ประมวล เพ็งจันทร์
นิพพานในการเดิน
THE MASTER
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
ปีนี้อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อายุครบหกรอบ
เมื่อถามว่าตลอด ๗๒ ปีที่ผ่านมาอยู่กับอะไรมากที่สุด
เขาตอบอยู่กับการเรียนรู้
ตั้งแต่เรียนรู้เพื่ออาชีพ นับแต่ออกจากบ้านเกิดบนเกาะสมุยมารับจ้างกรีดยาง ตอนจบชั้นประถมฯ
ศึกษาเรียนรู้ในเพศบรรพชิตทั้งในไทยจนถึงอินเดีย กระทั่งเป็นผู้ให้ความรู้คนอื่นในฐานะอาจารย์วิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ ๑๖ ปี
สู่การเรียนรู้ธรรมครั้งสำคัญผ่านการเดินเท้าจากจังหวัดเชียงใหม่กลับบ้านเกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะอายุ ๕๑ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ถึงปลายเดือนมกราคม ๒๕๔๙ จากนั้นเขาเสมือนเป็น original เรื่องการเดินในเมืองไทยไม่ใช่แค่ทางกายภาพ แต่เพื่อแสวงหาทางจิตวิญญาณข้างใน
เป็นการเดินทางเพียงลำพัง ไม่มีรถนำ ไม่มีทีมประกบคอยอำนวยความสะดวกไม่วางแผนเส้นทางหรือจุดพักประจำวันล่วงหน้า เอกาจาริกผู้นี้ยังวางกฎการเดินให้ตัวเองไว้สามข้อ
๑. ไม่พกเงิน
๒. ไม่ขอ
๓. ไม่ไปหาคนรู้จัก
ตั้งใจให้การเดินทางกายภาพเป็นโอกาสสู่การเดินทางข้างในเพื่อการตื่นรู้ และเรียนรู้ความหมายของการเกิดมา
ต่อมาประสบการณ์ ๖๖ วัน บนเส้นทางราว ๑,๑๐๐ กิโลเมตร ได้พิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ เดินสู่อิสรภาพ ซึ่งกลายเป็นกระแสในวงกว้าง เรื่องราวการก้าวเดินของชายวัยกลางคนก่อแรงบันดาลใจและสร้างกำลังใจแก่ผู้คนจำนวนไม่น้อย
หนังสือขายดีจนผู้เขียนมีทุนเดินทางต่อในอินเดียเพื่อ “ไปปลดหนี้ประชาชนอินเดียผู้มีพระคุณที่เคยเลี้ยงดูผม”
ในวัยปลายเขาเปรียบตัวเองเหมือนนักท่องเที่ยวทัศนศึกษาที่จบทริปการเดินทางแล้ว ถือตั๋วรอเที่ยวบินกลับอยู่ใน departure hall ด้วยความสุข และพร้อม “ออกเดินทาง” ตลอดเวลา
ช่วงนี้เขาจึงแทบไม่ได้ไปงานกิจกรรมเช่นที่เป็นมาหลายสิบปี แต่ก็ยินดีถ้าใครแวะเวียนมานั่งคุยด้วยระหว่างรอเดินทาง หากว่าจะเป็นประโยชน์
ดังที่เขาได้พบจากประสบการณ์ว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่คือทำประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลกด้วย
“การเดินทางที่ประเสริฐ งดงาม และยิ่งใหญ่ ก็เพื่อพาเพื่อนมนุษย์ให้ถึงปลายทางของเขาด้วย ผมมีความสุขที่ผมมีชีวิตอยู่ แล้วทำให้เขาประสบเป้าหมายตามต้องการ”
สมุย - กทม. - อินเดีย
“เจ็ดสิบสองปีที่ผ่านมาอยู่กับอะไรมากที่สุด ?”
“การศึกษาเรียนรู้” อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ตอบคำถามสั้น ๆ ก่อนเล่าให้ฟังยาว ๆ ...
ผมออกจากบ้านเกิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอนอายุ ๑๑ ปี ข้ามมาอยู่ฝั่งแผ่นดินใหญ่แถวขนอม-ดอนสัก เพื่อทำงานหาเงิน ผมได้เรียนรู้อย่างแรกคือการเก็บน้ำยางพารา เพราะต้องรับจ้างเขา
ต่อมารู้ว่าถ้าสามารถกรีดยาง เราจะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นจากการแบ่งครึ่งผลผลิตกับเจ้าของสวน ผมก็พยายามกรีดยางให้เป็น วันฝนตกไม่มีอะไรทำก็เล่นไพ่รัมมี่กันสนุก พนันแต้มละกี่สตางค์ก็ว่ากันไป
จากนั้นผมมีความฝันต่อว่าจะมีสวนยางพารา ซึ่งเราต้องมีความรู้ตั้งแต่หาที่ดิน การปลูกและดูแลสวน
แต่สุดท้ายผมก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไฟไหม้สวน ความฝันที่จะเป็นเจ้าของสวนก็มอดไหม้ไปกับเปลวไฟ
ผมจึงรับจ้างขนของ ประจำไปกับรถคันหนึ่ง รับซื้อผลผลิตการเกษตรที่นายหัวติดต่อไว้แล้ว นำมาขึ้นรถไฟที่สถานีห้วยมุด อำเภอบ้านนาสาร ส่งเข้า กทม. ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้อยู่ที่ไหน การเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้ทำให้เรารู้จักกลุ่มคนที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ เขาต้องการยาแอสไพริน เราก็แอบซื้อสะสมให้ เขาก็มีไมตรีจิตมอบ สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง ซีรอกซ์บนกระดาษ A4 เย็บเล่ม ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เพียงแต่มีสายสัมพันธ์ที่ดี จากนั้นเกิดการล้อมปราบคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ดังกล่าว เป็นปีเดียวกับที่ครูโกมล คีมทอง ถูกฆ่าตาย เพื่อนในทีมรับซื้อผลผลิตเสียชีวิตลงด้วย ผมรอด แต่การเห็นภาพเพื่อนเสียชีวิตด้วยกระสุนมันฝังใจ รู้สึกกลัวภาพความตายที่เห็นต่อหน้า หมดความฝันถึงความสำเร็จในงานอาชีพ สุดท้ายผมจึงกลับเกาะสมุย
...
ระหว่างตระเวนเรียนรู้อยู่ในชุมชนเกษตรกรรมกลางป่าเขา นอกจาก สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง เด็กหนุ่มวัยรุ่นจากเกาะสมุยได้อ่าน สูตรของเว่ยหล่าง ที่พุทธทาสภิกขุแปลด้วย ซึ่งพระรูปหนึ่งมอบให้
“ผมอ่านแล้วอิน ดื่มด่ำกับวิถีชีวิตของอาจารย์เว่ยหล่าง คิดว่าเรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน ท่านทำงานรับจ้าง ตัดฟืนขายหาเงินเลี้ยงดูแม่ที่ชรา แม้ไม่มีการศึกษา ไม่รู้หนังสือ แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจก็สามารถรู้แจ้งในธรรม เป็นสังฆนายกได้ ผมก็น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ จึงคิดว่าการบวชจะเป็นเส้นทางเรียนรู้ที่ลึกล้ำและยิ่งใหญ่”
“จากการเรียนรู้เพื่ออาชีพมาสู่ทางธรรม ?”
