นาคโพด นาคพังก์
นาคอินคา นาคม่อน
เมื่อพญานาคกลายร่าง
เป็นอาร์ตทอย
เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
ขอขอบคุณ : MOTMO Studio เอื้อเฟื้อภาพนาคพังก์
และรูปปั้นพญานาคต้นแบบอาร์ตทอยจากวัดต่าง ๆ
ตามความเชื่อที่คนรับรู้กันมาแต่โบราณพญานาคคืองูใหญ่ที่อาศัยในโลกบาดาล บนหัวมีหงอนอลังการยิ่งดูลึกลับน่าเกรงขาม บางตำนานว่ามีฤทธิ์แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ แต่แล้วเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล เราก็ได้รู้จักพญานาคที่กลายร่างเป็นงานอาร์ตทอย ในรูปโฉมหุ่นโมเดลจิ๋วหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู จนอดไม่ได้ต้องเรียก “น้อนนาค” กลายเป็นกระแสไวรัลแพร่ลามทั่วโลกออนไลน์
ข้างต้นคือเรื่องราวของนาคโพด นาคพังก์ นาคอินคา และนาคม่อน สมาชิกส่วนหนึ่งในผลงานอาร์ตทอย (art toy) ชุด “หิมพานต์มาร์ชเมลโล่” จากการสร้างสรรค์ของ “อาจารย์โม่” คมกฤษ เทพเทียน ศิลปินด้านประติมากรรมที่เคยจัดแสดงผลงานในไทยและต่างประเทศ ทั้งเคยเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และก่อตั้ง MOTMO Studio ซึ่งมีแนวคิดผลิตของเล่นเชิงศิลป์เพื่อให้เข้าถึงคนทั่วไปได้ง่าย
ทำเล่นเป็นจริง ทำจริงเป็นเล่น
อาจารย์โม่เล่าว่าครอบครัวเขาอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี พ่อสะสมพระเครื่อง ตัวเขาเติบโตมาในยุค 90s จึงได้คลุกคลีกับของเล่นจากญี่ปุ่นจำพวกตุ๊กตุ่นตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อย บางทีเป็นของแถมพร้อมขนม รวมทั้งคุ้นเคยกับพระเครื่องของพ่ออีกด้วย
“ทีนี้โลกของเราจึงเป็นโลกของเล่น กับโลกของจริงซึ่งเป็นเครื่องบูชา พระเครื่อง ผสมผสานกันเรื่อยมาจนถึงช่วงผมเรียนปริญญาโทแล้วก็ทำงาน กลายเป็นว่าเอาของเล่นมาทำเป็นจริง เอาของจริงมาทำเป็นเล่น สลับไปสลับมา”
ผลงานชุดหนึ่งที่สร้างชื่อแก่ คมกฤษ เทพเทียน คือ “อับเฉาไม่อับเฉา” ซึ่งจัดแสดงในเทศกาล Bangkok Art Biennale 2018 ที่วัดอรุณราชวราราม โดยอาจารย์โม่นำตุ๊กตาอับเฉาจากเมืองจีนภายในวัดมาทำของเล่นจิ๋วใส่ไว้ในตู้กาชาปอง และได้รับความนิยมมีคนรอต่อแถวหยอดเหรียญเพื่อเป็นเจ้าของ
ปรากฏการณ์ครั้งนั้นทำให้อาจารย์โม่มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนในการทำงาน “งานผมก่อนหน้านี้แสดงในแกลเลอรี ก็มีคนดู แต่ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ พอมาทำงานชุด ‘อับเฉาไม่อับเฉา’ กลายเป็นว่ามีทั้งพระ พราหมณ์ ตำรวจ ทหารเรือ เป็นแฟนคลับ มาตามศิลปะจิ๋ว ๆ ชุดนี้ ทำให้กลุ่มคนดูงานศิลปะของผมกว้างขึ้น ผมเริ่มเห็นมุมมองใหม่ว่า มันเข้าถึงคนได้ง่ายกว่าจะพาคนเข้าหอศิลป์”
แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของการก่อตั้ง “หมดโม่สตูดิโอ” สำหรับผลิตผลงานศิลป์ที่สามารถเข้าถึงคนในวงกว้าง ไล่เลี่ยกับช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดกระแส “หิมพานต์มาร์ชเมลโล่” ในโลกออนไลน์
