขียนจดหมายไปถามหน่วยงานที่ปักกิ่งว่า เมื่อผึ้งหายไป พวกเขาควรทำอย่างไร

คำตอบที่ได้รับคือ พวกคุณต้องทำหน้าที่ถ่ายเรณูแทนพวกมัน !

แม้เป็นงานหิน แต่เกษตรกรก็เริ่มเก็บรวบรวมเรณูจากต้นสาลี่ โดยใช้ไม้ไผ่เสียบขนไก่ถูไถเรณูให้หลุดจากอับเรณูส่วนเพศผู้ นำมาวางทิ้งไว้ในชาม ๒ วันจนแห้ง หลังจากนั้นจึงกลับไปหาต้นสาลี่อีกครั้ง เริ่มจุ่มไม้ขนไก่ลงในเรณูแล้วป้ายตรงยอดเกสรเพศเมีย

“มันเป็นกระบวนการที่เชื่องช้าและต้องใช้ความอุตสาหะ อีกทั้งยังด้อยประสิทธิภาพกว่าฝูงผึ้งมาก เพราะผึ้งหนึ่งฝูงบินไปเยี่ยมเยือนดอกไม้ได้ถึงวันละ ๓ ล้านดอก” ข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ A World Without Bees บอก

อย่างไรก็ตามการถ่ายเรณูด้วยมือคนก็พอจะใช้ได้ผล เมื่อต้นสาลี่เริ่มให้ผลในเดือนสิงหาคม แต่ละครอบครัวเกษตรกรเก็บผลผลิตได้ราว ๕ ตัน

เนื้อหาในหนังสือ A World Without Bees ระบุต่อไปว่า ในสหรัฐอเมริกา การจ้างงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำเพื่อถ่ายเรณูให้ต้นไม้แทนผึ้งรวงภายในพื้นที่ ๓.๕ ล้านเอเคอร์ ต้องสิ้นเงินประมาณปีละ ๙ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้แต่ในประเทศจีนก็ยังมีข้อห่วงกังวลว่าคนหนุ่มคนสาวจะละทิ้งชนบทเข้าสู่เมืองในทศวรรษต่อ ๆ ไป จนไม่เหลือใครอยู่ถ่ายเรณูให้ต้นสาลี่

เนื้อหาในบทนี้ทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญคือ หากวันหนึ่งฝูงผึ้งหมดสิ้นจากโลก คนพร้อมจะถือไม้ขนไก่ทำหน้าที่แทนพวกมันหรือไม่ ?

Silent Spring ของ Rachel Carson หนังสือคลาสสิกของโลกที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโปงผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อธรรมชาติและมนุษย์ ก็เขียนถึงผึ้งไว้ตั้งแต่บทแรก ๆ ว่า

“ต้นแอปเปิลกำลังออกดอก แต่ท่ามกลางดอกไม้เหล่านั้น กลับไม่มีเสียงหึ่ง ๆ ของผึ้ง จึงไม่มีการถ่ายเรณู และไม่มีผลแอปเปิล”

เรื่องราวในบทนี้ถ่ายทอดสภาวะแวดล้อมที่ถูกทำลายจากการใช้ยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช ตบท้ายด้วยคำถามว่า หากเกษตรกรรมทั่วโลกยังพึ่งพาสารเคมี วันหนึ่งเสียงหึ่ง ๆ ของผึ้งจะกลายเป็นความทรงจำหรือไม่ ?
---
หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เรารู้จักผึ้งและน้ำผึ้งมาไม่ต่ำกว่า ๙๐๐ ปี

พงศาวดารล้านนากล่าวถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรหริภุญชัย แม้เรื่องราวของพระองค์จะปรากฏในตำนานมากกว่าหลักฐานร่วมสมัย แต่ชื่อ “สายน้ำผึ้ง” สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำผึ้ง” เป็นสิ่งที่ผู้คนยกย่องและเชื่อมโยงกับความอุดมสมบูรณ์

ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุมสมัยสุโขทัยมีเรื่องผึ้งในชาดก ตำรายาสมุนไพรที่ผสมสมุนไพรกับน้ำผึ้งเป็นองค์ประกอบสำคัญก็มีมาแต่โบราณ

แม้แต่ในพยัญชนะไทยก็ยังมี “ผ” ซึ่งเด็ก ๆ ในยุคปัจจุบันอ่านว่า “ผ ผึ้งทำรัง”

ประเทศไทยมีผึ้งอาศัยอยู่มากจากความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้และผลไม้นานาชนิด อาจารย์ชวธัชซึ่งสนใจศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ อนุกรมวิธาน และการใช้ประโยชน์ของผึ้งเพื่อเศรษฐกิจและการเกษตร นำกล่องเก็บผึ้งที่ติดป้ายคำว่า “Exhibition Box” จากในตู้มาวาง
บนโต๊ะ เริ่มต้นอธิบายความรู้เบื้องต้นของผึ้งกลุ่มต่าง ๆ ให้ฟัง

“ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าทั่วโลกมีผึ้งทั้งหมดกี่ชนิดและนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังค้นพบผึ้งชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามประเมินกันว่าทุกวันนี้มีผึ้งมากกว่า ๖,๐๐๐ ชนิดกระจายตัวอยู่ทั่วเอเชีย ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่ช่วยถ่ายเรณูให้พืชในระบบนิเวศต่าง ๆ ตั้งแต่เขตทุนดราของรัสเซียจนถึงเขตร้อนชื้นแบบบ้านเรา”

อาจารย์ชวธัชกล่าวว่า ทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีช่องว่างทางอนุกรมวิธานมากที่สุด หมายความว่าความหลากหลายทางชีวภาพของผึ้งยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างลึกซึ้ง จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าผึ้งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างไร

“ในทางนิเวศวิทยาแบ่งผึ้งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ผึ้งสังคม (social bee) กับผึ้งที่ใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว (solitary bee) ภายในรังของผึ้งสังคมจะมีโครงสร้างทางสังคมชัดเจน โดยแบ่งออกเป็นสามวรรณะ ได้แก่ ผึ้งนางพญาหนึ่งตัว ผึ้งตัวผู้หลายร้อยตัว และผึ้งงานอีกจำนวนนับหมื่นตัว”

สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ชวธัชระบุชัดว่ากำลังเป็นปัญหาคือความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (human-wildlife conflict) ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นกับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง

Image

ชันโรงปากแตร (Lepidotrigona sp.) บนภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก ใช้โพรพอลิส (propolis) ซึ่งได้จากยางไม้ที่เก็บจากพืชหลายชนิดเป็นวัสดุสำคัญสร้างรัง ทั้งหลอดตัวอ่อน ถ้วยเก็บน้ำผึ้ง รวมถึงท่อทางเข้ารัง

อาจารย์ชวธัชแนะนำตัวอย่างผึ้งสังคมที่จัดเรียงอยู่ทางฝั่งซ้าย ประกอบด้วย ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง และผึ้งพันธุ์ ซึ่งเป็นผึ้งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อเลี้ยงเอาน้ำผึ้ง รวมถึงชันโรงซึ่งเป็นผึ้งขนาดเล็กที่ไม่มีเหล็กใน จากนั้นจึงเริ่มอธิบายผึ้งทางขวา

“ฝั่งนี้เป็นผึ้งที่ใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว ไม่มีพฤติกรรมแบ่งหน้าที่กันทำงาน ไม่ได้แบ่งว่าตัวนี้ต้องออกไปหาอาหาร ตัวนี้ต้องอยู่ปกป้องรัง ตัวอย่างเช่น แมลงภู่ที่มีพฤติกรรมเจาะเนื้อไม้เพื่อสร้างรัง ผึ้งกัดใบที่สร้างรังด้วยการใช้ขากรรไกรตัดใบไม้หรือกลีบดอกไม้เป็นรูปวงกลมหรือวงรี ไม่นานมานี้มีคนโพสต์ภาพผึ้งตัวหนึ่งกำลังบินทำท่าคล้ายขี่ใบไม้ นั่นคือพฤติกรรมของผึ้งกัดใบที่คาบเศษใบไม้กลับไปสร้างรัง”

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าผึ้งเป็นสัตว์สังคมทั้งหมด แต่แท้จริงแล้วผึ้งสังคมมีเพียงราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่อีกราว ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผึ้งที่ใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยว

บริเวณด้านล่างของกล่องแสดงตัวอย่างยังมีป้ายแมลงถ่ายเรณูกลุ่มที่ไม่ใช่ผึ้ง (Non-Bees) ได้แก่ ต่อ แตนและแมลงวันดอกไม้

“ผึ้งเคยมีบรรพบุรุษเป็นต่อโบราณที่มีชีวิตอยู่ประมาณ ๑๒๐ ล้านปีที่ผ่านมา เคยกินแมลงและตัวอ่อนของแมลงชนิดอื่นเป็นอาหาร เมื่อพืชดอกเริ่มมีวิวัฒนาการและกระจายตัวอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผึ้งโบราณบางกลุ่มหันมาเก็บเกสรดอกไม้ไปเลี้ยงตัวอ่อนแทนการล่าเนื้อ และแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากต่อจนกลายเป็นผึ้ง” อาจารย์ชวธัชอธิบาย

หากเปรียบเทียบกับทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย ข้อมูลการศึกษาผึ้งของฝั่งเอเชียยังมีอยู่น้อยมาก ทำให้เราไม่สามารถทราบได้ถึงผลกระทบของผึ้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

“มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าผึ้งกำลังลดลงและต่อไปมนุษย์จะได้รับผลกระทบ เรามีหลักฐานหรืองานวิจัยรองรับเรื่องนี้หรือยังครับ ?”

