ศิลป์สนทนา
ศาสตราจารย์ เดชา วราชุน
บนเส้นทางสร้างศิลปะ
The Master
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
“การทำงานศิลปะจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และจะทำงานสร้างสรรค์ศิลปะไปตลอดชีวิต”
ความในใจที่เปรียบเสมือนคำประกาศปณิธานของ ศ. เดชา วราชุน ซึ่งเขียนไว้ด้วยลายมือ เมื่อปี ๒๕๕๑
จนตอนนี้ศิลปินอาวุโสวัย ๘๐ ปียังอยู่กับการสร้างสรรค์งาน ซึ่งตลอดกว่า ๖๐ ปีบนเส้นทางสายนี้นับตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ เขาสร้างศิลปะด้วยเทคนิค วิธีการ วัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคและช่วงเวลา ซึ่งเขาบอก “ทำจนเป็นนิสัย”
ผลงานได้รับคัดเลือกเข้าแสดงงานศิลปกรรมแห่งชาติเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๐ สองปีต่อมาได้รับรางวัลเหรียญเงิน และเหรียญทองในปีถัดมา หลังจากนั้นได้รับทั้งเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดงอีกรวมแปดครั้ง
ชนะเลิศการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ธนาคารกสิกรไทย ๒ ปีซ้อน
ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมศิลปกรรมไทยร่วมสมัย งานนิทรรศการศิลปกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๒๕ และได้รับยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม ประเภทภาพพิมพ์ ในปีเดียวกัน
ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดงานจิตรกรรม Asian Art Now 2004 ที่สหรัฐอเมริกา
ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากแปดสถาบันการศึกษา
เป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์และสื่อผสม) ปี ๒๕๕๐
สร้างบ้านเอง ทำเฟอร์นิเจอร์ หมวก กระเป๋าหนังใช้เอง ปัจจุบันปรับปรุงบ้านหลังนั้นเป็นหอศิลป์ บางห้องคล้ายพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่เก็บสมุดพกประจำตัวนักเรียนไว้เกือบทุกปีการศึกษา ประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล เกียรติคุณที่ได้รับ ข้าวของเครื่องมือที่ใช้ทำงานเครื่องหนัง โดยเฉพาะผลงานศิลปะที่มีทั้งภาพวาดเก่าตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย งานวาดเส้น สีน้ำ ภาพพิมพ์ จิตรกรรม สื่อผสม ประติมากรรม และอื่น ๆ ซึ่งจัดแสดงไว้บางส่วน
ล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา อาจารย์เดชาเพิ่งจัดนิทรรศการ “ตาเห็นใจเห็น ๘๐ ปี เดชา วราชุน” ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ถนนราชดำเนินกลาง แสดงผลงานในวาระ ๘๐ ปีของชีวิต และ ๖๐ ปีบนเส้นทางศิลปะ ซึ่งเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยมัธยมฯ
“ภาพพิมพ์ ๑/๑๙๖๙ หมายเลข ๒” ขนาด ๙๑ x ๖๙ เซนติเมตร รางวัลเหรียญทอง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๐ เมื่อปี ๒๕๑๔
“องค์ประกอบ หมายเลข ๑๑/๑๙๘๐” ผลงานภาพพิมพ์ ขนาด ๘๕ x ๖๕ เซนติเมตร ชนะเลิศการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ธนาคารกสิกรไทย ปี ๒๕๒๔
“กรุงเทพ ๒/๑๙๘๑” ผลงานภาพพิมพ์ ขนาด ๖๔ x ๘๖ เซนติเมตร รางวัลยอดเยี่ยมศิลปกรรมไทยร่วมสมัย ปี ๒๕๒๕
Professor of Art
พื้นเพของอาจารย์เดชาเป็นชาวฝั่งธนฯ เกิดแถววงเวียนใหญ่ ก่อนครอบครัวย้ายไปอยู่ซอยรางน้ำ ย่านพญาไท รับการศึกษาชั้นต้นจนถึง ม. ๕ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จากนั้นย้ายไปต่อที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
ที่โรงเรียนแห่งนี้ “ผมได้นั่งข้างเพื่อนที่ชอบวาดภาพ ได้เป็นเพื่อนกันทำให้ผมเริ่มชอบวาดภาพ”
ช่วงปลายเทอมมีครูจากโรงเรียนเพาะช่างมาฝึกสอน “ทำให้ผมอยากเข้าเพาะช่าง”
แต่เมื่อจบชั้นมัธยมฯ ๖ คุณพ่อซึ่งเป็นข้าราชการทหารจะให้เข้าโรงเรียนนายร้อยฯ
“ไม่เอา ไม่ชอบ” อาจารย์เดชาในวัย ๘๐ ปี ย้อนคำที่ยืนยันกับพ่อ “พ่อชอบเล่นกีฬาก็บอกงั้นจะให้เข้าเรียนพลศึกษา ผมก็ไม่เอา อยากเข้าเพาะช่าง”
“เรียนแล้วแกก็จะเป็นคนเขียนโปสเตอร์ตามโรงหนัง” อาจารย์เดชาถ่ายทอดคำพูดพ่อ
“ผมจะเข้าเรียนสาขาฝึกหัดครู” เด็กหนุ่มต่อรอง
“แกเรียนสาขานี้เขาก็ไม่ให้แกเป็นครูใหญ่หรอก เป็นแค่ครูวาดเขียนนั่นแหละ”
แต่ด้วยใจรัก เขาอ้อนวอนพ่อจนใจอ่อน ยอมให้ครูฝึกสอนพาไปสมัครสอบโรงเรียนเพาะช่างและได้เข้าเรียน
“จากนั้นวิญญาณศิลปินของผมก็ออกมาเลย ไปวาดภาพสีน้ำตามถนนหนทางกับเพื่อนสี่ห้าคน เรียนไปเรียนมากลายเป็นเด็กเรียนเก่ง จากคะแนนตอนประถมฯ มัธยมฯ ที่แย่ ป. ๑-๖ ตกทุกเทอม พอเข้าเพาะช่าง ด้วยความสนใจศิลปะเราก็เลยเก่งช่างทุกสาขา”
สมุดประจำตัวนักเรียนที่เก็บไว้ทุกชั้นปี ยืนยันว่าผลการเรียนเขาดีขึ้นเมื่อได้เรียนสายศิลปะ
จบปี ๓ เขาอยากเป็นศิลปิน ซึ่งคิดว่าคนจะเป็นศิลปินต้องเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงไปสมัครเข้าคณะจิตรกรรมฯ ซึ่งเพิ่งเปิดสาขาภาพพิมพ์ เป็นรุ่นที่ ๒ เขาสอบได้ที่ ๒๐ จากจำนวนที่รับ ๒๕ คน
“การเรียนแรก ๆ ก็ไม่ต่างจากเพาะช่าง เรียนอะนาโตมี วาดเหมือนปั้น ที่เพิ่มมาคือเรื่ององค์ประกอบศิลป์” ซึ่งมีความทรงจำสำคัญเมื่ออาจารย์ให้ทำงานในรายวิชานี้
“ตอนเรียนปี ๑ วิชาองค์ประกอบศิลป์ ครั้งหนึ่งอาจารย์ให้ทำงานฟรีสไตล์ ผมเดินสนามหลวงเจอคนขายน้ำวิเศษ เป็นน้ำใส ๆ เขาบอกถ้าจะเขียนจดหมายถึงแฟน ให้ใช้ปากกาคอแร้งจุ่มน้ำนี้ พอแห้งจะมองไม่เห็น ตอนแฟนจะอ่านให้รีดด้วยเตารีด ตัวหนังสือจะปรากฏขึ้น ผมซื้อมาขวดหนึ่ง เช็กแล้วรู้ว่าเป็นน้ำสารส้ม ผมก็ไปซื้อก้อนสารส้มมาตำให้ละเอียด ละลายน้ำ แล้วใช้น้ำสารส้มวาดบนกระดาษที่ละเลงน้ำบนเตาอั้งโล่ที่แม่ใช้ทำข้าวแกงขาย วาดโดยไม่ได้ใช้ความรู้ใช้เทคนิคนำความคิด น้ำสารส้มโดนไฟจะวูบขึ้นเป็นสีน้ำตาล เป็นภาพตามที่เราวาด ทำไป ๑๐๐ กว่าแผ่น ลงสีเทียนเพิ่มให้เป็นรูปร่างสมบูรณ์คัดส่งอาจารย์ ๑๐๐ แผ่น อาจารย์ให้แผ่นละ ๑ คะแนน เลยได้ ๑๐๐ คะแนนเต็ม ได้ติดบอร์ด รุ่นพี่มามุงดูว่าเป็นเทคนิคที่ไม่เคยมีใครทำ เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับการทำงานนามธรรม”
เขาคัดเลือกผลงาน ๒ ชิ้นจาก ๑๐๐ ชิ้นนั้นส่งไปงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๗ เมื่อปี ๒๕๑๐
“ปรากฏว่าได้ร่วมจัดแสดงด้วย ตั้งแต่ผมอยู่ปี ๑ ก็คิดว่าถ้าเราทำขึ้นมาเองอย่างอิสระก็จะมีความเป็นศิลปะ หากใช้แต่ทักษะฝีมือก็เป็นการเล่าเรื่อง ซึ่งใคร ๆ ก็ทำ นี่เป็นที่มาของการทำแอ็บสแทร็กต์ ซึ่งผมทำตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ถึงปัจจุบันชีวิตทำงานศิลปะมาตลอด”
“ตั้งแต่ยุคหินหรือคนป่าบ้าใบ้ เขาก็รู้จักศิลปะคือความงามที่ได้จากการเลียนแบบธรรมชาติ นำมาประดับแต่งตัว ของใช้แทนที่จะสร้างแบบดิบๆ ก็ทำให้เกิดรูปแบบสวยงาม ศิลปะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการแสดงออก”
ทำงานภาพพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์หมุนด้วยมือ ที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ราวปี ๒๕๑๑
Composition (Art)
“วิชาองค์ประกอบศิลป์คืออะไรครับ ?”
“เป็นโครงสร้างการทำงาน เช่น มุมมองเวลาถ่ายภาพต้องมีองค์ประกอบที่ดี ไม่ใช่มีเสาบังหน้าเป็นเส้นแบ่ง ดูทิศทางแสง ความสมดุล ข้างหนึ่งมีต้นไม้ อีกข้างมีคนยืน คนมองมาทางต้นไม้ มีความขัดแย้ง กลมกลืน ตอนดูภาพตาเราไม่ออกไปนอกภาพ ต้องอยู่ในเฟรม งานศิลปะทุกชิ้นจะมีองค์ประกอบศิลป์อยู่ในนั้น ไม่ว่าเรียลิสติกหรือแอ็บสแทร็กต์”
“เขียนสะพานแขวน ถ้ามีแค่เสาเดียว องค์ประกอบก็ไม่สมบูรณ์” อาจารย์เดชาชี้ภาพสีน้ำในกรอบหนึ่งบนผนังหอศิลป์ “Decha W.” Thai National Artist’s Residence ในซอยรัชดาภิเษก ๑๐ ย่านห้วยขวาง
“สะพาน Golden Gate, San Francisco, U.S.A.” ผลงานสีน้ำ ขนาด ๓๖ x ๕๑ เซนติเมตร วาดสดจากสถานที่จริงเมื่อปี ๒๕๕๔
“สมัยเรียนมีเพื่อนคนหนึ่งมานั่งข้างหลังผมตลอด เขาบอก ‘ดูจากนายเขียน ง่ายดี’ เพราะถ้ามองด้วยตาเปล่า ดอกไม้ในแจกันที่อยู่ข้างหน้ากับข้างหลังเห็นชัดเท่ากัน แต่คนทำงานศิลปะต้องเข้าใจอากาศ เพื่อทำให้ข้างหน้า กลาง ข้างหลังมีระยะแตกต่าง”
เจ้าของหอศิลป์เล่าว่า เดิมเป็นบ้านเก่าอายุเกือบ ๕๐ ปี ซึ่งอาจารย์สร้างเองเมื่อปี ๒๕๒๑ ก่อนมีถนนรัชดาภิเษกในปี ๒๕๒๓ แต่ตอนหลังปิดทิ้งไว้ มารีโนเวตเป็นหอศิลป์ สร้างที่ทำงานให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเยาวชน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านศิลปะ เดินทางสะดวกกว่าสตูดิโออีกแห่งของเขาที่คลองหก ปทุมธานี เพิ่งทำพิธีเปิดเมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๖๙
“ทางศิลปะเรียกทัศนธาตุ คือทางการเห็น” เขาอธิบายต่อ “ซึ่งประกอบด้วยจุด เส้น สี น้ำหนัก เทกซ์เจอร์ ฟอร์มหรือรูปทรง สเปซหรือที่ว่าง เป็นหลักการที่ใช้ในงานศิลปะ”
“ศิลปะคืออะไรครับ ?”
“คือการแสดงออกของมนุษย์ ตอนนี้ศิลปะยังอยู่เหนือเอไอ เพราะเอไอทำได้จากข้อมูล จะให้ทำอะไรเอไอลอกเลียนแบบได้หมด แต่ยังไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ศิลปะเป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนผ่านทางภาษา อาหาร จิตรกรรม วรรณกรรม ตามจินตนาการ”
คำตอบจากศิลปินอาวุโสกังวานผสานเสียงดนตรีคลาสสิกที่เปิดคลอบรรยากาศภายในโถงแกลเลอรีที่เรานั่งสนทนากันอยู่ตลอดเวลา
“จริง ๆ เด็กทุกคนเป็นศิลปินมาก่อน เพราะวาดรูปได้ก่อนเขียนตัวหนังสือ จับปากกาดินสอได้ก็วาดตามจินตนาการ ซึ่งคือสิ่งรอบตัวเขา พ่อแม่ พี่น้อง หมาแมว โดยไม่มีทักษะ การวาดโดยไม่มีทักษะคือความเป็นศิลปิน เพราะมาจากความรู้สึก”
เขาเน้นว่าศิลปะเกิดจากความรู้สึก
“ตั้งแต่ยุคหินหรือคนป่าบ้าใบ้ เขาก็รู้จักศิลปะ คือความงามที่ได้จากการเลียนแบบธรรมชาติ นก สัตว์ ไก่ อะไรก็แล้วแต่ ที่เขานำมาประดับแต่งตัว ก่อให้เกิดจินตนาการ ของใช้แทนที่จะสร้างแบบดิบ ๆ ก็ทำให้เกิดรูปแบบสวยงาม ศิลปะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการแสดงออก”
กระทั่งคลี่คลายต่อมาตามยุคสมัย
“ศิลปะต้องบริสุทธิ์ จริงใจ ไม่ใช่เพื่อการค้า ถ้าเราทำงานในลักษณะที่จะนำไปขาย ทำตามที่คนซื้อชอบ ความเป็นศิลปะจะน้อย เพราะคนทำไม่ได้คิดเองทั้งหมด”
“ศิลปะเป็นเรื่องที่ต้องเรียนไหม ?”
“การเรียนรู้เริ่มจากตาเห็น ซึ่งเป็นจุดแรกของการใช้ทักษะทางมือ เขียนรูปอย่างที่ตาเห็นให้ถูกต้อง ตอนเด็ก ๆ ทุกคนเป็นศิลปินเพราะเขาคิดจากข้างใน พอโตขึ้นเริ่มมีกิเลส ครูพาไปแข่งขันการประกวดตามหัวข้อเป็นภาพประกอบเรื่อง ยังไม่ใช่ศิลปะ การเขียนเหมือนจริงนับเป็นการ study ให้เกิดทักษะฝีมือคนมีฝีมือจะหากินง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบที่จะดูรู้เรื่อง แต่คนจะเป็นศิลปินต้องมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย เหมือนการวาดพอร์เทรตใช้ทักษะธรรมดา แต่ถ้างานศิลปะขนาดใหญ่เท่าฝาบ้าน มองใกล้ ๆ ดูไม่รู้ ต้องถอยออกมาไกล แต่เดี๋ยวนี้เขาใช้โปรเจกเตอร์ฉายแล้ววาดตามได้ สมัยก่อน ไมเคิล แองเจโล นอนวาดเพดานโบสถ์ ต้องอาศัยทักษะฝีมือและจินตนาการล้วน ๆ เพราะไม่มีภาพต้นแบบ”
ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในยุคเรอเนซองซ์ ผู้วาดภาพเฟรสโก “ฉากจากปฐมกาล” บนเพดานโบสถ์ซิสทีนในกรุงโรม
ภาพ : Sistine_Chapel_ceiling_02_(brightened).jpg
Born to be
“ใครเป็นอาจารย์ของท่านครับ ?”
“ศาสตราจารย์เกียรติคุณชลูด นิ่มเสมอ ชอบงานของครู ได้เรียนรู้การทำงาน ท่านไม่ได้บอกให้ทำอะไร แต่สอนด้วยวิธีการทำงานให้ดู ตอนเรียนกับท่านที่ศิลปากร ผมเป็นเด็กเรียนจะไปแต่เช้า ๗ โมงอาจารย์เข้ามาจะเริ่มแกะหิน แก็ก ๆ ๆ ๆ ผมก็ทำงาน เที่ยงเสียงแกะหินหยุด ผมก็หยุด บ่ายโมงเสียงแกะหินดัง ผมก็ทำงานต่อ เย็นเสียงแกะหินหยุด ผมก็หยุด ไปเตะตะกร้อ ตอนเช้ามาเริ่มใหม่ เป็นกิจวัตรอยู่อย่างนี้ เราทำงานเท่ากับท่าน แม้เก่งไม่เท่า แต่เราก็เก่งขึ้น ซึ่งทำให้เจริญรุ่งเรืองจนทุกวันนี้ คนรู้จักพูดถึงอาจารย์เดชา โอ้ โคตรขยันเลย”
“ฝึกเยอะเป็นสำคัญ ?”
ศิษย์รุ่นแรก ๆ ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี บัณฑิตคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาเป็นอาจารย์ผู้ก่อตั้งภาควิชาภาพพิมพ์ ในคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานเด่นชิ้นหนึ่ง ได้แก่ ประติมากรรม โลกุตระ หน้าทางเข้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ภาพ : Facebook : The Arts Club Bangkok
“สำคัญมาก ความขยันทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ขี้เกียจน่ะไม่มีทางหรอก”
“ความเก่งมีได้หลายคน...”
“...แต่ความขยันนี่แล้วแต่คน การทำงานศิลปะอยู่ที่ใครจะอึดกว่ากัน งานขายไม่ได้ เจออะไรก็ยังทำอยู่ ไม่เลิก เจตนาของเราคือแสดงออกด้วยความอยากทำ เลยทำมาได้”
“ศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง ไมเคิล แองเจโล ที่อาจารย์พูดถึงเขาเก่งเพราะมีพรสวรรค์ด้านนี้หรือเปล่า ?”
“พรสวรรค์ในความคิดผมไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่เกิดมาวาดรูปเก่ง แต่เกิดจากพรแสวง ฝึกบ่อย ๆ ทำมาก ๆ ก็จะเหมือนมีพรสวรรค์มาก คือพรที่สวรรค์ให้มาชอบในสิ่งที่ชอบเป็นพิเศษ แล้วเราก็จะทำสิ่งนั้นตลอดเวลาจนเก่ง อยู่เฉย ๆ แล้วจะเก่งเป็นไปไม่ได้หรอก”
“สำคัญที่ความขยันและการฝึกฝน ?”
“ใช่ ฝึกฝนมาก ๆ ทำให้มีประสบการณ์มาก มีความรู้มาก รู้จักที่ผิดมาก ความรู้นี่ไม่ใช่รู้จากที่ถูกนะ ถ้าเรารู้จักความผิดพลาด ก็คือความรู้ที่เราจะไปแก้ปัญหาให้คนอื่น”
“ที่เขาว่าผิดเป็นครู ?”
“นั่นแหละ ๆ อย่างผมตัดแผ่นหนังมาทำหมวกใส่เอง ลองไปให้คนอื่นตัด ไม่มีใครตัดได้พอดี เพราะเรารู้ข้อผิดพลาดอยู่ตรงไหน ต้องเริ่มอะไรก่อนหลัง องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็เช่นกัน อันนี้ทำแล้วผิด ทำให้เป็นครูเขาได้”
Learning Art ?
“ผมไม่ค่อยรู้จักใคร แต่ใครใช้ให้ผมไปไหนผมก็ไป” อาจารย์เดชาพูดถึงตัวเองอีกประโยค “เราเป็นคนมีประสบการณ์เรื่องศิลปะ เป็นครูศิลปะที่ฝึกงานศิลปะตลอดเวลา อยากให้กับคนที่ต้องการเป็นศิลปิน”
สำหรับคำแนะนำในเชิงเทคนิค
“เริ่มจากตาเห็น เขียนสิ่งตั้งวางให้ได้ก่อน ก็จะมีความรู้เกิดขึ้น เช่น วาดช่อดอกไม้ สมัยเรียนมีเพื่อนคนหนึ่งมานั่งข้างหลังผมตลอด เขาบอก ‘ดูจากนายเขียน ง่ายดี’ เพราะถ้ามองด้วยตาเปล่า ดอกไม้ในแจกันที่อยู่ข้างหน้ากับข้างหลังเห็นชัดเท่ากัน แต่คนทำงานศิลปะต้องเข้าใจอากาศ เพื่อทำให้ข้างหน้า กลาง ข้างหลัง มีระยะแตกต่าง”
การวาด
“จุด เส้น สี น้ำหนัก ฟอร์ม สเปซ เริ่มจากจุดก็ได้เพื่อสร้างน้ำหนัก ถ้านำจุดมาเรียงกันก็เป็นเส้น หากเริ่มด้วยเส้น ก็หัดเขียนวงกลมให้กลม เขียนเส้นให้ตรง หัดเขียนเส้นโค้งเว้าเพื่อร่างให้เป็นรูป เราจะร่างภาพได้เหมือนที่ตาเราเห็นด้วยเส้น การแรเงาคือใช้จุดหรือเส้นสร้างให้เกิดแสงเงา รูปร่าง”
บนผนังห้องโถงแรก ทางซ้ายมือในภาพนี้ เป็นงาน painting ด้วยสีอะคริลิกที่เขียนเมื่อ ๕๐ ปีก่อน (ล่าง) กับที่เพิ่งเขียนใหม่ในปัจจุบัน (สองภาพบน) เขียนจากภาพถ่ายโดยไม่ได้ตีสเกล
“คนจะเป็นศิลปินต้องผ่านสถาบันไหม ?”
“ศิลปินไม่ผ่านสถาบันมีเยอะแยะ การผ่านสถาบันช่วยให้เรียนรู้เร็วขึ้น ว่ามีใครทำศิลปะแบบไหนบ้าง อยู่คนเดียว
เราไม่รู้ว่ามีความสามารถแค่ไหน การไปเรียนจะได้ทักษะควบคู่กับคนอื่น ๆ มีตัวอย่าง การเปรียบเทียบ การแข่งขันได้เห็นฝีมือของคนที่เขียนเก่ง”
“เป็นเครดิตการยอมรับด้วยไหม ?”
“ไม่เกี่ยว ความเก่งหรือไม่เก่งไม่ได้อยู่ที่สถาบัน แต่ตัวคุณเองต้องฝึกเยอะ ๆ ถ้าเก่งจริงอยู่ที่ไหนก็มีความสามารถ ศิลปากรตั้งมาก่อนจึงได้ชื่อว่าเป็นเบอร์ ๑ สมัยก่อนเข้ายาก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยยากเพราะจำนวนนักศึกษาน้อยลง กระจายกันไปด้วยที่เรียนเยอะขึ้น”
“การทำศิลปะต้องมีใจรัก” อีกข้อสรุปจากศิลปินวัยอาวุโส “ความรักความชอบทำให้เราอยากทำบ่อย ๆ อยู่เฉยไม่ได้ ต้องมีแรงบันดาลใจ บางทีเบื่อก็หยุด มีไอเดียก็ทำ ไม่ต้องแสวงหาชื่อเสียง ใครรู้จักเราก็ดี ไม่รู้จักเราก็มีความสุขอยู่กับตัวเรา ผมเดินตามเส้นทางที่รู้สึกว่าพอใจ สามารถแนะนำให้คนเดินตามได้”
“ใครอยากเป็นศิลปินมาให้อาจารย์สอน จะแนะนำอย่างไร ?”