สัตว์หิมพานต์
ในโลกออนไลน์
“ชื่อของหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มาจากเอาคำว่าป่าหิมพานต์รวมกับมาร์ชเมลโลว์ ซึ่งเป็นขนมอ่อนนุ่ม” อาจารย์โม่เล่าที่มาของชื่อ
หากขยายความเพิ่มเติม เชื่อกันว่าป่าหิมพานต์อยู่ที่เชิงเขาไกรลาส และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ในจินตนาการที่มีฤทธิ์เดช เช่น พญานาค มกร เหรา มอม สิงห์
กระแสหิมพานต์มาร์ชเมลโล่เกิดจากการแชร์ภาพรูปปั้นสัตว์ป่าหิมพานต์ที่เฝ้าอยู่หน้าโบสถ์และส่วนต่าง ๆ ของวัดต่างจังหวัด จากฝีมือช่างชาวบ้านในชุมชน รูปปั้นเหล่านี้จึงไม่ได้มีลักษณะวิจิตรอลังการตามขนบช่างหลวง แต่กลับน่ารักน่าเอ็นดู เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายด้วยหน้าตาบ้องแบ๊วใสซื่อ บ้างมีสัดส่วนร่างกายกลมกลึงชวนให้อารมณ์ดี กลายเป็นเสน่ห์จับใจคนรุ่นใหม่
ต้นแบบของอาร์ตทอยนาคโพดก็คือรูปปั้น “ปู่ราชคฤห์มหาราชา” วัดโพธิ์ศรีทุ่ง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นที่นับถือของคนในท้องถิ่น
รูปปั้นพญานาคฝีมือช่างชาวบ้านที่ซุ้มประตูทางขึ้น
วัดเขาพระ จังหวัดพิจิตร มีจุดเด่นตรงหัวกลมป้อมน่ารัก จนชาวเน็ตตั้งฉายาว่า “พญานาคโดเรมอน”
ราวปลายปี ๒๕๖๓ แฮชแท็ก #หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ ก็ปรากฏขึ้นในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก กระทั่งได้รับความนิยมจนกลายเป็นไวรัล เกิดการต่อยอดโดยมีคนนำไปวาดเป็นภาพแฟนอาร์ต การ์ตูน แอนิเมชัน โมเดล หรืองานสร้างสรรค์อื่น ๆ บรรดาสัตว์จากป่าหิมพานต์ตามตำนานความเชื่อโบราณจึงมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาในสื่อออนไลน์ ซึ่งก็คือโลกเสมือนอีกใบที่ซ้อนทับอยู่ในชีวิตจริงของยุคปัจจุบัน ก่อนที่วันหนึ่งกระแสดังกล่าวจะส่งทอดมาถึงอาจารย์โม่ในที่สุด
“ตอนหิมพานต์มาร์ชเมลโล่เป็นกระแส ก็มีแฮชแท็กในทวิตเตอร์ว่า อยากให้คนทำกาชาปองอับเฉาไม่อับเฉาทำงานนี้บ้าง ผมไม่ได้เห็นเอง แต่คนอื่นแคปส่งมาให้ ผมก็เฮ้ย น่าสนใจ รู้สึกตื่นเต้น อยากทำ”
อาจารย์โม่ลงมือทำงานนี้อย่างไม่รีรอ โดยคัดเลือกต้นแบบรูปปั้นสัตว์หิมพานต์ที่โดดเด่นมาสร้างสรรค์เป็นเหล่าสมาชิกทั้งห้าของ “เดอะแก๊ง” ในผลงานชุดแรก ได้แก่ มอมจากวัดพระธาตุขามแก่น จังหวัดขอนแก่น, เหราจากวัดชัยภูมิการาม จังหวัดอุบลราชธานี, สิงห์จากวัดเกาะวาลุการาม จังหวัดลำปาง
รวมทั้งพญานาคสีฟ้าจากวัดนรวราราม จังหวัดมุกดาหาร ที่บนหัวมีหงอนเรียงเป็นแผง โดยอาจารย์โม่ให้ฉายา “นาคพังก์”
ส่วนพญานาคสีเขียวจากวัดโพธิ์ศรีทุ่ง จังหวัดอุดรธานี อาจารย์โม่ดูว่าลักษณะคล้ายฝักข้าวโพด จึงตั้งชื่อ “นาคโพด”
ในปี ๒๕๖๓ เมื่อผลงานอาร์ตทอยหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ชุดแรกของอาจารย์โม่เปิดตัวในเพจ MOTMO Studio ปรากฏว่ามีผู้สนใจสั่งจองเต็มหน้าเพจ
