Image

พญานาคได้รับความนับถือว่าคือผู้ปกป้องพระพุทธศาสนามานมนาน ก่อนคติความเชื่อสมัยหลังจะพัฒนา
เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนศรัทธาประติมากรรมพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช และพระพุทธมิ่งมงคลมุณีศรีมุกดาหาร วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร

ตามรอยพญานาค ๒๕๖๙

เรื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

เรื่องเล่าจากการเดินทางในพุทธศักราช ๒๕๖๙ สู่สถานที่ซึ่งปรากฏงานศิลปกรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของพญานาคและมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิดเชื่อมโยงข้ามมิติ จากอดีตกาล สู่ปัจจุบันและอนาคตกาลผ่านคัมภีร์ ตำนาน บันทึก คำบอกเล่า และความเชื่อในท้องถิ่น

Image

Image

จิตรกรรมฝาผนัง วัดตรีทศเทพ ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานเขียนภาพพุทธประวัติตอนผจญมารสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาที่แบ่งเป็นภพภูมิต่าง ๆ เทวดาด้านขวาคือท้าวธตรฐ หนึ่งในสี่ของจตุโลกบาล

Image

Image

ท้าววิรูปักษ์ ผู้ปกครองนาคและครุฑ เป็นหนึ่งในสี่ของจตุโลกบาล สถิตอยู่สวรรค์จาตุมหาราชิกาชั้นล่างสุดของสวรรค์หกชั้นเหาะมารับเสด็จการประสูติของพระพุทธเจ้า พร้อมกับเทวดาสวรรค์ชั้นอื่น ๆ

กลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ วัดตรีทศเทพ ถนนประชาธิปไตย ระหว่างถนนพระสุเมรุกับถนนวิสุทธิกษัตริย์ ภายในพระอุโบสถพระประธานนามพระพุทธนวราชบพิตร พระพุทธรูปปางมารวิชัย สงบนิ่งและสง่างามท่ามกลางจิตรกรรมฝาผนังรายล้อมเกือบทุกด้าน เมื่อหันหน้าเข้าพระประธานคงเหลือเพียงผนังด้านขวามือที่ภาพยังวาดไม่เต็ม มีนั่งร้านสูงสองสามชั้นประชิดผนังซึ่งช่างเขียนกำลังทำงานขะมักเขม้นอยู่ทุกวัน

จิตรกรรมในพระอุโบสถเริ่มต้นเขียนเมื่อปี ๒๕๓๒ โดยอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และคณะ ความละเอียดอ่อนของลายเส้นและการลงสีเป็นประจักษ์พยานว่า กว่า ๓๗ ปีที่ผ่านมา คือเวลาแห่งความทุ่มเทในความประณีตพิถีพิถันอย่างยิ่งยวด

บนผนังหักมุมของพระอุโบสถตรีมุขฝั่งนี้มีภาพท้าววิรูปักษ์ซ่อนอยู่หลังนั่งร้าน รูปกายมนุษย์ ผิวสีเขียว แต่งองค์ดังเทพสวมชฎานาค ใต้ฐานที่ยืนมีมังกรแบกรับไว้

ในคติของพุทธศาสนา เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์เจ็ดชั้น บนเขาสัตตบริภัณฑ์ชั้นในสุดมีสวรรค์ชั้นที่เรียกว่าจาตุมหาราชิกาเป็นที่สถิตของจตุโลกบาล หรือเทพผู้ปกป้องคุ้มครองทิศทั้งสี่ ได้แก่ ทิศเหนือ คือท้าวเวสสุวัณ ปกครองยักษ์  ทิศใต้ คือท้าววิรุฬหก ปกครองกุมภัณฑ์  ทิศตะวันออก คือท้าวธตรฐ ปกครองคนธรรพ์ และทิศตะวันตก คือท้าววิรูปักษ์ ปกครองนาคและครุฑ

บริวารของเทพประจำสี่ทิศ คือ นาค ครุฑ ยักษ์ กุมภัณฑ์ และคนธรรพ์ เหล่านี้เป็นอมนุษย์ นอกจากอาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว ยังรับภารกิจเป็นกองกำลังรักษาเขาพระสุเมรุ คอยป้องกันพวกอสูรยกทัพมาบุกสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยวางแนวกำลังไว้ห้าชั้น ได้แก่ ทัพนาคตั้งอยู่ชั้นนอกสุด ถัดเข้าไปเป็นทัพครุฑ ทัพยักษ์ ทัพกุมภัณฑ์ และวงในสุดเป็นเทพทั้งสี่ (บางคัมภีร์ก็ว่าจัดวางกำลังประจำแยกตามทิศของตน) นาคให้พิษบาดเจ็บถึงตาย มีทั้งใช้วิธีกัด พ่นพิษ ลมหายใจเป็นพิษ และร่างสัมผัสเป็นพิษ

Image

แบบร่างของท้าววิรูปักษ์ (ขวา) และเทวกัญญา (ซ้าย) ท้าววิรูปักษ์ร่างโดย วัลลภิศร์ สดประเสริฐเทวกัญญาร่างโดยอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต วาดสีน้ำมันโดย ประเสริฐ คำสวัสดิ์ ก่อนจะวาดภาพจริงบนผนังพระอุโบสถ

ตำราไตรภูมิกถาของพุทธศาสนาแบ่งการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์เป็นสามภูมิ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ

ในกามภูมิแบ่งเป็นอบายภูมิ ๔ และสุคติภูมิ ๗  ในอบายภูมิ ๔ ได้แก่ ภูมิสัตว์นรก ภูมิสัตว์เดรัจฉาน ภูมิเปรต และภูมิอสูร  ครุฑและนาคอยู่ในภูมิสัตว์เดรัจฉาน  ส่วนมนุษย์อยู่ชั้นล่างสุดของสุคติภูมิ ๗ ที่มีเทวดาในภูมิชั้นต่าง ๆ สูงขึ้นไปอีกหกชั้น หรือสวรรค์หกชั้น (สวรรค์ไม่ได้มีเจ็ดชั้น และชั้นล่างสุดคือจาตุมหาราชิกา)  

ส่วนรูปภูมิเป็นภูมิของพรหม มี ๑๖ ภูมิ และอรูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่เหลือแต่จิตสถิตอยู่กลางหาว ไม่มีตัวตน มี ๔ ภูมิ ซึ่งส่วนบนของจิตรกรรมฝาผนังฝั่งตรงข้ามกับพระประธาน ช่างเขียนวาดพื้นสีน้ำเงินมีจุดแสงกระจายเต็มผืนเป็นตัวแทนของอรูปภูมิ อยู่เหนือชั้นภูมิของพรหม

นาคแบ่งเป็นสองชนิด คือนาคบกและนาคน้ำ มีฤทธิ์เนรมิตตนเป็นเทวดา นางอัปสร  มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานอื่น ๆ ได้  ยกเว้นเมื่ออยู่ในสถานที่ห้าแห่ง คือ ที่เกิด ที่ตาย ที่นอน ที่สมสู่ และที่ลอกคราบ ต้องกลับคืนร่างเป็นนาค นอกจากนี้นาคบกจะเนรมิตตนได้แต่บนบก อยู่ในน้ำทำไม่ได้ ส่วนนาคน้ำก็เนรมิตตนได้แต่ในน้ำ บนบกทำไม่ได้

เมื่อเกิดกรณีนาคแปลงร่างมาบวชแล้วเผยร่างจริงตอนนอนหลับในกุฏิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามนาคบวช เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทรงแนะให้นาครักษาอุโบสถศีลหรือศีล ๘ อย่างเคร่งครัดในวันที่ ๑๔, ๑๕ และ ๘ แห่งปักษ์แทน เพื่อจะได้มาเกิดในภูมิมนุษย์แล้วค่อยอุปสมบทมุ่งสู่นิพพานต่อไป  นับแต่นั้นในพิธีอุปสมบท พระอาจารย์จึงต้องสอบทานผู้บวชว่า “มนุสโสสิ” คือเป็นมนุษย์หรือเปล่า ป้องกันนาคจำแลงกายมาบวช

