แสงเหนืออนุสติ
วิชาความตาย
เรื่อง : ทิวารัตน์ ทองแฉล้ม
ภาพประกอบ : Phetladda.K
“ในเมื่อหัวใจเขายังเต้นอยู่ เราจะไปหยุด
หัวใจของคนคนหนึ่งได้อย่างไร”
กีรติ วุฒิสกุลชัย หรือ “ลี่” เป็นคนทางเหนือสุดสยาม หลังครองชีวิตคู่กับสามีเธอตั้งท้องสองครั้งและสูญเสียลูกไปเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วง ๑ ปีก่อน
เธอมาแบ่งปันเรื่องราวและการก้าวเดินต่อ จนถึงตอนนี้และในวันข้างหน้า
ประโยคข้างต้นเธอกล่าวถึงลูกในท้องคนที่ ๒ เธอเคยตั้งท้องตามธรรมชาติครั้งหนึ่ง เมื่ออายุครรภ์ราว ๘ สัปดาห์ หมอตรวจอัลตราซาวนด์พบว่าตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาต่อได้ จึงต้องยุติการตั้งครรภ์ เธอกับสามีอยากมีลูกจึงใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ พอตั้งท้องราว ๔ เดือนครึ่ง คุณหมอตรวจพบเด็กในท้องไม่แข็งแรงด้วยกลุ่มโรคกระดูก ซึ่งยากต่อการดำรงชีวิต หรืออาจเสียชีวิตทันทีที่เกิด
คุณหมอจึงแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์อีกครั้ง...
วินาทีนั้นในหัวเรามีแต่คำถาม ทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับเราอีกแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเสียใจ ทำไมการเป็นพ่อเป็นแม่ถึงยากจังสำหรับเราสองคน มันเหมือนการฉายหนังซ้ำในเวลาที่ต่างกัน
ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำร้ายใคร
สุดท้ายเราทำได้แค่ยอมรับผลการตรวจของหมอ และนัดวันเพื่อยุติการตั้งครรภ์
ช่วงเวลานั้นเรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม เลยขอไปปฏิบัติธรรมก่อนเพื่อบอกลาลูก ในที่ปฏิบัติธรรมมีครูบาอาจารย์ที่ทางบ้านสามีนับถือ และมีแม่ของสามีบวชเป็นแม่ชีอยู่ เราเลยได้สนทนาธรรมร่วมกัน แล้วท่านก็ชี้ให้เราเห็นว่าเด็กในท้องมีชีวิตแล้วนะ
คำพูดดังกล่าวตรงใจเรามาก ในเมื่อหัวใจเขายังเต้นอยู่ เราจะไปหยุดหัวใจของคนคนหนึ่งได้อย่างไร...มันยากมากที่จะหยุดชีวิตเขา
เราในฐานะแม่ สามีในฐานะพ่อ และครอบครัว จึงคุยกันว่า เราอยากให้ลูกมีสิทธิ์เลือกชีวิตของเขาเอง ถ้าเรายุติการตั้งครรภ์ ลูกจะไม่มีโอกาสได้เลือกเลย ต่อให้เรารู้ปลายทางว่ามันจะยากมาก แต่เราอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร
...