“ตอนจบชั้น ป. ๔ เห็นเพื่อนเรียนต่อ ผมไม่ได้ไป ผมร้องไห้ แม่อ้างว่าเราเป็นพี่ควรเสียสละ ออกมาช่วยแม่ทำงานหาเงินให้น้องสองคนได้เรียนหนังสือ ผมรู้สึกสะเทือนใจ นำเงินก้อนแรกที่หาได้ไปเปิดบัญชีธนาคารออมสิน ตั้งใจจะสะสมเงินไม่ให้แม่มีสิทธิ์พูดให้ลูกคนใดคนหนึ่งออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงิน น้องผมจะต้องไม่ได้ยินคำพูดนี้เป็นอันขาด แต่สุดท้ายน้องทั้งสองคนก็ไม่ชอบเรียน”
เมื่อกลับมาบวชเป็นสามเณรที่เกาะสมุยตอนอายุ ๑๗ ปี สองปีต่อมาเขาสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค พระมหากลีบผู้เป็นอาจารย์จึงคิดพาศิษย์ไปอยู่สำนักเรียนที่ใหญ่ขึ้นในอำเภอเมือง
“แต่ท่านไม่ได้บอกอะไร ประชุมตอนบ่าย เย็นนั้นไปเลย ผมมาด้วยความฝืนใจ เนื่องจากเป็นคนพยศเลยประท้วงอาจารย์ด้วยการอดอาหาร ปรากฏการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตผมโดยสิ้นเชิง ท่านอาจารย์ถามว่าทำไมเณรไม่ปรารถนาจะอยู่ที่นี่ ผมบอกว่าไม่ปรารถนาจะให้เจ้าอาวาสเป็นอาจารย์ผม ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นมหาเปรียญ ๙ ประโยค อาจารย์ถามเหตุผล สิ่งที่ผมเล่าเป็นวจีกรรมไม่สุภาพ เจ้าอาวาสคงโกรธมาก แต่ก็ยอมให้ผมจำพรรษาในวัดท่านตลอดพรรษา วันออกพรรษาช่วงเช้าที่คนมาทำบุญมากมาย ท่านเจ้าอาวาสประกาศว่าให้สามเณรประมวลออกจากวัดภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมมีทิฐิมานะ ลุกขึ้นยืนกล่าวบางอย่างที่ไม่สุภาพ แล้วก็ออกจากวัด เป็นความรู้สึกของคนหนุ่มในวัยเร่าร้อน”
หลังเหตุการณ์นั้นทำให้เขารู้จักกรุงเทพฯ จากที่อาจารย์บอกให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แต่กลับได้เรียนที่มหามกุฏราชวิทยาลัย หลังอุปสมบทที่วัดทองธรรมชาติ
จนเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกประชาชนประท้วงขับไล่หนีออกนอกประเทศ บวชเป็นสามเณรกลับมาอยู่วัดที่พระประมวลเรียนหนังสืออยู่
“มีการตั้งเวทีประท้วงใหญ่โต ผมฟังอภิปรายก็ได้ความรู้ ตามไปฟังที่ธรรมศาสตร์ด้วย ภาพความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ๑๙ ทำให้ผมรู้ว่ายังมีความหวาดกลัวซุกซ่อนในใจ เพื่อนพระบางรูปชวนเข้าป่า แต่ผมเลือกไปกราบหลวงพ่อซึ่งเป็นพระวัดป่าอยู่จังหวัดขอนแก่น ดูแลอุปการะผมตั้งแต่บวช ผมจะลาสิกขา ท่านไม่อนุญาต บอกการเรียนรู้ของผมยังไม่สำเร็จ แต่ผมยืนยันจะไม่กลับกรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสืออีกแล้ว ก่อนนั้นผมเคยคุยให้ท่านฟังว่าอาจารย์กรุณา กุศลาสัย รู้เรื่องอินเดียดีมาก ผมเคยพบท่านที่พรานนก หลวงพ่อเสนอให้ผมไปเรียนรู้ที่อินเดียแบบอาจารย์กรุณา ผมจึงเดินทางไป ตอนนั้นบวชมา ๕ ปี เป็นพระได้ ๒ พรรษา เปรียญธรรม ๕ ประโยค”
การเรียนรู้ในต่างแดนของพระหนุ่มจากเกาะสมุยเริ่มต้นที่รัฐอุตตรประเทศ จบปริญญาตรีที่เมืองมีรัต ไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยปัญจาบ มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดียเหนือ ตั้งอยู่ที่เมืองจัณฑีครห์ จากนั้นต่อปริญญาเอกที่อินเดียใต้
“ตอนเรียน ป. เอก ไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ผมไปอยู่กับอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ หลายท่าน คิดว่าถ้าเป็นคฤหัสถ์จะง่าย ช่วงปลายของการเรียนผมจึงลาสิกขา รวมบวชทั้งพระเณร ๘ ปี อยู่อินเดีย ๑๑ ปี”
นักเขียน - อาจารย์
- นักเดินทาง
เมื่อลาสิกขาแล้วก็ไม่สามารถขอรับเงินจากหลวงพ่อ เขาจึงหารายได้ด้วยการเขียน
“อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่ตอนนั้นหรือ ?”
“ไม่ พอสึกผมขอไม่รับเงินจากหลวงพ่อ ไม่ใช่ภิกษุที่จะได้รับสิทธิ์นั้นแล้ว อยู่อินเดียผมหาเงินด้วยการอาสาเขียนบทความ ปีนั้นเขาแข่งเอเชียนเกมส์ที่นิวเดลี ผมก็เขียนต้นฉบับส่งมาเมืองไทย สุจินดา ขันตยาลงกต บก. นิตยสาร กระดังงา เป็นเพื่อนกับอาจารย์สมปอง เขาไปเที่ยวอินเดียเหนือ รู้จักกันขณะผมเป็นพระ เขาบอกเขียนมาสิจะลงให้ เมื่อผมมาอยู่อินเดียใต้เธอก็ยังขอให้เขียน ตอนผมไปอยู่ไมซอร์ก็เขียนเรื่องท่านไสบาบาส่งให้สุจินดา”
ผศ. สมปอง เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คู่ชีวิตอาจารย์ประมวล
“นิพพานไม่ใช่อะไรมากมายเลย เหมือนยุคพระศรีอริยเมตไตรย ของเราว่าต้องสิ้นยุคพระสมณโคดมไปก่อนมีพุทธันดรเป็นช่องว่างอีก นี่ที่เราจินตนาการ ในความหมายที่แท้จริง พระศรีอริยเมตไตรยคือสภาวะเมตตาธรรมที่อยู่ในใจเรา”
ครั้นกลับเมืองไทยในเพศฆราวาส เขาก็ยังทำงานเขียนเป็นแหล่งรายได้ยังชีพ
“ตอนนั้นเงินจะกินข้าวยังไม่มี ผมอยู่ด้วยเงินที่เขียนบทความ ครั้งหนึ่งผมส่งต้นฉบับไปที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี บก.
ถนนหนังสือ พี่สุชาติเสนอให้ขยายเป็นเล่มพ็อกเกตบุ๊ก ผมก็เดินทางมาเชียงใหม่เพื่อหาที่เขียนหนังสือ ได้รู้จักอาจารย์รุ่งเรือง บุญโญรส ที่วัดอุโมงค์ เขาชวนไปสอนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พอเป็นอาจารย์ก็เพลิดเพลิน หนังสือเล่มที่ตกลงกับพี่สุชาติก็เขียนไม่จบนะ ผมต้องขอโทษแกทีหลัง”
เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ยาวมาถึงปี ๒๕๔๘
“ผมสนุกกับการสอนหนังสือ ได้พบคนหนุ่มสาว ซึ่งต้องขอบคุณที่เขาจัดคนหนุ่มสาวคุณภาพดีมาให้ผมทุกปี ลืมเวลาไปเลยว่าควรทำอะไรบ้างหรือเปล่า”
...
“การเรียนรู้ตั้งแต่เพื่ออาชีพ เพื่อการบวชเรียน และกลับสู่เพศฆราวาสอีกครั้ง ก่อนเป็นผู้สอนคนอื่น อาจารย์ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มหลังกลับจากอินเดียมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ?”
