เรื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
พ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมา พญานาคผู้คุ้มครองผืนน้ำและความอุดมสมบูรณ์บนเกาะดอนแก้วกลางบึงโขงหลง มองเห็นเทือกเขาทางซ้ายในภาพคือภูลังกาซึ่งค้นพบถ้ำนาคาและเศียรพญานาคหลังการตั้งบึงกาฬเป็นจังหวัดใหม่
วังบาดาลหรือนาคพิภพเป็นอย่างไร เราคงไม่มีโอกาสลงไปเห็นด้วยตาตนเอง
ถ้าอ่านทศชาติชาดกก็มีเรื่องของมนุษย์ที่ได้ไปเห็นวังพญานาคและกลับคืนมาโลกมนุษย์ได้ เช่น นายพรานเนสทะกับลูกชายที่เผอิญมาพบภูริทัตนาค แล้วถูกพาไปอยู่วังพญานาคเสพสุขกับทรัพย์สมบัติซึ่งมีนางนาคคอยปรนนิบัติมากมาย แต่อยู่ไป ๆ ก็เบื่อหน่ายคิดถึงบ้าน ครั้นพอกลับโลกมนุษย์แล้วยิ่งเต็มไปด้วยกิเลสและความละโมบ
กำเนิดของภูริทัตนาคยังเกี่ยวพันกับความขัดแย้งของนาคกับมนุษย์ คือทรงเป็นลูกครึ่ง มีแม่เป็นธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีกับพระมารดาซึ่งเป็นนางนาค พ่อของภูริทัตคือธตรฐพญานาค ซึ่งได้ยกทัพนาคมาล้อมเมืองบีบให้พระเจ้ากรุงพาราณสียกพระธิดาให้ แสดงอิทธิฤทธิ์แผ่พังพานและพ่นลมหายใจปกคลุมเมืองจนมืดมิด ขู่ว่าจะฆ่าชาวเมืองให้หมด
บนเกาะดอนโพธิ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวบ้านนับถือรูปเคารพของปู่อือลือนาคราช นิยมสร้างเป็นฤาษีห่มขาวมีนาคปรก
อีกคนหนึ่งคือวิธูรบัณฑิต ถูกพาลงไปนาคพิภพของพญาวรุณนาคราช แต่ด้วยบรรยากาศตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับนายพรานเนสทะ เพราะเขาตกอยู่ในสถานการณ์ถึงตาย เนื่องจากพญานาคต้องการหัวใจของวิธูรบัณฑิต แต่ความพลิกผันกลายเป็นว่า หัวใจที่พญานาคต้องการจริง ๆ ไม่ใช่ก้อนเนื้อ แต่คือการได้ฟังธรรมจากวิธูรบัณฑิต ผู้ยึดมั่นในสัจจบารมีและทรงปัญญาในธรรมจนได้รับการสรรเสริญไปทั่วทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์
เรื่องนาคมีพิษร้าย โกรธง่าย อยู่ในวังบาดาลที่เต็มไปด้วยมหาสมบัติ หนึ่ง
ความขัดแย้งในการแต่งงานของนาคกับมนุษย์ สอง
และนาคอยากฟังธรรม สาม
นับว่าเป็นแก่นแกนของเรื่องเล่าในตำนานท้องถิ่นซึ่งส่งต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษนี้ เช่นเดียวกับเรื่องราวของปู่อือลือนาคราชแห่งบึงโขงหลง
พิธีรำถวายแก้บนพญานาคราชโดยคณะนางรำที่มีทั้งรุ่นเด็กและผู้ใหญ่จากบ้านโสกโพธิ์
เกาะดอนโพธิ์
กลางเดือนมีนาคม ๒๕๖๙ เรือยาวติดเครื่องยนต์วิ่งไปกลางผืนน้ำกว้างของบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เราเห็นแพลอยน้ำขนาดใหญ่ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงแซมกับกกหญ้าคาตลอดชายฝั่ง มีนกน้ำหลายชนิดอาศัยหากิน มองเบื้องล่างน้ำใสเห็นสาหร่ายอยู่ข้างใต้
หมุดหมายของการเดินทางค่อย ๆ มองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนเรือมาเทียบท่าที่เกาะดอนโพธิ์
ตามตำนานท้องถิ่น บึงโขงหลงเป็นที่ตั้งของเมืองรัตพานคร ปกครองโดยพระเจ้าอือลือ ซึ่งถูกพญานาคราชถล่มทลายจนกลายเป็นบึงน้ำ เหลือเพียงเกาะดอนโพธิ์ เกาะดอนแก้ว และเกาะดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวัดประจำเมืองสามวัดตามชื่อเกาะ
ปัจจุบันบึงโขงหลงอยู่ภายใต้การดูแลของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง เป็นบึงน้ำธรรมชาติยาวตามทิศเหนือถึงใต้ถึง ๑๓ กิโลเมตร ส่วนช่วงกว้างสุดราว ๒ กิโลเมตร ฝั่งตะวันตกติดอำเภอเซกา ฝั่งตะวันออกติดอำเภอบึงโขงหลง
ดูจากพื้นที่บึงโขงหลงก็นับได้ว่ารัตพานครเป็นเมืองที่ใหญ่มาก
เกาะดอนโพธิ์กับเกาะดอนแก้วเป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตอนกลางของบึง ส่วนเกาะดอนสวรรค์ใหญ่กว่าหลายเท่า อยู่ริมฝั่งตะวันตกขึ้นไปทางเหนือเกาะทั้งสอง
เมื่อเดินขึ้นเกาะดอนโพธิ์เราจะเห็นป้ายเขตห้ามล่าปักบอกไว้ สภาพธรรมชาติบนเกาะดอนโพธิ์เป็นป่าโปร่งพื้นหญ้า มองเห็นผืนน้ำล้อมรอบ คิดเล่น ๆ ก็อาจคล้ายนาคพิภพที่ชาดกบรรยายว่ามีหมู่ไม้ร่มรื่น หญ้าเขียวชอุ่ม มีสระโบกขรณีสวยงาม มีหงส์และกลีบดอกบัวลอยเกลื่อนกลาด
เดินต่อไปถึงบริเวณที่ดูมืดครึ้มวังเวงใต้ดงกอไผ่และต้นโพต้นไทร ก็ถึงศาลปู่อือลือนาคราชที่มีคนมาทำพิธีบูชา
ปู่อือลือนาคราชก็คือพระเจ้าอือลือ พระราชโอรสของพระองค์หลงรักกับนางนาคที่แปลงร่างมาเป็นมนุษย์ มีการจัดพิธีอภิเษกสมรสยิ่งใหญ่ โดยไม่มีใครรู้เลยว่าแต่งกับธิดาเมืองนาค ทั้งคู่อยู่กินกันหลายปีก็ไม่มีโอรส จนนางนาคล้มป่วยจึงเผยร่างจริงให้คนจับได้ พระเจ้าอือลือจึงขับไล่นางกลับวังบาดาล พอพญานาคราชมารับลูกสาวก็ขอเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งมอบเป็นสัมพันธไมตรีตอนอภิเษกสมรสคืน แต่พระเจ้าอือลือคืนให้ไม่ได้เพราะแปรสภาพเป็นของอย่างอื่นหมดแล้ว พญานาคราชโกรธมาก จึงถล่มเมืองราบคาบเหลือไว้เพียงวัดทั้งสาม (น่าจะบวกกับความโกรธที่ลูกสาวถูกขับไล่ด้วย) เป็นที่มาของชื่อ “บึงของหลง” หมายถึงสิ่งของของพญานาคที่หายไป ตอนหลังเพี้ยนจาก “ของ” มาเป็น “โขง” ตามชื่อแม่น้ำโขง ทั้งที่น้ำในบึงไม่ได้มาจากแม่น้ำโขง
ถ้าอ่านป้ายทางการจะเขียนประวัติไว้ถึงแค่นี้ ทิ้งปริศนาให้คนต่างถิ่นงงว่าแล้วพระเจ้าอือลือซึ่งเป็นมนุษย์ กลายมาเป็นนาคได้อย่างไร
เมื่อถามผู้ดูแลศาลเจ้าปู่อือลือตามที่ต่าง ๆ ให้หายสงสัยจึงได้เรื่องราวที่ไม่อยู่บนป้ายว่า เพราะพระเจ้าอือลือถูกพญานาคราชสาปให้เป็นนาคเฝ้าบึงโขงหลงนั่นเอง
เกาะดอนโพธิ์เป็นหมุดหมายที่ผู้คนนั่งเรือมากราบไหว้ปู่อือลือ บ้างมาทำพิธีบวงสรวงด้วยของจัดถวายเป็นโต๊ะใหญ่ และจัดให้มีการรำถวาย ก่อนจะนั่งเรือต่อไปเกาะดอนแก้ว ซึ่งก็ตั้งศาลและรูปเคารพของพญานาคต่าง ๆ ไว้เช่นกัน
รูปเคารพปู่อือลือองค์เก่าแก่ของหมู่บ้านโสกโพธิ์ ตั้งอยู่ด้านในคล้ายศิลาสีเข้ม ประดิษฐานที่นี่เฉพาะระหว่างวันที่ ๓ เดือน ๓ ถึงวันที่ ๓ เดือน ๖ ทางจันทรคติ แล้วจะอัญเชิญไปตั้งที่เกาะดอนโพธิ์ตลอดทั้งปี
ศาลเก่าร้อยปี
บ้านโสกโพธิ์
ชาวบ้านรอบบึงโขงหลงนับถือปู่อือลือนาคราชมานานนับร้อยปี มีหลายหมู่บ้านที่ตั้งศาลประจำท้องถิ่นของตน ศาลที่มีชื่อเสียงคือศาลเจ้าตรงวัดสว่างวารี อยู่ทางใต้ของบึงโขงหลง ศาลวังรัตพานคร บ้านโคกกระแซ อำเภอเซกา ทางตอนเหนือของบึงโขงหลง และศาลเก่าร้อยปีที่บ้านโสกโพธิ์ ซึ่งมีท่าเรือตรงข้ามกับเกาะดอนโพธิ์ เฉพาะที่บ้านโสกโพธิ์จะมีประเพณีประจำปีอัญเชิญรูปเคารพปู่อือลือนาคราชลงมาประดิษฐานบนเกาะดอนโพธิ์ทุกปี ตั้งแต่วันที่ ๓ เดือน ๖ จนถึงวันที่ ๓ เดือน ๓ นาน ๙ เดือน จึงอัญเชิญกลับขึ้นไปตั้งที่หมู่บ้านนาน ๓ เดือน