ภาพวาดตามบทสวดขันธะปะริตตะคาถา หนึ่งในบทสวดเจ็ดตำนาน กล่าวถึงนาคสี่ตระกูล วิรูปักขะ (ล่างซ้าย) เอราปถะ (ล่างขวา) ฉัพพยาปุตตะ (บนซ้าย) และกัณหาโคตมะ (บนขวา) การเขียนภาพในพระอุโบสถ วัดตรีทศเทพใช้สีฝุ่นแบบโบราณผสมกับน้ำมันวานิชแทนกาวน้ำและใช้น้ำมันสนเป็นตัวทำละลายเพื่อให้สีคงทนยาวนานและจับติดกับผนังที่ลงสีพลาสติกทับพื้นไว้ นับเป็นโบสถ์แรกที่เขียนด้วยกรรมวิธีนี้

นาคยังแบ่งเป็นสี่ตระกูล คือ วิรูปักขะ (ชื่อซ้ำกับเทพวิรูปักษ์) เอราปถะ ฉัพพยาปุตตะ และกัณหาโคตมะ ซึ่งปรากฏในคาถาขันธปริตรที่พระพุทธเจ้ามอบให้พระภิกษุใช้สวดแผ่เมตตาป้องกันตนจากสัตว์ร้ายและภูตผีปีศาจต่าง ๆ  แสดงว่านาคที่ทำร้ายพระภิกษุก็มี ไม่ใช่มีนาคฝ่ายธรรมอย่างเดียว

เมื่อมองจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดตรีทศเทพ ก็จะเห็นภาพแสดงพุทธประวัติ ตอนประสูติ ตอนผจญมารและพระแม่ธรณีบีบมวยผม เทพจตุโลกบาล ๔ เทวดาต่าง ๆ รวมทั้งนาคและอมนุษย์สารพัดเผ่าพันธุ์วาดไว้อย่างวิจิตร แสดงถึงความเข้าใจลึกซึ้งในคติจักรวาลตามพุทธศาสนาของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และคณะ ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาอีกนับสิบปีกับการเขียนจิตรกรรมฝาผนังส่วนที่เหลือ ส่งต่อมรดกวัฒนธรรมอันงดงามที่สุดชิ้นหนึ่ง ข้ามยุคข้ามสมัยสู่คนรุ่นต่อไปในอนาคต

มีเรื่องเล่าอีกว่าเมื่อนาคบวชไม่ได้ จึงขอให้เรียกมนุษย์ผู้ที่กำลังเข้าพิธีอุปสมบทว่า “นาค” แทน จนเป็นคำเรียกมาถึงวันนี้

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ “นาค” นามว่าวาสุกรี ได้อุปสมบทและเป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช

ขอขอบคุณ : วัดตรีทศเทพวรวิหาร

Image

พญานาคภูริทัต

นาคมีนิสัยโกรธง่าย ครั้งหนึ่งในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพญานาค และได้บำเพ็ญศีลบารมีอย่างสูงสุด แม้จะต้องทนทุกข์จากการถูกทรมานแค่ไหนก็จะไม่ละเมิดศีล เป็นหนึ่งในทศชาติก่อนประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้อริยสัจ ๔

ภูริทัตมีนามเดิมว่าทัตตะ เป็นบุตรของธตรฐ
นาคราชกับเจ้าหญิงสมุททชาซึ่งเป็นมนุษย์ เคยเข้าเฝ้าท้าววิรูปักษ์และตอบปัญหาที่แม้แต่เทวดาก็ตอบไม่ได้ จึงได้ชื่อใหม่ว่าภูริทัต แปลว่าผู้มีปัญญาประหนึ่งแผ่นดิน  ภูริทัตเบื่อหน่ายนาคพิภพ อยากไปเกิดในสวรรค์ จึงตั้งปณิธานรักษาอุโบสถศีล แต่โลกบาดาลเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนจิตใจ จึงแอบขึ้นมาหาความสงบริมฝั่งแม่น้ำยมุนาบนโลกมนุษย์ โดยขดรอบจอมปลวก ทำสมาธิและรักษาอุโบสถศีลอย่างแรงกล้า ทรงอธิษฐานว่า “ใครต้องการหนังเอ็น กระดูก หรือเลือดของเรา ก็จงเอาไปเถิด”

จิตรกรรมฝาผนังมักวาดภาพพญานาคภูริทัต 
ขดอยู่รอบจอมปลวก มีพราหมณ์หมองูที่มาจับตัวพระองค์ไปทรมานเพื่อตระเวนแสดงหาเงินตามที่ต่าง ๆ  แต่ภูริทัตก็ไม่คิดทำลายชีวิตพราหมณ์ แม้จะมีพิษร้ายแรงขนาดทำลายเมืองให้พินาศได้ ทรงเตือนสติตนเองว่า “เจ้าได้อธิษฐานอุโบสถไว้แล้ว
เจ้าต้องรักษาไม่ให้ขาด...ให้เขาทุบตีเจ้าเถิด ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องไม่โกรธ”

นอกจากภูริทัตชาดกแล้ว ยังมีชาดกอื่น ๆ เช่น 
สังขปาลชาดกเล่าเรื่องของพญานาคสังขปาละ จัมเปยยชาดกเล่าเรื่องของพญานาคจัมเปยยะ ซึ่งเป็นนาคที่ตั้งใจถืออุโบสถศีลและถูกทรมานจากพรานหรือหมองูคล้าย ๆ กัน

ภาพภูริทัตชาดกจิตรกรรมฝาผนัง วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

Image

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดชิโนรสารามวรวิหาร มีภาพพญานาคเลื้อยสลับพันร่างกันอย่างวิจิตรด้วยวัดแห่งนี้เดิมชื่อวัดใหม่วาสุกรี ตามพระนามเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส

Image

Image

ลายรดน้ำรูปนาคดั้นเมฆบนบานประตู
หน้าต่างด้านนอกพระอุโบสถ

หน้าบันศาลาหลังเก่าปูนปั้นประดับกระจกลายพญานาคห้าเศียรพิเศษที่เศียรกลางหันหน้ายื่นออกมา ขณะที่อีกสี่เศียรหันข้างลำตัวเลื้อยขดวนไปมาราวกับสัญลักษณ์
อินฟินิตีหรืออนันต์

ลงจากสถานีอิสรภาพของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินหรือ MRT แล้วเดินทางขึ้นเหนือไปตามถนนอิสรภาพสักเกือบ ๑ กิโลเมตร ก็จะถึงวัดชิโนรสทางซ้ายมือ

แต่หากข้ามประตูมิติเวลาไปอดีตสัก ๑๙๐ ปี เราอาจต้องลงเรือแจวหรือเรือพายที่ท่าเตียน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาเข้าคลองมอญแล้วจึงจะมาถึงที่วัด เพราะปากคลองมอญอยู่ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังและวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ตั้งแต่สมัยอยุธยาคลองมอญมีวัดเก่าอยู่หลายวัดแล้ว เช่น วัดนาค วัดครุฑ วัดเครือวัลย์ ฯลฯ ล่วงมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสสร้างวัดนี้ จึงนับเป็นวัดใหม่ของพื้นที่และเรียกวัดนำหน้าด้วย “ใหม่” ชื่อ “วัดใหม่วาสุกรี” ตามพระนามเดิมของพระองค์ คือพระองค์เจ้าวาสุกรี

ไม่มีบันทึกว่าเหตุใดทรงนามวาสุกรี แต่นามนี้ตรงกับชื่อพญานาคของศาสนาฮินดู ในตำนานนารายณ์สิบปาง ตอนกูรมาวตาร พระนารายณ์จัดให้มีพิธีกวนเกษียรสมุทร โดยใช้พญานาควาสุกรีเป็นเชือกพันเขามันทระ ลำตัวนาคข้างเศียรให้อสูรดึง ลำตัวข้างหางให้เทวดาดึง ตกลงกันว่าเมื่อกวนจนได้น้ำอมฤตจะแบ่งกันคนละครึ่ง ระหว่างดึงวาสุกรีเจ็บปวดจนต้องพ่นพิษเป็นไฟกรด ทำให้ฝ่ายอสูรโดนพิษ ขณะที่ฝ่ายเทวดาไม่โดน  แต่ไฟกรดของพญานาคร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจเผาทั้งสามโลก พระศิวะยอมเสียสละมากลืนกินไฟพิษทั้งหมดจนพระศอไหม้เป็นสีดำ ตอนสุดท้ายพระนารายณ์แปลงเป็นสตรีงามหลอกอสูรให้หลงเสน่ห์เข้ามารุมล้อม เทวดาจึงได้โอกาสดื่มน้ำอมฤตหมดเป็นอมตะเพียงฝ่ายเดียว