“ผมรู้สึกว่าจิตของผมจริง ๆ ยังไม่สำเร็จ ภาวนามยปัญญาเป็นสิ่งที่ผมปรารถนา แต่ผมเพลิดเพลินกับการสอน ทำได้แค่สุตมยปัญญา จำได้ถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมมี จินตามยปัญญา คือการปรุงแต่งความหมายเชิงความคิด ผมสะสมสิ่งนี้มามาก ให้ข้อมูล คิดวิเคราะห์วิจารณ์ได้หมด เกิดความกระจ่างแจ้งทั้งเพื่อตัวผมเองและให้คนอื่นได้ความรู้ แต่ภาวนามยปัญญายังไม่มี วันที่ผมลาลูกศิษย์ ปิดห้องเรียนที่มีคนเรียนเป็นร้อย ผมบอกว่าขอให้เข้าใจครูของเขาซึ่งแก่แล้ว ถึงวัยนี้ชีวิตผมไม่รู้เหลือเวลาอีกกี่วัน ผมเรียนรู้พุทธศาสนาคล้าย ๆ กับเรียนภาษาอังกฤษ จำความหมาย เมื่อต้องการสื่อสารก็ใช้ความคิดปรุงแต่งเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ แต่ภาษาไทยเราไม่ต้องคิด เพราะเป็นภาษาแม่ ผมต้องการออกไปเรียนรู้ ไม่ใช่รู้ธรรมะแค่การจำ”
ภาวนามยปัญญาเป็นขั้นสูงสุดของปัญญา
ในพุทธศาสนา ถัดจากสุตมยปัญญา-ปัญญา
จากการฟัง อ่าน หรือเล่าเรียน
จินตามยปัญญา-ปัญญาจากการคิดวิเคราะห์
และใช้เหตุผล เป็นปัญญาที่เกิดจากการลงมือ
ปฏิบัติ ฝึกฝน และอบรมจิต เช่น การเจริญ
สมาธิและวิปัสสนา มีสติรู้เท่าทันกายและใจ
ปัญญาขั้นนี้จะเปลี่ยนความรู้ทางทฤษฎีให้เป็น
ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นความรู้แจ้งเห็นจริง
ด้วยตนเอง
“อาจารย์จะไปหาภาวนามย-ปัญญาด้วยวิธีการอย่างไร ?”
กับประเด็นที่จำเป็นต้องขยายความ อาจารย์จะอธิบายละเอียด...
ผมชื่นชมอาจารย์นโรปะ ภิกษุผู้มีชื่อเสียง เป็นอธิบดีสงฆ์ วันหนึ่งท่านรู้ตัวว่ายังไม่มีภาวนามยปัญญา จึงหันหลังให้ตำแหน่งชั้นสูงในมหาวิทยาลัย ออกจาริกเร่ร่อน ซึ่งต่อมาบรรลุธรรม เป็นตัวอย่างของผู้รู้ธรรมที่บางครั้งต้องเสียสละบางอย่าง ผมฝันตั้งแต่เป็นนักศึกษาว่า อนาคตเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่บั้นปลายอยากใช้เวลาช่วงหนึ่งในชีวิตภาวนาในความหมายที่อาจารย์นโรปะทำ
มหาคุรุและนักปราชญ์คนสำคัญในพุทธศาสนาวัชรยาน เป็นนักบวช ผู้แตกฉานพระธรรมอย่างลึกซึ้ง เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดีย แล้วลาออกมาแสวงหาสัจธรรมตามนิมิต
อีกอย่างผมประทับใจประวัติพระถังซำจั๋ง ที่ท่านเดินทางจากจีนไปอินเดียแล้วปฏิบัติธรรมไปด้วย ผมคิดว่าถ้าเราเดินทางก็ต้องทำอย่างนั้น จิตต้องมั่นคงแข็งแรง
ภิกษุชาวจีนผู้เดินทางจากซีอานผ่านทะเลทราย ตามเส้นทางสายไหม ไปศึกษาพุทธศาสนามหายานที่อินเดีย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แล้วอัญเชิญพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนากลับมาแปลเป็นภาษาจีนที่วัดห่านป่าใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจแก่บรรดาปวงปราชญ์ ศาสนาจารย์ และนักเดินทางรุ่นหลัง ทำให้เรื่องราวพระถังซำจั๋งได้รับการเล่าขานจนกลายเป็นตำนาน ความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของพระถังซำจั๋งยังถูกบันทึกในงานศิลปกรรมมากมาย เช่น จิตรกรรมที่ถ้ำตุนหวง
เดิมผมว่าเก็บเงินไว้ในบัญชีคือความมั่นคงของชีวิต แต่ตอนนั้นผมเริ่มรู้ว่าความมั่นคงที่แท้จริงอยู่ที่ใจของผมเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างนอก ผมจึงออกจากบ้านโดยไม่ต้องมีเงินทอง ไม่ต้องมีเพื่อนรักหรือภรรยาสุดที่รัก ไปพบคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้เขานิสัยอย่างไร
“ถ้าขึ้นภูกระดึงจะกลัวความเหนื่อยทำไม ยิ่งทางชัน เรายิ่งมีความสุข หากไม่มาเราจะไม่ได้เดินแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าลำบากทรมาน แต่สำหรับผมนี่คือโอกาส เราเจริญภาวนาไปด้วย สิ่งที่เราได้เรียนรู้ เสมือนได้รับรางวัลตลอดทาง”
ผมไปลาอาจารย์แสง จันทร์งาม ผมอ่านงานเขียนท่านมานาน นามปากกา “ธรรมโฆษ” ผู้เขียน ลีลาวดี ผมมาสอนที่ มช. แทนตำแหน่งท่าน ท่านถามอะไรทำให้อาจารย์คิดเช่นนี้ ผมบอกวันที่ผมลาสิกขาต้องเอ่ยคำกล่าวซึ่งแปลว่าคืนศีลสิกขาบทกลับมาเป็นอุบาสกถือศีล ๕ แต่ผมไม่ขอคืนเจตนารมณ์ในชีวิตของการบวช คือการทำพระนิพพานให้แจ้ง ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต กิจของผมคือทำพระนิพพานให้แจ้ง ผมมีความศรัทธาเชื่อมั่นว่าความรู้แจ้งนี้เราเข้าถึงได้
เมื่อคิดว่าตัวเองมาถึงวัยครึ่งร้อยแล้ว การทำกิจนี้ยังไม่สำเร็จ อย่าประมาทเลย เวลาเหลือกี่วันไม่รู้ จึงวางแผนออกจากบ้านเพื่อเดินทางครับ
...
“ที่ว่าจะทำพระนิพพานให้แจ้งนั้นด้วยวิธีการอย่างไร ?”
“ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ดูภายในใจเรา การเจริญอานาปานสติที่อาจารย์พุทธทาสสอน ผมท่องจำ ๑๖ ขั้นได้หมด แต่พอปฏิบัติจริง ๆ ไปไม่ถึงไหน เพราะเราใช้ความคิด จากนี้ผมจะไม่ใช้ความคิดแล้ว เอาทั้ง ๑๖ ขั้นมาใช้จริง ๆ ในการออกเดินทางว่าได้ผลอย่างไร
น่าเสียดายที่ผ่านมาเราใช้ความจำทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่พอมาปฏิบัติไม่ต้องสนใจอะไร เดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ด้วยความเบิกบานแจ่มใสทุก ๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เราคิดได้เยอะ แต่สุดท้ายความจำและความคิดไม่ได้ช่วยอะไร บางทีเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำ
ตอนเดินถึงชัยนาทมีอาจารย์มอบหนังสือหลวงปู่มั่นให้ ผมอ่านแล้วน้ำตาไหลพราก รู้สึกถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ หลังจากนั้นผมคัดขันธะวิมุติสะมังคี-ธรรมะใส่สมุดท่องไว้ตลอดเวลา
ผมเป็นนักปริยัติที่ศึกษาพุทธ-ศาสนาเกือบทุกนิกาย รับรู้ได้ถึงความเป็นผู้รู้ธรรมของหลวงปู่มั่น
สิ่งที่มีเพราะเราคิดปรุงแต่งมันขึ้นมาทั้งนั้น
ตามคำสอนของท่านเว่ยหล่างตอนคิดเราสับสน เมื่อเข้าไปสัมผัสเองไม่มีถ้อยคำใด ๆ จะพรรณนาได้ ผมจึงรู้ว่าการเดินทางของเราไม่สูญเปล่า
เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ต้องใช้ความคิดและความจำให้ทำงาน”
...
“การเดินเท้าจากจังหวัดเชียงใหม่กลับบ้านเกิดที่เกาะสมุยครั้งนั้นใช้เวลากี่วัน และตั้งเงื่อนไขอย่างไรบ้างครับ ?”
“ใช้เวลาเดิน ๖๖ วัน ตั้งเงื่อนไขง่าย ๆ ว่า ๑. ไม่พกเงินติดตัว เป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าผมไม่ต้องกังวลกับปัจจัยภายนอก ๒. ไม่เดินไปหาคนรู้จัก ด้วยหวังพึ่งพาอาศัยเขา ๓. ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร เพราะนั่นหมายถึงเราเกิดความวิตก หวั่นไหว กลัว การเดินก็เพื่อละจากความโลภ โกรธ หลงภายในใจเรา”
“ไม่ได้พกเสบียง ?”
“ไม่พก เมื่อหิวก็รับรู้ความหิวที่เกิดขึ้น เวทนาที่เกิดจากความหิวโหยอ่อนแรงเป็นกิจที่ต้องเรียนรู้ กายานุสติ ถ้าขึ้นภูกระดึงจะกลัวความเหนื่อยทำไม ยิ่งทางชัน เรายิ่งมีความสุข หากไม่มาเราจะไม่ได้เดินแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าลำบากทรมาน แต่สำหรับผมนี่คือโอกาส เราเจริญภาวนาไปด้วย สิ่งที่เราได้เรียนรู้เสมือนได้รับรางวัลตลอดทาง”
“พักนอนอย่างไร ?”
“ตอนแรกผมไม่ได้คิด แต่ตอนหลังตระหนักว่ามันอาจเบียดเบียนผู้อื่น หากนอนในที่สาธารณะคนก็กลัว บางคนคิดว่าผมเป็นสายสืบ พูดลับหลังให้ได้ยินว่าเขาเนียนสนิทเลยนะพวกนี้ วัดเป็นพื้นที่ที่ชุมชนจะรู้สึกวางใจ แต่พระก็กลัวเราจะเป็นมิจฉาชีพ ขอนอนใต้ต้นไม้ บางวัดบอกให้ไปนอนในศาลา บางวัดที่พระมีความรู้ทางธรรมดี ๆ ท่านซักจนรู้ว่าคนที่พูดแบบนี้ได้คงไม่ใช่พวกเร่ร่อนไร้จุดหมาย”
“ช่วงที่ยากลำบากทำอย่างไร ?”
“ช่วงหนึ่งไม่ได้กินอะไร ๒ วันเต็ม ๆ ดื่มแต่น้ำ บางที่ชาวบ้านให้ด้วยความกลัว วันหลังผมกลับไปพบเขา เขาบอกตอนแรกจะวิ่งหนี แต่พอเห็นรอยยิ้มอาจารย์ไม่รู้คิดอย่างไรหยิบขวดน้ำมาให้ ผมบอกว่าวันนั้นทั้งวันผมรอดมาได้เพราะน้ำของพี่ เขาฟังแล้วร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ”
เดิน / ทาง / ใจ
“เป็นความมหัศจรรย์เมื่อเราอยู่กับความรู้สึกตัว ไม่มีความคิดเข้ามาปรุงแต่ง”
อดีตอาจารย์วิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าเหตุการณ์สำคัญช่วงเดินผ่านป่าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
“ผมเดินแต่เช้า จิตนิ่งเป็นสมาธิ เพราะไม่ได้ส่งจิตทักทายผู้คนตามทาง จนบ่ายผ่านต้นไม้ใหญ่ เถาวัลย์ข้างล่างก็ไม่มี ผมเห็นไส้เดือนถูกมดกัด ผมหยุดดู จากยืนเป็นนั่ง สัมผัสได้ถึงความหมายบางอย่าง ด้วยความปีติเบิกบาน ผมยกมือไหว้ไส้เดือน เพราะไส้เดือนบริจาคร่างเป็นทานแก่มด ฝูงมดเดี๋ยวก็ไปเป็นอาหารของสัตว์อื่น ห่วงโซ่ความสัมพันธ์นี้แหละที่ผมมีชีวิตอยู่ด้วย นี่ไม่ได้มาจากความคิด แต่รับรู้ได้ถึงความหมาย การสัมผัสเห็น การเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ผมจึงยกมือไหว้ น้ำตารินไหลด้วยความตื้นตัน อยู่ในอิริยาบถนี้นานจนฝูงมดลากไส้เดือนไปทางไหนไม่รู้ จึงลุกขึ้นเดินต่อ ในโลกที่เราไม่ต้องคิดต้องจำอะไรมากมายมีความหมายเช่นนี้เอง แล้วความหมายดังกล่าวก็กระจ่างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดินต่อ ความกลัวที่เคยห่อหุ้มจิตเราก็หายไป ตอนเป็นลมครั้งแรก ๆ ผมกลัวตายนะ สารภาพเลย จิตใจหวั่นไหวว่าชีวิตมาถึงวาระสุดท้าย แต่พอเกิดซ้ำ ๆ ปรากฏการณ์ภายในเปลี่ยน เหมือนเมฆหมอกที่ค่อย ๆ เลือนหาย ความกลัวตายเมื่อไม่ได้กินอาหารก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดิม ๆ ว่าเราจะจบชีวิต เวลาล้มตัวนอนบนแผ่นดินเหมือนเราได้กลับสู่ธรรมชาติ มีความมั่นคง”
เขาเป็นลมหลายครั้งระหว่างเดินทาง
“มีคนช่วยจึงผ่านมาได้ ครั้งหนึ่งผมหน้ามืด เดินไม่ไหว เลยนอนข้างถนน เด็กปั่นจักรยานผ่านมา ผมกลัวเขาตกใจจึงส่งเสียงถาม จะไปไหน เด็กแวะคุย ยายเดินตามมา ถามว่าวันนี้ได้กินอะไรหรือยัง แล้วบอกอย่าเพิ่งไปไหน จะหาข้าวให้กิน”
ขณะเดินอยู่แถวอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงต้นเดือนมกราคม ๒๕๔๙ มีผู้ถ่ายภาพ อาจารย์ประมวลเอาไว้และส่งมาให้ที่บ้าน เป็นภาพเพียงชุดเดียวที่ได้รับการบันทึกระหว่างเดินทาง
“ผมยกมือไหว้ก่อนเอ่ยว่า ‘ภควา’ เพราะสำหรับผมนี่คือเทพของอินเดียที่ปรากฏกายเพื่อบอกให้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ บางทีไม่ใช่เพื่อไปให้ถึงปลายทางของเราเพียงอย่างเดียว”
อาจารย์ประมวลเล่าให้ฟังต่อเป็นภาพเหตุการณ์...