เรืองเดช จันทบุตร อดีตผู้ใหญ่บ้านโสกโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “จ้ำ” ผู้ดูแลศาลและสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รุ่นที่ ๘ เล่าย้อนอดีตที่เขาเคยสอบถามคนรุ่นก่อน ๆ เกี่ยวกับประวัติหมู่บ้าน ว่าหมู่บ้านตั้งมามากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว โดยอพยพผู้คนมาจากแหล่งอื่น ได้อาศัยบึงโขงหลงทำมาหากิน พบเห็นเรื่องราวแปลกประหลาดกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะ “หากกินเหล้าเมายาไปพูดจาไม่ดี เช่น สบถว่าปลาหายไปไหนหมด ก็จะมีปลาใหญ่ยักษ์เท่าลำเรือผุดขึ้นมาให้ตกใจจนต้องรีบหนีเข้าฝั่ง”
ตรงเกาะดอนโพธิ์ชาวบ้านเคยพบของเก่า พระพุทธรูป เศียรพระ จมอยู่ใต้น้ำ ไถพรวนดินเตรียมทำนาริมบึงก็เคยพบแจกันโบราณ เขาบอกว่าเคยได้ดูของโบราณที่ชาวบ้านพบบ้าง แต่ยอมรับว่าไม่มีความรู้ว่าเก่าแค่ไหน
เมื่อชาวบ้านโสกโพธิ์รุ่นแรก ๆ คิดตั้งศาลปู่อือลือก็ประชุมกันว่าจะตั้งตรงไหนดี คืนนั้นก็มีคนมาเข้าฝันว่าให้เดินไปตามห้วยคำป้อมตรงต้นน้ำที่ห้วยแยกเป็นสองทางและมีจอมปลวกตั้งอยู่ ให้ตั้งศาลตรงนั้น ยังเป็นป่าเป็นดงที่ไม่มีคนนอกหมู่บ้านอยากเข้ามา แต่ดูจากสภาพวันนี้ไม่เป็นป่าต้นน้ำแล้ว สถานที่ถูกปรับปรุงเพื่อรองรับคนต่างถิ่นที่มากราบไหว้มากขึ้น
เดือนมีนาคมที่ผมมาถึง ยังคงเป็นช่วงที่ในศาลประดิษฐานรูปเคารพปู่อือลือเป็นศิลาเก่าแก่ และยังมีรูปเคารพสร้างใหม่คล้ายฤาษีนุ่งขาวห่มขาว
“ช่วง ๓ ค่ำ เดือน ๓ (ทางจันทรคติ ตรงกับประมาณปลายเดือนมกราคม) ชาวบ้านจะทำพิธีเลี้ยงขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ชาวบ้านหยุดทำไร่ไถนาขึ้นมาอยู่บ้าน จึงเชิญปู่ขึ้นจากเกาะดอนโพธิ์มาที่หมู่บ้าน พอถึงช่วง ๓ ค่ำ เดือน ๖ เป็นช่วงที่ชาวบ้านเริ่มลงนาก็จะทำพิธีเลี้ยงลง แห่เสลี่ยงเจ้าปู่อือลือลงไปเกาะดอนโพธิ์”
อดีตผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า แต่ก่อนปู่อือลือเป็นที่นับถือเฉพาะในท้องถิ่น ไม่ได้มีชื่อเสียงดังระดับประเทศ แต่เรื่องเล่าที่บอกต่อ ๆ กันมาคือปู่อือลือจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อเกิดเมืองใหม่ แล้วท้องพระคลังวังบาดาลจะให้โชคให้ลาภ ซึ่งก็มาสอดคล้องอย่างประหลาดกับการตั้งบึงกาฬเป็นจังหวัดแยกออกจากจังหวัดหนองคายเมื่อปี ๒๕๕๔
“หลังจากนั้นราวปี ๒๕๖๐ ก็มีคนมาทำพิธีบนเกาะดอนโพธิ์แล้วได้โชคลาภ เกิดกระแสให้คนรู้จักที่นี่ ทั้งที่แต่ก่อนก็เป็นชุมชนที่อยู่กันตามธรรมดา ที่ดินเมื่อก่อนไร่ละไม่กี่แสน ตอนนี้บางแห่งราคาเป็น ๒-๓ ล้าน”
เส้นทางเดินขึ้นถ้ำนาคาที่พิสูจน์ความศรัทธา พลังกาย และพลังใจ ข้อบังคับคือทุกกลุ่มนักท่องเที่ยวต้องมีไกด์ชาวบ้านหนึ่งคนช่วยนำทางเสมอ ไม่ว่าจะมาเพียงคนเดียวหรือหลายคน เพื่อป้องกันการหลงทางและช่วยดูแลความปลอดภัย
ถ้ำนาคา
จากบึงโขงหลงมองไปทางทิศตะวันออกก็จะเห็นเทือกเขาภูลังกาทอดยาวตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล ข้างบนนั้นเก็บซ่อนกลุ่มหินที่เหมือนพญานาคไว้มานาน จนเมื่อปู่อือลือพ้นคำสาป ก็มีผู้พบเห็นและเผยแพร่ภาพไปจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวโด่งดังของบึงกาฬ ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวสายมูและสายธรรมชาติ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับผู้คนในท้องถิ่น
แรกได้ยินชื่อถ้ำนาคา ก็ชวนให้จินตนาการว่าเป็นโพรงถ้ำหรืออุโมงค์ลึกเข้าไปในภูเขา
แต่ความจริงเป็นซอกหลืบระหว่างผาหินหรือหินก้อนใหญ่ที่ผิวหน้าแตกลายคล้ายเกล็ดงูขนาดยักษ์ บางแห่งก็เป็นก้อนหินรูปทรงคล้ายหัวงู ซึ่งเหมือนจนน่าทึ่ง ส่วนสายมูจะบอกว่าน่าขนลุก
ในทางธรณีวิทยา แผ่นดินอีสานในอดีตเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนเป็นบริเวณใต้ท้องน้ำท้องทะเลที่มีตะกอนทับถม ต่อมาจึงยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงอีสาน ภูเขาต่าง ๆ เช่น ภูพาน ภูกระดึง ภูลังกา จึงเป็นภูเขาหินทราย ต่อมาถูกแดดลมฝนกัดกร่อนจนเกิดหินที่มีรูปร่างต่าง ๆ
ความที่อดีตเคยอยู่ใต้ท้องน้ำ ก็อาจเปรียบเปรยได้ว่าภูลังกาเป็นวังบาดาลเก่า หรือนาคพิภพที่บัดนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นเขาสูงราว ๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล
ชาวบ้านมีความเชื่อบอกต่อกันมาว่า “ภูลังกานี้คือสถานที่ปู่อือลือถูกสาป ข้าทาสบริวารที่อยู่บนบกจะกลายเป็นภูเขาเลากา ถ้าอยู่ในน้ำก็ให้บำเพ็ญศีลอยู่ใต้บาดาล”
ถ้ำนาคาลักษณะเป็นเกล็ดลำตัวพญานาคเลื้อยตวัดรอบผาหิน
เศียรนาคาที่ ๑ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาไหว้ขอพร
จุดเริ่มต้นการเดินขึ้นถ้ำนาคาอยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูลังกา (ถ้ำนาคา) ฝั่งตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง
ราว ๗ โมงครึ่ง “แม่แอร์” นิพร บุตรวงค์ ไกด์ถ้ำนาคาประจำกลุ่มเราตามบัตรคิวที่จับได้ อธิบายหน้าป้ายแผนผังเส้นทางการเดินที่มีจุดทั้งหมด ๑๒ จุดแทนด้วยตัวอักษร A-L
“จาก A-E จะเป็นบันได ช่วงนี้เราจะมีอาการเหนื่อย เหนื่อยเราก็พัก ที่จุด F จะมีห้องน้ำและน้ำตก แต่หน้าแล้งนี้ไม่มีน้ำตก เสร็จแล้วจุด G จะขึ้นบันไดรอบ ๒ ไปจุด H พอถึงจุด J จะแยกทางขึ้นเป็นสองทาง เราจะขึ้นไปทางถ้ำนาคาก่อน จุด K จะมีบันไดอีกรอบ คือมีบันไดทั้งหมดสามรอบ พอผ่าน K ไปผาชมวิวก็ขึ้นถ้ำนาคา ออกจากถ้ำนาคาแล้วขึ้นข้างบนไปผาใจขาดที่มีเจดีย์หลวงปู่เสาร์ วกกลับมาขึ้นเจดีย์หลวงปู่วัง วนลงมาถ้ำหลวงปู่วัง มาเปิดทรัพย์ วนลงมาหัวพญานาคที่ ๑ แล้วก็ที่ ๓ แล้ววนกลับมาที่จุด J ทั้งหมดประมาณ ๗ กิโลเมตร มาทำสารคดีก็ต้องไปทุกจุด เราก็เดินไปเรื่อย ๆ ค่ะ”
บันไดเหล็กสามช่วงนั้นส่วนใหญ่ตั้งชันสัก ๖๐-๗๐ องศา ขึ้นแล้วขึ้นอีกยกเข่ายกขากันจนน่องล้า บางคนก็ขอหยุดพักระหว่างขั้นบันได แม่แอร์แนะนำว่า “ค่อย ๆ ก้าวตามจังหวะระบบการหายใจของตัวเราเอง เหนื่อยก็พัก ถ้าเร่งเดี๋ยวร่วง ถ้าช้าถึงชัวร์” ถึงจุด E ไกด์ประจำทุกกลุ่มจะให้นักท่องเที่ยวนั่งพักหอบหายใจก่อนจะไปต่อ