พอตัดสินใจว่าจะไปต่อ ความทุกข์ของเราลดลง เรายังไม่สูญเสียเขา ณ วันนี้ และไม่ได้หยุดหัวใจที่พยายามเต้นของเขา เรารู้ว่ามันจะไม่ง่าย
หลายคนเป็นห่วงเรา ห่วงกระทั่งว่า ถ้าเด็กต้องเติบโตด้วยความยากลำบากล่ะ แต่เรารู้สึกว่าดูแลเขาได้ เขาจะไม่ต้องผ่านความยากลำบากไปคนเดียว เราจะผ่านความยากลำบากไปด้วยกัน
เมื่ออยู่ในจุดที่ใจเรายอมรับ เราไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมจ่อมกับความทุกข์ แม้บางวันจะมีน้ำตา แต่เราไม่หนีอารมณ์ตัวเอง เรารู้สึกว่าทั้งความทุกข์และความสุขเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น ซึ่งเราจะผ่านมันไปได้
การรู้ว่าลูกมีเวลาจำกัด ทำให้มุมมองต่อวันธรรมดาของพวกเราเปลี่ยนไป เราคิดแค่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันร่วมกันอย่างดีที่สุด เพื่อให้เป็นความทรงจำอันงดงาม เรามีลิสต์ว่าอยากทำอะไรกับลูกบ้างเท่าที่คนท้องจะทำได้ เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ อ่านนิทานให้ฟังทุกวัน ไปสวนสัตว์ หรือไปสถานที่ต่าง ๆ ที่เด็กชอบ เราอยากให้เขามีประสบการณ์มากสุดผ่านท้องของแม่ เราทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการสารคดี ขนาดเราท้อง ๘ เดือนยังพาลูกไปออกกองด้วยกันเลย
เราอยากทำให้ทุก ๆ วันน่าจดจำ ทำสิ่งที่เราควบคุมได้ให้ดีที่สุด และปล่อยวางในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
นอกจากนี้เรามีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำร่วมกับลูกคือ “การมรณานุสติ” เราไม่รู้ว่าใครจะจากไปก่อน อาจเป็นเรา ลูกหรือสามีก็ได้ แต่สำหรับลูกที่มีเงื่อนไขเรื่องร่างกายอาจมีแนวโน้มมากสุด เราจึงบอกรักและบอกลากันทุกวัน
ลูกอยู่ในท้องเรานานถึง ๓๘ สัปดาห์ ถ้าเราไม่อ้วน เขาก็คงอยู่ต่อได้อีก เราผ่าคลอดอย่างปลอดภัยโดยมีทีมคุณหมอช่วยดูแล
วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก มันเหมือนการรอคอยสิ้นสุดลง เขาน่ารักมาก แม้ตาจะยังปูด ๆ ตามประสาเด็กแรกเกิด และมีสายมีเครื่องช่วยดันออกซิเจนบังอยู่มากมาย เขาผ่านจุดยากสุดมาได้ นั่นคือการหายใจด้วยตัวเอง เรารู้สึกว่าเขาเก่งมาก พยายามจะมีชีวิต
...
“เหมือนมีกระดิ่งดัง “ติ๊ง” ขึ้นมาเตือนสติ จากเคยใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ เรารับรู้ว่าความตายสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วินาที”
เราตั้งชื่อลูกว่า “แสงเหนือ” แสงมหัศจรรย์ของพ่อแม่ แสงแห่งความฝันที่ทำให้เราออกเดินทางตามหา คือความงดงามยามค่ำคืน และคือแสงสว่างจากภาคเหนืออันเป็นบ้านของพ่อและแม่
ก่อนแสงเหนือจะคลอด คุณหมอและทีมแพทย์คุยกับเราตรง ๆ ว่า แนวทางการรักษาจะเป็นแบบประคับประคอง ไม่เจาะคอ ไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ และไม่ยื้อชีวิต หลังคลอดแสงเหนือต้องอยู่ในแผนกเด็กที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ช่วงเวลาที่เราเจอกันแต่ละวันมีจำกัด
บางวันคุณหมอจะเตือนว่าค่าออกซิเจนของแสงเหนือต่ำนะ อยากให้เราทำใจไว้
เนื่องจากเราทำมรณานุสติตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงคลอด เราจึงทำใจไว้เสมอ ไม่รู้เลยว่าจะเป็นวินาทีไหน เราอาจจากกันโดยไม่ได้เจอกันด้วยซ้ำ เพราะลูกอยู่ห้องพิเศษ ส่วนเราอยู่ห้องพักฟื้น