สักพักยายถือจานข้าวร้อน ๆ ยื่นให้ผม บอกแกงยังไม่สุก
กลับมารอบที่ ๓ บอกว่า แกงปลาดุกร้อน ๆ กินข้าวก่อน
ผมยกมือไหว้ การที่เราไม่ได้กินข้าวมา ๑ วันเต็ม ๆ กลิ่นแกงกะทิ หอมเครื่องแกงโชยเข้าจมูก ตักเนื้อปลาที่มีน้ำแกงด้วย เคี้ยวกลืน รู้สึกเลยว่าอาหารคือชีวิตจริง ๆ กินข้าวไปน้ำตาผมไหล
ยายคงคิดว่าผมมีปมในชีวิต ความจริงคือผมตื้นตัน ไม่ใช่แค่รสชาติของข้าว แกง แต่ผมกำลังสัมผัสรสชาติของชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม
ผมกินข้าวไม่เหลือสักเม็ด ยกมือไหว้ เรียกแกว่าแม่ “แม่ให้ชีวิตผม ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด จะไม่ลืมแกงปลาดุกของแม่เลย” แกอาจไม่เข้าใจที่ผมพูด แต่เดินกลับเข้าบ้าน แล้วยื่นถุงให้นำติดตัวไปกิน
ผมไหว้แก บอกอย่าให้ผมถือไปเลย ถ้ามีอาหารการกิน ผมคงไม่มีบุญได้พบแม่ ให้ผมได้พบคนดีเช่นแม่บนหนทางข้างหน้าเถอะ
“ทุกมื้อจะกินแบบนี้ ไม่ขอจนกว่าเขาจะให้เอง ?”
“ใช่ ได้กินวันละมื้อผมก็พอแล้ว”
“วางเส้นทางการเดินอย่างไรครับ ?”
“ไม่ได้กำหนดว่าต้องเดินวันละเท่าไร และไม่มีเส้นทางตายตัว ผมมีแผนที่เล็ก ๆ ต้องใช้ทุกวันเพื่อเตรียมตอบคำถามคนที่เจอว่าจะเดินไปไหน ถ้าบอกจุดหมายไกล ๆ จะถูกซักถามเยอะ แต่หากบอกไปชุมชนใกล้ ๆ เขาจะไม่ถามต่อ บางช่วงไม่ได้เดินตามเส้นทางหลักจึงหลงไปเจอทางตัน ตอนหลังมีชาวบ้านแนะนำว่าถนนที่มีเส้นเหลืองตรงกลางจะไปบรรจบกับเส้นอื่น ชาวบ้านเขามีความรู้บางอย่างที่เราเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่รู้”
“ติดต่อคนที่บ้านบ้างไหม ?”
“ตอนจะออกจากบ้าน อาจารย์สมปองเอาไปรษณียบัตรใส่เป้ผม มีเงื่อนไขว่า ให้ผมเขียนส่งวันละแผ่นเพื่อยืนยันว่าผมยังมีชีวิตอยู่ และรู้ว่าผมไปถึงไหนแล้ว”
“โทร. หากันไหม ?”
“มีคุยโทรศัพท์ครั้งเดียวเมื่อผมเดินถึงอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ตามถนนมาลัยแมน ผ่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นหน้าผมแล้วคงดูน่าสมเพชมาก ตัวดำคล้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง ดูสกปรก ก็บอกว่าไปล้างหน้าล้างตาก่อนไหม ตั้งแต่ออกจากเชียงใหม่ผมเพิ่งเห็นหน้าตัวเองในห้องน้ำ ผมยิ้มกับตาแก่ที่ปรากฏบนกระจกด้วยความรู้สึกเป็นสุขที่สุด ไม่น่าเชื่อตั้งแต่ออกจากบ้านหน้าผมแก่ไปมาก แต่แววตากลับสดใส ผมยิ้มพลางพูดกับตัวเองในกระจกว่า มีความสุขดีนะ ดีจังที่เราได้เจอกัน ถ้าใครอยู่แถวนั้นได้ยินคงคิดว่าผมบ้า พอออกมาได้คุยกับอาจารย์อีก ผมบอกว่ามีครอบครัว ภรรยาสอนคณะวิจิตรศิลป์ มช. ก่อนนั้นเคยสอน วค. บุรีรัมย์ ปรากฏว่าเขาเคยสอนอยู่ด้วยกัน อาจารย์คนนั้นดีใจมาก ขอโทร. ไปที่บ้าน แล้วบอกมีคนพิเศษจะคุยด้วย นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับอาจารย์สมปอง”
“ได้อาบน้ำไหม ?”
“ถ้าพักที่วัด ขออนุญาตพระ หากท่านให้อาบก็ได้อาบ หนวดไม่ได้โกน ผมไม่ได้ตัด หนวดเคราไม่เยอะแต่ก็ทำให้ดูน่ากลัว ผิวคล้ำจากการโดนแดด ผอมมาก มีภาพที่อาจารย์สมปองถ่ายไว้ตอนผมกลับถึงบ้าน กับภาพที่มีคนถ่ายที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามีภรรยาคู่หนึ่งขับรถผ่านมา ผมเล่าเรื่องที่ออกมาเดิน เขาเชิญไปนั่งคุยและหาอาหารมาให้กิน ถกกันเรื่องปรัชญา เขาถามลัทธิไหนดีสุด ผมบอกตอบไม่ได้หรอก ปรัชญาเป็นระเบียบ วิธีการที่อยู่ในใจเรา ถ้ามันทำให้สิ่งที่รัดแน่นอึดอัดผ่อนคลาย นั่นแหละปรัชญาที่ดีเยี่ยม ก่อนจากกันเขาขอถ่ายรูปต่อมาเขาส่งให้ตามที่อยู่ที่ผมเขียนไว้ มีตีพิมพ์ในหนังสือ เดินสู่อิสรภาพ ส่วนภาพบนปกหนังสือนั้นถ่ายทีหลัง”
“มีบัตรเอทีเอ็มหรืออะไรติดตัวไหม ?”
“มีซองจดหมายที่อาจารย์สมปองจัดให้ ใส่สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรข้าราชการ แกบอกเผื่อเป็นอะไรไป เขาจะสืบค้นได้ ไม่ยุ่งยากเจ้าพนักงาน ผมเปิดเมื่อเดินถึงท่าเรือบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงรู้ว่ามีเงินอยู่ในซองด้วย เป็นแบงก์ ๕๐๐ ผมจึงซื้อเครื่องดื่มถวายพระและซื้ออาหารกินเป็นครั้งแรก
“ตลอดการเดินไม่ได้จับเงินเลย ?”
“ครั้งหนึ่งก็ที่กำแพงเพชร เจอศิษย์เก่า มช. พอรู้ว่าผมเป็นอาจารย์ที่นั่น ก็พาไปกินอาหารในร้านอาหารตามสั่ง แล้วก็ยัดแบงก์ ๑๐๐ สองใบใส่กระเป๋าด้านข้างเป้ผม ก่อนวิ่งขึ้นรถไป บ่ายนั้นพอหิวน้ำเดินผ่านหน้าร้านเหมือนใจจะขาด คนให้บอกว่าอาจารย์ถือไปเผื่อมีอันตรายต้องใช้เงิน ตอนนี้ผมก็ว่าอันตรายแล้วนะเพราะหน้ามืดกำลังจะเป็นลม โอ้ แค่เงินอยู่ในกระเป๋าทำให้เราอ่อนแอถึงเพียงนี้ พอเจอขอทานในอีกวัดหนึ่ง ผมยื่นเงิน ๒๐๐ ให้ บอกว่าหนักมากเลย ผมแบกมา ๒ วันแล้ว ช่วยเก็บไว้ใช้ด้วยเถิด เขาคงงงว่าทำไมลุงแก่คนนี้ให้เงินแล้วยังพูดจาภาษาลิเกอีก นี่เล่าเพื่อบอกว่าพอมีเงินจิตใจเราอ่อนแอ รู้สึกเหมือนจะสิ้นใจต้องซื้อน้ำดื่ม”
“เดิน ๖๖ วันได้พบอะไร ?”
