Image

สัมภาษณ์ : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ถ่ายภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง 

Image

รองศาสตราจารย์พิเศษ
ดร. วียะวัฒน์ ใจตรง

สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา 
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
นักอนุกรมวิธาน ผู้วิจัยการแพร่กระจาย
และความหลากหลายของแมลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มดเอเลียน ตอนนี้มีหลักๆ ๑๖ สปีชีส์ บางตัวเข้าป่าได้ก็ไปยึดพื้นที่ จากสัตว์อื่น ถ้ามดเดิมหายไป สมดุลของธรรมชาติหายไป ก็ส่งผลต่อการควบคุมประชากรของสัตว์อื่นด้วย”

Image

สามสิบปีก่อน ผมไปสำรวจมดกับที่ปรึกษาที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น เราตอบได้แค่ชื่อกว้าง ๆ เป็นแค่วงศ์ของมัน แต่เขาบอกได้หมดเลย Oecophylla smaragdina คือมดแดง ที่เราเอาไข่มากินเป็นล่ำเป็นสัน  Solenopsis geminata คือมดที่กัดเราเป็นเรื่องเป็นราว เราเป็นคนไทยแท้ ๆ แต่ไม่รู้จักทรัพยากรของตัวเอง เลยคิดได้ว่าผมต้องรู้ว่ามดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมากน้อยแค่ไหน ในประเทศไทยมีกี่สปีชีส์ซุกซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง

อาจารย์จารุจินต์ นภีตะภัฏ อดีตผู้อำนวยการ อพวช. เคยบอกว่า ถ้าเราอยากให้คนอื่นสนใจ มดทุกชนิดต้องมีชื่อไทย ผมก็เลยตั้งชื่อไทยมดทุกชนิด รวมเป็นหนังสือ มดประเทศไทย ตอนนี้ในคอลเลกชันของผมมีมดที่เจอในประเทศไทย ๑,๒๐๐ ชนิด ผมจำแนกไปแล้วแค่ ๕๖๐ ชนิด อีกครึ่งหนึ่งอาจจะยังไม่มีชื่อ หรือมีชื่อแต่ยังไม่เคยรายงาน หรืออาจเป็นสปีชีส์ใหม่

การติดตัวอย่างมดกับกระดาษแข็งปลายแหลม ปักด้วยเข็ม และจัดวางอย่างเป็นระเบียบ คือกิจวัตรประจำวันของนักวิจัยมด

มีคำถามว่าทำวิจัยไปอยู่บนหิ้งทำไปทำไม แต่ถ้าเราไม่มีความรู้บนหิ้งนั้นเลย วันหนึ่งมีปัญหามาจะเอาที่ไหนไปใช้ล่ะ หนึ่งในข้อมูลที่เรามีคือกระบวนการเลี้ยงมดแดง รศ.ดร. เดชา วิวัฒน์วิทยา วิจัยไว้ว่าทำยังไงให้มันไข่ได้เยอะขึ้นสามเท่าสี่เท่า ผมเอามาต่อยอดที่สกลนคร สอนให้เกษตรกรเลี้ยงมดแดงเชิงพาณิชย์  ตอนเชิญหมู่บ้านข้าง ๆ มาดูวันเก็บไข่ เห็นในแววตาชาวบ้านเลยนะว่าเขาอยากมาเรียนด้วย นี่คือรายได้ที่เขาจะใช้เลี้ยงปากท้องครอบครัว

ผมอบรม ณ วันนั้นถึงวันนี้เจ็ดถึงแปดจังหวัดทั่วอีสาน ตอนนี้ก็มีกลุ่มไลน์กัน ส่งรูปมาอวดกันเรื่อย ๆ บอกว่าเนี่ยให้อาหารตามที่เราสอนไป ๒ อาทิตย์ รังมันใหญ่ขึ้นมากเลย ผมก็รู้สึกว่างานที่เราทำช่วยให้ชาวบ้านเกษตรกรเขามีความสุขนะ จากที่เขาไม่รู้เรื่องมดเลย เคยนึกว่ามดทุกตัวไข่ได้ ผมก็อธิบายว่ามดราชินีไข่ได้ตัวเดียว คนเรามีรังไข่สองอัน แต่มดราชินีมีรังไข่เป็นร้อยนะ วันหนึ่งไข่ได้เป็นแสนฟอง เขาก็มีความรู้มากขึ้น