“สิ่งที่จะใช้ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือข้อมูล เมื่อ ๒๐ ปีก่อนเรามีผึ้งชนิดนี้เท่าไหร่ ตอนนี้เหลือแค่ไหน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยขาด ทำให้ตอบคำถามนี้ได้ไม่เต็มปากเพราะไม่มีจุดเปรียบเทียบ”

ผมตัดสินใจเปลี่ยนคำถาม “มีผึ้งชนิดใดสูญพันธุ์ไปแล้วบ้าง ?”

“ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการเก็บตัวอย่างผึ้งในบ้านเรายังน้อยมาก ๆ สิ่งหนึ่งที่พอจะช่วยได้คือการศึกษาตัวอย่างผึ้งที่ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ในทวีปยุโรป สมัยก่อนมีชาวต่างชาติเข้ามาสำรวจแล้วเก็บข้อมูลผึ้งจากประเทศไทย นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่หน่วยวิจัยผึ้งและแมงมุมกำลังทำ คือพยายามเก็บข้อมูลตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลผึ้งในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเก่ามาก ย้อนหลังไปเป็น ๑๐๐-๒๐๐ ปี ตรงนี้แหละเราอาจจะได้คำตอบว่าเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อนเรามีผึ้งชนิดนี้ ปัจจุบันยังเจอมันอยู่หรือเปล่า”

ผมรอฟังคำตอบของอาจารย์ชวธัชด้วยหัวใจเต้นตึกตัก

“เราพบว่าเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีก่อนเคยมีผึ้งตัวหนึ่งถูกเก็บจากดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในกรุงลอนดอน ชื่อวิทยาศาสตร์คือ โนมาดา สุเทพเอนซิส (Nomada sutepensis)”

คำว่า sutepensis น่าสนใจอย่างยิ่ง คงตั้งตามชื่อดอยสุเทพ (Doi Suthep) ที่เป็นสถานที่เก็บตัวอย่างหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการค้นพบผึ้งชนิดนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต

“ผึ้งชนิดนี้ได้รับการเก็บตัวอย่างเมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๘ โดย Alice Barringer Mackie ซึ่งเป็นนักธรรมชาติวิทยาและนักสะสมตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ บรรยายชนิดครั้งแรกโดย Theodore D. A. Cockerell ที่เดินทางมาด้วยกัน

“จากการค้นคว้าของผม Cockerell เป็นนักกีฏวิทยาชาวอเมริกันและเป็นอาจารย์อยู่ที่ University of Colorado ช่วงปลาย ค.ศ. ๑๙๒๗ เขาเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยคิดว่าน่าจะหยุดคริสต์มาสแล้วถือโอกาสเก็บตัวอย่างแมลงไปด้วย มุ่งหน้าสำรวจทางภาคเหนือที่มีคณะมิชชันนารีชาวอเมริกันอาศัยอยู่เยอะ ทั้งน่านและเชียงใหม่ แล้วก็ขึ้นไปดอยสุเทพ

“ผึ้งสกุล Nomada ในเมืองไทยพบได้ค่อนข้างยากอยู่แล้ว เป็นกลุ่มผึ้งที่เรียกว่าเคลปโตพาราไซต์ (cleptoparasite) หรือผึ้งเบียนรัง พวกมันจะไม่สร้างรังเลี้ยงลูกเอง แต่ตัวเมียจะวางไข่ในรังของผึ้งชนิดอื่น คล้ายพฤติกรรมของนกกาเหว่า

“ปัจจุบันเรายังไม่พบ โนมาดา สุเทพเอนซิส อีกเลย เกือบ ๑๐๐ ปีแล้วก็ยังไม่เจอ ซึ่งทางหน่วยวิจัยมีข้อสันนิษฐานอยู่สองแนวทาง แนวทางแรกคือมันอาจสูญพันธุ์ไปแล้วจริง ๆ กับอีกแนวทางคือมันอาจยังไม่สูญพันธุ์ แต่การสำรวจของเรายังครอบคลุมไม่มากพอ”

“ถ้าผึ้งหายไปจริง ๆ อะไรคือปัจจัยคุกคาม ?”

