Image

มุมมองมนุษย์ต่อหุ่นยนต์

วิทย์คิดไม่ถึง

เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์  namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา

มนุษย์หมกมุ่นกับความคิดสร้าง “หุ่นยนต์” หรือสิ่งคล้ายคลึงกันที่เรียกว่า
“ออโตเมตอน (automaton)” หรือในรูปพหูพจน์ว่าออโตเมตา (automata) ที่ทำอะไรต่อมิอะไรได้ด้วยตัวเองมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว

ผู้ใช้คำว่า automaton คนแรกน่าจะเป็นมหากวีโฮเมอร์ ผู้โด่งดังจากมหากาพย์ โอดิสซี และ อีเลียด ซึ่งมีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ ๘ ก่อนคริสต์ศักราช เขาใช้คำนี้อธิบายถึงประตูที่เปิดปิดเองอย่างอัตโนมัติและรถสามล้อเคลื่อนที่เองได้ ดูจะล้ำยุคแบบไม่ต้องพึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์แบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในสมัยนี้ด้วยซ้ำไป

ออโตเมตาขนาดใหญ่ที่ยังพบเห็นได้ในทุกวันนี้ได้แก่นาฬิกาขนาดใหญ่ยักษ์ตามจัตุรัสกลางใจเมืองหลายเมืองในยุโรป ที่มีสิ่งประดิษฐ์ รูปปั้นคน สัตว์ สิ่งของออกมาโชว์ตัวกันเป็นขบวน หรือแม้แต่นาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่ที่มีนกออกมาร้องเมื่อครบเวลาทุกชั่วโมง

แต่หุ่นยนต์ตัวแรกของโลกจริง ๆ น่าจะเป็นหุ่นยนต์คนรับใช้ Automate Therapaenis แปลตรงตัวว่า “คนรับใช้อัตโนมัติ” ซึ่ง ฟิโล ไบแซนทิออส กล่าวถึงไว้ในช่วงราวศตวรรษที่ ๓ ก่อนคริสต์ศักราช มันเป็นหุ่นยนต์ถือเหยือกไวน์ในมือหนึ่งและแก้วไวน์ในมืออีกข้าง กำลังทำท่าเทไวน์ โดยมีกลไกซับซ้อนทำให้ไวน์ไหลจากเหยือกลงแก้วแล้วไหลผ่านกลไกในตัวหุ่นกลับไปที่เหยือกได้  ความฝันอยากได้เครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์มาเป็นผู้รับใช้จึงย้อนกลับไปได้อย่างน้อย ๒,๓๐๐ ปีทีเดียว ใครอยากเห็นหุ่นจำลอง
ของหุ่นยนต์ตัวนี้ที่ทำขึ้นใหม่ให้ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีกรีกโบราณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์แบบนี้ก็ยังดูเป็นเพียงของเล่น ของโชว์ หรือสิ่งประดิษฐ์เพื่อความบันเทิงมากกว่าใช้งานได้อย่างจริงจัง

ในตำนานเทพปกรณัมกรีกมีตัวอย่างของออโตเมตาอยู่มากมายทีเดียว เช่น กษัตริย์อัลคิโนอัสแห่งเมืองฟายเอเคียนส์ มีสุนัขกลเฝ้าวังที่ทำด้วยเงินและทองคำ และมีหุ่นยนต์ที่สร้างเลียนแบบมนุษย์แต่ทำจากบรอนซ์ชื่อทาลอส

แต่ “เจ้าแห่งออโตเมตา” ตัวจริงเกิดในยุคกลาง ราว ค.ศ. ๑๑๓๖-๑๒๐๖ ได้แก่ บิดาแห่งวิศวกรรมสมัยใหม่ อิสมาอิล อัล-จาซารี ปราชญ์ผู้รอบรู้สารพัดวิชาแห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้ประพันธ์หนังสือ The Book of Knowledge of Ingenious Mechanical Devices (ตำราความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกอันปราดเปรื่อง) ซึ่งมีรายละเอียดกลไกและวิธีสร้างออโตเมตา ๕๐ แบบ โดยชิ้นที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือนาฬิการูปช้าง