ตอนนี้ผมมีความสุขกับการเอาข้อมูลเหล่านี้ไปให้ชาวบ้านและกำลังมีแผนจะขยายไปทางภาคเหนือ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้มีทุกวงการ กับการวิจัยแมลงอื่น ๆ คือการไปต่อยอดให้ชุมชน สังคม

Image

คู่มือการจำแนกมดในประเทศไทย กว่า ๔๐๐ ชนิด ๑๑๐ สกุล ผลงานของวียะวัฒน์และคณะ

“นี่คือมดที่ใหญ่ที่สุดในไทย” วียะวัฒน์บอกว่ายังมีมดหน้าตาแปลก ๆ อีกมากที่คนทั่วไปไม่คุ้นชิน

การวิจัยมดไทยยังทำให้เราเจอมดต่างถิ่น พวกคุณเคยเห็นมดน้ำผึ้งกันไหม ผมไปเก็บตัวอย่างมดที่เจอในทีลอซู ล่าสุดเจอแต่มดน้ำผึ้งที่เป็นมดต่างถิ่น มดท้องถิ่นหายไปแล้ว แถมมันกินปูราชินีของเราด้วย

ในต่างประเทศตอนนี้เขาให้ความสำคัญกับเรื่องเอเลียนสปีชีส์มาก ประเทศเกาหลีเจอมดติดมากับสินค้าทางเรือเยอะ จนให้ทุนวิจัยผมไปสำรวจอยู่ ๓ ปี ว่ามดเหล่านี้มาจากที่ไหนบ้าง แล้วในอนาคตควรจะต้องจัดการมดเอเลียนพวกนี้ยังไง

ในละแวกเพื่อนบ้านเราเวียดนามเจอหนัก มีมดเอเลียนตัวหนึ่งที่เขาเฝ้าระวังคือ Solenopsis invicta มดคันไฟของอเมริกาใต้ ติดจากจีนเข้ามาทางเหนือถึงฮานอยแล้ว แต่ยังไม่ถึงดานัง  ผมกำลังศึกษาว่ามดตัวนี้มันกระจายไปถึงเมืองไหน มีแนวโน้มจะเข้ามาถึงไทยไหม

งานวิจัยเรื่องพวกนี้สำคัญมาก เพราะประเทศที่ทำให้มดติดไปยังปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นจากอุตสาหกรรมหรือท่าเรือต่าง ๆ อาจจะโดนกีดกันทางการค้า เกิดผลเสียระดับประเทศได้ ผมเจอเป็นร้อยเคสต่อปี มดต่างถิ่นจะกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือขอบเขตของการศึกษา ผมทำงาน ๓๐ ปี เดินทางไปเก็บตัวอย่างได้แค่ราว ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์จากอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ พื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ผมไม่ได้ไปเก็บตัวอย่าง และจริง ๆ มดไทยมี ๑๑๐ สกุล ผมเชี่ยวชาญและวิจัยอยู่แค่ ๒๐ สกุล คำถามคืออีก ๙๐ สกุลใครจะเป็นคนทำและสานต่อ ผมจึงอยากให้คนไทยศึกษา รู้จักทรัพยากรของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  

Image

รศ.ดร. เอกวัต วิถีประดิษฐ์ 

ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
นักอนุกรมวิธานมวนน้ำ

จิงโจ้น้ำ มีการวิวัฒนาการที่แตกต่างกันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจนสามารถพบได้บนผิวน้ำทุกที่”

Image

ผมศึกษามวนน้ำที่จัดอยู่ในอันดับ Hemiptera ที่อาศัยอยู่กับน้ำ มีทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่ในน้ำเลยอย่างพวกแมลงดา กับพวกที่อยู่บนผิวน้ำอย่างจิงโจ้น้ำ โดยหลัก ๆ เป็นงานอนุกรมวิธาน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มเอาองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมมาช่วยตอบคำถามต่าง ๆ เช่น การแพร่กระจายไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ได้อย่างไร หรือที่เรียกว่าชีวภูมิศาสตร์ (biogeography)