“ผึ้งแต่ละกลุ่มแต่ละชนิดก็มีปัจจัยคุกคามที่น่าเป็นห่วงกันคนละด้าน สิ่งที่น่าเป็นห่วงของผึ้งที่ใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยวคือเรามีข้อมูลเกี่ยวกับพวกมันน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่มีสัดส่วนถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การศึกษายังไม่มากนักถึงขนาดบางครั้งเราเจอผึ้งชนิดใหม่ก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้มันยังอยู่ในธรรมชาติหรือสูญพันธุ์ไปแล้ว

“ส่วนปัญหาของผึ้งสังคม ยกตัวอย่างผึ้งกลุ่มหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ คือบัมเบิลบี (bumblebee) เพราะคิดว่ามันน่ารักดี ค่อนข้างมีถิ่นอาศัยจำเพาะกับสภาพภูมิอากาศ พบได้มากในเขตอบอุ่น เขตหนาว และพื้นที่ภูเขาสูงสำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อน บัมเบิลบีกระจายพันธุ์จำกัดอยู่บนภูเขาสูงทางภาคเหนือเป็นหลัก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยเชียงดาว และดอยผ้าห่มปก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่ราบ ถ้าหากในอนาคตอุณหภูมิบนภูเขาสูงขึ้นหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บัมเบิลบีอาจสูญเสียที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่อาศัยที่เคยต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ถูกตัดขาดจนเหลือเพียง ‘เกาะ’ ถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยจนต้องหายไปจากพื้นที่เหล่านั้น

“สำหรับกลุ่มผึ้งอื่น ๆ ที่ให้น้ำหวาน ยกตัวอย่างผึ้งโพรง ผึ้งหลวง ก็ยังพบเห็นได้ทั่วไป กลุ่มนี้จะมีปัญหาถ้าเราเก็บน้ำผึ้งเขาเยอะเกินไป ซึ่งก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเขาลดลงแค่ไหน”

สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ชวธัชระบุชัดว่ากำลังเป็นปัญหาคือความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า (human-wildlife conf lict) ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นกับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง

“เวลาเราเจอรังผึ้งหลวงในเมือง ผมรู้สึกแฮปปี้นะ เพราะเป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่  ผึ้งหลวงมีจำนวนประชากรต่อรังมาก การสร้างรังบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนั้นมีอาหารเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวอ่อนให้เติบโตได้แต่สำหรับคนเมืองทั่วไป เวลามีรังผึ้งเกิดขึ้นใกล้แหล่งชุมชนจะรู้สึกหวาดกลัว ทั้ง ๆ ที่ผึ้งยังไม่ได้ทำอะไรผิด ยังไม่ได้ต่อยใครจนเข้าโรงพยาบาล แค่เขามาทำรังใกล้ ๆ ก็เริ่มหวาดกลัวกันแล้ว โทร.เรียกเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยจัดการให้มาเอารังออก แม้แต่ในจุฬาฯ ซึ่งมักมีผึ้งมาทำรังทั้งผึ้งหลวงและผึ้งมิ้มซึ่งเป็นผึ้งให้น้ำหวานก็ถูกทำให้หายไป แม้ผึ้งจะเป็นแมลงที่อพยพไปตามแหล่งอาหารได้ แต่ทัศนคติเหล่านี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

“ผึ้งอีกชนิดที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อ ๒ ปีก่อนคือผึ้งหลวงหิมาลัย พบครั้งแรกในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกจังหวัดเชียงใหม่ ยังไม่พบที่ไหนอีกในประเทศไทย

“ผมยกตัวอย่างการคุกคามผึ้งกลุ่มเดียวกันนี้ที่อยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยในประเทศอินเดียกับเนปาล ตามธรรมชาติผึ้งกลุ่มนี้เก็บน้ำหวานจากดอกกุหลาบพันปีที่มีสารเกรยาโนท็อกซินหรือโรโดท็อกซินที่ออกฤทธิ์คล้ายสารกล่อมประสาท ใครกินน้ำหวานจะรู้สึกมึนเมา ได้ชื่อว่าเป็นน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งป็อปปูลาร์มากในหมู่นักท่องเที่ยวมีคนจำนวนมากซื้อทัวร์มาชิม จนเกิดการเก็บเกี่ยวเกินขนาด (overharvesting) คุกคามประชากรผึ้งหลวงหิมาลัยในธรรมชาติ

“โชคดีที่ในเมืองไทยพบผึ้งหลวงหิมาลัยทำรังอยู่ตามหน้าผาสูงในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ยังไม่ค่อยมีใครรบกวนเพราะตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ตอนนี้ทางหน่วยวิจัยกำลังร่วมมือกับกรมอุทยานฯ สำรวจว่ายังมีผึ้งกลุ่มนี้ที่อื่นอีกหรือเปล่า”

Image

ตั๊กแตนหนวดสั้นระยะตัวอ่อน
(short-horned grasshopper nymph)
กินพืชวงศ์หญ้าและไม้ล้มลุก ระยะตัวอ่อน (nymphal stage) ยังไม่มีปีกเหมือนตัวเต็มวัย จึงเคลื่อนที่ได้จำกัด ไม่สามารถบินหนี เมื่อถูกรบกวน เช่น การตัดหญ้า การไถพรวน หรือการฉีดสารเคมี ทำให้เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