อาจารย์โม่เผยว่ากระแสตอบรับจากคนส่วนใหญ่มักชื่นชอบมอม เพราะตัวสีขาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ส่วนตัวเขาเทใจให้นาคโพดเป็นตัวโปรด เพราะชอบหงอนบนหัวทรงกรวยแหลมสีแดง มองดูคล้ายหมวกซานตาคลอส
เรื่องเล่าจากนาคโพด
สู่นาคม่อน
อาจารย์โม่บอกตนเองก็เหมือนศิลปินรุ่นใหม่คนอื่น ๆ ที่มักค้นคว้าข้อมูลการทำงานเบื้องต้นจากอินเทอร์เน็ต แต่หากมีเวลาและโอกาสก็พร้อมเดินทางลงพื้นที่จริง เขาจึงตระเวนไปตามวัดและสถานที่หลายแห่งในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีรูปปั้นฝีมือช่างท้องถิ่น
“ตอนแรกผมคิดว่ารูปปั้นพวกนี้จะมีเฉพาะวัดทางภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง แต่ภายหลังพบว่ามีกระจายอยู่ทั่วประเทศ อย่างสุพรรณบุรี สิงห์บุรี หรือที่ชัยนาทด้วย”
อาจารย์โม่อธิบายเพิ่มว่า “มันเหมือนวัฒนธรรมย่อย หรือวัฒนธรรมของชาวบ้านที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อวัฒนธรรมหลวง ลองสังเกตว่าวัดที่ติดถนนใหญ่หรือถนนตัดใหม่ มักมีรูปปั้นพญานาคที่เหมือนในกรุงเทพฯ คือกระหนก ลายไทยแบบช่างหลวง แต่หากเป็นวัดที่ต้องขับรถเข้าไปไกล ๆ หรือตั้งอยู่ลึกในชุมชนเก่าแก่ ซึ่งโดยมากเป็นของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนไทยพวน ลาวโซ่ง มอญ ญวน วิธีปั้นพญานาคจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พูดง่าย ๆ คือวัฒนธรรมหลวงจากส่วนกลางยังเข้าไปไม่ถึง
“บางคนอาจมองศิลปะชาวบ้านแบบนี้ในแง่ขบขันแต่พอเราลงพื้นที่จริง ๆ ถึงรู้ว่ามันเป็นเรื่องเข้มข้น เขาทำด้วยศรัทธา ไม่ได้ปั้นเอาสนุกหรือตลก...”
ดังเช่นรูปปั้นพญานาคสีเขียวแห่งวัดโพธิ์ศรีทุ่ง จังหวัดอุดรธานี ต้นแบบของนาคโพด ก็มีความเป็นมาน่าสนใจ ตามที่คนในท้องถิ่นเล่าให้อาจารย์โม่ฟัง
“รูปปั้นพญานาคที่วัดโพธิ์ศรีทุ่ง ความจริงชื่อปู่ราชคฤห์มหาราชา ผู้ปั้นคือ ‘ยายจ้ำ’ ซึ่งคล้ายเป็นคนทรง เชื่อกันว่ามีเวทมนตร์สื่อสารกับวิญญาณได้ ยายจ้ำฝันเห็นพญานาคลักษณะแบบนี้ที่บนหัวมีหงอนเป็นกรวยแหลมสีแดง ไม่เหมือนรูปพญานาคทั่วไป แกเลยขออนุญาตทางวัดปั้นโดยให้ลูกหลานมาช่วยทำ แล้วตั้งไว้ในวัด เราไปดูของจริงก็ทึ่งนะ ลำตัวยาวมาก ทุกวันนี้คนในชุมชนก็มาจุดธูปไหว้ขอพรตลอดเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
อาจารย์โม่สนุกกับการทำงานชุดหิมพานต์มาร์ชเมลโล่อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสมาชิกในแก๊งเพิ่มขึ้นเป็น ๑๓ ตัว
นอกจากนาคโพด อาจารย์โม่บอกว่าสมาชิกอื่น ๆ ในกลุ่มต่างก็มีที่มาหรือ “สตอรี” น่าทึ่ง รวมทั้ง “นาคม่อน” ซึ่งถอดแบบมาจาก “นาคโดเรมอน” บนซุ้มประตูทางขึ้นวัดเขาพระ จังหวัดพิจิตร
เหตุที่รูปปั้นพญางูได้รับฉายานี้จากชาวเน็ตเพราะมีลำตัวสีฟ้า โดยเฉพาะส่วนหัวกลมโตและอ้าปากกว้างยิ่งดูคล้ายตัวการ์ตูนโดเรมอนของญี่ปุ่น