จิงโจ้น้ำพบได้ตั้งแต่แหล่งต้นน้ำบนป่าเมฆ ธารน้ำไหล บึงน้ำนิ่ง บนหน้าผาชื้นข้างน้ำตก หรือแม้กระทั่งพื้นที่น้ำกร่อย ป่าชายเลน ไปจนถึงกลางทะเล จิงโจ้น้ำมีความหลากหลายถึงขนาดนั้นเลย

Image

จิงโจ้น้ำแต่ละชนิดมีขายาวและลักษณะเล็บเท้าเหมาะสมกับพื้นที่อาศัย เช่น น้ำนิ่ง น้ำไหลเชี่ยว

ในด้านการวิวัฒนาการ เรายอมรับกันว่าบรรพบุรุษของแมลงทั้งหมดอาศัยอยู่บนบก แต่มีหลักฐานว่ามันพยายามกลับไปอยู่ในน้ำหลายครั้ง  จิงโจ้น้ำเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำสำเร็จ แต่พอเราไปเจอจิงโจ้น้ำที่เกาะอยู่บนหินชื้นใกล้น้ำตก เราตื่นเต้นมาก เพราะไอ้ตัวนี้มันพยายามจะวิวัฒนาการย้อนกลับอีกครั้ง เปลี่ยนแปลงสัณฐานวิทยา ทั้งลักษณะเล็บ ขา อาหารการกิน เพื่อจะขึ้นมาอยู่บนบกเหมือนบรรพบุรุษ คาดว่าเกิดจากการปรับตัวเพื่อไปสู่พื้นที่ที่มีโอกาสรอดมากกว่า มีคู่แข่งในการหาอาหารน้อยกว่า เพราะมวนน้ำเหล่านี้เป็นหนึ่งในผู้ล่าของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำ เรายิ่งรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก อยากรู้จักมวนน้ำพวกนี้ให้มากขึ้น

พอจิงโจ้น้ำอาศัยอยู่บนผิวน้ำและมีความหลากหลายมาก ๆ เราก็เลยกำลังพยายามจะใช้มันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ แหล่งน้ำด้วย อย่างช่วงโควิด-๑๙ เราก็ลองศึกษาสภาพรอบ ๆ บ่อน้ำในสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ เป็นนิเวศวิทยาเมือง (urban ecology) แบบหนึ่งผลวิจัยก็พอจะบอกได้ว่าบ่อน้ำที่มีพืชอยู่ข้างบ่อหรือริมตลิ่งจะมีความหลากหลายของมวนน้ำและแมลงน้ำอื่น ๆ สูงกว่าบ่อที่มีแต่หินแต่ทรายแล้วไม่มีต้นไม้

คลังตัวอย่างมวนน้ำของคณะเกษตร มวนน้ำเป็นหนึ่งในแมลงที่วิวัฒนาการอย่างน่าทึ่งที่สุด

ช่วงปีหลัง ๆ ผมเดินทางศึกษามวนน้ำในป่าชายเลน ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน พยายามจะทำอนุกรมวิธานมวนน้ำในประเทศไทย เพราะประเทศทางใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไปจนถึงออสเตรเลียเคยมีฝรั่งศึกษาไว้แล้ว ที่ยังขาดอยู่คือในบ้านเราเองกับพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งมีความหลากหลายไม่ต่างกันมาก ตอนนี้มีการค้นพบมวนน้ำในไทยแล้ว ๒๐๐ กว่าชนิด และผมมีตัวอย่างราว ๆ ๕๐-๖๐ ตัวที่น่าจะเป็นมวนน้ำสปีชีส์ใหม่ รอการอธิบายและจำแนก

มีอยู่ตัวหนึ่งชื่อ Gelastocoridae แต่เราเรียกกันว่า “มวนคางคก” เพราะมันกระโดดเหมือนคางคกเลย เคยมีบันทึกไว้ในหนังสือว่ามีในประเทศไทยแต่ยังไม่มีการเก็บตัวอย่างได้จริง ๆ สักที  ญาติ ๆ ของมันอยู่บนป่าเมฆกันหมด มีแค่ชนิดนี้ที่อยู่ในป่าชายเลน วันนั้นผมกับลูกศิษย์นั่งคัดแยกตัวอย่างแมลงอยู่ในป่าชายเลนที่สุราษฎร์ธานี เขาเห็นมวนน้ำโดดอยู่ข้างเศษขยะที่ลอยมาตามคลื่นก็ชี้ทักผมว่านั่นตัวอะไรน่ะอาจารย์ ผมก็บอก เฮ้ย ! นี่มันตัวที่ผมตามหามาชั่วชีวิต เป็นตัวอย่างอย่างเป็นทางการตัวแรกของเมืองไทย