เรื่องเล่าตามศาสนาพราหมณ์และฮินดู นาคกับครุฑมีกำเนิดจากบิดาเดียวกัน คือพระกัศยป มารดานาคคือนางกัทรุ มารดาของครุฑคือนางวินตา โดยนางกัทรุขอพรให้มีบุตรเป็นนาค ๑,๐๐๐ ตัว ส่วนนางวินตาขอพรให้มีบุตรเป็นครุฑ ๒ ตัว แต่มีฤทธิ์มากกว่าบุตรของนางกัทรุ อันเป็นต้นเหตุของเรื่องครุฑยุดนาค  วาสุกรีจึงน่าจะเป็นบุตรของพระกัศยปและนางกัทรุ 

Image

ลายปูนปั้นบนหน้าบันวิหารเป็นรูปพญานาคลำตัวอ่อนช้อยหันเข้าหากันสองตัว ส่วนช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ก็เป็นรูปนาค

ลายเก่าแก่บนเพดานพระอุโบสถที่ทาพื้นสีแดง ฉลุลาย ปิดทองเป็นรูปนาคเกี้ยวสวยงามและซับซ้อน

ตามตำนานฮินดูที่อยู่ของนาคคือเมืองบาดาล ซึ่งอยู่ใต้โลกมนุษย์ โดยมีวาสุกรีเป็นพญานาคที่ปกครองโลกบาดาล  ส่วนตามตำนานพุทธศาสนา นาคอยู่ในนาคพิภพซึ่งอยู่ใต้เขาหิมพานต์ กว้าง ๕๐๐ โยชน์ มีแก้วเจ็ดประการปราสาทแก้ว เงิน ทอง งดงามดั่งสวรรค์ที่พระอินทร์อาศัย มีสระใสสะอาดกว้างใหญ่ มีบัวห้าชนิดบานตระการตามีท่าน้ำให้นาคมาอาบน้ำเล่น

ส่วนคลองมอญและแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ ๑๙๐ ปีก่อนจะงดงามแค่ไหนเราจินตนาการไม่ออก แต่เชื่อว่าคงมีธรรมชาติบริสุทธิ์อย่างที่หาชมในวันนี้ไม่ได้แล้ว

พระองค์เจ้าวาสุกรีเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ประสูติเมื่อปี ๒๓๓๓ ต่อมาทรงผนวชเป็นสามเณรและพระภิกษุประทับที่วัดโพธิ์ ด้วยพระสติปัญญาอันยอดเยี่ยม ทำให้ทรงรอบรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ที่ศึกษาอย่างกว้างขวาง ทรงสร้างวัดใหม่วาสุกรีในคลองท่ามกลางเรือกสวนนี้ในปี ๒๓๗๙ เพื่อเป็นสถานที่เจริญวิปัสสนาและหลบลี้หนีภัยหากเกิดภัยการเมืองหลังรัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต ดั่งพญานาควาสุกรีที่ต้องตกอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเทพกับอสูร เมื่อรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์จึงทรงแต่งตั้งพระองค์เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในปี ๒๓๙๔

ก่อนพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ๒๓๙๖ ทรงถวายวัดใหม่วาสุกรีเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ ๔ จึงทรงให้ช่างปั้นและเขียนลายนาคประดับอาคารของวัด เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระนามเดิม และเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดชิโนรสารามวรวิหาร

Image

ปัจจุบันของคลองมอญบริเวณสะพานข้ามคลองบนถนนอิสรภาพ หัวมุมเขตวัดชิโนรสารามฯ หากลึกเข้าไปในคลองจะพบวัดครุฑ และหากออกไปทางปากคลองจะพบวัดนาคกลาง

ตัดภาพมาวันนี้ เมื่อเดินเข้ามาถึงพระอุโบสถสีขาวมีปีกหลังคาหรือพาไลและเสานางเรียงทั้งสี่ด้าน กับวิหารอีกสองหลังขนานกับพระอุโบสถทางทิศเหนือ เราจะเห็นศิลปกรรมอันงดงามของนาคหลากหลายรูปแบบ เช่น บานประตูหน้าต่างของพระอุโบสถเขียนลายรดน้ำรูปนาคดั้นเมฆ รูปนาคเกี้ยวพันกันคล้ายลายประจำยามสลับซับซ้อน ส่วนหน้าบันวิหารด้านหนึ่งเป็นประติมากรรมปูนปั้นพญานาคห้าเศียรม้วนขดลำตัวยาว ส่วนห้าเศียรปั้นนูนสูงซ้อนลดหลั่นกันจนดูราวจะหลุดลอยออกมาได้  หน้าบันอีกด้านเป็นพญานาคสองตัวซ้าย-ขวาหันหน้าหากันตีลำตัวขดโค้งเข้าหากันอ่อนช้อยและงดงาม

สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้รับการยกย่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “เป็นอัจฉริยมนุษย์บุรุษรัตนอันวิเศษทรงพระปรีชาฉลาดในพระพุทธศาสน์” และทรงเป็นกวีเอกที่รอบรู้การประพันธ์ทุกแขนง มีผลงานพระนิพนธ์อันเป็นอมตะ เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ร่ายยาวทำขวัญนาคหลวง โดยเฉพาะ ปฐมสมโพธิกถา วรรณคดีที่ทรงเรียบเรียงจากคัมภีร์ปฐมสมโพธิเก่าแก่หลายภาษา มาชำระใหม่และเล่าประวัติพระพุทธเจ้าอย่างละเอียด ตั้งแต่ประสูติจนดับขันธปรินิพพาน จนถือว่าเป็นฉบับที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

ปี ๒๕๓๓ ในวาระครบ ๒๐๐ ปีวันประสูติ องค์การยูเนสโกได้ประกาศพระเกียรติคุณให้พระองค์เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมของโลก

พญานาควาสุกรีเป็นเจ้าครองโลกบาดาลอันงดงามตระการตา ส่วนมนุษย์เชื้อสายกษัตริย์นามวาสุกรี ทรงผนวชในบวรพุทธศาสนา ศึกษาและปฏิบัติพุทธธรรม จนดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ประมุขแห่งสงฆ์ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ประทับอยู่ในอารามอันสงบเย็นริมฝั่งน้ำ

Image

พญาอนันตนาคราช

ในตำนานฮินดู ยังมีพญานาคที่สำคัญอีกองค์คือพญาอนันตนาคราช หรืออีกชื่อหนึ่งคือเศษะนาค มีหน้าที่เป็นบัลลังก์ประทับของพระนารายณ์หรือพระวิษณุขณะบรรทมลอยเหนือเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนมในช่วงหลังจากเกิดน้ำท่วมทำลายล้างโลกตามวัฏจักรการสร้าง รักษา และทำลายโลก คำว่าอนันตะคือไม่มีสิ้นสุดหรือนิรันดร์

พญาอนันตนาคราชกับพญานาควาสุกรีมีความ
เกี่ยวพันกันอย่างน่าสับสน เพราะบางคัมภีร์ว่าการกวนเกษียรสมุทรใช้พญาอนันตนาคราช บางคัมภีร์ว่าพญาอนันตนาคราชมีอีกชื่อคือวาสุกิ (วาสุกรี)  แต่ลักษณะที่แตกต่างคือ พญาอนันตนาคราชมีเศียรถึง พันเศียร ส่วนพญานาควาสุกรีมีเจ็ดเศียร บางคัมภีร์ว่าพญาอนันตนาคราชเป็นพี่คนโตและพญาวาสุกรีเป็นคนรองของนาคทั้ง ๑,๐๐๐ ตน

สมัยรัชกาลที่ ๓ มีการสร้างเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชขึ้นครั้งแรก สอดคล้องกับคติความเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นดั่งพระนารายณ์อวตารลงมา
ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการสร้างเรือพระที่นั่งนี้ขึ้นใหม่และใช้มาถึงปัจจุบัน โดยเป็นเรือพระที่นั่งรองในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรือเชิญผ้า
พระกฐิน หรือประดิษฐานบุษบกพระพุทธรูปสำคัญ