“รูปปั้นนี้น่าจะปั้นไว้ไม่เกิน ๑๐ ปี ช่างปั้นเป็นคนในพื้นที่นั่นแหละ แต่วันนั้นผมไปตามหาแล้วไม่เจอ ความเป็นมาคือท่านเจ้าอาวาสจ้างช่างให้มาปั้นพญางูที่ซุ้มประตู แต่ปั้นไปปั้นมากลายเป็นมีหัวกลม ๆ ไม่ได้อลังการทรงอำนาจ เจ้าอาวาสเห็นแล้วบอกให้ทุบเพราะไม่ตรงตามแบบ แต่ช่างบอกเขาฝันเห็นงูยักษ์ นู่นนี่นั่น คงไม่อยากให้ทุบ ต่อมามีคนไปถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต พอได้รับความนิยมกลายเป็นไวรัล ทางวัดเลยยอมให้อยู่ต่อ”
โซเชียลมีเดียทำให้พญานาคในท้องถิ่นกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ปู่ราชคฤห์มหาราชากลายร่างเป็นอาร์ตทอย แล้ววันหนึ่งเมื่อถึงเวลาเหมาะสมนาคโพดก็ได้โอกาสหวนคืนสู่ถิ่นกำเนิด
หากงานอนุรักษ์ดังกล่าวถูกปรับ ประยุกต์จนคนรุ่นใหม่สนใจ มันจะไม่หายไปแต่ถ้าบอกว่า ห้ามทำอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ มันจะรู้สึกเชย เริ่มน่ากลัวไม่อยากเข้าใกล้
อาจารย์โม่พานาคโพดกลับถิ่นเกิด พร้อมนำรายได้จากการจำหน่ายอาร์ตทอยส่วนหนึ่งไปถวายวัดโพธิ์ศรีทุ่ง
ภาพ : MOTMO Studio
เมื่อพญานาคคืนถิ่น
หลังงานอาร์ตทอยหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ชุดแรกของ MOTMO Studio เปิดจำหน่ายในปี ๒๕๖๓ ก็เกิดวิกฤตโควิด-๑๙ ในเมืองไทย กระทั่งสถานการณ์โรคระบาดค่อย ๆ สงบลง อาจารย์โม่จึงกลับไปยังแหล่งกำเนิดของแรงบันดาลใจ ได้แก่วัดหรือสถานที่ตั้งของรูปปั้นต้นแบบแต่ละแห่ง เพื่อสานต่อภารกิจที่ตั้งใจไว้
“ผมทำหุ่นนาคโพดขนาดใหญ่ตัวหนึ่งให้ที่วัด (วัดโพธิ์ศรีทุ่ง) แล้วนำเงินรายได้จากการขายส่วนหนึ่งถวายวัดด้วย หลวงพ่อเจ้าอาวาสยินดีที่พวกเรามาหา ท่านพาเดินดูทั่ววัดเลย”
นาคโพดจึงได้กลับไปอยู่ใกล้ปู่ราชคฤห์มหาราชา เช่นเดียวกับสมาชิกอื่น ๆ ในแก๊งที่ทยอยกลับไปเยี่ยมเยียนต้นแบบของตน
ล่าสุดในปี ๒๕๖๘ อาจารย์โม่และทีมงานเดินทางไปถึงชุมชนไทยพวนที่โรงเรียนวัดบ้านทราย (ทองดำผดุงราษฎร์) อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ที่ตั้งของรูปปั้นสิงห์อายุกว่า ๗๐ ปี ต้นแบบ “สิงห์ตะวัน” สมาชิกใหม่ในกลุ่มหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ เพื่อทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ
“วันนั้นผมนำอาหารและขนมไปเลี้ยงเด็กที่โรงเรียน และให้พวกเขาระบายสีภาพวาดสิงห์ตะวัน แล้วถ่ายรูปร่วมกัน พวกเด็ก ๆ สนุกและชอบกันมาก” อาจารย์โม่บอกเล่าอย่างปลาบปลื้ม
การคืนถิ่นของนาคโพดและผองเพื่อนอาร์ตทอยจึงไม่ได้สูญเปล่า เพราะไม่เพียงส่งต่อรายได้และผลประโยชน์คืนสู่ชุมชนต้นทาง อีกเรื่องสำคัญคือปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นตนเอง
“งานศิลปะของผมไม่ได้ทำหน้าที่แค่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เป็นปัญหาสังคม แต่จะเข้าไปปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้อินกับสิ่งที่เขามีอยู่ เขาจะได้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่รูปปูนปั้นตลก ๆ แต่มันมีคุณค่า เราไปบอกเขาว่ามันดีอย่างไร ต่อไปพอโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะดูแลมันเอง”