Image

ยิ่งรวบรวมตัวอย่างก็ยิ่งพบว่ามวนน้ำมีความหลากหลายมากซึ่งยังรอการจำแนกอธิบาย

มวนน้ำ-จิงโจ้น้ำแต่ละชนิดมีลักษณะและขนาดตัวแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่พวกมันมีเหมือนกันคือพลังของการปรับตัวและวิวัฒนาการ

จริง ๆ แล้วเนี่ยแมลงเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายสูงสุดในโลก มีการค้นพบแล้วประมาณ ๑ ล้านกว่าชนิด แต่นักวิจัยเราก็คาดว่าน่าจะมีแมลงทั้งหมดบนโลกใบนี้ ๒-๓ ล้านชนิด พวกเรายังรู้น้อยมาก ๆ เลย แล้วบ้านเราเนี่ยเป็น biodiversity hotspot หรือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ฉะนั้นงานอนุกรมวิธานกับความหลากหลายของแมลงยังรอนักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ มาทำอีกเยอะมาก แต่เรามีคนสนใจเป็นนักวิจัยแมลงน้อยลงทุกวัน ดูจากจำนวนนักศึกษาที่ลดลง

ผมว่าในมิติรอบตัวเราไม่มีตรงไหนที่ไม่มีแมลงเข้ามายุ่งเกี่ยว การศึกษาความหลากหลายของแมลงในตัวมันเองจึงสามารถเปิดประตูไปได้ทุกด้านรอบตัวเรา ด้านการเกษตร แมลงเป็นทั้งศัตรูพืชและผู้ช่วยผสมเกสร ด้านที่อยู่อาศัย เราจะป้องกันแมลงที่นำพาโรคอย่างไร อาหารการกินยิ่งแล้วใหญ่ แมลงจะเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในยุคหลังจากนี้

ทุกสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ ทุกเรื่องล้วนมีแมลงอยู่เป็นส่วนประกอบทั้งหมด หนีไม่พ้นแล้วละครับ รักหรือเกลียดแมลงก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพียงแต่ว่าอยู่ห่างอยู่ใกล้เท่านั้นเอง  

Image

รศ.ดร. บุญเสฐียร บุญสูง

ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักอนุกรมวิธาน
และซิสเทมาติกส์ของตัวอ่อนแมลงชีปะขาว

แมลงชีปะขาวในประเทศไทยมีทั้งหมด  ๑๖๐ ชนิด ๗๔ สกุล ๑๙ วงศ์ เรากำลังพยายามเก็บรวบรวมและทำฐานข้อมูล DNA อยู่ครับ ตอนนี้ได้ราว ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ในอนาคตนักวิจัยรุ่นต่อไปไม่ต้องเจอตัวแมลงจริงๆ ก็ได้ แค่เจอชิ้นส่วนเล็ก ๆ หรือคราบก็จะเทียบได้ว่าเขาคือชนิดไหน”

Image

แมลงชีปะขาวเป็นแมลงในกลุ่ม EPT ที่ย่อมาจากชื่ออันดับของแมลงน้ำสามชนิด คือ แมลงชีปะขาว (Ephemeroptera) แมลงเกาะหิน (Plecoptera) และแมลงหนอนปลอกน้ำ (Trichoptera) ซึ่งเป็นกลุ่มแมลงที่ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ไม่มากเท่ากับสัตว์ชนิดอื่นใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำได้ดี  ตอนผมเรียนปริญญาโทแมลงชีปะขาวมีคนวิจัยน้อยกว่าอีกสองชนิดที่เหลือ ผมเลยเลือกวิจัยแมลงชนิดนี้

เราใช้หลักอนุกรมวิธานเชิงโมเลกุล (molecular systematics) ที่ไม่ได้จำแนกชนิดจากสัณฐานวิทยา รูปร่างหน้าตาอย่างเดียว แต่ใช้ข้อมูลเชิงโมเลกุล เช่น DNA ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ หรือยีนบางตัวในสิ่งมีชีวิตเพื่อจำแนกชนิด เพราะบางตัวหน้าตาใกล้เคียงกันมาก แต่พอนำมาตรวจก็พบว่ามีความห่างของพันธุกรรมสูง จริง ๆ แล้วเป็นคนละชนิดกัน

บุญเสฐียรเก็บตัวอย่างแมลงชีปะขาวตั้งแต่ระยะตัวอ่อนไปจนถึงระยะตัวเต็มวัย และทำฐานข้อมูล DNA ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในอนาคตได้ศึกษาต่อ

แมลงชีปะขาวมีลักษณะพิเศษมากคืออยู่ในระยะตัวอ่อนยาวนานมาก บางตัวอาศัยอยู่ในน้ำเป็นปีก่อนจะลอกคราบสองครั้งเพื่อกลายเป็นตัวเต็มวัย ใช้ชีวิตบนบกแค่ไม่กี่วัน ผสมพันธุ์ วางไข่ แล้วก็ตายไป  ในทางสากลเลยยอมรับกันว่าเราสามารถบรรยายตัวอ่อนอย่างเดียว หรือตัวเต็มวัยอย่างเดียวเป็นชนิดใหม่ได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีการจับคู่กันได้มากขึ้นแล้วว่าตัวอ่อนตัวไหนเป็นตัวเต็มวัยของตัวไหน แต่ถ้าเราทำฐานข้อมูล DNA สำเร็จ ก็จะเทียบจับคู่พวกเขาได้ง่ายขึ้นมาก

ชีปะขาวแต่ละตัวจะหน้าตาไม่เหมือนกัน ต่างไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย บางตัวต้องอยู่ที่น้ำไหลเชี่ยวเท่านั้น เพราะเหงือกมีพื้นที่ผิวจำกัด บางชนิดต้องอยู่ก้นลำธารที่พื้นเป็นทราย บางตัวต้องเกาะอยู่กับหิน ถ้ามีอะไรมาทำให้สภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการทำฝาย การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นลำธาร หรือการเพิ่มลดของตะกอน สารเคมี พวกเขาก็จะหายไป จึงสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและศึกษาในแง่การอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติได้ด้วย

Image

หนังสือรวบรวมข้อมูลเชิงอนุกรมวิธาน เป็นรากฐานสำคัญของงานวิจัยแมลงในอนาคต

Image

บอร์ดเกมที่ออกแบบให้คนทั่วไปรู้จักแมลงชีปะขาวมากขึ้น 

อีกส่วนที่เราสนใจมากคือมีแมลงชีปะขาวบางชนิดอาศัยอยู่ในเมืองได้ ชื่อ Povilla heardi ในกรุงเทพฯ ก็เจอบ้าง มันจะบินมาเล่นไฟตามบ้านตอนค่ำ ๆ แล้วก็จะทิ้งคราบเหนียว ๆ ไว้ ซึ่งจริง ๆ คือพวงไข่  ในระยะตัวอ่อนแมลงชีปะขาวชนิดนี้จะมีพฤติกรรมชอบเจาะรูเป็นที่อยู่อาศัย ตามธรรมชาติก็เจาะขอนไม้ที่ตกลงไปในน้ำบ้าง เจาะลำต้นของต้นธูปฤาษีบ้าง แต่ในเมืองเราเคยได้รับรายงานว่ามันไปเจาะทุ่นลอยของโรงงาน หรือไปเจาะแผ่นยางของบ่อน้ำ

ปรกติในระบบนิเวศ ตัวอ่อนแมลงชีปะขาวจะคอยกินสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำ แล้วก็กลายเป็นอาหารของสัตว์อื่นต่อ เป็นกลไกการหมุนเวียนสารตามธรรมชาติแบบหนึ่ง แถมยังไม่ได้เป็นพาหะนำโรคอะไรด้วย  นักวิจัยอย่างเราก็เข้าไปช่วยเหลือคนที่รายงานมาว่าจะป้องกันความเสียหายยังไงได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องกำจัดเขา  เราจะอยู่กับแมลงในเมืองยังไง อีกมุมหนึ่งผมก็เก็บไข่ของเขากลับมา พยายามจะเพาะเลี้ยงและศึกษาวิจัย คิดว่าอาจจะใช้เขาเป็นตัวชี้วัดความเป็นพิษของแหล่งน้ำในเมืองได้ในอนาคต