Image

โขนเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
จำหลักรูปพญานาคเจ็ดเศียร

Image

ภาพ : สกล เกษมพันธุ์

Image

ตามตำนานอุรังคธาตุ พระธาตุพนมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอกประดิษฐานบนภูกำพร้า สันนิษฐานว่าในอดีตบริเวณนี้ เคยเป็นเกาะกลางน้ำโขงแต่แม่น้ำพัดพาตะกอนมาทับถมจนเชื่อมเป็นแผ่นดินติดริมโขงแทน

Image

วันนี้ถ้าใครสนใจเรื่องพญานาคแล้วไปดูตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งวัด สำนักสงฆ์ ศาล ฯลฯ ซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัดและทุกภาค ยกเว้นภาคใต้อาจจะน้อยกว่าภาคอื่น ก็ต้องสับสนถึงขั้นมึนงงกับชื่อพญานาคที่บูชากันในแต่ละท้องถิ่น เพราะมีจำนวนมากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

สำหรับภาคอีสานซึ่งได้ชื่อว่าดินแดนพญานาคนั้น จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการศึกษาคือตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งมีบันทึกโบราณคัดลอกต่อ ๆ กันมาอย่างแพร่หลายในลาวและอีสาน ปัจจุบัน “คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม)” ได้รับการยกย่องให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” โดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี ๒๕๖๖

Image

สัญลักษณ์รูปนาคในฐานะผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาพบได้ทั่วไปในพื้นที่วัดพระธาตุพนม ตั้งแต่ซุ้มประตูกำแพงวัดเข้าไปจนถึงบันไดนาคฐานองค์พระธาตุ

พญานาคในตำนาน
อุรังคธาตุ 

อุรังคธาตุเล่าเรื่องการกำเนิดแม่น้ำในลุ่มน้ำโขง หนองบึง เมืองและเจ้านคร รอยพระพุทธบาทและพระธาตุในดินแดนลาวและอีสาน ตามพุทธทำนาย โดยมีพญานาคและมนุษย์เป็นตัวละครสำคัญ

เปิดเรื่องกันที่หนองแส (คาดว่าอยู่ในยูนนานทางตอนใต้ของจีน) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนาคสองตนที่รักกันดีคือพินทโยนกวตินาค กับธนะมูลนาค ผู้มีหลานคือ ชีวายนาค  นาคทั้งสองให้สัตย์ปฏิญาณว่าถ้าได้อาหารมาจะแบ่งกันคนละครึ่ง  ครั้งหนึ่งธนะมูลนาคได้ช้างมาก็แบ่งครึ่งให้พินทโยนกวตินาคตามสัญญา ต่อมาเมื่อพินทโยนกวตินาคได้เม่นมาก็แบ่งครึ่งให้ธนะมูลนาคเช่นกัน แต่ธนะมูลนาคคงไม่รู้จักเม่น พอเห็นขนเม่นยาวกว่าขนช้างก็คิดว่าเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้าง แต่ทำไมได้เนื้อแบ่งมานิดเดียว จึงโกรธแค้นเพื่อนว่าไม่รักษาสัจจะ สองตัวทุ่มเถียงและสู้กันจนน้ำในหนองแสขุ่นเป็นโคลน สัตว์ในน้ำตายไปจำนวนมาก ร้อนถึงพระอินทร์ให้ท้าวจตุโลกบาลมาไล่นาคทั้งสามออกไปจากหนองแส 

ที่พระอุโบสถวัดโพธิ์ชัยในตัวเมืองหนองคาย ผมเห็นจิตรกรรมฝาผนังมุมหนึ่งวาดตำนานส่วนนี้ไว้อย่างสนุกสนาน มีฉากพญานาคคาบช้างกับพญานาคคาบเม่น ฉากพญานาคสู้กันจนท้องน้ำปั่นป่วน และฉากพญานาคถูกเทวดาไล่ออกจากหนองแส

ตอนหนีออกมา พญานาคทั้งสามใช้กำลังคุ้ยควักดินจนเป็นทางน้ำ พินทโยนกวตินาคคุ้ยควักไปทางเชียงใหม่เกิดเป็นแม่น้ำปิง ส่วนธนะมูลนาคกับชีวายนาคไปทางลาวและอีสาน เกิดแม่น้ำอู (อยู่ในลาว) ธนะมูลนาคขุดต่อลงมาเป็นแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล ส่วนชีวายนาคขุดต่อจากแม่น้ำมูลไปเป็นแม่น้ำชี

ส่วนพญานาคอื่นๆ ที่เคยอยู่ในหนองแสก็ต้องหนีภัยมลพิษในน้ำมาอยู่ตามริมน้ำโขงไล่เรียงกันไป เช่น

scrollable-image

พญานาคสองตัวในหนองแส เกิดเหตุทะเลาะกันเรื่องการแบ่งเนื้อช้างกับเนื้อเม่น จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย

ปัพพารนาค อยู่ที่ภูเขาหลวง สันนิษฐานว่าคือที่ตั้งพระธาตุหลวง นครเวียงจันทน์ ทำให้พญาเงือกและพญางูที่ไม่ชอบอยู่กับนาคพากันควักดินหนีไปเป็นแม่น้ำอีกสายคือแม่น้ำงึม (อยู่ในลาว) หรืออาจเป็นบริเวณเนินเขาหลวงที่ประดิษฐานพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย

ศรีสัตตนาค เป็นนาคเจ็ดหัว (สัตตแปลว่าเจ็ด) อยู่ที่พูสี เมืองศรีสัตตนาค หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน

สุกขนาคหัตถี อยู่เวินสุก สันนิษฐานว่าอยู่ที่ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

สุวรรณนาค อยู่ที่ภูกูเวียน สันนิษฐานว่าคือภูพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และ พุทโธธปาปนาค เป็นหลานสุวรรณนาค อยู่ใกล้กันที่หนองบัวบาน สันนิษฐานว่าคือตำบลหนองบัวบานในอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี  ต่อมาพุทโธธปาปนาคมีเรื่องพังทลายเมืองจนกลายเป็นหนองหานน้อย ด้วยความโกรธเจ้าเมืองที่มาเดินถือดาบบนแม่น้ำเหมือนมาเหยียบหัวกัน ทำให้เห็นนิสัยพญานาคว่าใจร้อนสายบวก

ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ภูกูเวียนเพื่อปราบสุวรรณนาคและพุทโธธปาปนาค โดยฝ่ายนาคพาพวกจำนวนมากมาช่วยกันรุมสกรัมพระพุทธเจ้า ต่างฝ่ายต่างปล่อยอิทธิฤทธิ์ใส่กันจนสุดท้ายพระพุทธเจ้าเนรมิตให้นาคหัวขาดเสียทุกตัว นาคจึงตกใจกลัวและยอมแพ้ พระพุทธเจ้าสอนว่านาคมีมารในใจคือความโกรธ และผู้มีความโกรธย่อมแพ้แก่ผู้ละความโกรธได้ กรรมที่นาคทำมาไม่ได้ช่วยสร้างบุญกุศลให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น ตายไปจึงยังกลับมาเกิดเป็นนาค  ทรงขอให้นาคละความโกรธ ลดความหวงถิ่นที่อยู่ หยุดทำลายล้างบ้านเมืองมนุษย์ และยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

เหล่านาคก็พากันยินดี พร้อมใจกันตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ และขอพระพุทธเจ้าประทับรอยพระพุทธบาทไว้เป็นที่สักการบูชา พระพุทธเจ้าจึงเหยียบรอยไว้บนภูกูเวียนใกล้กับที่อยู่ของสุวรรณนาค และหนองบัวบานใกล้กับที่อยู่ของพุทโธธปาปนาค

ตามตำนานอุรังคธาตุ พญานาคส่วนใหญ่ที่มีชื่อเล่ามานี้ภายหลังก็ร่วมกับเทวดา ช่วยสร้างเมืองเวียงจันทน์ให้เป็นสถานที่ซึ่งพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง

Image

ใครขุดแม่น้ำโขง ?