“ผมเขียนอยู่ในหนังสือ เดินสู่อิสรภาพ ตอนเดินไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ผมขอนอนใต้ต้นไม้ แต่หลวงพ่อบอกให้ไปนอนในศาลา ซึ่งหมานอนอยู่ก่อน มันเห่าไม่ให้เข้า ผมเลยนอนตรงบันไดศาลา แล้วหมาที่เห่าก็มานอนด้วย ขณะผมกอดหมาที่ไม่มีขนเลยน้ำตาก็ไหล ผมรับรู้ว่านี่เป็นจิตที่ไปถึงจุดที่จิตใสบริสุทธิ์แล้ว เกิดสภาวะหยั่งเห็นความหมายภายในใจตัวเองได้ ถ้าตอนหัวค่ำผมตาย ตัวเย็น แข็ง หมาไม่มานอนกับศพแน่ แต่เพราะผมยังมีชีวิตร่างกายอุ่น นุ่ม ทำให้หมามานอนด้วย ตอนผมกอดหมา คำถามว่าชีวิตเกิดมาทำไมที่อยู่ในใจผมตลอดหายไปหมด มันมีความหมายที่ปรากฏชัดแจ้งขึ้น เพียงแค่เรามีลมหายใจเข้า-ออก มีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมโลก ความรู้สึกแบบนี้อธิบายด้วยความรู้ ด้วยเหตุผลไม่ได้”
“เจอเรื่องด้านร้ายบ้างไหม ?”
“ตอนเดินอยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พอใกล้มืดผมเข้าไปในวัดที่อยู่ใกล้ชายทะเล นั่งคุกเข่าพนมมือขอนอนใต้ร่มไม้ พูดไม่ทันจบประโยคพระก็โบกมือไล่ แล้วหันหลังเดินจากไป
กิริยาโบกมือด้วยความรำคาญตะโกน ‘ออกไป ๆ ไม่ให้คนจรจัดมาอยู่ในวัด’ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะคิดว่าพระรูปนี้ไร้เมตตา แต่จิตผมไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมก้มลงกราบ มือแบ หน้าผากจดพื้นอยู่ระหว่างมือทั้งสอง จิตผมได้เสพเสวยธรรมารมณ์ อุเบกขาธรรม ไม่เป็นทั้งชอบ-ไม่ชอบ ดีหรือชั่ว ผมปีติน้ำตาไหล ปรกติที่เราเสพอารมณ์ต้องมีคู่ตลอดเวลา ผมอยู่ในท่าคุกเข่าเป็นเวลานานจนน้ำตาเปื้อนหลังมือ เรื่องนี้ในหนังสือไม่มี ถ้าเรื่องดีผมจะเขียน เรื่องไม่ดีไม่เล่า พระรูปนั้นเป็นดั่งทูตสวรรค์ที่สอนให้ผมสัมผัสอารมณ์นี้”
Before / After
“เดินสู่อิสรภาพ”
จนเลิกเป็นอาจารย์จึงได้เขียนหนังสืออีกครั้ง
หลังกลับจากการเดินไปเกาะสมุย อาจารย์ประมวลมานั่งเขียนต้นฉบับที่กุฏิหลังหนึ่งในวัดอุโมงค์ พุทธศาสนสถานในจังหวัดเชียงใหม่ ที่อาจารย์แวะเวียนมาเสมอนับแต่เป็นชาวเมืองนี้
“ผมมาหาอาจารย์ประมวลครั้งแรกที่นี่ อาจารย์ยังจำได้ไหมครับ ?”
“จำได้ ๆ สิ มาคุยกันเรื่อง ร้อยคน ร้อยธรรม ๑๐๐ ปีพุทธทาส ตอนนั้นผมกำลังเขียนหนังสือ เดินสู่อิสรภาพ เขียนบนกระดาษได้วันละกี่แผ่นก็ใช้คลิปหนีบแขวนไว้ พระที่เคยเป็นลูกศิษย์ผมจะมารับไปพิมพ์ให้ ถ้ามาแล้วผมไม่อยู่ก็หยิบไปเลย ท่านอยากช่วยจากที่ผมเขียนลายมือ”
“ตอนเดินไม่ได้จดบันทึกอะไรไว้ ?” คำถามจากช่างภาพ
“ผมใช้ข้อมูลจากไปรษณียบัตรที่เขียนส่งกลับบ้านทุกวัน ทั้งหมดหายไปหนึ่งแผ่น ข้อความจะบอกว่าเดินจากไหนถึงไหน พบเห็นอะไร ผมบันทึกสั้น ๆ เอามาอ่านทบทวน ในสมุดบันทึกมีชื่อที่อยู่ของคนที่ให้ความช่วยเหลือผม ๑๓๖ รายชื่อ ผมก็อยากเขียนส่งกลับไปขอบคุณ มีอาจารย์หมอประเวศ วะสี ช่วยติดต่อพิมพ์ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ขอให้ผมตั้งชื่อ ผมเดินเพื่อหาความเป็นอิสระให้ใจตนเองจึงชื่อ เดินสู่อิสรภาพ”
“เมื่อพิมพ์เผยแพร่ หนังสือก็เปลี่ยนชีวิตอาจารย์อีกครั้ง ?”
“ใช่ จริง ๆ ผมคิดว่าคงเดินทางไม่จบ อาจเสียชีวิต พิกลพิการ หรือจิตใจวิปริตก็ได้ ไม่เคยคิดเชิงบวกเลย แต่สุดท้ายกลายเป็นตรงกันข้าม เวลาไปไหนคนที่ได้อ่านก็มาทักทาย กลายเป็นคนดังโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ขายดีจนพิมพ์ไม่ทัน พอเห็นเช็คค่าต้นฉบับมันเยอะมาก ผมคิดว่าเอาเงินนี้ไปปลดหนี้แก่ประชาชนอินเดียผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูผม ตอนเป็นพระผมได้เงินจากหลวงพ่อ จะใช้อะไรคิดแล้วคิดอีก ต้องต่อรอง แล้วคนอินเดียก็จะโกงเราอยู่เรื่อย ผมจะไปอินเดียอีกครั้ง ใครขายอะไรผมจะไม่ต่อรอง ทางสำนักพิมพ์บอกถ้าอย่างนั้นอาจารย์เปิดบัญชีไว้ เขาจะโอนเงินให้ผมกดใช้ที่โน่นได้ผมตั้งใจจะใช้เงินนี้ให้หมดที่อินเดีย
ผมสนุกกับการใช้เงินจนร้านค้าแถวหิมาลัยสงสาร บอกฤๅษีพวกนี้มาหลอกเอาเงินนักท่องเที่ยว ไม่ต้องให้ของเขาเดี๋ยวเขาก็เอาไปขาย ผมบอกไม่เป็นไร”
หลายเหตุการณ์อาจารย์นำมาเขียนในหนังสือ อินเดีย จาริกด้านใน และเล่าบางเรื่องให้ฟัง...