เพิ่งสังเกตว่าสัมภาระบนหลังแม่แอร์นั้นคือกระเป๋าสี่เหลี่ยมใหญ่ ข้างในมีขวดน้ำดื่มน้ำแร่น้ำอัดลมขนมเยลลี่พร้อมบริการ เพื่อกินทดแทนเกลือแร่และเพิ่มพลังงานในตัวนักท่องเที่ยว เธอยังมีกระเป๋าเครื่องพยาบาลที่ไกด์ถ้ำนาคาทุกคนต้องมีประจำตัว ไว้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกรณีจำเป็น เช่น แอมโมเนีย ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ เช่นคนแพ้เกสรดอกไม้
ทั้งที่แบกกระเป๋าใบใหญ่ แม่แอร์ร่างเล็กบางยังเดินขึ้นเขาตัวปลิว ยิ่งน่าทึ่งเมื่อรู้ว่าเธออายุ ๖๐ แล้ว นัยน์ตาเป็นประกาย รับรู้ได้ถึงเมตตาจิตที่คอยระแวดระวังให้พวกเราเดินขึ้นอย่างปลอดภัย และบรรยายตามจุดต่าง ๆ ให้เราฟังอย่างมีความสุข ไม่เบื่อกับการตอบคำถามที่เราสงสัย ตลอดทางที่กลุ่มเราเจอกลุ่มอื่น ไกด์หนุ่ม ๆ สาว ๆ จะยกมือไหว้เธอทักทายด้วยความเคารพรัก “นี่ไกด์รุ่นบุกเบิกเลย โชคดีมาก ๆ ครับได้แม่แอร์นำ”
แม่แอร์ ไกด์รุ่นบุกเบิกเส้นทางถ้ำนาคากับกระเป๋าบริการนักท่องเที่ยวที่เธอแบกขึ้นเขามาเดินตัวปลิว
เจดีย์หลวงปู่วัง ฐิติสาโร พระป่าสายธุดงคกรรมฐาน ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ประดิษฐานเหนือยอดเขาหินทราย มีบันไดนาคทอดเลื้อยให้เดินขึ้นไปสักการบูชา ส่วนเจดีย์ของหลวงปู่เสาร์อยู่ด้านติดริมหน้าผา เป็นจุดชมวิวมองลงมาเห็นบึงโขงหลง
ถ้ำนาคาเพิ่งค้นพบเมื่อราวปี ๒๕๖๓ แม่แอร์ย้อนความหลังว่ามีครูบาอาจารย์เกิดนิมิตและมาบอกชาวบ้านว่าพญานาคเปิดมิติให้คนเห็นหินรูปพญานาคแล้ว จึงพาชาวบ้านมาช่วยกันสำรวจ ชาวบ้านมีความเชื่อบอกต่อกันมาว่า “ภูลังกานี้คือสถานที่ปู่อือลือถูกสาป ข้าทาสบริวารที่อยู่บนบกจะกลายเป็นภูเขาเลากา ถ้าอยู่ในน้ำก็ให้บำเพ็ญศีลอยู่ใต้บาดาล ถ้าดูความสูงและพื้นที่ของภูลังกาจะเท่ากับความลึกและพื้นที่ของบึงโขงหลง เหมือนพลิกบึงขึ้นมาเป็นภูเขา”
ฟังแล้วตื่นเต้นกับมุมมองการพลิกบึงโขงหลงขึ้นมาเป็นเขาลังกา ถ้าดูจากแผนที่กูเกิลรูปสัณฐานก็คล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่พื้นที่เขาลังกาน่าจะใหญ่กว่าพอสมควร
ต่อมาอุทยานแห่งชาติภูลังกาจึงเปิดเส้นทางท่องเที่ยวถ้ำนาคา โดยจัดอบรมชาวบ้านเป็นมัคคุเทศก์นำทางเพื่อพานักท่องเที่ยวเดินให้ครบทุกจุด ไม่ให้หลงทางหรือเดินย้อนทิศ ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยชาวบ้านจัดตั้งเป็น “ชมรมผู้นำเที่ยวท้องถิ่นถ้ำนาคา” ตั้งค่าไกด์เป็นราคามาตรฐาน ๕๐๐ บาทต่อกลุ่ม
ก่อนเดินขึ้นภูลังกา หลายคนอาจไม่ทันสังเกตเจดีย์พระธาตุบูรพาจารย์ ซึ่งสร้างในวาระ ๙๙ ปีชาตกาลหลวงปู่วัง ปี ๒๕๕๔
ถ้ำชัยมงคลหรือถ้ำหลวงปู่วัง ประดิษฐานรูปปั้นจำลองหลวงปู่ตรงตำแหน่งที่ท่านเคยนั่งประจำ
“ชาวบ้านถือว่าเป็นบารมีของปู่ปกปักรักษาเราค่ะ ถือว่าเราเป็นลูกหลานของปู่ ได้มีอยู่มีกิน ร่มเย็นเป็นสุข”
แม่แอร์เล่าว่าชาวบ้านขึ้นเขากันมานานก่อนจะเป็นอุทยานแห่งชาติ หาหน่อไม้ของป่าลงมาขายแทบทุกวันแต่ไม่มีใครเคยเห็นหินพญานาคกันมาก่อนเลย ชาวบ้านนับถือปู่อือลือและเขาลูกนี้มาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ตัวเธอเองก็ขึ้นเขาตั้งแต่เด็ก พอจัดตั้งเป็นอุทยานฯ ก็ห้ามชาวบ้านเข้าเขต เมื่อเปิดรับชาวบ้านเป็นไกด์เธอจึงตัดสินใจไม่ยากด้วยความรักความผูกพันกับพื้นที่ อบรมไกด์จนได้ใบอนุญาตผู้นำเที่ยวท้องถิ่นรุ่นแรก ๆ ตั้งแต่เมื่อ ๕-๖ ปีก่อน แล้วมาช่วยอบรมไกด์รุ่นหลัง ๆ ตั้งแต่ร่วมเดินนำนักท่องเที่ยวไปด้วยกันหลายรอบจนกว่าไกด์ใหม่จะพูดคุย อธิบาย และให้บริการนักท่องเที่ยวเป็นที่ประทับใจ โดยเฉพาะการสังเกตอาการนักท่องเที่ยวให้ออกว่าไปต่อ “ไหวหรือไม่ไหว”
“แบบว่าหน้าซีดหน้าเหลือง ตาลอยหรือมือชาเท้าชา หายใจไม่ปรกติ เราจะปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน คุยกับเขา อธิบายว่าถ้าไปต่อทางอีกไกลจะอันตราย เราจะขออนุญาตพาเขาไปเปิดทรัพย์ที่ถ้ำหลวงปู่วัง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วพาเขาลงเลย ส่วนคนอื่นในกลุ่มรออยู่ข้างบนแล้วเราก็ขึ้นไปใหม่ค่ะ”
ถ้ำหลวงปู่วังซึ่งเป็นจุดหมายที่พลาดไม่ได้ของนักท่องเที่ยวสายมู แม้จะไปต่อจุดอื่นไม่ไหว ก็คือถ้ำที่พำนักของหลวงปู่วัง ฐิติสาโร พระป่าสายธุดงคกรรมฐานลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล เป็นคนอุบลราชธานี เกิดในตระกูลหมอปะกำช้างจึงรู้คาถาอาคมด้วย ท่านชอบเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาเขตอีสานตอนบน ตามประวัติที่มีบันทึกเล่าว่า ท่านปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า หลวงปู่เสาร์บอกว่าต้องใช้เวลาสร้างบารมีมาหลายกัป หลายภพหลายชาติ และแนะให้เลิกความปรารถนานี้เสีย แต่พระอาจารย์วังยืนยันหนักแน่นถึงขั้นใครจะบังคับให้ถอนก็ยอมตาย หลวงปู่เสาร์จึงขออนุโมทนา
ปี ๒๔๘๘ ท่านธุดงค์มาภูลังกาและพบชะง่อนหินริมผาที่มีแสงส่องถึงตลอด ซึ่งไม่เคยมีใครพบมาก่อน จึงตั้งใจใช้เป็นที่พำนัก ให้ชื่อว่า “ถ้ำชัยมงคล” สมัยนั้นรอบภูลังกายังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ กระทิง หมี เลียงผา นกยูงเป็นฝูง ๆ ท่านต้องเดินลงเขาผ่านป่าดงไปหลายกิโลเมตรเพื่อบิณฑบาตในหมู่บ้าน แม้จะได้แค่ก้อนข้าวเหนียวเล็ก ๆ หนึ่งก้อนกับพริกเกลือ ก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเจริญภาวนาขัดเกลากิเลสตัณหา เพื่อเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือสะดือภูลังกาที่พระธุดงค์จะมานั่งสวดมนต์ภาวนา เชื่อว่าน้ำในบ่อเป็นน้ำมงคล และเป็นตาน้ำบนหลังเขาแห่งเดียวบนภูลังกา ส่วนลายกลีบบัวบนผืนหิน ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาทำไว้เมื่อนานมาแล้ว
เศียรนาคาที่ ๓ ตัวแทนของพลังธรรมชาติที่ดำรงอยู่มานานแสนนาน
ตัวอย่างการปฏิบัติภาวนาขั้นอุกฤษฏ์ของหลวงปู่วังนั้น ลูกศิษย์ของท่านคือหลวงปู่โง่น โสรโย เล่าว่า “...ครูบาวัง ชอบไปนั่งบำเพ็ญเพียรที่ชะง่อนผาอันสูงลิบลิ่วบนยอดภูลังกา ชะง่อนผานั้นกว้างประมาณ ๒ ศอก กำลังเหมาะเจาะพอดี เวลานั่งลงไป ถ้าเอียงซ้ายหรือเอียงขวานิดเดียวเป็นต้องร่วงลงไปในเหวลึก หรือถ้าสัปหงกไปข้างหน้าก็หัวทิ่มลงเหวอีกเหมือนกัน”
หลวงปู่วังมักเล่าให้ญาติโยมฟังว่ามีเทวดามารับศีลและฟังเทศน์จากท่านเป็นประจำ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับพญานาคก็มีคืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิพญานาคได้มาขอส่วนบุญในนิมิต พอกลางวันก็ปรากฏงูสีแดงยาว ๒ ศอก เลื้อยเข้ามาในถ้ำชัยมงคลแล้วหายไป เช้าอีกวันท่านจึงอุทิศบุญจากการถวายภัตตาหารให้แก่พญานาค คืนนั้นพญานาคก็มาบอกว่าได้รับบุญกุศลแล้ว และขอลาไปสู่สุคติภพที่ดีกว่า