ตามตำนานสุวรรณโคมคำซึ่งเล่าถึงการสร้างเมืองโบราณริมฝั่งโขงของลาว มีเนื้อหาท่อนหนึ่งเกี่ยวกับการทะเลาะกันเรื่องการแบ่งเนื้อช้างกับเนื้อเม่นของพญานาคสองตัวในหนองแส คล้ายคลึงกับตำนานอุรังคธาตุ แต่เป็นพญานาคชื่อสุตตนาคราช กับศรีสัตตนาคราช  พญานาคแต่ละตัวยังมีบริวาร ๗ โกฏิ (๗๐ ล้าน) ศรีสัตตนาคราชไม่เชื่อเพื่อนที่แบ่งเนื้อเม่นมาให้ แต่สู้แพ้สุตตนาคราช จึงพาบริวารหนีลงมา คุ้ยควักจนเกิดแม่น้ำอู และแม่น้ำขลนที (โขง) ไปถึงมหาสมุทร

ในหนังสือ นิทานพญาแถน แก่นตำนานอาเซียน 
สุเทพ ไชยขันธุ์ เขียนจากเรื่องเล่าท้องถิ่นไทย-ลาว มีบทหนึ่งเล่าตำนานพญานาคสร้างแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านว่าเกิดจากการทะเลาะกันของพญานาคสองตัวชื่อ พญานาคราชศรีสุทโธ กับพญานาคสุวรรณโค วุ่นวายจนพญาแถนต้องลงมาสั่งให้พญานาคและบริวารฝ่ายละ ๕,๐๐๐ ตัวไปหาที่อยู่ใหม่ และให้แข่งกันว่าใครขุดถึงมหาสมุทรได้ก่อนจะให้รางวัลเป็นปลาบึก  พญานาคสุวรรณโคขุด ไปทางทิศใต้ตั้งใจให้ลำน้ำเป็นเส้นตรงจนเกิดเป็นแม่น้ำน่าน ส่วนพญานาคราชศรีสุทโธขุดไปทางตะวันออกคดโค้งไปตามภูเขา คือแม่น้ำโขง และถึงมหาสมุทรก่อน จึงได้ปลาบึกมาอยู่ในแม่น้ำโขง

สรุปว่าจากสามตำนาน/เรื่องเล่าคือ อุรังคธาตุ 
สุวรรณโคมคำ และเรื่องเล่าท้องถิ่น อ้างชื่อพญานาคผู้ขุดแม่น้ำโขงแตกต่างกันไปถึงสามองค์ คือ ธนะมูลนาค ศรีสัตตนาค และศรีสุทโธนาค ซึ่งเราคงปล่อยให้เป็นตำนานต่อไป ไม่ต้องฟันธงว่าเป็นใครแน่

เทวดาไล่พญานาคทั้งสองตัวออกจากหนองแส พญานาคใช้อกไถดินและคุ้ยควักไปจนเกิดเป็นแม่น้ำสายต่าง ๆ จิตรกรรมฝาผนัง วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย

scrollable-image

พญานาคทั้งเจ็ด 
อุรังคธาตุเจดีย์ 
พระธาตุพนม

อุรังคธาตุ ซึ่งเป็นชื่อตำนาน หมายถึงพระบรมธาตุส่วนอกของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้สั่งเสียพระมหากัสสปะว่าหลังจากเสด็จปรินิพพานแล้วให้นำมาบรรจุที่ภูกำพร้า เนื่องจากเมื่อครั้งเสด็จมาที่นี่แล้วพระอินทร์ได้ทูลขอพระธาตุของพระองค์ไว้ดังที่เคยบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ไว้ที่ภูกำพร้ามาแล้วแต่ปางก่อน คือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ

ภูกำพร้าอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ปัจจุบันคือที่ตั้งของพระธาตุพนม กลางเมืองนครพนม ซึ่งเราไม่อาจมองเห็นถึงภูมิประเทศความเป็นภูเขาได้เลย  อาจารย์มานิต วัลลิโภดม อธิบายไว้ในหนังสือ พระธาตุพนม (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ปี ๒๕๑๘) ว่า ภูกำพร้า ไม่ใช่ภูเขา แต่แปลว่าแผ่นดินโดดเดี่ยว น่าจะหมายถึงเกาะกลางน้ำโขง แต่ต่อมาลำน้ำอาจเปลี่ยนทางหรือดินฝั่งทิศตะวันตกของเกาะทับถมจนเชื่อมแผ่นดินต่อเนื่องกันจนสิ้นสภาพเกาะ

ตามตำนานว่าพระอุรังคธาตุเจดีย์หรือพระธาตุพนมสร้างในพุทธศักราชที่ ๘ หรือหลังจากเสด็จปรินิพพานแล้วราว ๘ ปี มีเจ้าครองนครใหญ่ห้าแห่ง คือ นครหนองหารหลวง (สกลนคร), นครหนองหารน้อย (อุดรธานี), นครอินทปัฐ (กัมพูชา), นครจุลณี (เวียดนาม) และนครโคตรบูร (อาณาบริเวณที่ภูกำพร้าตั้งอยู่) ร่วมกันก่อพระเจดีย์และนำเครื่องเงินเครื่องทองมาร่วมถวายเป็นพุทธบูชา ฝังในกรุพระธาตุเจดีย์ พร้อมกับอธิษฐานจิตขอได้เกิดเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งห้าคน

scrollable-image

ภาพถ่ายซากปรักหักพังขององค์พระธาตุพนมที่ล้มลงภายในอาณาบริเวณวัด ปี ๒๕๑๘ จากหนังสือ พระธาตุพนม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เมืองโบราณ

เจ้านครทั้งห้าเมื่อสิ้นชีพตักษัยแล้วจึงได้เกิดใหม่และสำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด ต่อมาได้ร่วมกันเดินทางไปอัญเชิญพระธาตุจากอินเดียมาสร้างพระธาตุเจดีย์อีกสี่แห่ง คือ

พระธาตุหัวเหน่าไว้ที่พระธาตุบังพวน อำเภอเมืองหนองคาย

พระธาตุเขี้ยวฝางไว้ที่พระธาตุโพนจิกเวียงงัว อำเภอเมืองหนองคาย และพระธาตุหอผ้าหอแพ เมืองเวียงจันทน์

พระธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวาไว้ที่พระธาตุเมืองลาหรือพระธาตุหล้าหนอง อำเภอเมืองหนองคาย 

หลังจากนั้นยังได้ร่วมกันบูรณะพระอุรังคธาตุเจดีย์ด้วย

คนที่ยังมีโอกาสเห็นพระธาตุพนมก่อนปี ๒๕๑๘ น่าจะบอกเล่าได้ว่าองค์พระธาตุงดงามขนาดไหน เพราะในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระธาตุพนมสูง ๖๐ เมตรได้ล้มครืนพังทลายลงทั้งองค์ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำ เป็นข่าวใหญ่ที่ลงหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เหลือเพียงยอดฉัตรทองคำแท้หนัก ๘ กิโลกรัมและก้านฉัตรทองเหลือง รวมน้ำหนักทั้งหมดราว ๕๔ กิโลกรัม ซึ่งแทนที่จะล้มลงฟาดหอพระแก้วกลับล้มลงด้านข้าง จึงรอดพ้นความเสียหายมาอย่างแทบไม่น่าเป็นได้

หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ ชลี สัมโพธิปัญญา เขียนในหนังสือ พญานาคทั้งเจ็ดที่พระธาตุพนม (ปี ๒๕๑๘) เล่าถึงพระเทพรัตนโมลี (แก้ว อุทุมมาลา) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เผยว่าขณะทำพิธีเข้าประทับทรงพญานาคทั้งเจ็ดองค์ที่ได้เฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๘ พญานาคได้เตือนให้ปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระธาตุ ไม่เช่นนั้นพระธาตุอาจล้มลงได้ตามวัฏจักรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลาย เนื่องจากพระธาตุมีอายุมาได้ครึ่งพระศาสนาพระโคดมแล้ว คือ ๒,๕๐๐ ปี แต่เจ้าอาวาสก็คาดไม่ถึงว่าจะพังพินาศใหญ่หลวงเช่นนี้

เรื่องการประทับเข้าทรงพญานาคของวัดพระธาตุพนม ต้องย้อนไปในปี ๒๕๐๐ หลังจากเจ้าอาวาสตั้งสำนักวิปัสสนาได้ ๑ ปี ก็เกิดเหตุชาวตลาดธาตุพนมเห็นแสงประหลาดเจ็ดสีลอยหายเข้ามาในวัด เจ้าอาวาสได้ให้สามเณรผู้มีฌานสมาบัตินั่งทางในว่าเหตุการณ์นี้คืออะไร สามเณรก็ได้พบพญานาคเจ็ดองค์อยู่บริเวณลานพระธาตุ ลำตัวใหญ่เท่ากับต้นตาล ก่อนจะแปลงร่างเป็นชายหนุ่มสวมชุดขาว แล้วขอเข้าประทับร่างสามเณรเพื่อสนทนากับเจ้าอาวาส  บอกว่าเป็นพญานาคที่ได้รับบัญชาจากพระอินทร์ให้มารักษาอุรังคธาตุแทนเทวดา โดยอาศัยในวิมานใต้องค์พระธาตุ และเฝ้าประจำตามทิศต่าง ๆ คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้  พญานาคยังแจ้งเจ้าอาวาสว่าจะขอมาประทับทรงในร่างของสามเณรหรือแม่ชีผู้มีศีลบริสุทธิ์ เพื่อช่วยรักษาโรคทางกายและใจให้ประชาชน โดยขอเครื่องบูชาแค่น้ำใส่ถ้วยลอยดอกมะลิหอมกับธูปเจ็ดดอก ทำให้วัดพระธาตุพนมมีคนมารักษาโรคไม่ได้ขาด

Image
Image

ฐานองค์พระธาตุพนมห่มผ้าที่พุทธศาสนิกชนเดินถือผ้าเวียนสามรอบก่อนนำมาพันรอบไว้ มีบันไดนาคสามเศียรสีทองตรงทางเข้าประตูใต้องค์ธาตุและบายศรีที่พุทธศาสนิกชนบูชาด้วยความศรัทธา
ภาพ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ

เสาอินทขิลที่เจ้าพญาทั้งห้า นำมาจากเมืองพาราณสี อินเดีย เมื่อ พ.ศ. ๘

พญานาคทั้งเจ็ดนี้มีหัวหน้าคือ พญาสัทโทนาคราช กายสีน้ำเงิน พญาศีลวุฒินาโค กายสีเขียวนิล พญาหิริวุฒินาโค กายสีเขียวอ่อน พญาโอตตัปปะวุฒินาโค กายสีเหลือง พญาพาหุสัจจะวุฒินาโค กายสีชมพู พญาจาคะวุฒินาโค กายสีแสด และพญาปัญญาเตชะวุฒินาโค กายสีขาว

สังเกตชื่อพญานาคสื่อถึงอริยทรัพย์ทั้งเจ็ด คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และปัญญา

พญานาคบอกสาเหตุที่มาเฝ้าพระธาตุแทนเทวดาว่า เพราะเทวดาที่เคยอยู่นิสัยเสีย รอรับแต่เครื่องเซ่นสรวงหมูเห็ดเป็ดไก่ เหล้ายาปลาปิ้ง จากชาวบ้าน ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง

ในหนังสือผู้เขียนยังเล่าถึงการช่วยเหลือรักษาชาวบ้านต่าง ๆ ของพญานาค และพญานาคได้ให้คติเตือนใจผ่านร่างทรงว่า 

“เราจะเห็นว่าบรรดาตำนานโบราณต่าง ๆ คนสมัยโน้นมักจะแต่งเรื่องเจือปนไปด้วยอภินิหารร้อยแปด มีการกล่าวอ้างถึงฤทธิ์อำนาจของเทวดา นาค ครุฑ ยักษ์  ถ้าเป็นเรื่องสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องอ้างถึงชีปะขาวบ้าง ฤาษีบ้างมาช่วยสร้างช่วยเนรมิตอะไรเหล่านี้ ซึ่งคนเราสมัยนี้เห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่องมงายใช่ไหมล่ะ...คือคนสมัยโบราณนั้นน่ะ เขาเจริญถึงขีดสุดในด้านศีลธรรม ในด้านศาสนา ปวงชนพากันบูชาจิตวิทยานุภาพอย่างฝังจิตฝังใจ คนสมัยนั้นสำเร็จมรรคผลได้ฌานกันมากมาย ได้โสดา สกิทาคา ได้อนาคาและได้อรหันต์ อย่างขั้นได้ฌานสมาบัติที่ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก เมื่อมีอำนาจจิตสูง จิตใจสะอาดมีศีลธรรม การได้พบเห็นอภินิหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพวกเทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ก็เป็นของธรรมดาของคนได้ฌาน เมื่อนำมาพูดมาคุยกันก็รู้เรื่องไม่ถือว่าเป็นเรื่องเหลวไหล  ครั้นนักปราชญ์นักประพันธ์ในสมัยนั้นนำเอาเรื่องแต่งเป็นตำนานต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องเอาเรื่องอภินิหารเหล่านี้มาปรุงแต่งวรรณคดีให้มีรสชาติเข้ากับยุคสมัยความนิยมของปวงชนสมัยนั้น...เราเป็นปัญญาชนต้องอ่านด้วยพินิจพิเคราะห์ อ่านแล้วคิดรู้จักเลือกเฟ้นเอาของจริงของปลอมแยกไว้เป็นสัดส่วน ถึงจะเรียกว่าคนมีสติปัญญา...อันตำนานโบราณวรรณคดีทั้งหลายย่อมจะมีทั้งเปลือกและแก่นปนกันอยู่...เรื่องผีสางเทวดาก็เป็นเรื่องมีจริง แต่ทั้งผีจริงและผีปลอมก็เยอะ เทวดาเก๊ก็เยอะ การทรงเจ้าเข้าผีที่เมืองไทยนิยมกันดาษดื่นนี้ที่หลอกต้มกันก็มี”

อ่านแล้วคิดถึงพุทธทำนายในคัมภีร์ชาตกัฏฐกถาว่า “ภายหน้าอลัชชีจะมีมาก ไม่สอนตรงตามพระธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ประชาชนก็ไม่ใส่ใจพระธรรมแท้ ชื่นชมวาทศิลป์ แล้วมอบสักการะต่าง ๆ ให้พวกอลัชชี”

ต้นปี ๒๕๖๙ ผมมากราบนมัสการพระธาตุพนม และร่วมถวายผ้าห่มองค์พระธาตุ โดยเดินยกผ้าสีจีวรยาวหลายสิบเมตรสวดมนต์เวียนสามรอบร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาอื่น ๆ จำนวนมาก และเนื่องจากเป็นเพศชายจึงมีโอกาสนำผ้าผ่านกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ชั้นในเข้าไปห่มผ้ารอบฐานองค์พระธาตุด้วย

ที่นี่ยังมี “เสาอินทขิล” ซึ่งพระอรหันต์ทั้งห้านำมาจากเมืองพาราณสีเมื่อ พ.ศ. ๘ และ “เนินพระอรหันต์” ที่พระอรหันต์ทั้งห้าใช้เป็นที่พัก ปักกลด สรงน้ำ ในระหว่างบูรณะพระบรมธาตุ ชวนให้ระลึกถึงเรื่องราวในตำนานอุรังคธาตุและพลังศรัทธาอันแรงกล้าที่ยังคงสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน 

ส่วนบริเวณนอกกำแพงแก้วรอบเขตพระธาตุทางทิศใต้ มีลานสักการะพญาศรีสัตตนาคราช เป็นรูปปั้นพญานาคเจ็ดเศียร บนป้ายพิมพ์คำกล่าวบูชาไว้ว่า 

“ด้วยบุญกุศล ทาน ศีล และการภาวนา อันข้าพเจ้าได้ตั้งใจกระทำอันดีแล้ว ขอถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และองค์พญานาคราช โปรดเปิดทางให้ข้าพเจ้าพบเจอแสงสว่างในชีวิต”

อ่านแล้วตรงใจ เพราะไม่ใช่บูชาเพื่อหวังโชคลาภและโภคทรัพย์ แต่เพื่อการรู้แจ้ง

ข้อสงสัยมีว่า พญาศรีสัตตนาคราชนี้เป็นองค์เดียวกับที่หลวงพระบางตามตำนานอุรังคธาตุหรือไม่ ผมไม่อาจรู้ได้ เพราะไม่มีคนประทับทรงให้ถามแล้ว

Image

นาคก็คือคน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนในหนังสือ พระธาตุพนม (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ปี ๒๕๑๘) ว่า หากจะวิเคราะห์และแปลความหมายของนาคในตำนานอุรังคธาตุตามหลักวิชามานุษยวิทยาแล้ว อาจมองได้สองลักษณะ คือ

๑. นาคในลักษณะกลุ่มชนดั้งเดิม และ


๒. นาคในลักษณะที่เป็นลัทธิหนึ่งในศาสนา 

นาคในลักษณะกลุ่มชนดั้งเดิมนั้น สะท้อนให้เห็นว่าเป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขตหนองแสตอนต้นของแม่น้ำโขงก่อนจะเคลื่อนย้ายลงมาหาแหล่งทำกินใหม่ ซึ่งอาจเพราะถูกรุกรานจากชนเผ่าอื่นก็เป็นได้ จนได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งตามลุ่มน้ำต่าง ๆ ริมสองฝั่งแม่น้ำโขง


ส่วนเรื่องการเป็นลัทธิศาสนา คือระบบความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชนในลำน้ำโขงนี้เป็นลัทธิเกี่ยวข้องกับการบูชานาค นาคเป็นสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ บันดาลให้เกิดแม่น้ำ หนองบึง ภูเขา และแหล่งที่อยู่อาศัย เมื่อพุทธ-ศาสนาและพราหมณ์แพร่กระจายเข้ามา ลัทธิบูชานาคก็ได้ผสมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาที่เข้ามาใหม่ เช่น เรื่องพระพุทธเจ้าทรมานนาค เป็นการแสดงถึงชัยชนะของศาสนาใหม่ต่อระบบความเชื่อเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบความเชื่อเดิมจะหมดไป ดังจะเห็นว่านาคได้กลายมาเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา กษัตริย์หรือเจ้าเมืองที่ยึดมั่นในพุทธศาสนาก็จะได้รับความช่วยเหลือจากนาคในการสร้างบ้านแปงเมืองและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าขาดศีลธรรมนาคก็จะบันดาลความวิบัติให้ล่มจมเป็นหนองเป็นบึงไป


หากใช้มุมมองดังที่อาจารย์ศรีศักรเขียนมา เราอาจนึกถึงตำนานอีกหลายเรื่อง เช่น สิงหนวัติกุมาร พระเจ้า
สิงหนวัติอพยพจากแม่น้ำสาละวินมาหาที่สร้างบ้านแปงเมือง แล้วได้พบกับนาคที่มาช่วยสร้างเมือง “นาคพันธุสิงหนวัตินคร” อยู่ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หรือตำนานของเขมรเรื่องพระทองแต่งงานกับนางนาคแล้วนาคมาช่วยสร้างกรุงกัมพูชา

ต่อไปใครอ่านประวัติเรื่องราวหรือตำนานเก่า ๆ ที่กล่าวถึงนาค การเสพสังวาสกับนางนาค ก็อาจลองนึก
ในมุมนักมานุษยวิทยาว่าเขาหมายถึงกลุ่มชนพื้นเมืองหรือกลุ่มชนที่บูชางูนั่นเอง

Image

ภายในวัดพระธาตุบังพวน มีโบราณสถานที่สร้างตามคติเรื่องสัตตมหาสถาน หนึ่งในนั้นคือมุจลินท์เจดีย์ซึ่งจะมีสระมุจลินท์อยู่ข้าง ๆ เป็นที่อาศัยของพญานาคมุจลินท์

ปัพพารนาค 
พระธาตุบังพวน

ห่างจากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ไปทางตะวันตก
ราว ๓๐๐ กิโลเมตร ก็จะถึงที่ตั้งของพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย

หากขับรถมาตามทางหลวงสาย ๒๑๑ เมื่อเข้าโค้งใกล้ถึงก็จะเป็นทางขึ้นเนินทำให้รู้ว่าบริเวณนี้เป็นเขาย่อม ๆ สอดคล้องกับในตำนานอุรังคธาตุว่าพระอรหันต์ทั้งห้านำพระธาตุหัวเหน่ามาประดิษฐานที่ภูเขาหลวง และที่ใต้ภูเขานี้มีปัพพารนาคอาศัยอยู่  ในครั้งนั้นพญานาคได้ช่วยชี้ว่าก้อนหินสำหรับก่อพระธาตุอยู่ทางเบื้องตะวันตก พอชาวบ้านไปพบครั้งแรกก็เห็นหินแค่สามก้อน ซึ่งคงไม่พอ แต่เมื่อยกหินมาแล้วก็เกิดหินก้อนใหม่ขึ้นมาให้ใช้ไม่มีวันหมด จนสามารถสร้างพระธาตุเจดีย์สำเร็จ

บริเวณวัดพระธาตุบังพวนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ป่าโปร่งผืนดินทราย ให้ความรู้สึกสงบ แฝงความขรึมขลังของโบราณวัตถุก่ออิฐโดยรอบ ยกเว้นก็เพียงองค์พระธาตุบังพวนที่บูรณะขึ้นใหม่ เป็นศูนย์กลางของพื้นที่

เจดีย์โบราณเหล่านี้สร้างตามคติเรื่อง “สัตตมหาสถาน” ที่เล่าว่าหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๑ สัปดาห์ ได้เสด็จออกจากที่ประทับใต้ต้นศรีมหาโพธิย่างพระบาทไปประทับบริเวณรอบ ๆ สัปดาห์ละแห่ง เป็นเวลาอีก ๖ สัปดาห์ เมื่อรวมที่ประทับสัปดาห์แรกด้วยจึงเป็นสัตตหรือเจ็ดสถานที่ ในสัปดาห์ที่ ๖ เสด็จไปประทับใต้ต้นมุจลินท์หรือต้นจิกแล้วเกิดฝนห่าใหญ่ พญานาคมุจลินท์ซึ่งอาศัยในสระใหญ่ใกล้ ๆ จึงขยายร่างแผ่พังพานและขนดหางล้อมพระพุทธเจ้าบังลมและฝนให้ตลอด ๗ วัน

Image

พระธาตุบังพวนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหัวเหน่า ด้านซ้ายในภาพคือรัตนจงกรมเจดีย์ สัญลักษณ์แห่งการเดินจงกรมในสัปดาห์ที่ ๓ หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้

Image

พระพุทธรูปปางนาคปรกแผ่พังพานเป็นนาคเก้าเศียร 
ศิลปะล้านช้าง สร้างเมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อน 

สัตตมหาสถานส่วนมุจลินท์ในวัดพระธาตุบังพวน ก่อสร้างเป็นวิหารเล็ก ๆ ที่ยังคงเหลือผนังก่ออิฐโบราณอยู่บางส่วน สร้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ล้านช้าง (ลาว) เมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรกเก้าเศียรองค์ใหญ่สง่างาม ประทับบนบัลลังก์หางนาคขนด ข้างวิหารมีบารายหรือสระน้ำสี่เหลี่ยมผนังสระวางอิฐลึกลงไปแบบขั้นบันได กลางสระปั้นรูปพญานาคมุจลินท์เก้าเศียรโผล่เหนือน้ำมีลำตัวทอดเลื้อยอยู่ใต้น้ำ 

บรรยากาศวังเวงเงียบสงัดเมื่อผมเดินลงบันไดไปนั่งสวดมนต์อยู่ริมน้ำข้างในสระ

สระมุจลินท์นี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดหนองคาย เป็น ๑ ใน ๑๐๘ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทย

เช้าวันนั้นผมพบอุบาสิกาห่มขาวกำลังปัดกวาดลานวิหารมุจลินท์เจดีย์ จึงชวนคุยว่าเธอเคยพบปาฏิหาริย์อะไรในที่นี้ไหม เธอตอบว่าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจสำหรับหลาย ๆ คนที่ไม่สามารถเข้าถึงธรรมด้วยตนเอง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว แต่ทั้งหมดอยู่ที่ใจเรา เธอเคยถูกบางคนทักว่าเพศหญิงอย่างเธอชอบมาอยู่วัด เขาเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แต่เธอเชื่อว่าการเข้าถึงธรรมไม่จำกัดเพศ ทุกคนเข้าถึงได้

ส่วนเรื่องการนับถือบูชาพญานาค เธอไม่ออกความเห็น

Image

พระธาตุหล้าหนองหรือพระธาตุกลางน้ำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวา ชาวบ้านนิยมบูชาด้วยบายศรีพญานาค ตามความเชื่อว่ามีพญานาคช่วยปกปักรักษาพระธาตุให้คงอยู่ไม่เสื่อมสลายไปกับกระแสน้ำ

ท่านปู่พญานาคราช 
พระธาตุหล้าหนอง

ตามตำนานพระธาตุหล้าหนอง คือพระธาตุเมืองลาหนองคาย บรรจุพระธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวา สร้างปี ๑๙ ประดิษฐานอยู่ริมโขง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปกับกระแสน้ำไหลโค้งเข้าซัดตลิ่งฝั่งพระธาตุพังลงเรื่อย ๆ จึงทำให้พระธาตุโค่นลงในปี ๒๓๙๐  ปัจจุบันยังคงเห็นมุมของฐานสี่เหลี่ยมขนาดกว้างราว ๓-๔ เมตรโผล่เหนือน้ำในช่วงฤดูแล้ง ห่างจากฝั่งราว ๑๘๐ เมตร จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าพระธาตุกลางน้ำ

พระอาทิตย์ค่อย ๆ ตกลงใกล้ขอบฟ้าฝั่งแดนลาว ระลอกคลื่นสะท้อนแสงเป็นประกายวิบวับ พระธาตุกลางน้ำเห็นเป็นเงาสามเหลี่ยมเทา ๆ เมื่อเรือเข้าใกล้  ผู้คนจากหลากหลายจังหวัดเดินทางมาลงเรือเพื่อบูชาพระธาตุด้วยกระทงบายศรี กระทงพญานาคพับจีบใบตองเป็นเศียรนาค เก้าเศียรบ้าง ห้าเศียรบ้าง บางคนยกผ้าสีจีวรมาห่มถวาย ระหว่างเรือวิ่งวนรอบพระธาตุ พนักงานบนเรือแนะนำให้กล่าวคาถาขอ “องค์ปู่พญานาค” ให้ช่วยเปิดโชคลาภ เปิดดวง เปิดให้รวยทันตา ยกกระทงจบขอพรแล้ววางกระทงบนแพเล็ก ๆ ที่ผูกลอยข้างพระธาตุ เสร็จแล้วใช้มือตบน้ำมาแตะศีรษะเป็นสิริมงคล

บนฝั่งนอกจากจะมีองค์พระธาตุหล้าหนอง (จำลอง) ซึ่งสร้างขึ้นใหม่เสมือนองค์เดิมแล้วยังตั้งศาลพญานาคเล็ก ๆ ไว้ มีป้ายคำไหว้พระธาตุกลางน้ำและป้ายบทสวดบูชาพญานาค ป้ายหนึ่งระบุชื่อว่า “ปู่แก้วสารพัดนึก นาคราช” อีกป้ายระบุถึงองค์ปู่และองค์ย่า “ท่านปู่พญานาคราช ท่านย่าพญานาคี”

ในตำนานอุรังคธาตุเล่าว่า พระธาตุบังพวนมีปัพพาร-นาคเฝ้าอยู่ แต่สำหรับพระธาตุหล้าหนอง ผมอ่านไม่พบว่ามีพญานาคเกี่ยวข้อง  องค์ปู่พญานาคคงเป็นนาคที่ชาวบ้านเชื่อว่าคอยปกปักรักษาพระธาตุที่จมใต้น้ำไม่ให้สูญหาย แม้จะต้องต้านกระแสน้ำมากว่า ๑๗๐ ปีแล้ว

เจ้าของร้านขายกระทงเล่าว่า พระธาตุหล้าหนองเริ่มดังและมีคนมากราบไหว้กันมาก เพราะหลวงปู่ศิลาสิริจันโท พระเกจิดังแห่งอีสาน เดินทางมาที่หนองคายเมื่อ ๒-๓ ปีก่อน และแนะให้ประชาชนกราบไหว้พระธาตุหล้าหนอง บอกว่า “ใครอยากรวย ให้มาไหว้พระธาตุหล้าหนอง” เธอก็มีญาติอยู่ฝั่งลาว คนลาวมาสักการะกันมาก

หลังขึ้นจากเรือ ผมถามสามีฝรั่งที่มากับภรรยาสาวไทยบ้านอยู่อุดรธานีว่าเขาเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม เขาตอบว่าเชื่อ ทั่วโลกก็มีเหมือนกัน ส่วนวันนี้เขากับภรรยามาขอพรให้ชีวิตมีความสุขสมหวังทุกประการ

พระอาทิตย์ค่อย ๆ ยอแสง ความมืดถักทอปกคลุมสองฝั่งลำน้ำ

ได้ยินเพียงเสียงกระแสธารน้ำที่ยังคงไหลเรื่อยไปดั่งไร้กาลเวลา
...
ดูรา นับแต่นี้ล่วงไปอีก ๒,๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาจะสิ้นสุด โลกมนุษย์จักเสื่อมถอยจนมนุษย์มีอายุขัยแค่ ๑๐ ปี มนุษย์ก็เข่นฆ่ากันเองอย่างที่สุด จากนั้นกุศลกรรมจึงค่อย ๆ ฟื้นกลับมาจนมนุษย์มีอายุขัย ๘ หมื่นปี

ในกาลนั้นเอง พระศรีอริยเมตไตรย ผู้มาตรัสรู้เป็นองค์สุดท้ายในกัปนี้จะอุบัติขึ้น

เมื่อถาดทองคำของพระศรีอริยเมตไตรยลอยทวนกระแสน้ำ และจมลึกลงไป ลึกลงไป ถึงวังบาดาลแห่งพญากาฬนาค ผู้หลับใหลมานานแสนนาน นับแต่ครั้งพระโคตมพุทธเจ้าลอยถาดทองคำหลังฉันข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวาย แล้วเข้าต่อสู้กับทัพพญามารที่มาขัดขวาง จนกระทั่งตรัสรู้แจ้ง

เมื่อถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ซ้อนทับกับถาดสี่ใบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในกาลก่อน

ดวงตาของพญากาฬนาคจะเปิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๕  

Image

บริเวณริมฝั่งโขงของเมืองหนองคายมีท่าเรือหลายเจ้าให้บริการประชาชน
นั่งเรือมาสักการะบูชาพระธาตุตลอดทั้งวัน

เอกสารอ้างอิง
หนังสือ
กำพล จำปาพันธ์ ผู้แปลและเชิงอรรถ. (๒๕๖๙). “อุรังคธาตุ” ฉบับสมเด็จอัครมหาบัณฑิต พระลูกแก้ว (คูน มะนีวงส์) วัดทาดหลวง นะคอนหลวงเวียงจัน (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

ชลี สัมโพธิปัญญา. (๒๕๑๘). พญานาคทั้งเจ็ดที่พระธาตุพนม. กรุงเทพฯ : ศูนย์วรรณกรรม. 

พระธงชัย สุขญาโณ และคณะ เรียบเรียง. (๒๕๖๕). ทศชาติปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ. สมุทรปราการ : เมืองโบราณ. จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕.

ภิกษุสามเณรวัดตรีทศเทพ. (๒๕๔๐). ประวัติวัดตรีทศเทพ และจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดตรีทศเทพ. กรุงเทพฯ : บริษัทส่องสยาม จำกัด.

มานิต วัลลิโภดม และคณะ. (๒๕๑๘). พระธาตุพนม. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

ศรัณย์ ทองปาน. (๒๕๖๙). สุเมรุจักรวาล. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. (๒๕๖๙). พุทธศิลป์จากพุทธประวัติ. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๓). นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ : มติชน.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๕). วัดชิโนรสารามวรวิหาร. กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม.

เสริมคุณ คุณาวงศ์. (๒๕๖๐). จักรพันธุ์ โปษยกฤต. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท..

ส. พลายน้อย. (๒๕๕๔). ครุฑยุดนาค. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ. 

อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๖๒). ตรีมูรติ อภิมหาเทพของฮินดู. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

เว็บไซต์
https://vajirayana.org/อุรังคธาตุ-ตำนานพระธาตุพนม
https://pubhtml5.com/yqiq/ifsw/ตำนานอุรังคธาตุ_-_หนังสือกฐินพระราชทานมหาวิทยาลัยขอนแก่น_ปี ๖๒ 
https://prathanamcru016.blogspot.com/2015/04/blog-post.html ตำนานพญานาคสร้างแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่าน