ตอนผมไปเดินทางใต้ของอินเดีย ผมพูดภาษาอินเดียเหนือ แต่ทางใต้เป็นอีกภาษา ผมเรียกรถตุ๊กตุ๊กให้ไปส่ง บขส. ซึ่งอยู่ไม่ไกล เขาบอก “๕๐ รูปี” ผมบอก “ได้” แต่ตอนเป็นนักศึกษาระยะทางแค่นี้เรียก ๒๐ ผมก็ไม่ไป
ลงรถผมหยิบแบงก์ ๒๐ สองใบเตรียมยื่นให้ ระหว่างควานหาเหรียญ ๑๐ เขาเห็นในกระเป๋าสตางค์ผมมีเงินเป็นปึก บอกตะกี้พูดผิด ผมคิดในใจว่าขอเพิ่มแน่ แต่เขากลับพูดว่า “จริง ๆ ผมจะบอก ๒๕”
ในภาษาฮินดี ปะจี๊ด-ห้าสิบ ปะจ๊าด-ยี่สิบห้า ออกเสียงคล้ายกัน แล้วสื่อสารด้วยภาษาต่างถิ่นทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
ผมมืออ่อนเลย จิตที่ตั้งว่าจะให้โดยไม่ต่อรองยังหยาบอยู่ แค่ผมให้แบงก์ ๒๐ สองใบเขาก็ไม่รับ ผมยกมือไหว้เขาแล้วยัดใส่มือ
นี่คือสิ่งที่ตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในความคิดเรา เข้าใจทำนองว่าเขาคิดเอาเปรียบเรา แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพื่อนมนุษย์มีความสะอาดบริสุทธิ์ จิตเราเองที่ขุ่นมัว
ผมพบเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง อินเดียนี่แปลก ตอนกลัวเขาจะโกง เขาโกงตลอด ตอนนี้เรามาเพื่อจะให้เงิน เขากลับไม่เอา
“ถ้าเขาแค่เงียบก็ได้ ๕๐ แล้ว ?”
“ใช่ แต่เขากลับซื่อสัตย์ ผมได้อะไรเยอะมากที่รู้สึกสั่นสะเทือน”
อาจารย์ประมวลเล่าย้อนอีกเหตุการณ์ที่ตราตรึงใจในอินเดีย...
จากเมืองสารนาถ ผมต้องการเดินไปท่าน้ำแม่น้ำคงคาเมืองพาราณสี เดินเช้ากลับเย็น ๑๖ กิโลเมตรเป็นระยะที่พอดี ออกจากวัดไม่กี่ก้าว มีสามล้อถีบดีดกระดิ่งตามหลังถามจะไปไหน ผมบอก “พาราณสี ไปด้วยสามล้อไม่ได้หรอกนะ ๑ กิโล ๒ กิโลก็ไกลแล้ว” เขาก็พูดเหมือนผม “พาราณสีมันไกล คุณต้องนั่งสามล้อ” ผมบอกงั้นไม่ต้องเถียงกันหรอก ผมเดินทำสมาธิ สามล้อก็ถีบประกบผมไปเรื่อย ดีดกระดิ่งกุ๊งกิ๊ง ๆ เดินตั้งแต่หัวรุ่งจนพระอาทิตย์ส่องแสง สามล้อก็ยังตามตลอด พร้อมร้องเพลงด้วย ผมเข้าใจเนื้อเพลงที่พรรณนาถึงความทุกข์ยากในชีวิต
“การที่เรามีชีวิตอยู่แล้วได้แผ่ความหมายอันดีงามแก่เพื่อนร่วมโลก
ซึ่งคือหมาตัวหนึ่งที่ไม่มีเจ้าของ นี่คือความหมายของชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ”
เสียงเพลงนั้นทำให้จิตผมสว่างโพลง ผมหยุดเดิน เขาก็หยุดลงมามองหน้าผม ผมยิ้มให้แล้วบอก “มาเถิด เราไปพาราณสีด้วยกัน” เขารีบเชื้อเชิญให้ผมขึ้นไปนั่งบนเบาะ ปั่นสามล้อด้วยความสุข พลางกางสองมือเพื่อทักทายพระอาทิตย์ที่ส่องแสงแยงตาเขา
ผมถามว่าหาเงินได้ดีไหมช่วงนี้เขาตอบขณะปั่นสามล้อว่า หาเงินไม่ได้มา ๓ วันแล้ว ถ้าวันนี้ยังหาเงินไม่ได้อีก จะเอาเงินที่ไหนซื้อแป้งสาลีทำโรตีให้ลูกสามคนกิน ผมบอกวันนี้ลูกพี่ได้กินโรตีแน่นอน
พอเข้าเขตพาราณสี ผมบอกให้เขาหยุด เดินเข้าไปในร้านชี้ของที่คนอินเดียต้องกินต้องใช้ แป้งสาลี น้ำตาล น้ำมัน มากจนเต็มเบาะ ต้องวางบนที่วางเท้าด้วย พอได้เงินทอน ผมล้วงจากในกระเป๋าด้วย เท่าไรไม่ได้นับ จับไหล่เขาแล้วบอกว่า ขอบคุณมากที่พาผมมาถึงที่นี่ ของทั้งหมดนี้เอาไปให้ลูกเมีย กับนี่ค่าแรงคุณ
เขาตกตะลึง ผมยกมือไหว้ก่อนเอ่ยว่า “ภควา” เพราะสำหรับผมนี่คือเทพของอินเดียที่ปรากฏกายเพื่อบอกให้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ บางทีไม่ใช่เพื่อไปให้ถึงปลายทางของเราเพียงอย่างเดียว การเดินทางที่ประเสริฐ งดงาม และยิ่งใหญ่ ก็เพื่อพาเพื่อนมนุษย์ให้ถึงปลายทางของเขาด้วย ผมมีความสุขที่มีชีวิตอยู่ แล้วทำให้เขาประสบเป้าหมายตามต้องการ
นิพพานจากการเดิน
“ที่อาจารย์บอกได้แรงบันดาลใจในการออกเดินทางจากคุรุผู้รู้ธรรมบางคน เมื่อออกเดินเองอาจารย์สัมผัสแก่นสารเดียวกันนั้นไหม ?”
“อาจารย์อสังคะ ตอนบวชท่านภาวนาถึงพระศรีอริยเมตไตรยอยู่ถึง ๑๒ ปี เมื่อไม่ปรากฏตัวท่านจึงกลับลงมา เส้นทางที่กลับวัดท่านเจอหมาขี้เรื้อนทุรนทุรายด้วยหนอนกัดกินแผลบนหลังซึ่งมันเลียเองไม่ได้ ท่านจึงทรุดตัวลงนั่ง อุ้มหมาแล้วเลียแผลให้ หมาตัวนั้นกลับกลายร่างเป็นพระศรีอริยเมตไตรย ท่านอุทานว่า ‘ข้าภาวนาถึงพระองค์มาถึง ๑๒ ปี ทำไมท่านไม่มาปรากฏให้เห็น’ พระองค์ตอบว่า ‘ฉันปรากฏอยู่กับเธอตลอดเวลา แต่เธอยังมีจิตใจที่ถูกห่อหุ้มจึงมองไม่เห็นฉัน’ ครั้นมีเมตตาธรรมถึงกับเลียแผลเน่าให้หมา เมตตาธรรมนั้นก็คือพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งท่านไม่เคยจากไปไหน ตอนกอดหมาขี้เรื้อนน้ำตาผมจึงไหลพราก”
ปรมาจารย์สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนามหายานในอินเดีย มีชีวิตอยู่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ผู้ก่อตั้งสำนักโยคาจารหรือสำนักวิชญาณวาท ที่เน้นเรื่องการปฏิบัติจิต ตามทฤษฎีว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากจิต
“อาจารย์ก็กอดด้วยความรู้สึกแบบนั้น ?”
“ใช่ ไม่ต่างจากผมกอดพระศรีอริย-เมตไตรย การที่เรามีชีวิตอยู่แล้วได้แผ่ความหมายอันดีงามแก่เพื่อนร่วมโลกซึ่งคือหมาตัวหนึ่งที่ไม่มีเจ้าของ นี่คือความหมายของชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้”
“การออกเดินของอาจารย์ถึงเป้าหมายที่ว่าจะทำนิพพานให้แจ้งไหมครับ ?”