ค.ศ. ๑๙๒๐ นักเขียนบทชาวเช็กชื่อ คาเรล คาเพ็ก จินตนาการและเขียนบทละครชื่อ R.U.R. (Rossum’s Universal Robots) ถือได้ว่าให้กำเนิดคำว่า robota หรือ robot ที่ปัจจุบันมีศาสตร์ชื่อ robotics (วิทยาการหุ่นยนต์) ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ  ในบทละครดังกล่าว หลานชายของรอสซัมผู้เฒ่านำผลงานวิจัยของลุงมาพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม และก่อตั้งบริษัท R.U.R. เพื่อผลิตหุ่นยนต์
จำนวนมาก แม้หุ่นยนต์เหล่านั้นมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่ก็ไม่มีความคิดจิตใจ และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ จึงเกิด
การถกเถียงกันในหมู่มนุษย์ว่า พวกมันควรมี “สิทธิ” แบบเดียวกับที่มนุษย์มี “สิทธิมนุษยชน” หรือไม่ ซึ่งมนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและจบลงที่หุ่นยนต์ลุกขึ้นกบฏ จนทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ในที่สุด

ดูเหมือนมนุษย์หมกมุ่นกับความคิดว่า หุ่นยนต์อาจมาแทนที่หรือทำลายล้างมนุษย์นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มคิดเกี่ยวกับพวกมันอย่างจริงจัง ไม่ได้มองว่าเป็นเพียง “สิ่งประดิษฐ์” เหมือนสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา ไม่แน่ว่าความรู้สึกหวาดระแวงแบบนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคตหรือไม่ เพราะอย่าว่าแต่หุ่นยนต์ที่มีต้นกำเนิดต่างจากเรามากเลย แม้แต่มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์หรือเชื้อชาติก็ยังโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อยู่บ่อย ๆ ตลอดประวัติศาสตร์

อันที่จริงนอกจากมนุษย์จะไม่ค่อยเห็นหัวสิ่งมีชีวิตอื่นและมนุษย์นอกกลุ่มตัวเองแล้ว มนุษย์ยังหวาดระแวง “สิ่งคล้ายมนุษย์” มาตลอดอีกด้วย  ย้อนกลับไปก่อนหน้าคาเพ็กจะนึกฝันเกี่ยวกับหุ่นยนต์ราว ๑ ศตวรรษ ใน ค.ศ. ๑๘๑๘ แมรี เชลลีย์ เขียนเรื่อง แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein ; or, the Modern Prometheus) ที่เป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หนุ่ม ดร. วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ที่สร้าง “สิ่งมีชีวิต” (creature) ขึ้นมาใหม่จากชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์หลายร่าง แต่ผู้คนกลับเกลียดกลัว “อสุรกาย” นั้น แม้แต่ผู้สร้างเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมต่าง ๆ ตามมาในที่สุด

ไอแซก อาสิมอฟ นักเขียนไซไฟชื่อดัง ผู้เกิดในปีเดียวกับที่คาเพ็กเขียนเรื่องหุ่นยนต์ เสนอทางแก้ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ไว้อย่างแยบคายด้วย “กฎสามข้อของหุ่นยนต์” ในเรื่องสั้น ค.ศ. ๑๙๔๒ ชื่อ “Runaround” ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือ I, Robot ในอีก ๘ ปีต่อมาด้วยโดยระบุไว้ว่าหุ่นยนต์ที่มีสมองโพสิตรอนในนิยายของเขาจะต้องลงโปรแกรมข้อบังคับ ทำให้ต้องปฏิบัติตามกฎที่มีรายละเอียดดังนี้คือ

กฎข้อที่ ๑ หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษย์หรือปล่อยให้มนุษย์เป็นอันตราย กฎข้อที่ ๒ หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์ ยกเว้นแต่คำสั่งนั้นขัดแย้งกับกฎข้อที่ ๑ และกฎข้อที่ ๓ หุ่นยนต์ต้องปกป้องตัวเองตราบเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับกฎข้อที่ ๑ และ ๒  ถ้าลงคำสั่งดังกล่าวไว้ในหุ่นยนต์ได้ก็คงดี เสียแต่ว่าแม้จนปัจจุบันเราก็ยังไม่รู้เลยสักนิดว่าจะทำแบบนั้นได้อย่างไร !

อะไรทำให้มนุษย์และหุ่นยนต์หรืออสุรกายในเรื่อง แฟรงเกนสไตน์ แตกต่างกัน นี่เป็นคำถามปรัชญาที่ลึกซึ้งทีเดียวในหนังสือของอาสิมอฟที่ต่อมานำไปสร้างเป็นภาพยนตร์คือ Bicentennial Man มี “แอนดรูว์” หุ่นยนต์ฉลาดเฉลียว มีอารมณ์ความรู้สึก มีอารมณ์ขัน และมีความคิดสร้างสรรค์

ถ้าหุ่นยนต์คล้ายคลึงกับมนุษย์มากถึงขนาดนี้เสียแล้ว แอนดรูว์แตกต่างจากคนที่ตรงไหนกัน ?

ในเรื่องแอนดรูว์ต้องยอมจบชีพ หาวิธีทำให้สมองโพสิตรอนของตนเสื่อมสลายลงได้ จึงจะได้รับการยอมรับและประกาศว่าเขาเป็น “มนุษย์” เพราะมนุษย์ย่อมต้องตายได้ แต่หุ่นยนต์อาจเปลี่ยนแปลงร่างกายไปได้จนแทบเป็นนิรันดร์

ในอนาคตเรื่องแบบนี้อาจสลับซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

ปัจจุบันวงการวิจัยมักแบ่งการศึกษาสิ่งมีชีวิตเทียม (artificial life, ALife) ออกเป็นสามแนวทางด้วยกัน

หนึ่งนั้นเรียกว่าเป็น Wet ALife อาศัยการสร้างชีวิตขึ้นจากสารสังเคราะห์เคมีและชีวเคมีที่ไร้ชีวิต เรียกว่าเป็นการทำจีโนมิกส์สังเคราะห์ (synthetic genomics) ซึ่งทำได้สำเร็จแล้วทั้งในไวรัส แบคทีเรีย และยีสต์  ขั้นตอนการทำสรุปแบบง่าย ๆ คือ สังเคราะห์สารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ด้วยสารเคมีให้อยู่ในรูปเหมาะสมคล้ายกับในธรรมชาติ (อาจต้องมีโครงสร้างเป็นโครโมโซม) แล้วนำไปใส่เซลล์เป้าหมาย ที่ไม่มีดีเอ็นเอ จากนั้นมันก็อาจถูกกระตุ้นจนมีชีวิตหรือทำงานต่าง ๆ ได้ และ บราโว่ ! เซลล์นั้นทำตัว “มีชีวิต” ขึ้นมาจริง ๆ !

แบบที่ ๒ เรียกว่า Soft ALife เกี่ยวข้องกับชีวิตใน “โลกดิจิทัล” หรือ “โลกเสมือน” ได้แก่ ซอฟต์แวร์หรือ AI ที่ถือกำเนิดในนิเวศดิจิทัล แต่อาจเชื่อมต่อกับร่างกายเทียมในโลกจริงได้

แบบสุดท้ายเรียกว่า Hard ALife ผสมผสานระหว่างชีวิตแบบอินทรีย์กับรูปแบบเครื่องกลหรืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ชนิด “จับต้องได้”

ไม่มีใครรู้ว่า ALife แบบใดจะผนวกเข้ากับหุ่นยนต์และ AI จนได้เป็นหุ่นยนต์แบบใดในอนาคต และมนุษย์จะมองมันว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” มากขึ้น หรือใกล้เคียงกับความเป็น “มนุษย์” มากขึ้นหรือไม่

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ยังจะกลัว (หรือยิ่งกลัว) พวกมันมากกว่าที่กลัวอยู่ตอนนี้หรือไม่ ?