Image

ตั๊กแตนตำข้าวมอสสันอกตั้งตะวันออก 
(Haania doroshenkoi)
มักเกาะนิ่งอยู่ตามลำต้นหรือก้อนหินที่ปกคลุมด้วยมอส พรางตัวอย่างแนบเนียนเพื่อหลบเลี่ยงผู้ล่าและซุ่มจับเหยื่อ เป็นแมลงที่พึ่งพาความชื้นสูง จึงอาจได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของป่า การตัดไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ห้องคลังตัวอย่างแมลง (ชั่วคราว) พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

Image

“สาเหตุหลัก ๆ คือการทำเกษตรแบบเข้มข้น โดยเฉพาะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งวิธีง่ายที่สุดและเห็นผลไวที่สุดคือการใช้ยาฆ่าแมลงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้แมลงปอหายไป รวมถึงการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) เปลี่ยนสภาพพื้นที่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความหลากหลายของแมลงปอลดลง” ดร. รุ่งทิพย์ วงศ์เลอศักดิ์ กองนิเวศวิทยา สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้แมลงปอในธรรมชาติลดลง

กลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ ผมเดินทางมายังองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อตามหาคำตอบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อแมลงอย่างไร

ก่อนมาถึง ผมมองเห็นอาคารทรงลูกเต๋าโดดเด่นอยู่แต่ไกลใต้ท้องฟ้าคราม... 

ดร. รุ่งทิพย์จบปริญญาเอกสาขา Ocean and Earth Sciences จาก University of Southampton สหราชอาณาจักร ปัจจุบันทำงานเป็นนักวิจัยและภัณฑารักษ์ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นนักนิเวศวิทยาที่สนใจและเชี่ยวชาญเรื่องระบบนิเวศน้ำจืด

“เราเป็นนักนิเวศวิทยาที่ศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต สาเหตุที่สนใจแมลงปอเพราะเคยนำมาใช้เป็นโมเดลศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน” 

จุดเริ่มต้นเกิดจากการพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ The Natural History Museum กรุงลอนดอน ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาและนักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าภายใน ค.ศ. ๒๑๐๐ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้นถึง ๔ องศาเซลเซียส

“เมื่อพูดถึงโลกร้อน สิ่งแรก ๆ ที่เรานึกถึงคงเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดสภาพอากาศแปรปรวน น้ำท่วมและไฟป่า ในขณะที่เรามองเห็นผลกระทบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ระบบนิเวศทั้งบนบกและในน้ำก็กำลังได้รับผลกระทบอย่างช้า ๆ”

การวิจัยของ ดร. รุ่งทิพย์ตั้งต้นจากข้อสังเกตว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเขตหนาวมักมีขนาดร่างกายใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใกล้เคียงกันในเขตอบอุ่น เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่กว่าจะสามารถรักษาความร้อนในร่างกายได้ดีกว่า ขณะเดียวกันขนาดตัวที่เล็กกว่ามีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรมากกว่า ช่วยทำให้เกิดการระบายความร้อนได้ดี สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดตัวใหญ่จึงเหมาะที่จะอาศัยอยู่ในเขตอากาศหนาว แต่ในกลุ่มแมลงที่เป็นสัตว์เลือดเย็นอาจมีความซับซ้อนมากกว่านี้

“เราตั้งคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อสัณฐานวิทยาของแมลงอย่างไร เลือกหัวข้อวิจัยเป็นการศึกษาขนาดแมลงปอที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน ทำวิจัยร่วมกับนักวิชาการของ Natural History Museum กรุงลอนดอน นำไปสู่การศึกษาตัวอย่างแมลงปอที่ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่า ๗,๐๐๐ ตัว ๑๔ ชนิด และลงพื้นที่เพื่อศึกษาแมลงปอที่ยังมีชีวิต ตั้งสมมุติฐานว่าแมลงปอจะมีขนาดตัวเล็กลงหากอุณหภูมิสูงขึ้น”

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในสหราชอาณาจักรเก็บสะสมตัวอย่างแมลงปอไว้มากมาย หลังจากศึกษาตัวอย่างแมลงปอที่ Natural History Museum จึงขยายสู่พิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ได้แก่ National Museum of Scotland, National Museum of Wales, World Museum Liverpool, Manchester Museum และ Oxford University Museum of Natural History