บรรยากาศการผลิตชิ้นงานอาร์ตทอยขนาดจิ๋ว ตั้งแต่การออกแบบจนมาถึงกระบวนการทำมือ ตั้งแต่หล่อเรซิน ขัดตบแต่งและลงสีให้สวยงาม
งานศิลปะที่เชื่อมโยง
กับคนรุ่นใหม่
ย้อนกลับไปหลายปีก่อนขณะอาจารย์โม่กำลังเรียนระดับปริญญาโทด้านประติมากรรม เขาและเพื่อนเคยปั่นจักรยานตระเวนภาคอีสาน เพื่อสำรวจความเชื่อเรื่องพญานาคที่แพร่หลายในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขง
“ตอนนั้นผมปั่นจักรยานจากอำเภอเชียงคานไปจังหวัดอุบลฯ ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อตามหาความเชื่อเรื่องพญานาค ซึ่งสนุกมาก คนท้องถิ่นเขาเชื่อกันจริงจัง บางคนบอกเคยเห็นกับตา ตัวใหญ่เท่าถังน้ำมัน ยาวจดนู่นเลย เราฟังแล้วก็ทึ่ง ดูแฟนตาซีมาก ทำให้ผมสนใจเรื่องเล่าของชาวบ้าน”
อาจารย์โม่เคยกล่าวถึงเป้าหมายอย่างหนึ่งของงานชุดนี้ นั่นคือพยายามหาคำตอบว่างานอนุรักษ์และการสร้างสรรค์ต่อยอดจะไปด้วยกันได้อย่างไร
“งานชุดนี้ที่ได้รับความนิยมเพราะว่าถูกลดทอน ถูกปรับให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ด้วยความน่ารัก หรืออะไรก็ตาม แต่ผมว่าแก่นความเชื่อเดิมยังคงอยู่ มันไม่ได้ลดทอนความเชื่อเรื่องอำนาจของพญานาค” อาจารย์โม่อธิบาย
“สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ขอบเขต จะไม่แตะต้องเกินเลยในพื้นที่ของความเคารพหรือศรัทธา คนทำงานควรมีเซนส์หรือสัมผัสได้ว่าหากทำแบบไหนแล้วคนที่ศรัทธาอาจรู้สึกแย่ เจตนาจึงสำคัญมาก ถ้าแค่จะเอาฮา ตลกอย่างเดียว เจ็บมาหลายคนแล้ว ซึ่งหากถามผม ผมจะปรับเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ แต่จะไม่ลบหลู่นะ
“งานอนุรักษ์ใด ๆ ล้วนเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ ถ้าร่างนั้นขาดจิตวิญญาณ ซึ่งก็คือความร่วมสมัย แล้วเมื่อไรที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธร่างกายเหล่านี้ สังเกตว่างานอนุรักษ์จะอยู่ยากมาก ต้องฝืน ต้องหางบมาช่วย
“หากงานอนุรักษ์ดังกล่าวถูกปรับ ประยุกต์จนคนรุ่นใหม่สนใจ มันจะไม่หายไป แต่ถ้าบอกว่า ห้ามทำอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ มันจะรู้สึกเชย เริ่มน่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้”
เจ้าของผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่กล่าวทิ้งท้าย “เพราะฉะนั้นผมมองว่าเป็นเรื่องควรทำด้วยซ้ำ เหมือนการเปิดประตูให้เห็นหมุดหมายใหม่ ว่าศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของเราเมื่อจับมาทำใหม่ในหมวดของงานดีไซน์ แล้วปรับตามความชำนาญของศิลปิน ก็สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้”
ถึงตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หากใครสักคนจะนั่งสบตากับหุ่นจิ๋วนาคโพดที่ได้จากตู้กาชาปอง แล้วเกิดแรงบันดาลใจเดินทางไปวัดโพธิ์ศรีทุ่ง เพื่อเยี่ยมเยียนและสักการะปู่ราชคฤห์มหาราชาร่วมกับชาวบ้านผู้เปี่ยมศรัทธา จากนั้นค่อยหยิบสมาร์ตโฟนมาถ่ายเซลฟีก่อนโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย