ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
จากบรรณาธิการ
ภาพยนตร์เรื่อง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นหนังไทยเรื่องหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเป็นพิเศษ
เขียนบทและกำกับโดย “เก้ง” จิระ มะลิกุล ออกฉายเมื่อปี
๒๕๔๕
หนังเปิดเรื่องด้วยท่าทีแบบหนังสารคดีหรือสกู๊ปข่าว พาเราเข้าไปอยู่กลางบรรยากาศงานเทศกาลบั้งไฟพญานาคบริเวณริมโขง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้น และพลังศรัทธาต่อพญานาคของคนท้องถิ่นที่มาชุมนุมตั้งตารอชมลูกไฟพุ่งขึ้นจากน้ำ และส่งเสียงเฮลั่น
จากนั้นหนังก็เริ่มท้าทายคนดูด้วยการตั้งคำถามว่า หรือบั้งไฟพญานาคจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ โดยมีหมอนรติ รอง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองคาย พยายามติดตั้งเครื่องมือเก็บข้อมูลวัดค่าต่าง ๆ มาสนับสนุนทฤษฎี ซึ่งก็ถูกต่อต้านจากบางคนว่าจะพิสูจน์ไปเพื่ออะไร
ทฤษฎีของหมอถูกท้าทายต่อด้วยอีกทฤษฎีว่า บั้งไฟพญานาคไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นฝีมือมนุษย์ โดยรองศาสตราจารย์สุรพล ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี ซึ่งพยายามดัดแปลงไฟลูกหนูให้ยิงขึ้นได้จากใต้น้ำ เพื่อพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่ามนุษย์ทำบั้งไฟพญานาคได้
ตั้งแต่ต้นเรื่องผู้ชมจะรู้ว่าผู้ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาค จริง ๆ ก็คือหลวงพ่อโล่และพระลาววัดหนึ่ง ซึ่งมีกรรมวิธีผสมสารเคมีบรรจุในดินปั้นกลม แล้วนำไปฝังไว้ใต้น้ำก่อนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ แม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่ก็พอให้เค้าลางว่าหลวงพ่อน่าจะเคยสื่อสารกับนาคที่มาบอกให้ทำดินบั้งไฟในความฝัน
ปณิธานของหลวงพ่อคือการรักษาศรัทธาในพุทธศาสนา แม้จะต้องเก็บงำเรื่องลวงโลกมาตลอดเวลาหลายปี จากระดับงานประจำตำบล โด่งดังเป็นเทศกาลระดับประเทศที่มีสถานีโทรทัศน์มาตั้งกล้องถ่ายทอดสด
ความขัดแย้งมาถึงเมื่อ “บักคาน” เด็กวัดที่หลวงพ่อชุบเลี้ยงเติบโตขึ้นจนไปเรียนต่อในเมืองหลวง ได้เห็นโลกสมัยใหม่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเกิด เขาปฏิเสธการดำน้ำลงไปวางดินบั้งไฟที่ทำมาทุกปี ด้วยความกลัวว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและคนจะเสื่อมศรัทธาในศาสนา แต่หลวงพ่อเชื่อมั่นในการทำให้คนสมหวังกับการได้ชมบั้งไฟเพื่อเป็น “พุทธบูชา” ท้ายที่สุดหลวงพ่อเลือกดำน้ำลงไปวางดินบั้งไฟด้วยตนเองก่อนจะจบชีวิตกลางน้ำโขง ด้วยใบหน้าและแววตาเปี่ยมความสุข
เราอาจตีความว่า “หลวงพ่อโล่” เป็นตัวแทนความศรัทธาอย่างแรงกล้าถึงขั้นยอมสละชีวิตเพื่อทำในสิ่งที่เชื่อ ดังคำพูดของหลวงพ่อที่กลายเป็นวรรคทองของหนัง คือ “เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด”
“บักคาน” เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับความศรัทธา
ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
“หมอนรติ” เป็นตัวแทนของการเรียนรู้ค้นหาความจริงในธรรมชาติ เพราะหากบั้งไฟพญานาคเกิดด้วยปัจจัยทางธรรมชาติ การปล่อยมลพิษและทำลายสภาพแวดล้อมของแม่น้ำโขงก็ย่อมส่งผลให้บั้งไฟพญานาคหายไปหรือลดน้อยลง
“รองศาสตราจารย์สุรพล” เป็นตัวแทนของเทคโนโลยี ผู้ปฏิเสธธรรมชาติและพลังศรัทธา แต่สุดท้ายเขาก็ถูกท้าทายด้วยบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ จนต้องเปลี่ยนความคิดว่า “หรือธรรมชาติกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับเรา”
หนังไม่ได้สรุปว่าบั้งไฟพญานาคเกิดจากอะไรกันแน่ แม้หลวงพ่อโล่จะวางบั้งไฟได้แค่ไม่กี่ลูก แต่เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ บั้งไฟพญานาคก็พุ่งขึ้นจากน้ำโขงจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทิ้งตอนจบเป็นปลายเปิดให้ผู้ชมตัดสินใจเอาเอง
ผ่านมากว่า ๒๔ ปี ข้อถกเถียงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคเบาบางไปมาก แม้มีหลักฐานว่าพลุไฟที่เห็นถูกจุดหรือยิงมาจากฝั่งลาว แต่พลังศรัทธาของผู้คนก็มิได้เสื่อมถอย พร้อมกับพญานาคที่กลายเป็น soft power สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นอีสาน
พุทธศักราช ๒๕๖๙ คำถามของบักคานที่ว่า “ถ้าไม่มีบั้งไฟพญานาคแล้วคนจะยังไหว้พระไหม ถ้ามีบั้งไฟพญานาคเยอะ ๆ แล้วคนจะไหว้พระเยอะด้วยหรือเปล่า” ยังคงเป็นคำถามน่าขบคิด
สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี
suwatasa@gmail.com
ฉบับหน้า : ตามหาแมลง
ก่อนแมลงจะสูญพันธุ์