“เราศึกษาตัวอย่างแมลงปอที่เคยมีชีวิตตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๑๐ หรือราว ๑๑๐ ปีก่อน วัดขนาด วิเคราะห์ข้อมูลวันเวลา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และอุณหภูมิในเวลาที่ตัวอย่างแมลงปอเหล่านั้นถูกจัดเก็บ ลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อสำรวจแมลงปอที่ยังมีชีวิตบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ Shapwick Heath National Nature Reserve ทางตะวันตกของลอนดอน เพื่อนำมาเปรียบเทียบและทดลองเกี่ยวกับการเติบโตของแมลงในอนาคต”

ย้อนเวลากลับไปใน ค.ศ. ๒๐๐๖ The River Laboratory in Dorset ในการดูแลของ Queen Mary University of London และ Freshwater Biological Association (FBA) สร้างระบบแปลงทดลองที่เรียกว่า Mesocosm จำลองอุณหภูมิคล้ายสภาวะจริงในธรรมชาติ ประกอบด้วยบ่อที่มีอุณหภูมิแบบปัจจุบัน และบ่อที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปัจจุบัน ๔ องศาเซลเซียส คณะวิจัยเลือกใช้ระบบนี้เก็บตัวอย่างริ้นน้ำจืดซึ่งเป็นแมลงในวงศ์ Chironomidae เพื่อประกอบการศึกษา ใช้เวลาทดลองนานกว่า ๕ ปี เพื่อให้แปลงทดลองเข้าสู่สภาวะใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด 

แมลงปอเข็มพักอาบแดดนิ่ง ๆ บนยอดของพืชน้ำ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้พร้อมออกบิน

“สาเหตุที่เลือกริ้นเพราะพบได้ในแปลงทดลองและมีจำนวนมากเพียงพอสำหรับการวิจัย เป็นแมลงที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของมนุษย์” ดร. รุ่งทิพย์อธิบาย

“ตัวอ่อนของริ้นน้ำจืดกินแพลงก์ตอนหรือเศษซากอินทรียวัตถุที่กำลังเน่าเปื่อยตามพื้นก้นแหล่งน้ำเป็นอาหาร ตัวเต็มวัยมีรูปร่างคล้ายยุงแต่บอบบางกว่า พวกมันไม่สามารถดูดเลือดหรือกินอาหาร แต่มักบินมาเกาะตามผนังบ้านของเรา สร้างความยุ่งยากในการทำความสะอาด และแม้ว่าริ้นจะไม่นำโรคติดเชื้อมาสู่คน แต่ก็เป็นตัวสร้างสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการหอบหืด”

แม้การศึกษาจะยังไม่สิ้นสุด แต่การนำความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ขนาดตัวของแมลง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตมาคิดวิเคราะห์ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า โลกที่ร้อนขึ้นส่งผลให้แมลงปอมีแนวโน้มที่จะมีขนาดตัวเล็กลง

“ขนาดที่เล็กลงบางครั้งมองไม่เห็นด้วยตา แต่มันเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ” ดร. รุ่งทิพย์เน้นย้ำ

“ตัวเล็กลงแล้วส่งผลอย่างไร ?” ผมเอ่ยถาม

“การเล็กลงส่งผลถึงผู้ล่า ขนาดเล็กลงแสดงว่าผู้ล่าต้องล่ามากขึ้นเพื่อให้กินอิ่มเท่าเดิม ซึ่งส่งผลกับระบบนิเวศโดยตรง หรือแม้แต่เหยื่อของแมลงปอเองก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วแมลงปอเป็นผู้ล่าทั้งในระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เหยื่อของแมลงปอแตกต่างกันไปตามช่วงชีวิต ช่วงตัวอ่อนกินลูกน้ำ ไรน้ำ แมลงชนิดต่าง ๆ ส่วนช่วงตัวเต็มวัยแมลงปอจับเหยื่อกลางอากาศ กินยุง แมลงวัน เพลี้ย แมลงเม่า หรือแม้แต่แมลงปอขนาดเล็กชนิดอื่น ๆ เมื่อแมลงปอมีขนาดเล็กลงจึงส่งผลกระทบกับการล่าเหยื่อชนิดต่าง ๆ”

แมลงปอเป็นผู้ล่าที่ช่วยควบคุมประชากรยุง แม้การชี้ว่า “แมลงปอหายไปแล้วทำให้ยุงเพิ่มขึ้น” นั้นพิสูจน์ยาก เพราะประชากรยุงในธรรมชาติถูกควบคุมโดยหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น ปริมาณน้ำขัง อุณหภูมิ ปลาที่กินลูกน้ำ นก ค้างคาว แมลงนักล่าอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามมีผลการศึกษาระบุว่า ตัวอ่อนแมลงปอ ๑ ตัวกินลูกน้ำยุงได้ถึงประมาณ ๔๐ ตัวต่อวัน  มีงานทดลองพบว่า แหล่งน้ำที่มีตัวอ่อนแมลงปอ จำนวนลูกน้ำยุงจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แมลงปอตัวเต็มวัย ๑ ตัว ล่ายุงตัวเต็มวัยได้ตั้งแต่หลายสิบตัวไปถึงราว ๑๐๐ ตัวต่อวัน หากอยู่ในสภาวะที่เหยื่อมีประชากรหนาแน่นอาจมากกว่านั้น