หลวงปู่วังมรณภาพในปี ๒๔๙๖ บรรพชาได้ ๒๑ พรรษา อายุ ๔๑ ปี
ไม่มีบันทึกว่าปู่อือลือนาคราชเคยมาขอบุญหรือฟังธรรมจากหลวงปู่วังหรือไม่
ถ้ำชัยมงคลคือถ้ำหลวงปู่วังที่ท่านมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในกาลหน้า เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมากราบสักการะรูปจำลองซึ่งนั่งอยู่ตรงตำแหน่งเดิมของท่าน และทำพิธีเปิดทรัพย์ วางกระเป๋าเงินบนถาดขอโชคลาภ เงินทอง และสุขภาพ
“ไหว้สาธุขอให้สุขภาพแข็งแรง ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วยขอให้ร่ำรวยทำงานทำการไปเรื่อย ๆ เงินทองไหลมาเทมา ก็ขอประมาณนี้ค่ะ นักท่องเที่ยวหลายคนประทับใจก็กลับมาอีก”
แม่แอร์ขึ้นเขาลงเขาแทบทุกวัน เมื่อถามว่าเคยพบเจออะไรบ้างไหม เธอตอบว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรามองไม่เห็น แต่รู้สึกสัมผัสได้ บางครั้งก็มีอาการขนลุกซู่ ก็บอกกล่าวสาธุ ลูกหลานได้ขึ้นมาชื่นชมบารมี เป็นความเชื่อของเราเองที่นับถือท่าน”
หินหัวพญานาคขนาดยักษ์นั้นดูราวกับสิ่งมีชีวิตที่นอนอยู่ ณ ที่นี้มาเนิ่นนาน ส่วนที่ถ้ำนาคาพญานาคสำแดงลำตัวยาวใหญ่เลื้อยพันรอบผาหินคดโค้งไปมาอย่างน่าตื่นตะลึง
เมื่อเทียบกับมนุษย์ที่เล็กทั้งขนาดและอายุขัย พญานาคแห่งภูลังกาจึงยิ่งใหญ่ด้วยพลังอำนาจ เป็นดั่งตัวแทนของสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่มาแต่บรรพกาล
นาคพิภพแห่งนี้ยังซ่อนสมบัติอะไรไว้อีก เราไม่อาจรู้ได้ ว่ากันว่ามีการพบหินหัวพญานาคใหม่เรื่อย ๆ รอเปิดจุดใหม่บนเส้นทางให้ชมและสักการะ
อ่านป้ายอุทยานฯ อธิบายธรรมชาติของรอยแตกเกล็ดนาคบนผิวหน้าหิน ระบุว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืน ทำให้หินขยายตัวและหดตัวสลับไปมาตลอดเวลายาวนาน จนแตกเกล็ดซ้อนเป็นชั้น ๆ เรียกว่า sun crack
อดคิดไม่ได้ว่านี่ก็คือวัฏจักรของพลังงานและการเกิดดับซึ่งหมุนเวียนไปตามวิบากกรรม
ภายใต้จักรวาลอันไม่มีวันสิ้นสุด
ในตำนานและชาดกเกี่ยวกับพญานาค เราไม่ค่อยพบการเล่าเรื่องของชาวบ้านนาค
ในนาคพิภพมีหมู่บ้านไหม ชาวบ้านนาคทำมาหากินอะไร และมีศิลปินนาคไหม
วันนี้ถ้าใครอยากเห็นก็มาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านพญานาคแห่งเดียวในเมืองไทยได้ อยู่ห่างจากบึงโขงหลง-ภูลังกาไปราว ๑๒๐ กิโลเมตร
ชื่อราชการไทยคือ หมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
เราจะได้เดินชมบ้านธรรมดาของชาวนาค บาร์เบอร์หรือร้านตัดผมชาวนาค บ้านสานกระติ๊บชาวนาค บ้านเกษตรไร่นาสวนผสมชาวนาค วัดของชาวนาค (วัดโพธิ์ศรีมงคล) รวมทั้ง “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” ของชาวนาค
หมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย พลิกโฉมเป็นหมู่บ้านพญานาคด้วยภาพกราฟฟิตีสะท้อนวิถีชีวิตและอาชีพของเจ้าของบ้าน ภาพล่างซ้าย ชาวบ้านชุมนุมไปจับจักจั่น ช่างภาพจึงขอถ่ายภาพกับกราฟฟิตีผนังข้างบ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลุงสาย แววศรี
แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านชาวนาคจริง ๆ แต่เป็นชุมชนของชาวชาติพันธุ์ไทโซ่ หรือไทโส้ ราว ๕๐-๖๐ ครัวเรือน ส่วนหนึ่งอพยพมาจากลาวเมื่อกว่า ๑๓๐ ปีก่อน ความเชื่อความผูกพันกับนาคจึงฝังรากลึกอยู่ในวิถีวัฒนธรรมและศาสนาพุทธที่นับถือ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญประเพณี หรือรูปนาคที่ประดับตามวัดและข้าวของเครื่องใช้ เช่นเดียวกับชุมชนอื่น ๆ ตลอดริมฝั่งโขง
แต่สิ่งที่ยกระดับความเป็นหมู่บ้านอีสานธรรมดา ๆ แห่งนี้ให้เป็นหมู่บ้านพญานาค คือภาพกราฟฟิตีร่วมสมัยของพญานาคสีสันสุดคิวต์ที่คดเลื้อยอยู่บนฝากระดาน เรือนไม้ ผนังบ้านปูน หรือรั้วสังกะสีตามมุมถนน สื่อถึงอาชีพเจ้าของบ้านและวิถีชีวิตในหมู่บ้าน สร้างความสนุกคึกคักให้ชุมชนนี้ เป็นจุดเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยวที่มาบึงกาฬตั้งแต่เมื่อราว ๙ ปีก่อน
กว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าเป็นอย่างนี้ต้องอาศัยศรัทธาแรงกล้าของ “ขาบ” สุทธิพงษ์ สุริยะ ลูกหลานอีสานแท้ ๆ ของหมู่บ้าน
เขาเล่าแรงบันดาลใจว่ามาจากเหตุการณ์ในวัยเด็กที่เคยเห็นพญานาค
“หมู่บ้านเป็นที่ดอน พอหน้าฝนน้ำจะท่วมรอบ ๆ บ้านผมอยู่ท้ายหมู่บ้านก็เลยติดน้ำ ตอนเด็กเราก็เล่นกับน้ำมาตลอด พอตอน ๗ ขวบ วันหนึ่งผมเห็นกับตาเลย น้ำตีเป็นวง ๆ ดีดน้ำขึ้นไปสูงเท่าตึกสามชั้น เป็นวงล้อมีสีเทาดำหมุนอยู่ข้าง ๆ ตัวผม นั่นเมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อนนะ หมู่บ้านยังล้าหลังมาก มันคงไม่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์อะไรมาอยู่ตรงนี้ ผมเห็นก็ช็อก คือมึนไปเลย พอมีสติได้ก็จ้ำเข้าบ้าน (หัวเราะ) เล่าให้พ่อแม่ฟัง เย็นวันนั้นผมเป็นไข้เพราะตื่นตกใจ”
สมัยนั้นหมู่บ้านไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ ฝั่งตรงข้ามบ้านที่มีพญานาคเป็นป่ารก ถ้ามองไปแล้วจะน่ากลัวมาก ราวกับมีอะไรจ้องมองกลับมา เพราะฉะนั้นหากเด็กชายขาบดื้อ พ่อจะให้มองไปทางป่ารกนั้น
สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์ผู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต แหล่งเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในท้องถิ่นไปจนถึงคนต่างถิ่น
ภาพ : พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต
หัตถกรรมจักสานจากต้นคล้าสร้างอาชีพ สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งเป็นสินค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวและส่งจำหน่ายไปตามแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ
เรือนไม้อีสานยกพื้นสูงอายุกว่า ๗๐ ปีหลังนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ขาบเดินทางจากหมู่บ้านไปเรียนปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ เขาลืมเรื่องราวอันน่าพิศวงเสียสนิทเมื่อโตขึ้น
พอเรียนจบก็ได้ทำงานที่แรกกับบริษัทในเครือซีเมนต์ไทย และต่อมาคือบริษัทออกแบบโฆษณา พร้อมกับค้นพบตัวเองว่าอยากเป็นฟู้ดสไตลิสต์ จนมีโอกาสฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูโต-ม.ล. จิราธร จิรประวัติ ศิลปินนักวาดภาพประกอบและดีไซเนอร์ผู้มีผลงานมากมาย ซึ่งขาบเล่าว่าเป็นทั้งเหตุบังเอิญและวาสนา เพราะครูโตไม่ได้รับลูกศิษย์ง่าย ๆ