ในต่างประเทศมีรายชื่อสายพันธุ์แมลงชีปะขาวกันมาตั้งนานแล้ว แต่ในไทยผมกับนักวิจัยท่านอื่น ๆ ที่ร่วมงานกันเพิ่งจะทำรายชื่อ ๑๖๐ ชนิดนี้ออกมาได้เร็ว ๆ นี้เอง การค้นพบสปีชีส์ใหม่ก็เป็นผลพลอยได้อย่างหนึ่ง แต่เป้าหมายจริง ๆ ยังเป็นการทำฐานข้อมูลอนุกรมวิธานและ DNA แมลงชีปะขาวในประเทศไทย โดยเฉพาะตัวอ่อน ถ้าตรงนี้มีครบ นักวิจัยรุ่นหลังก็จะต่อยอดได้ง่าย จะศึกษานิเวศวิทยา ศึกษาวงจรชีวิตของเขา หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ทำได้ทั้งหมด 

เราจะเก็บข้อมูลพื้นฐานทุกอย่างไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้นำไปต่อยอดครับ  

Image

ศ.ดร. นฤมล แสงประดับ 

สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักธรรมชาติวิทยา
ผู้บุกเบิกวงการนักวิจัยแมลงน้ำในประเทศไทย

แมลงฟองน้ำ ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแมลงน้ำที่เราศึกษา ถ้าเรามีข้อมูลแมลงน้ำตลอดลำน้ำครบสามฤดู วันหนึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับลำน้ำสายนี้ เมื่อนำข้อมูลเก่ากับข้อมูลปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน 
มันบอกอะไรบางอย่างได้ ”

Image

แมลงฟองน้ำ (spongillaflies) ในประเทศไทยตอนนี้ที่รู้จักชื่อแล้วมีสองชนิด คือ Sisyra indica และ Sisyra maculata คนอาจจะไม่คุ้นชื่อนักเพราะแทบจะไม่เคยมีการศึกษาแมลงวงศ์นี้ (Sisyridae) อย่างจริงจังเลย แถมหาตัวยากมากด้วย  ฟังชื่อแล้วอาจคิดว่าตัวเขาจะคล้ายฟองน้ำ แต่จริง ๆ เราเรียกแบบนี้เพราะตัวอ่อนอาศัยอยู่ในฟองน้ำน้ำจืดหรือในไบรโอซัว มีปากที่ดัดแปลงเป็นท่อยาวแหลมมาก ๆ เอาไว้แทงดูดกินเซลล์ฟองน้ำหรือเซลล์ไบรโอซัวเป็นอาหาร ตัวอ่อนมีสามระยะ ตัวอ่อนระยะที่ ๓ จะออกจากฟองน้ำแล้วไต่ขึ้นมาสร้างปลอกหุ้มดักแด้ติดอยู่บนก้อนหินหรือขอนไม้ข้างแหล่งน้ำ เจริญเป็นดักแด้สัก ๒ สัปดาห์ก็กลายเป็นตัวเต็มวัยเจาะถุงหุ้มดักแด้แล้วบินออกไป

แมลงฟองน้ำจัดอยู่ในอันดับ Neuroptera ซึ่งส่วนมากเป็นแมลงบก แต่วงศ์นี้อยู่ในน้ำเพราะระยะตัวอ่อนจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับฟองน้ำหรือไบรโอซัว มีนักวิจัยบางคนคิดว่าแมลงฟองน้ำเป็นปรสิตของฟองน้ำ แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแมลงฟองน้ำให้ประโยชน์อะไรกับฟองน้ำ รวมทั้งบทบาทของเขาในระบบนิเวศ

เราเคยพบตัวอ่อนแมลงฟองน้ำโผล่ขึ้นมาจากฟองน้ำที่ขึ้นเคลือบหินในลำธารอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเข้าดักแด้ แต่ตัวเต็มวัยหลุดลอดมุ้งตาข่ายไปได้  ส่วนตัวเต็มวัยที่เก็บได้เป็นตัวเมีย เลยระบุได้ว่าเป็นสกุล Sisyra แต่บอกสปีชีส์ไม่ได้

Image

ตัวอย่างแมลงฟองน้ำในระยะตัวเต็มวัยที่นฤมลเก็บได้ เป็นโอกาสใหม่ของการศึกษาวิจัยแมลงที่แทบไม่มีใครรู้จัก

นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเกือบทั้งหมดของเรามักศึกษาเกี่ยวข้องกับแมลงน้ำหรือชุมชนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินในแหล่งน้ำจืด แต่มีคนหนึ่งคือ ผศ.ดร. นิสิต เรืองสว่าง ที่สนใจให้เราเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอกและจะทำวิจัยด้านแมลงน้ำ แต่เราเห็นว่าเขามีความสามารถพิเศษคือดำน้ำได้ และมีประสบการณ์การวิจัยในแนวปะการังมาก่อน เลยเสนอให้เขาวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายของฟองน้ำน้ำจืดในแม่น้ำพอง นาน ๆ ครั้งก็จะพบตัวอ่อนแมลงฟองน้ำบ้าง

ในช่วงไม่กี่ปีนี้เราได้มาวิจัยแมลงฟองน้ำอีกเพราะ ผศ.ดร. นิสิต เรืองสว่าง จะวิจัยเรื่องฟองน้ำและแมลงน้ำที่อาศัยอยู่ร่วมกันในลุ่มน้ำสงคราม เขาก็ชวนว่าอาจารย์มาช่วยผมได้ไหม เราก็ตอบตกลงไป ตอนนี้ก็กำลังทำอยู่

ถ้าให้นิยามตัวเอง เราคงเป็นนักธรรมชาติวิทยามากกว่าไม่ใช่นักอนุกรมวิธานแบบที่ลูกศิษย์หลายคนเป็นกัน การรู้จักแมลงน้ำเริ่มจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเราตอนปริญญาโท (ศ. ไพบูลย์ นัยเนตร) แนะนำว่า คุณเป็นคนกรุงเทพฯ ที่จะมาใช้ทุนเป็นอาจารย์ด้านสัตววิทยาอยู่อีสาน วิธีที่จะทําให้รู้จักสัตว์ที่นี่ได้เร็วที่สุดก็คือศึกษาสัตว์ของอีสานเอง เลยได้ทำวิจัยเรื่องสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เป็นอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัตว์ที่เขากินกันที่อยู่ในน้ำมีทั้งหอยโข่ง หอยขม และแมลงน้ำ เช่น แมลงดานา แมลงคันโซ่ แมลงตับเต่า แมลงข้าวสาร ฯลฯ

ส่วนปริญญาเอก เราทำวิจัยด้านนิเวศวิทยาของตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ประเทศไอร์แลนด์ เพื่อตอบคำถามว่าแมลงหนอนปลอกน้ำที่อยู่ในลำธารแห่งนั้น เขาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร  ก่อนอื่นต้องรู้ว่าเขามีกี่ชนิด ดูการเจริญ การเปลี่ยนแปลงของประชากร การแก่งแย่งแข่งขัน อาหาร รวมทั้งสังเกตพฤติกรรม เพื่อให้รู้ว่าเขามีการแบ่งสรรทรัพยากรด้านที่อยู่อาศัยและอาหารกันอย่างไร รวมทั้งต้องรู้จักเพื่อน ๆ ของเขา คือพวกแมลงน้ำอันดับอื่น ๆ และสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งเรียกทั้งหมดรวมกันว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ทำให้เรารู้ค่อนข้างกว้าง

ห้องทำงานในการศึกษาตัวอย่างแมลงน้ำหลากหลายชนิดเพื่อศึกษาระบบนิเวศของลำน้ำแต่ละสาย