“แจ้ง เราจะเรียกชื่ออะไรก็ได้ นิพพานเป็นเรื่องใหญ่มากของเถรวาท ถ้าผมพูดในที่ทั่วไปเขาก็ว่าบังอาจ พระที่บวชอย่างหนักยังไปสู่นิพพานไม่ได้ แต่สำหรับผมนิพพานไม่ใช่อะไรมากมายเลย เหมือนยุคพระศรีอริยเมตไตรย ของเราว่าต้องสิ้นยุคพระสมณโคดมไปก่อน มีพุทธันดรเป็นช่องว่างอีก นี่ที่เราจินตนาการ ในความหมายที่แท้จริงพระศรีอริยเมตไตรยคือสภาวะเมตตาธรรมที่อยู่ในใจเรา ไม่มีศัตรู ไปที่ไหนก็มีแต่มิตร
ช่วงเวลาที่โลกว่างเว้นจากพระพุทธศาสนา คือระยะเวลาตั้งแต่ศาสนาของพระพุทธเจ้าสูญสิ้นไป จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่เกิดขึ้น
นิพพานเราก็ทำให้เป็นสิ่งที่สูงส่งมาก ยิ่งใหญ่มาก วันที่ผมก้มลงกราบพระภิกษุที่ท่านไล่ จิตของผมไม่มีความรู้สึกตำหนิ นั่นแหละความหมายที่ลึกล้ำยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณนาได้ เพราะเราอยู่ในโลกที่มีขั้วบวก-ลบ ดี-ชั่ว ได้มา-เสียไป ตลอดเวลา โลกของพระนิพพานไม่มีสิ่งเหล่านี้”
“เป็นภาวะที่กลับไปกลับมาไหมถึงแล้ว และกลับมาหลงอีก ?”
“นั่นเรายังไม่ได้ถึงนิพพานอย่างถาวร พระนิพพานมีหลายระดับ โสดาบัน ผู้เข้าถึงเขตแดนพระนิพพาน ถ้าเรายังไม่ถึงพระนิพพาน เป็นแค่อริยบุคคลขั้นต้น ๆ ก็กลับไปกลับมาได้ ถ้าปฏิบัติอานาปานสติจนถึงขั้นอุเบกขาก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว นี่ฝ่ายเถรวาท แต่ถ้าฝ่ายสันสกฤต หากเป็นแสงสว่างก็มีดีกรีของความสว่าง ตอนสว่างเราจะเห็นอะไรที่มันใหญ่ ๆ มีสีสัน แต่สิ่งเล็ก ๆ ยังมองไม่เห็นก็ได้ นั่นตามเรื่องเล่า ตำนาน แต่ความหมายจริง ๆ คือชื่อเรียกไม่สำคัญ ในภาษาบาลีไม่ได้เรียกบรรลุนิพพาน แต่บอก ‘ทำพระนิพพานให้แจ้ง’ แสดงว่ามันคลุมเครืออยู่ในใจเราเอง ดังคำกล่าว ‘ฉันอยู่กับเธอตลอดเวลา ไม่เคยทิ้งเธอไปไหน แต่วันนี้ที่เธอเห็นฉัน เพราะจิตของเธอ’
เมื่อท่านนโรปะยังเป็นอธิบดีสงฆ์ เป็นผู้รู้หมายเลข ๑ ของมหาวิทยาลัย แต่เช้าวันหนึ่งขณะนั่งสาธยายปรัชญาปารมิตาสูตร มีหญิงชราปรากฏบังแสงที่ท่านอ่านคัมภีร์ นางถาม ‘ทำอะไรอยู่’ ท่านตอบ ‘สาธยายปรัชญาปารมิตา’ ‘รู้ความหมายที่สาธยายอยู่หรือ’ ทันทีที่ตอบว่า ‘รู้’ หญิงชราส่งเสียงหัวเราะเยาะดังกึกก้อง แล้วเลือนหายไปในท้องฟ้า อาจารย์นโรปะสะดุ้ง ตระหนักว่านี้คือเทพีผู้มาชี้ทางให้ เพราะคำตอบที่ท่านว่ารู้นั้นไม่จริง ท่านแค่จำได้ ที่เรียกว่าสุตมยปัญญา ทำให้ท่านลาออกจากเบอร์ ๑ ของสถาบันสงฆ์อันทรงเกียรติที่สุด ออกเดินทางเร่ร่อน สกปรกมอซอ สุดท้ายท่านก็ได้เรียนรู้ธรรม ผมถึงเกิดความคิดว่า โอ้ วันนี้ถ้าผมยังสอนหนังสือ แล้วพระภาคินีปรากฏขึ้นว่า ที่สอนอยู่นั้นรู้แล้วหรือ หากผมตอบว่ารู้ เธอหัวเราะเยาะผมแน่ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเดินตามรอยอาจารย์นโรปะ”
พระสูตรสำคัญที่สุดของพุทธศาสนามหายาน ว่าด้วยการใช้ปัญญาญาณเพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น เข้าใจถึงสุญตาหรือความว่าง อันเป็นธรรมสูงสุด เพื่อพาจิตข้ามพ้นวงวัฏสู่ความหลุดพ้น
“เมื่อปฏิบัติไปเราทราบอย่างไรว่าได้ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ?”
“การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ความคิด แต่เป็นสภาวะที่รู้ขึ้นมาเอง อธิบายค่อนข้างยาก เพราะคนจะต้องคิดตาม และต้องใช้คำเป็นตัวพรรณนา ซึ่งคำก็ถูกประดิษฐ์จากความคิด”
Departure
“ในวัย ๗๒ ปีจะเดินไปไหนอีกครับ ?”
“การเดินทางข้างนอกไม่มีแล้ว ผมซื้อโปรแกรมทัวร์มาเที่ยวบนโลกใบนี้ ได้เที่ยวครบสมบูรณ์ตามโปรแกรม ตอนนี้เขาส่งผมมานั่งรออยู่ใน departure hall ไม่ให้ออกนอกพื้นที่ จะทำอะไรก็อยู่ในฮอลล์นี้ละ ใครชวนไปไหน ผมบอกเช็กอินแล้ว มีบอร์ดิงพาส กำลังรอกลับบ้าน”
“พูดตรง ๆ คือเตรียมตัวตาย ?”
“ใช่ ๆ ๆ ผมพร้อมจะจากโลกนี้ ไม่มีคำถามว่าทำไม เพราะนี่คือความหมายของการกลับบ้าน ซึ่งสมบูรณ์อยู่ในตัว”
“กลัว กังวล หรือรู้สึกยังไม่อยากไปบ้างไหม ?”
“ไม่มี ผมทำกิจเสร็จสมบูรณ์แล้วในความหมายของผม ช่วงปลายชีวิตไม่ได้รู้สึกกลัวตาย และไม่ได้อยากตายจนเบื่อหน่ายชีวิตที่เป็นอยู่”
...
จบการสนทนา...
แน่นอน ไม่ใช่เพราะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง
อาจารย์ประมวลยิ้มอ่อนโยน พูดเสียงกังวานเหมือนกลั้วหัวเราะ “เรานั่งคุยกันในดีพาร์เชอร์ฮอลล์ แต่คุณไม่ได้ไปกับผมหรอก”
อาจารย์คงจะพูดในความหมายโดยวัย แต่ผมไพล่คิดถึงคุณวุฒิทางการปฏิบัติ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เราต่างมีเที่ยวบินของตัวเอง ซึ่งไม่แน่ว่าไฟลต์ของใครจะออกก่อน...