“ครูโตบอกว่าเห็นผมซื่อ ๆ ดี มาจากต่างจังหวัด ตอนหลังครูเฉลยว่ามีเหตุผลสองข้อที่รับผม คือ หนึ่ง ตระกูลจิรประวัติมีพระตำหนักคือวังมหานาค และผมมาจากบึงกาฬซึ่งก็เกี่ยวข้องกับพญานาค ส่วนข้อ ๒ ยิ่งเป็นวาสนา คือพี่สาวครูโต เกิดวัน เดือน และปีนักษัตรเดียวกับผม ซึ่งเป็นเรื่องยากมากนะครับ ปีนักษัตรห่างกันหนึ่งรอบพอดี (๑๒ ปี) เรียกว่าสองเด้ง”
ขาบได้เรียนรู้จากครูโต ทั้งการบ่มเพาะรสนิยมและปรัชญาชีวิต โดยเฉพาะการนำงานศิลปะมาปรับใช้กับข้าวของ ให้จับต้องเป็นเงินมีมูลค่าเพิ่มได้ “จะมีศิลปินสักกี่คนที่มีมุมมองแบบนี้ ครูโตคือคนที่ทำแล้วพิสูจน์ให้เห็นจริง”
บ้านเรือนไม้อีสานแท้ ๆ ตกแต่งให้ดูร่วมสมัย มีเสน่ห์ดึงดูดคนเมืองให้มาเยี่ยมชม
ภาพ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
ฝึกฝนอยู่กับครูโต ๒ ปี ครูก็ให้ออกมาทำงานเอง ขาบทำงานฟรีแลนซ์สะสมประสบการณ์หลากหลาย ทั้งนักเขียน นักโฆษณา ฟู้ดสไตลิสต์ นักตกแต่งบ้าน ฯลฯ รวมทั้งประสบการณ์จากการประกวดหนังสือท่องเที่ยว Gourmand World Cookbook Awards จนพัฒนาสไตล์การออกแบบเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เปิดบริษัทออกแบบให้บริการปั้นแบรนด์กับธุรกิจด้านการท่องเที่ยวชุมชน การเกษตร และอาหาร ประสบความสำเร็จจนได้เป็นอาจารย์พิเศษให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
ห่างหายจากบ้านเกิดไปหลายสิบปี ขาบกลับบ้านเรือนไม้ที่เติบโตในวัยเด็ก และหมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
“เราวิเคราะห์ลูกค้ามาเยอะแยะ แต่ลืมวิเคราะห์บ้านเราเอง ตอนนั้นแม่เสีย ผมรื้อข้าวของแม่ในบ้านแล้วก็เห็นความเป็นปราชญ์ของแม่ ถ้าแม่ตายไปโดยผมไม่ได้ทำอะไรสักอย่างคงเป็นการสูญเสียที่ผมรับไม่ได้ ผมคิดถึงแม่มากจนคืนหนึ่งผมฝันถึงภาพตอน ๗ ขวบว่าเห็นพญานาค”
เรื่องราววัยเด็กผุดขึ้นชัดในความทรงจำ เขาฉุกคิดว่าแม่อาจมาบอกว่าต้องเอาพญานาคเข้าบ้าน
ตรงที่เด็กชายขาบเห็นพญานาค ปัจจุบันจึงเป็นที่ประดิษฐานประติมากรรมพญานาคสามเศียรองค์สีเขียว บริเวณป่ารกทึบรอบ ๆ ถูกปรับเป็นสวนพรรณไม้ร่มรื่นกับลานพญานาคกราฟฟิตี สำหรับจัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนและนักท่องเที่ยว
“สามเศียร สะท้อนปรัชญาชีวิตของผม คือ ธรรมะ ธรรมชาติ และธรรมดา”
ขาบขยายความว่า ธรรมชาติก็คือโลก โลกต้องมีธรรมชาติ เป็นสุนทรียะและความสบายใจ ธรรมะคือความสงบ พญานาคก็สนใจธรรมะ ต้องการความสงบ มนุษย์ก็ต้องการสถานที่ซึ่งช่วยให้ตัวเองนิ่งสงบ
สาธิตการจักสานคล้าซึ่งใช้ทักษะนิ้วและมือ จับสลับเส้นคล้าทับซ้อนกันไปมาอย่างน่าทึ่ง ถ่ายภาพในห้องครัวของบ้าน ตกแต่งด้วยเครื่องครัวข้าวของเก่าสมัยพ่อแม่ตั้งแต่ ๗๐-๘๐ ปีก่อน
“ส่วนความเป็นธรรมดา คือการเตือนสติว่าเราเป็นคนธรรมดา อย่าไปยึดติดกับมายา รูป รส กลิ่น เสียง กิเลส เพราะการเป็นคนธรรมดาก็คือความสุขที่พิเศษแล้ว เลยเป็นที่มาของประติมากรรมพญานาคที่ให้คนมาไหว้ และเตือนสติว่านี่คือความสุขที่ปราศจากอะไรแล้ว”
“ธรรมดา” ยังเป็นหลักการออกแบบที่เขาตั้งใจ “ทำสิ่งธรรมดาให้พิเศษ”
บ้านเรือนไม้เก่าแก่ปัจจุบันคือ “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” ตัวเรือน ห้องหับ เสาไม้ พื้นกระดานไม้แผ่นใหญ่ทั้งหลังได้รับการรักษาไว้อย่างดี เติมอารมณ์สีน้ำตาลของวัสดุไม้ด้วยกรอบประตูหน้าต่างทาสีเขียวมินต์ดูร่วมสมัย ติดม่านผ้าฉลุลายสีขาวบางเบา เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของพ่อแม่ กับตู้ ตั่ง เตียง เก้าอี้ ของเก่า และกรอบรูปพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประดับไว้แทบทุกห้อง ให้ความรู้สึกโหยหาถึงเรื่องราวงดงามของวันวาน แต้มเหยาะความสดใสของวันนี้ด้วยดอกไม้แห้งสีม่วงและไม้ใบประดับ ปักแจกันและย่ามวางตามมุมต่าง ๆ ต่อด้วยอารมณ์ขันในความคิดสร้างสรรค์ เช่น ไหปลาแดกใบใหญ่ปักดอกไม้แห้ง ชั้นนึ่งอาหารอะลูมิเนียมที่พื้นเป็นรูพรุนติดฝาผนังแล้วปักดอกไม้ไว้ หรือกระจาดสานทาสีเขียวติดกรอบรูปภาพถ่ายเก่า
ทั่วพื้นที่ถูกออกแบบคุมโทนสีไว้ด้วยสีเขียวและสีม่วง สีเขียวคือสีประจำอำเภอโซ่พิสัย และสีม่วงคือสีประจำจังหวัดบึงกาฬ
“เราเอาการออกแบบไปครอบวิถีบ้าน ๆ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดา ทำให้มีความพิเศษขึ้นมา”
คือที่มาของสโลแกนฟังติดหูที่เขาเรียกว่า “จาก local สู่เลอค่า”
เมื่อบ้านเก่าธรรมดากลายเป็นพิพิธภัณฑ์สื่อเรื่องราววิถีชีวิตอีสานอย่างมีสีสัน มีโรงเรียนพาเด็ก ๆ มาทัศนศึกษาสร้างแรงบันดาลใจ มีนักท่องเที่ยวจากเมืองกรุงทยอยมาเยี่ยมชมและบอกต่อ บรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเปลี่ยน ขาบจึงเริ่มขายความคิดการวาดภาพกราฟฟิตีกับคนในหมู่บ้าน จากนั้นจึงชวนทุกคนมาร่วมกันเลือกสิงสาราสัตว์ที่อยากวาด ซึ่งท้ายที่สุดก็เห็นพ้องตรงกันว่าต้องเป็น “พญานาค” เพราะคือทุนวัฒนธรรมของพื้นที่
พญานาคสองฝั่งโขง วางหัวและหางไว้สองฝั่งของสวน สื่อความหมายถึงความเชื่อพญานาคของคนไทย-ลาวที่มีร่วมกันที่นี่มีคนลาวข้ามมาเยี่ยมชมเรื่อย ๆ
แต่จะวาดพญานาคเหมือนกันเสียหมดทุก ๆ บ้านก็คงไม่น่าสนใจ
“เราอยากให้ชาวบ้านมีตัวตนร่วมกับพญานาค ก็ถามว่าหนึ่ง ทำอาชีพอะไร ขอสองสามอาชีพ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำหลายอาชีพอยู่แล้ว สอง มีความเชื่อและความชอบอะไร เพื่อเป็นข้อมูลมองภาพรวม ถ้าบ้านนี้วาดกระติ๊บข้าวไปแล้ว บ้านที่ ๒ เขาก็ทำกระติ๊บข้าวและยังมีอาชีพตัดผมด้วย ถ้างั้นวาดพญานาคตัดผมให้ดีกว่า พญานาคทุกบ้านจึงไม่ซ้ำกันเลย เป็นวิธีมองในเชิงการทำกลยุทธ์แบรนด์”
ขาบอธิบายว่าการนำศิลปะการออกแบบมาสื่อสารทุนวัฒนธรรมดั้งเดิมในมิติใหม่ก็เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ คนกรุงเทพฯ กลุ่มตลาดบน ซึ่งมาเที่ยวบึงกาฬและมองหารากวัฒนธรรมในพื้นที่
“ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสองด้าน คือ ด้านคุณค่าและความหมาย กับด้านมูลค่า ทำให้เกิดการซื้อขาย เกิดรายได้”
หมู่บ้านพญานาคกับ “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” กำลังสร้างคุณค่าและความหมายใหม่ เปลี่ยนความรับรู้เดิม ๆ ที่ถูกตีตราว่าเชยหรือล้าสมัย
“ถ้ามีความร่วมสมัยก็มีอนาคต ผมมองว่าพิพิธภัณฑ์คือความภูมิใจและความมั่นใจทางอารยธรรม ตัวพิพิธภัณฑ์จะเชื่อมโยงกับทุกสิ่งทุกอย่าง พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นที่เก็บของแต่คือที่สร้างคน สร้างอนาคตของประเทศ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำ city branding ของจังหวัด ซึ่งถ้าทำดี ๆ มันคือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ creative economy
“ผมกำลังเปลี่ยนหมู่บ้านเกษตรกรรมให้เป็นพื้นที่ ‘เกษตรกรมูลค่าสูง’ คำนี้ภาครัฐมักมองแค่เรื่องของผลผลิต เช่น ข้าว ยาง ไม่ได้มองโครงสร้างรวมทั้งหมด ซึ่งที่จริงควรมีสามด้าน หนึ่ง คือโครงสร้างด้านสถาปัตย-กรรมพื้นถิ่น อาคารบ้านเรือน สอง คือตัวคน เจ้าของบ้าน คนที่มีชีวิต แล้วค่อยมามองอันที่สาม คืออาชีพ เขาทำอะไร ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์”
“หวัง” นริศรา วงศ์ภูมี (ขวา) และ “หวาด” วิไลวรรณ ณ ตะกั่วทุ่ง (ซ้าย) พี่สาวของขาบ ผู้ดูแลต้อนรับ รวมทั้งเป็นแม่ครัวอีสานรสเลิศ ตามแนวคิดจาก local สู่เลอค่า
ถ่ายภาพหน้า “พญาทะนะมูลนาคราช” พญานาคประจำวันเกิดของคนเกิดวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเกิดของขาบ
ขาบย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ควรมองผลิตภัณฑ์อย่างเดียว เทียบกับธุรกิจสตาร์ตอัปเชิงผลิตภัณฑ์ที่มีคนทำมากมาย แต่ “สตาร์ตอัปชุมชน” ซึ่งเริ่มจากการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้าน อาคารบ้านเรือน กลับไม่ค่อยมีคนริเริ่ม
“ถ้าเรามัวแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่บ้านเขาโทรม ลูกหลานคงไม่อยากอยู่ เพราะคนรุ่นใหม่มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เขาอยากอยู่กับสิ่งที่ดูสะดวกสบาย เราจึงต้องทำเป็น city branding พัฒนาสภาพแวดล้อมทางสถาปัตยกรรมและอาคารบ้านเรือนด้วย ยกตัวอย่างใครจะมาทำร้านกาแฟ โฮมสเตย์ในหมู่บ้าน ก็ใช้สีใช้แพตเทิร์นฟอนต์ตามธีม corporate design ได้ไหม เพื่อให้ทุกอย่างไม่ดูอีเหละเขละขละ จังหวัดไหนอยากทำก็ให้เริ่มโฟกัสกับพื้นที่หนึ่งให้ชัดก่อน มันอาจมีถูกบ้างผิดบ้างก็แก้กันไป จนเกิดพื้นที่ต้นแบบ”
การมองภาพรวมเชื่อมโยงพื้นที่ เขายึดหลักบวร บ้าน วัด โรงเรียน และขยาย ร ไปถึง ร ราชการ แต่น่าจะเป็นตัวอักษรที่ยากที่สุด
หลังจากเกือบ ๑๐ ปีที่ขาบพยายามลงทุนและลงแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงชุมชนบ้านเกิดให้เป็น “โซ่พิสัยโมเดล” และแม้ “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” จะได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๑ รางวัลผู้นำอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ประเภทองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ (NGOs) หรือองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ซึ่งจัดโดยกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี ๒๕๖๗ แต่รัฐก็ไม่เคยเข้ามาสนับสนุนชุมชนแห่งนี้หรือช่วยขยายผลโมเดลนี้ไปชุมชนอื่น ๆ แต่อย่างใด
ลานใต้ถุนบ้านและผนังกราฟฟิตีในพิพิธภัณฑ์ชุมชน มีชีวิต คุมโทนด้วยสีเขียวและสีม่วง สีเขียวคือสีประจำอำเภอโซ่พิสัย และสีม่วงคือสีประจำจังหวัดบึงกาฬ
“อยากเห็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ หรือหลาย ๆ กระทรวง จับมือกับคนที่ทำสำเร็จแล้วทำ city branding เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ใช้เวลาสัก ๕ ปี เพราะเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา เหมือนปลูกต้นไม้ ถ้าทำปีเดียว บอกได้เลยว่าล้มเหลว แล้วก็ให้ทุนแต่ละท้องถิ่น สานฝันไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าชาตินี้จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า (หัวเราะ)”
เย็นย่ำก่อนพระอาทิตย์ตก ชาวบ้านหลายคนมารวมตัวตรงถนนหัวโค้งบ้านพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต เพราะคืนนี้มีนัดกันไปจับจักจั่นในสวนยางพารารอบ ๆ หมู่บ้าน
ชาวพญานาคทุกคนขยันขันแข็ง มีรายได้จากการทำการเกษตร ทำสวนยาง จับปลา ฯลฯ บางคนมีรายได้เสริมจากการเป็นช่างตัดผม บางครอบครัวแม่กับลูกสาวช่วยกันสานกระติ๊บและภาชนะผลิตภัณฑ์จักสานคล้าที่ออกแบบสวยงามร่วมสมัย บางคนมีฝีมือปรุงรสอาหารพื้นถิ่นอีสาน เช่น แจ่วปลาแดก หม่ำหมู ไส้กรอกหมู กุนเชียง ปลาต่อแถว ฯลฯ แพ็กเกจเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวและจำหน่ายออนไลน์
วันนี้ภาพกราฟฟิตีพญานาคในหมู่บ้านอาจดูสีซีดจางลงกว่าเมื่อหลายปีก่อน แต่ชาวบ้านหมู่บ้านพญานาคยังยิ้มแย้มสดใส
“พญานาคเป็นตัวละครของจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดอื่นก็อาจมีตัวละครใหม่ จะเป็นนกยูง สิงห์ หรืออะไรก็ตามถ้าคุณเอาตัวละครนี้มาเข้ากระบวนการสื่อสารอย่างที่ผมทำ มันก็จะกลายเป็นการสร้างมิติใหม่ของพื้นที่นั้น ๆ ผมอยากให้ที่นี่เป็นแรงบันดาลใจเพื่อส่งต่อความคิดครับ”
เราได้รับรู้อิทธิฤทธิ์ของเหล่าพญานาคซึ่งเป็นนาคผู้ใหญ่มาแล้วมากมาย แต่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนาคเด็กบ้างไหม
ในตำราไตรภูมิกถาของพุทธศาสนาเล่าเรื่องการเลี้ยงลูกของนาคทะเลว่า เมื่อแม่นาคอุ้มท้องแก่จะดำน้ำเข้ามาในแม่น้ำทั้งห้า คือ คงคา ยมนา อจิรวดี สรภู และมหีมหานที เพื่อไปยังป่าหิมพานต์ แม่นาคจะคลอดลูกในถ้ำทองซึ่งปลอดภัยจากครุฑ เลี้ยงลูกจนเติบใหญ่จึงสอนลูกว่ายน้ำทั้งที่ลึกและที่ตื้น เมื่อว่ายเก่งแล้วจึงพาว่ายข้ามแม่น้ำใหญ่ จนว่ายได้รวดเร็วดีแล้วจึงเนรมิตให้ฝนตกหนัก น้ำนองเต็มป่าหิมพานต์และท่วมถึงทะเล แม่นาคจะเนรมิตปราสาททองคำเสมือนเรือยอชต์พาลูกล่องน้ำลงมาถึงมหาสมุทร แล้วจึงใช้ปราสาทเป็นเรือดำน้ำพาลูกลงไปอยู่ใต้ทะเลลึกถึง ๑,๐๐๐ วา (๒,๐๐๐ เมตร)
วิชาว่ายน้ำจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นาคเด็กต้องพัฒนาให้มีติดตัว
แล้วนาคเด็กหน้าตาน่าเอ็นดู หรือน่าเกรงขามเหมือนพญานาคผู้ใหญ่
วัดศรีสามัคคีธรรมให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์เณร ซึ่งมาบวชที่วัดจำนวนมาก จนเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดกระปุกออมสินผ้าป่านาคกี้ เพื่อหารายได้เข้าวัดมาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ถ้ามาที่วัดศรีสามัคคีธรรมในตัวเมืองอำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ก็จะพบ “นาคกี้” - Naggie นาคเด็กน้อยแสนน่ารัก ตัวสีม่วงหงอนสีเขียวสดใส ยืนต้อนรับเราอยู่กลางลานวัด และยังมีเหล่านาคกี้สีสันเป็นภาพกราฟฟิตีสนุกสนานบนผนังอาคารต่าง ๆ ทั่ววัด
นาคกี้อายุ ๓ ขวบ (ตลอดไป) เกิดวันที่ ๒๓ มีนาคม ตรงกับวันเกิดของจังหวัดบึงกาฬ นิสัยอยากรู้อยากเห็น ซุกซนแบบเด็ก ๆ ไม่ชอบคนที่ลบหลู่หรือดูหมิ่นความศรัทธาในพญานาค และจะพ่นน้ำใส่คนที่เข้ามาทำอันตราย
เป็นคำแนะนำตัวเองบนป้ายข้างศาลาวัด
นาคกี้เป็นใคร มาจากไหน
ตามพุทธประวัติ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเดินทางไปแสดงธรรมแก่กลุ่มคนต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือสามพี่น้องกลุ่มนักบวชบูชาไฟที่เรียกว่าชฎิล ชื่ออุรุเวล-กัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ คืนแรกที่มาถึงพระพุทธเจ้าก็เข้าไปขอพักในโรงบูชาเพลิงของชฎิลผู้พี่ คืออุรุเวลกัสสปะ ที่เลี้ยงพญานาคดุร้ายไว้ ทรงปราบพญานาคแล้วขดพญานาคไว้ในบาตร
“ขดเหลือตัวเล็ก ๆ ในบาตรคงเหมือนพญานาคน้อย เป็นเด็ก ๆ ที่ไม่มีฟัน ผิวก็ยังไม่มีเกล็ด ดูน่ารัก”
พระมหาศรายุทธ อัคคธัมโม เจ้าอาวาส เล่าความเป็นมาของนาคกี้ ซึ่งจินตนาการจากพญานาคของชฎิลสามพี่น้อง
พระมหาศรายุทธ อัคคธัมโม เจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม ผู้กำหนดหน้าที่ของวัดนี้ให้เป็นวัดสอน ไม่ใช่วัดเสก
กว่า ๒๐ ปีก่อน วัดศรีสามัคคีธรรมยังเป็นวัดกลางป่า มีพระสูงวัยแค่สองสามรูป ชายหนุ่มกลับบ้านเกิดมาบวชเพื่อให้แม่ได้จับชายผ้าเหลือง โดยจำพรรษาอยู่วัดของอีกหมู่บ้านหนึ่ง ด้วยพื้นเพนิสัยขยันเรียนและทำมาหากิน เขาจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์และปริญญาโทรัฐศาสตร์ เคยเปิดธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต บริษัทออร์แกไนเซอร์ ร้านอาหาร ตั้งใจกลับมาบวชสักเดือนหนึ่งตามประเพณี แต่ก็ครองผ้าเหลืองมาถึง ๗ พรรษา ชาวบ้านก็รวมตัวไปนิมนต์ให้กลับมาพัฒนาวัดในหมู่บ้านตัวเอง
“เริ่มส่งเสริมให้มีเณรเข้ามาเรียนหนังสือ เราเรียนธรรมะ สอบได้นักธรรมตรี โท เอก การได้สอนเด็ก ๆ เป็นสิ่งที่เราชอบและมีความสุข”
แต่วัดกลางป่าและหมู่บ้านค่อนข้างยากจน ที่นี่จึงอัตคัดไปเสียทุกอย่างกับการดูแลเณรจำนวนมาก
“กุฏิรองรับเณรก็ไม่มี เงินก็ไม่มี บิณฑบาตเช้า อาหารก็ไม่เพียงพอ อาหารเพลก็ขาด ๆ เขิน ๆ แต่ก่อนเดินสายเดียวก็เพิ่มเป็นเดินสองสายสามสายจนเป็นสี่สายเอากับข้าวมารวมกันก็ยังไม่พอ อยู่มาแบบนี้ ๒-๓ ปีก็พยายามคิดว่าทำอย่างไรถึงจะมีทุนโดยไม่ต้องเบียดเบียนชาวบ้าน”
เงินทำบุญเข้าวัดสมัยก่อนได้จากประเพณีบุญกฐิน ซองผ้าป่า เงินออกบุญของชาวบ้าน ครัวเรือนละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ปีหนึ่งมีงานบุญประเพณีแค่สองครั้ง คือ งานบุญกฐินเดือนสิบถึงเดือนสิบสอง กับบุญผะเหวดเดือนสี่ ช่วงนอกเทศกาลนั้นก็ไม่มีเงินทำบุญเข้าวัดพอสำหรับทั้งค่าไฟค่าอาหาร พระอาจารย์จึงเกิดความคิดทำกระปุกออมสินแจกแทนซองผ้าป่า ให้ชาวบ้านตั้งจิตอธิษฐานค่อย ๆ สะสมเงินหยอดกระปุกแล้วนำมาถวาย
“สามเดือนหกเดือนเรานัดมาทอดถวายผ้าป่ากระปุกออมสิน นับเหรียญกัน ๒๐๐-๓๐๐ กระปุกก็ได้เงิน ๑-๒ แสน เงินเหรียญพวกนี้ก็มาเป็นข้าวเป็นทุนการศึกษาของเณร”
นาคกี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัดศรีสามัคคีธรรม จนคนรู้จักวัดในชื่อ “วัดนาคกี้”
ขณะที่เณรเพิ่มมากขึ้นจนมีกว่า ๓๐-๔๐ คน เป็นลูกหลานของชาวบ้านในพื้นที่และต่างอำเภอ ส่วนใหญ่พ่อแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด ทิ้งให้เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย ขาดการศึกษา ด้วยสภาพพื้นที่บึงกาฬอยู่ติดกับชายแดนจึงพ่วงปัญหายาเสพติด หลายครอบครัวพ่อแม่ติดยาและใช้ความรุนแรงทุบตีลูก
แทนที่จะสร้างพระใหญ่ ๆ ทำพิธีปลุกเสกรูปเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ หาเงินเข้าวัด แต่พระอาจารย์เลือกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็ก ๆ พัฒนาจิตใจของคนในชุมชน
“วัดอื่น ๆ เขาก็ทำกันมานานแล้ว วัดเสกเขาก็เสกกันทั้งปี วัดสวดก็สวด วัดสร้างก็สร้างพระกันไป แต่วัดของเราเป็นวัดสอน สอนหนังสือให้เณรน้อย แล้วก็เป็นวัดสร้าง หมายถึงสร้างชุมชน สิ่งที่พระอาจารย์ตื้นตันใจมากคือเด็กที่พ่อตาย แม่ตาย หรือหายสาบสูญ พ่อแม่ติดคุก บางคนถูกพ่อติดยาเมายาตีจนตำรวจต้องมาช่วย เด็กกลุ่มนี้พระอาจารย์ไปตามเก็บมาให้เขาอยู่ในที่ปลอดภัย ชีวิตเขาขาดความอบอุ่น คนนั้นก็ขาด คนนี้ก็ขาด แต่มาอยู่ด้วยกันกับพระอาจารย์ พระอาจารย์บอกชุมชนว่าเราต้องให้เด็ก ๆ เขากินอิ่มนอนอุ่น สถานที่ตรงนี้ก็เลยถูกเติมเต็มจากคนที่ขาด มารวมสองมือหนึ่งหัวใจ”
กระปุกออมสินรุ่นแรก ๆ นั้นทำจากปูนปลาสเตอร์เป็นรูปเณร ตัวการ์ตูนอย่างโดราเอมอน ฯลฯ พระอาจารย์พยายามหาผู้ใหญ่ช่วยเผยแพร่กระจายผ้าป่ากระปุกออมสินให้กว้างขวาง จนได้พบอาจารย์ “ขาบ” สุทธิพงษ์ สุริยะ ผู้ทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตและหมู่บ้านพญานาคที่อำเภอโซ่พิสัย
“อาจารย์ขาบบอกว่าทำแบบนี้ไม่ยั่งยืน แนะนำว่าลองทำรูปพญานาคไหม แต่ไม่ให้เหมือนของที่อื่น”
เณรจะรับผิดชอบการผลิตนาคกี้ของตนเอง ตั้งแต่การเทแบบ ขัด เผา และลงสี นอกจากจะได้ค่าจ้างตามจำนวนแล้วยังเป็นการฝึกวินัย สมาธิ และกล่อมเกลาจิตใจจากการทำงานศิลปะด้วย
พระอาจารย์รับโจทย์กลับมาหาเรื่องราวของพญานาค ค้นไปค้นมาพบเรื่องพญานาคของชฎิลสามพี่น้อง จึงเกิดแนวคิดพญานาคตัวน้อย และให้เณรน้อยที่มาบวชฤดูร้อนช่วยกันวาดพญานาคในจินตนาการบนกระดาษ A4 ส่วนใหญ่วาดเป็นภาพแนวนอน แต่มีเณรคนหนึ่งวาดแนวตั้งมีหัวมีหงอนมีหางสั้น ๆ เหมาะกับลักษณะนาคน้อยและกระปุกออมสิน อาจารย์ขาบเห็นแล้วชอบ ตั้งชื่อให้ทันทีว่า “นาคกี้” พร้อมกับเข้ามาช่วยวางแนวคิดการปรับปรุงวัดให้ร่วมสมัยด้วยงานศิลปะตามแบบ “โซ่พิสัยโมเดล” ใช้โทนสีพาสเทลม่วงเขียวแทนภาพจำของวัดในโทนสีเหลือง ส้ม ขาว ส่วนตัวนาคกี้ก็ปรับแก้แบบอีกหลายครั้งจนลงตัว ทั้งความน่ารักและการหล่อที่ไม่มีส่วนแตกหักง่าย
วันนี้กระปุกออมสินนาคกี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกสร้างรายได้เข้าวัด ขณะที่วัดก็เปลี่ยนจากวัดโทรม ๆ กลางป่ากลายเป็นหมุดหมายหนึ่งของการท่องเที่ยวในจังหวัดบึงกาฬ