แต่อย่างน้อยเราก็ส่งกระแสจิตให้เขารับรู้ว่ามีทุกคนอยู่กับเขาเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ก็กลับมาสอนตัวเราด้วยว่า ต่อให้คนที่เรารัก ไม่ว่าพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติ ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทว่าพวกเขายังมีความห่วงใยเราเสมอ
กระทั่งวันที่ ๕ เราไปเยี่ยมแสงเหนือตามปรกติ คุณหมอบอกออกซิเจนไม่ค่อยดีนัก ครั้งนี้เราได้อุ้มลูก คุยให้ลูกฟัง ทุก ๆ เรื่อง เราคิดว่าการคุยกันทำให้จิตใจของเรา สามี และลูกสงบลง เราคุยกันนานนับชั่วโมง จนถึงวินาทีที่เรารู้ว่าความตายกำลังมาเยือน เราพูดกับลูกเสมอว่า เอาเท่าที่ลูกไหว สามารถไปได้เลยถ้าลูกพร้อม
ในนาทีจากลา เรากับสามีไม่มีน้ำตา เพราะยอมรับว่าชีวิตเขามาได้ขนาดนี้ก็ดีที่สุดแล้ว เขาพร้อมแล้ว และมีทุกอย่างที่จะเดินทางต่อไป
หลังแสงเหนือเสียชีวิต เรายังคงทำทุกอย่างเหมือนแม่คนอื่น ๆ ทั้งอยู่เดือน อยู่ไฟ หรือกระทั่งน้ำนมเราก็มีในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์แรก และยังต้องจัดการร่างของลูกทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบง่าย ตัวเราก็ไม่ได้จมจ่อมกับความทุกข์ เพราะทำใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ เราร้องไห้ได้ หัวเราะได้ ไม่ห้ามอารมณ์ของตัวเอง มองให้เป็นเรื่องปรกติที่ต้องเจอ
...
เราจากกันแค่เพียงร่างกาย ทุก ๆ วันเรายังคงสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพราะอยากส่งความรักไปให้ลูก เราเขียนบันทึกถึงลูกทุกวัน เขาเสมือนพื้นที่ระบายของแม่ ว่าเจออะไรบ้าง เป็นคนที่เราอยากเล่าทุกเรื่องให้ฟังเสมอ แม้เขาจะไม่รับรู้แล้วก็ตาม
ยังอยากมีลูกอยู่ ไม่ใช่เพื่อให้เขาเติมเต็มชีวิต แต่สำหรับเรา คือการได้เรียนรู้โลกอีกใบไปพร้อม ๆ กับใครอีกคน
ความสูญเสียในครั้งนี้ทำให้มุมมองต่อความทุกข์ของเราเปลี่ยนไป ว่าความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับโชคดีหรือโชคร้าย เราต้องพยายามยอมรับและอยู่กับมัน นี่คือบทเรียนความทุกข์ที่เราได้เรียนรู้
เหมือนมีกระดิ่งดัง “ติ๊ง” ขึ้นมาเตือนสติ จากเคยใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ เรารับรู้ว่าความตายสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วินาที หากถามว่าเราพร้อมรับความตายไหม เราก็พร้อมนะ เพราะเราได้ทบทวนชีวิตตัวเองที่ผ่านมาว่ามันดีแล้ว ชีวิตต่อจากนี้คือโบนัส และเรายังทำมรณานุสติทุกวัน คือการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้เพอร์เฟกต์ทุกวัน ไม่ได้เต็มที่ทุกวัน บางวัน
ก็ปล่อยเปื่อยได้
เรากลับมาใช้ชีวิตที่ดีโดยมีลูกเป็นแรงบันดาลใจ ทำทุกอย่างที่เราจะไม่ต้องเสียดายและเสียใจทีหลัง กรณีของแสงเหนือเป็นตัวอย่างหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้อง แม้ปลายทางไม่ยาวนัก แต่แสงเหนือมีส่วนสำคัญช่วยให้เราคิดได้ว่า เราใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างคุ้มค่ามากพอ
เราได้พบประสบการณ์ที่คิดว่ายาก ทั้งเรื่องความรัก การยอมรับ และการเข้าใจชีวิต มันเข้มข้นที่สุดในช่วงเวลา ๑ ปี เสมือนตัวเร่งให้เราย้อนคิดว่าชีวิตนั้นสำคัญ เมื่อรู้ว่ามีความตายรออยู่ เราจึงตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ชีวิตที่มีคุณค่าและเวลาที่เราใช้อย่างมีคุณค่า คือความหมายของการมีชีวิตที่ดีสำหรับเรา