นอกจากนี้แมลงปอยังเป็นแมลงตัวห้ำที่ช่วยควบคุมประชากรศัตรูพืชอื่น ๆ ในพื้นที่เกษตร เช่น เพลี้ย หากแมลงปอลดลงหรือตัวเล็กลงส่งผลต่อการล่าเหยื่อ ทำให้กลไกควบคุมตามธรรมชาติสูญเสียไป เกษตรกรจำเป็นต้องหันมาใช้สารเคมีมากขึ้น ทำลายแมลงชนิดอื่น เช่น ผึ้ง ชันโรง และส่งผลต่อเนื่องไปถึงความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก

ดร. รุ่งทิพย์ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เราวัดขนาดตัวของแมลงปอจากความยาวปีกเป็นหลัก ความยาวเฉลี่ยของปีกลดลงแสดงว่าขนาดตัวเล็กลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพลศาสตร์การบิน การออกแรงยกหรือกระพือปีกของแมลง

“แมลงปอบางกลุ่มมีการอพยพย้ายถิ่น การที่ปีกของมันมีขนาดเล็กลงอาจส่งผลต่อระยะทางการบินและความสามารถในการแพร่กระจายของชนิด แมลงปอบางชนิดอาจกระจายพันธุ์ได้ดีขึ้น ขณะที่บางชนิดอาจกระจายได้น้อยลง หากแมลงที่เป็นพาหะนำโรคแพร่กระจายได้มากขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์ในแง่สุขภาพ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการที่แมลงปอหรือแมลงชนิดใดมีขนาดเล็กลงเท่านั้น แต่อาจลุกลามไปสู่ผลกระทบด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย”

มอธหนอนบุ้ง 
(Acyphas sp.)
กลุ่มผีเสื้อกลางคืนที่ระยะตัวหนอนมีขนหนาแน่นปกคลุมลำตัว จึงมักเรียกรวม ๆ ว่ามอธหนอนบุ้ง ตัวเต็มวัยส่วนใหญ่มีสีขาว เทา น้ำตาล พบหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ

มลพิษจากแสง (light pollution)  คือภาวะที่ใช้แสงประดิษฐ์มากเกินความจำเป็น ทั้งทิศทางและปริมาณแสง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคน แต่ยังรบกวนระบบนิเวศและวงจรชีวิตของแมลงหากินกลางคืน

Image

ปลวก
วงศ์ Termitidae
แมลงเม่าเป็นปลวกระยะสืบพันธุ์ที่มีปีก มักบินออกจากรังหลังฝนตกในช่วงต้นฤดูฝนเมื่ออากาศชื้นและลมสงบ และถูกดึงดูดด้วยแสงไฟระหว่างบินจับคู่  แมลงเม่าที่หลายคนมองว่าเป็นสิ่งรบกวนเมื่อบินเข้าบ้าน แท้จริงแล้วเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณานิคมใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการย่อยสลายไม้ผุและซากพืช ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารกลับคืนสู่ดิน

Image

ผู้ทำให้แนวคิดเรื่อง “การสูญพันธุ์ครั้งที่ ๖” (Sixth Mass Extinction) เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ Richard Leakey และ Roger Lewin ผู้เขียนหนังสือ The Sixth Extinction : Patterns of Life and the Future of Humankind ใน ค.ศ. ๑๙๙๕ ทั้งสองเสนอว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ ๖ ที่มีมนุษย์เป็นสาเหตุหลัก แตกต่างจากห้าครั้งก่อนหน้าที่เกิดจากเหตุธรรมชาติ เช่น อุกกาบาต ภูเขาไฟระเบิด หรือน้ำทะเลเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำแข็ง แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักชีววิทยาและนักอนุรักษ์ที่ศึกษาอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

นับตั้งแต่สัตว์มีกระดูกสันหลังเมื่อราว ๕๐๐ ล้านปีก่อน โลกเผชิญการสูญพันธุ์ใหญ่เพียงห้าครั้ง

ครั้งที่ ๑ ปลายยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) ราว ๔๕๐ ล้านปีก่อน สาเหตุจากน้ำทะเลกลายเป็นน้ำแข็งและลดระดับลงไปร่วม ๑๐๐ เมตร ทำให้สิ่งมีชีวิตซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำสูญพันธุ์ราว ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์