กลับมาเมืองไทยเมื่อปี ๒๕๓๖ หาเพื่อนคุยเรื่องงานวิจัยด้านแมลงน้ำไม่ค่อยได้ เราก็เริ่มตั้งไข่งานวิจัยแบบที่เราอยากทำขึ้นมาเอง คืออยากให้คนรู้จักแมลงน้ำและความสำคัญของพวกเขา เราอยู่ขอนแก่นก็เลือกพื้นที่ในภาคอีสาน เริ่มจากวิจัยแมลงน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว แล้วก็ไปทำที่ภูกระดึงซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำพอง สำรวจไล่ตามลำน้ำมาตั้งแต่จังหวัดเลย ผ่านเขื่อนอุบลรัตน์ ขอนแก่นเรื่อยไป จนแม่น้ำพองไหลไปรวมกับแม่น้ำชีที่ฝายมหาสารคาม ทำให้เรามีข้อมูลเบื้องต้นของแมลงน้ำตลอดลำน้ำพองเลย

ธันวาคมปี ๒๕๔๐ เกิดเหตุการณ์น้ำเน่าปลาตายอย่างหนักในแม่น้ำพอง เพื่อนที่กรมอนามัยชวนเราไปดูที่เกิดเหตุด้วย เราก็ไปเก็บตัวอย่างตะกอนในน้ำมาหลายจุด  ประกาศรับนักศึกษามาเป็นอาสาสมัครช่วยกันคัดแยกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน ซึ่งปรกติจะเป็นตัวอ่อนแมลงน้ำต่าง ๆ รวมทั้งปู กุ้ง หอย อยากรู้ว่าปลาตายมากมายแบบนี้แล้วสัตว์ชนิดอื่นล่ะเป็นยังไงบ้าง

ผลออกมาว่าตรงจุดที่มีปัญหาแทบจะไม่เหลือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินอะไรเลย แต่ตรงจุดอื่น ๆ ยังพบบ้าง จนพอจะบอกได้ว่าขอบเขตของการปนเปื้อนอยู่ที่จุดไหน จังหวัดได้เอาข้อมูลนี้ไปรวมกับข้อมูลอื่น ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายกิจการในพื้นที่ที่ทำให้น้ำเสียรั่วไหลมาปนเปื้อนลงในแม่น้ำก็ยอมชดใช้ให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งเพราะเรามีข้อมูลเก่าของลำน้ำสายนี้

คลังแมลงน้ำที่นักวิจัย รวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ แต่ละตัวอย่างระบุลำน้ำที่มาและวันเวลาที่เก็บ  นี่คือฐานข้อมูลที่จะช่วยเผยความจริงทางสิ่งแวดล้อมให้กับสังคม

แมลงน้ำมีความทนทานต่อมลพิษแตกต่างกัน บางกลุ่มอ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำมาก ๆ เช่น แมลงชีปะขาว แมลงสโตนฟลาย แมลงหนอนปลอกน้ำ แต่แมลงบางกลุ่มมีความทนทานต่อมลพิษสูง เช่น กลุ่มแมลงสองปีก และบางกลุ่มทนทานต่อโลหะหนักสูง เช่น แมลงช้างกรามโตบางวงศ์ จึงมีการใช้แมลงน้ำในการบ่งบอกคุณภาพสิ่งแวดล้อมแหล่งน้ำจืด  ถ้าเราพบว่าสัดส่วนในชุมชนแมลงน้ำของพื้นที่ไหนเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ มันก็พอจะบอกอะไรได้เหมือนกัน เช่น ถ้าแมลงน้ำกลุ่มที่อ่อนไหวต่อมลพิษลดลงหรือหายไป ในขณะที่กลุ่มที่ทนทานกว่ามีเพิ่มขึ้น แสดงว่าคุณภาพน้ำหรือไม่ก็สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมีปัญหาแน่นอน เป็นข้อเท็จจริงที่ช่วยยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังเกษียณอายุราชการ เรายังคงช่วยดูแลงานวิจัยของลูกศิษย์ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และร่วมงานวิจัยบ้างเท่าที่ทำไหว ต้องขอบคุณนักวิจัยแมลงน้ำทุกคนที่ช่วยทำให้ประเทศเรามีความรู้เกี่ยวกับแมลงน้ำในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ข้อมูลความรู้ที่ได้จากงานวิจัยหนึ่ง ๆ อาจยังไม่เห็นผลในทันที ต้องค่อย ๆ สะสมอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นอีกเสียงที่ช่วยตอบปัญหาได้