บริเวณด้านหลังระเบียงอาคารเป็นที่ตั้งโรงงานศิลปกรรมน้อย ๆ ให้เณรทำกระปุกออมสินนาคกี้แบบเซรามิก ตั้งแต่การเตรียมดิน เทวัสดุหล่อในแบบพิมพ์ตอนเช้า ทิ้งให้แห้ง ถอดจากแบบตอนบ่าย รอให้แห้งค่อยมาขัดแต่งผิวให้เรียบเนียน เข้าเตาเผาใช้เวลา ๖ ชั่วโมงที่ความร้อน ๑,๐๐๐ องศา แล้วรอให้เย็นมาเก็บรายละเอียดรอบสุดท้ายก่อนพ่นลงสีด้วยสีน้ำอะคริลิก รวมขั้นตอนทั้งหมดเป็นสัปดาห์กว่าจะเสร็จ แต่ละวันมีงานตามขั้นตอนให้เก็บไล่เรียงไป สีหน้าทุกคนตั้งอกตั้งใจระหว่างทำงาน มีแอบหยอกล้อกันบ้างตามประสาเด็ก ๆ
“เราอยู่กับเด็ก ๆ รู้ว่าสอนวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีศิลปะเข้ามาด้วย เด็ก ๆ ซึมซับความใจเย็นจากการทำงานศิลปะ วัยกำลังจะเป็นวัยรุ่นเริ่มอยากรู้อยากลอง จะเริ่มเขว เริ่มติดโทรศัพท์ ทุกวันนี้เด็กทั่ว ๆ ไปสมาธิสั้นกันมากขึ้น ที่นี่เราจะฝึกวินัยกัน เรียนเป็นเรียน ทำงานเป็นทำงาน เล่นเป็นเล่น โทรศัพท์มือถือจะมีเวลาที่ให้เขาใช้ได้ ถึงเวลาเก็บก็ต้องเก็บ คือมีวินัยในการเล่น มีวินัยในการทำงาน ที่สำคัญต้องไม่มีเรื่องบุหรี่”
บนโต๊ะยาวตัวใหญ่ เณรแต่ละคนมีพื้นที่ตั้งอุปกรณ์และชิ้นงานของตัวเอง แต่ละวันนับจำนวนว่าทำกระปุกนาคกี้ได้กี่ตัว เพื่อลงบัญชีไว้รับเป็นค่าขนมตามจำนวน
“สองสามสัปดาห์พระอาจารย์จะจ่ายเงินค่าขนมให้ เขาจะเห็นคุณค่าของเงินจากการทำงาน ไม่เหมือนกับการไปสวดมนต์ได้เงินศรัทธาจากโยม”
ถ้าลูกนาคทะเลเติบโตด้วยวิชาว่ายน้ำ เณรน้อยแห่งบ้านศรีวิไลก็เติบโตด้วยวิชาศิลปะและการทำงาน
“ขาบ” สุทธิพงษ์ สุริยะ ให้ความเห็นในฐานะผู้มีส่วนร่วมพัฒนาวัดศรีสามัคคีธรรมจนวันนี้มีชื่อเสียงทั่วประเทศในชื่อ “วัดนาคกี้”
“วัดรับเด็กที่ผ่านการทารุณกรรม ถูกทุบตีทำร้ายจากครอบครัวที่มีปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาสังคมซึ่งใหญ่มาก กระปุกออมสินนาคกี้นอกจากช่วยเรื่องการหาเงินค่าอาหารของเด็ก ๆ แล้วยังช่วยให้เด็กมีสมาธิ เอาการทำงานมาหล่อหลอมจิตใจของเด็กซึ่งครอบครัวแตกสลาย นาคกี้จึงไม่ใช่แค่นาคตะมุตะมิ ฉากหลังคือการแก้โครงสร้างของชาติ ปัญหายาเสพติด ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งยิ่งใหญ่มาก”
ครั้งนาคกี้ปรากฏตัวแรก ๆ ในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ที่มีภาพจำของพญานาคก็เคยตั้งข้อกังขา แต่เมื่อหน่วยงานราชการและองค์กรต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน มีนักท่องเที่ยวนำรายได้เข้ามาท้องถิ่น นาคกี้ก็กลายเป็นแบรนด์สินค้าที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนอย่างกระเป๋าผ้าทอ ผ้าขาวม้า เครื่องจักสาน มีราคาและจำหน่ายได้มากขึ้น พร้อมกับที่วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ชาวบ้านสนใจทำ โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้ความรู้
เณรหลายรูปมาจากครอบครัวที่เหลือแต่ปู่ย่าตายาย เพราะพ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด บางครอบครัวพ่อแม่ติดยาและสร้างความรุนแรง พระอาจารย์จึงรับมาเลี้ยงดูและให้บวชเณรที่วัดเพื่อพัฒนาตนเองเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมต่อไป
นับจากปี ๒๕๖๖ ที่นาคกี้ถือกำเนิด ผ่านมาเพียง ๓ ปี วัดและชุมชนเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อนาคตของวัดนาคกี้และชุมชนศรีวิไลจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้ยั่งยืน
“วันแมนโชว์ไม่ได้ ชุมชนต้องเข้ามาร่วม ตอนนี้เรารวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนนาคกี้เพื่อสังคม ทำหน้าที่เพื่อสังคม มีกลุ่มอาชีพเครือข่ายนาคกี้ที่ใช้นาคกี้เป็นแบรนด์สินค้าชุมชนประมาณ ๑๐ กว่ากลุ่มแล้ว พระอาจารย์บอกกับกลุ่มว่าเราอาจจะไม่เหมือนกลุ่มอื่น คือมาให้ ไม่ใช่มาเอา ชุมชนเขาก็ตอบรับ ให้ผู้ใหญ่บ้านแกนนำชุมชนมาตั้งกลุ่มช่วยกันบริหาร ไม่ได้ทำในนามวัด”
การพัฒนาชุมชนยังมีอีกหลายเรื่องที่พระอาจารย์ตั้งใจสนับสนุน เช่น การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การให้ทุนการศึกษาให้เด็กได้เรียนถึงปริญญาตรี รวมไปถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากนาคกี้ ซึ่งจะเรียกว่า “นาคกี้โมเดล” ก็ได้ ให้แก่ชุมชนอื่น ๆ
กระแสซีรีส์เรื่อง “สาธุ” อาจทำให้มีคนมองว่าสิ่งที่พระอาจารย์ทำอยู่เป็นพุทธพาณิชย์ พระอาจารย์ตอบว่า
“ถ้าเห็นความน่ารักของนาคกี้และมองทะลุตัวนาคกี้ก็จะเห็นเด็ก ๆ ของพระอาจารย์ที่ขาดความอบอุ่น นั่นคือสิ่งที่จะลบล้างคำว่าพุทธพาณิชย์”
ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ วัดนาคกี้ได้รับการคัดเลือกจากกว่า ๕๐ พื้นที่ทั่วประเทศให้เป็น ๑ ใน ๗ เครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ของประเทศ โดยโครงการพัฒนาต้นเเบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District)
เมื่อถามพระอาจารย์ว่าเชื่อเรื่องพญานาคและปาฏิหาริย์ของพญานาคไหม
“ตามหลักธรรมเรารู้อยู่แล้วว่าพญานาคเป็นสัตว์เดรัจฉาน เมื่อก่อนเห็นคนศรัทธาที่เรียกว่าสายมูนิยมบวงสรวง เราก็รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ แต่พอเราได้ทำพญานาคเอง แล้วพญานาคสร้างความเปลี่ยนแปลงไปหลาย ๆ มิติ ตอนนี้พระอาจารย์เชื่อแล้วว่าพลังของนาคมีจริง ไม่ใช่แบบปาฏิหาริย์ แต่เป็นการแก้วิกฤตให้เป็นโอกาส”
กราฟฟิตีรูปนาคกี้พี่น้องเล่นน้ำกันสนุก ยิ้มแย้มแจ่มใสบนผนังศาลา ชวนให้คิดถึงแม่นาคที่ฟูมฟักลูกนาคในถ้ำทองให้เติบโตจนว่ายข้ามกระแสน้ำเชี่ยว
ที่นี่พระมหาศรายุทธ อัคคธัมโม และชุมชนศรีวิไล ก็ได้อบรมเลี้ยงดูเณรน้อยจนเติบใหญ่ ฝ่าข้ามกระแสธารชีวิตอันเต็มไปด้วยความทุกข์ เรียนรู้สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นตามศักยภาพ
เอกสารอ้างอิง
หนังสือ/พีดีเอฟ
พระธงชัย สุขญาโณ และคณะ เรียบเรียง. (๒๕๖๕). ทศชาติปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ. สมุทรปราการ : เมืองโบราณ. จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕.
นาคสร้างชุมชน : Soft Power สร้างคน สร้างงาน สร้างความยั่งยืน. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี.
Bueng Kan Food+Travel : ๑๐ พื้นที่เส้นทางท่องเที่ยวร่วมสมัยในจังหวัดบึงกาฬ. กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม.
เว็บไซต์
https://www.108prageji.com/หลวงปู่วัง-ฐิติสาโร/
Facebook : นาคกี้บึงกาฬ - Soft Power ของขวัญจากแม่น้ำโขง
Facebook : พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