ครั้งที่ ๒ ปลายยุคเดโวเนียน (Devonian) ราว ๓๖๐ ล้านปีก่อน สันนิษฐานว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์

ครั้งที่ ๓ ช่วงสิ้นยุคเพอร์เมียน (Permian) ราว ๒๕๐ ล้านปีก่อน โดยมีข้อสันนิษฐานสองข้อ คือ การระเบิดของภูเขาไฟในไซบีเรีย และการพุ่งชนโลกของอุกกาบาต ทำให้ชนิดของสิ่งมีชีวิตหายไปราว ๙๗ เปอร์เซ็นต์ นักวิทยาศาสตร์บางคนเรียกการสูญพันธุ์ครั้งนี้ว่าเป็น “แม่แบบแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่”

ครั้งที่ ๔ ช่วงปลายยุคไทรแอสซิก (End-Triassic) ราว ๒๐๑ ล้านปีก่อน เกิดการปะทุของภูเขาไฟในบริเวณมหาทวีปแพนเจีย ทำให้สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครึ่งหนึ่งหายไป แต่ก็ทำให้ไดโนเสาร์ที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อประมาณ ๒๒๕ ล้านปีก่อน แพร่ขยายพันธุ์ไปร่วม ๔๐๐ ชนิด

ครั้งที่ ๕ ยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ราว ๖๕ ล้านปีก่อน สันนิษฐานว่าเกิดจากอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๐ กิโลเมตรพุ่งชนโลก สร้างความเสียหายเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ ๑,๐๐๐ ล้านลูก กวาดล้างไดโนเสาร์ รวมทั้งทำลายเพลซิโอซอร์ (สัตว์เลื้อยคลานทะเล), โมซาซอร์ (กิ้งก่าทะเล), หอยแอมโมไนต์ และเทอโรซอร์ (สัตว์เลื้อยคลานมีปีก)

การลดลงของแมลงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ ๖

Image

เพลี้ย
อันดับย่อย Auchenorrhyncha
มีสมาชิกมากกว่า ๔ หมื่นชนิดทั่วโลก หลายชนิดถูกจดจำในฐานะแมลงศัตรูพืช แต่ในธรรมชาติ พวกมันคือ
ผู้เชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อาหาร ทั้งในฐานะผู้บริโภคพืชและเป็นอาหารของสัตว์ เพลี้ยหลายชนิดยังพึ่งพาพืชเพียงชนิดเดียวในการดำรงชีวิต สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างแมลงกับพืชเจ้าบ้าน (host plant)  

ในวงวิชาการมีข้อถกเถียงว่า เราอยู่ระหว่างการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ ๖ แล้วหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่าอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตขณะนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์เดียวกับ “Big 5” แต่ส่วนใหญ่ยอมรับว่าโลกกำลังเกิดวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ

ใน ค.ศ. ๒๐๑๔ หนังสือ The Sixth Extinction : An Unnatural History ของ Elizabeth Kolbert ทำให้แนวคิดเรื่อง “การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ ๖” แพร่หลายสู่สาธารณะมากขึ้นอีก หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ความคิดที่ว่าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันครั้งที่ ๖ กำลังจะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ณ บัดนี้ เป็นเรื่องน่าตกตะลึงมาก...

“พวกเราที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์หายากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต แต่เรายังมีส่วนก่อให้เกิดขึ้น...”

นับตั้งแต่สัตว์มีกระดูกสันหลังปรากฏตัวขึ้นบนโลก เมื่อประมาณ ๕๐๐ ล้านปีก่อน เหตุการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้นเพียงห้าครั้ง ควรนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่พบยากยิ่ง

หลายทศวรรษที่ผ่านมา การลดลงของแมลงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ ๖ 

เมื่อบานประตูสู่ขุมนรกกำลังเปิดออก

การหายไปของผีเสื้อสมิงเชียงดาวอาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย

สิ่งที่เราทำได้คือช่วยกันปิดประตูบานนี้  

ขอขอบคุณ
ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ เจ้าของร้าน Holotype Cafe อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
สายชล คำถนอม, ภัทรวิชญ์ ดาวเรือง และ กวี สิริจันทกุล

เอกสารประกอบการเขียน
สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ และคณะ. (๒๕๖๘). ผึ้งและชันโรงในประเทศไทย. ปทุมธานี : องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.).

โคลเบิร์ต เอลิซาเบธ. (๒๕๕๙). ประวัติศาสตร์นับศูนย์ : สู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ ๖. สุนันทา วรรณสินธ์ เบล (แปล). กรุงเทพฯ : openworlds.

ฮันส์ มาลิกกี. (๒๕๕๓). รูปวิธานแมลงหนอนปลอกน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. พรทิพย์ จันทรมงคล (บรรณาธิการ). เชียงใหม่ : ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.