“เรียนศิลปะถ้ารอใครบอกจะช้าไป คนที่ชอบจะเขียนเอง ไปไหนผมก็ต้องบันทึกความทรงจำด้วยการวาดภาพ ดินสอ ปากกา ดรอว์อิง นี่คือทักษะ ผมวาดรูปเพื่อนร่วมอบรมทั้งห้องเลย เราเขียนคนเหมือน ไม่ใช่เขียนเหมือนคน เหมือนคนคือไม่เหมือนใคร ดังนั้นต้องจับคาแรกเตอร์เขาว่าหน้าเหลี่ยม จมูกบาน ปากบางหรือแคบ มีริ้วรอยอย่างไร”
พร้อมเล่าประสบการณ์ในต่างประเทศ
“วิธีสอนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขานำปี่กลองมาเล่นในหอศิลป์ ครูพาเด็กนั่งหน้ารูปของศิลปินนามธรรมคนแรก ๆ ของโลกคือ วาสซีลี คันดินสกี ซึ่งเดิมเขาวาดเหมือนตาเห็น แต่เขียนง่าย ๆ ไม่มีดีเทล วันหนึ่งเขาเข้าไปในห้องเก็บงาน มีรูปหนึ่งผิดจากความเป็นจริง ต้นไม้แทนที่จะตั้งขึ้นกลับคว่ำลง ทำให้เขานึกได้ว่าที่จริงศิลปะไม่ต้องเหมือนอะไรก็ได้ เลยเอาสี่เหลี่ยมใหญ่-เล็ก รูปวงกลมมาซ้อนกัน ใช้เส้นพาดทับไปมา เพื่อให้เกิดภาพที่มีสีสันงดงามครูให้เด็กดู แล้วมีสติกเกอร์ใสให้เด็กตัดเป็นสี่เหลี่ยมสามเหลี่ยม หรือรูปคน มาติดในภาพเป็นองค์ประกอบตามชอบ เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ทุกคนทำได้ดีหมด”
ศิลปินชาวรัสเซีย ผู้สร้างรากฐานให้แก่ศิลปะสมัยใหม่ในศตวรรษที่ ๒๐ และเป็นบิดาของศิลปะแนวนามธรรม (Abstract)
ภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1d/Sistine_Chapel_ceiling_02_%28brightened%29.jpg
“หัดเขียนวงกลมให้กลม เขียนเส้นให้ตรง หัดเขียนเส้นโค้งเว้าเพื่อร่างให้เป็นรูป เราจะร่างภาพได้เหมือนที่ตาเราเห็นด้วยเส้น”
“คนจะเป็นศิลปินต้องเป็นด้วยตัวเอง” ศาสตราจารย์ด้านศิลปะให้ข้อสรุป “รุ่นเราเรียนด้วยกันทั้งห้อง ๒๕ คน เป็นศิลปินจริง ๆ แค่สองคน คือผมกับอาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน เป็นประติมากร เสียชีวิตแล้ว เพราะมันเป็นอาชีพไม่ได้ ถ้าเป็นก็ต้องทำงานแบบพ่อค้า แต่ผมไม่ใช่ ผมจะทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ยึดว่าต้องขายหรือทำตามใจใคร ศิลปะอยู่ที่ความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน”
“ไม่เป็นพ่อค้าแล้วศิลปินจะยังชีพอย่างไรครับ ?”
“เราต้องเลือก พอจบปริญญาตรีที่ศิลปากรผมอยากเป็นศิลปิน แต่ผมทำงานนามธรรม เอาสิ่งที่ดูรู้เรื่องมาแปลงเป็นดูไม่รู้เรื่อง คนเข้าถึงยาก บ้านเราไม่มีหอศิลป์ให้คนเห็นพัฒนาการไม่ได้ให้ความรู้คน ถ้าเป็นศิลปินผมคงอดตาย เลยสมัครเป็นอาจารย์สอนศิลปะ มีเงินเดือนก็ไม่ต้องคิดหาเงินทางอื่น ทำงานศิลปะได้อย่างที่ต้องการ ทำแล้วมีความสุข ผมจะทำแอ็บสแทร็กต์แบบนี้แหละ เป็นความจริงใจที่เราทำมาตลอด ๖๐ ปี”
“อาจารย์ขายงานไหม ?”
“ทำไมจะไม่ขาย แต่คนที่เข้าถึงงานผมก็ไม่มาก ผมค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ไปยุ่งกับวงการเท่าไร เราพอใจกับการมีแบบอย่างของงานศิลปะที่หลากหลาย ให้นักศึกษาหรือผู้สนใจรับรู้วิวัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์”
“ให้คิดว่าทำงานศิลปะเพื่อความสุขด้วยใจรัก อย่าทำเพื่อหวังผลประโยชน์” ข้อสรุปในวัย ๘๐ ปีของ ศ. เดชา วราชุน
Appreciate Art
หอศิลป์ “Decha W.” Thai National Artist’s Residence ในซอยรัชดาภิเษก ๑๐ เป็นบ้านสองชั้น มีหลายห้อง จัดแสดงภาพลายเส้น ภาพพิมพ์ สื่อผสม จิตรกรรม สีน้ำ ฯลฯ อย่างละไม่มากชิ้น ตามที่เจ้าของแกลเลอรีออกตัวว่าพื้นที่น้อยกว่าผลงานมาก แต่ก็พอเป็นสังเขปแก่คนที่สนใจ
“ขอคำแนะนำว่าเราควรดูศิลปะอย่างไรครับ ?”
“งานที่ผมจัดแสดงล่าสุดตั้งชื่อว่า ‘ตาเห็นใจเห็น’ ตาเห็นคือเห็นอะไรก็วาด ดูรู้เรื่องว่าเป็นที่นั่นที่โน่น ใจเห็น จะไม่มีที่ตาเห็น เพราะถูกกลั่นกรองผ่านตัวเราแล้ว จะใส่แค่ความรู้สึกอย่างรูปทรงกลมมาจากลูกสาวสองคนของผมตั้งท้องพร้อมกัน เขาเอาท้องชนกันให้ผมดูตอนปีใหม่ เรารับรู้ว่าหลานอยู่ในท้อง ก็นำวงกลมนั้นมาสร้างงาน แล้วใส่รูปที่เราคิดลงไป ตั้งชื่อภาพ ชีวิตในวงกลม
“ชีวิตในวงกลม” ผลงานสื่อผสม
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖๐ เซนติเมตร
“คนดูไม่ต้องรู้หรือเห็นเป็นภาพเด็กก็ได้ ?”
“ได้ งานศิลปะไม่ใช่เรื่องที่เราจะชักนำ ที่ยากสุดของผมในการแสดงงานนามธรรมคือชื่องาน เพราะไม่ได้สื่อถึงรูปอะไร เราไม่สามารถบอกคนได้ว่าเห็นอะไรไหม รู้เรื่องไหม ประสบการณ์ของคนดูต้องรู้เอง เหมือนฟังเพลง ถ้ามีเนื้อร้องเราเข้าใจ แต่ดนตรีบรรเลงเราก็รู้สึกได้ถึงความไพเราะ อิ่มเอม อย่างซิมโฟนีเราฟังได้ไม่เบื่อ เพราะมันไพเราะ ช่วยให้สบายใจ โดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นนามธรรมทางหู”
ไม่แน่ว่าด้วยเหตุนี้ไหม เขาจึงเปิดเสียงดนตรีคลาสสิกคลอบรรยากาศในแกลเลอรีตลอดเวลา
“คนที่ชอบเสียงแต่งเสียงขึ้นมาผสมผสานจนเราฟังแล้วอิน นี่คือนามธรรมในเสียงดนตรีที่เรารู้สึกได้ แต่อาจไม่เคยคิดว่าเป็นงานนามธรรม”
แต่ในภาพ
“คนส่วนใหญ่ดูรูปนามธรรมมักถามรูปอะไร จริง ๆ ก่อนสร้างรูปที่ไม่รู้เรื่อง ศิลปินเขาเก่งในการสร้างภาพที่ดูรู้เรื่องมาแล้ว หมายความว่าการเริ่มต้นศึกษาศิลปะจะใช้ทักษะ คือ
วาดให้เหมือนเพื่ออธิบายการเห็นก่อน”
“เราวาดมั่ว ๆ แล้วบอกเป็นภาพนามธรรม คนจะรู้ไหม ?”
“ไม่รู้หรอก แต่เรารู้ความรู้สึกของเรา นามธรรมทำได้หลายรูปแบบ การเทสี ราดสี ปาดไปมา เป็นการแสดงออกแบบฉับพลัน แต่ถ้างานไม่มีการพัฒนาก็เป็นแค่เทคนิค ไปได้แค่ ๑๐ รูป ๒๐ รูปก็จบ ทำออกมาก็ซ้ำอยู่อย่างนั้น เราต้องมีเรื่องข้างในจึงทำผลงานใหม่ ๆ ได้ ไม่เปลี่ยนรูปทรงก็เปลี่ยนเทคนิค วิธีการ มีรูปแบบต่างกันในแต่ละชุดแต่ละยุค คนที่ทำมาถึงขั้นนามธรรมได้จะไล่เรียงความรู้จากสิ่งที่ดูไม่รู้เรื่องกลับไปจนดูรู้เรื่องได้ชัดเจน ผมทำแอ็บสแทร็กต์ ขณะเดียวกันก็ปั้นพระ ทำเรียลิสติกมาตลอดเพราะผมถนัดทุกอย่าง ตอนจัดแสดงงาน ‘ตาเห็นใจเห็น’ ในวาระ ๘๐ ปี มีงาน ๒๐๐ กว่าชิ้น ทั้งเรียลิสติกและแอ็บสแทร็กต์ คนได้เห็นว่าไม่ใช่เขียนนามธรรมมั่ว ๆ แต่เรามีทักษะ”
“คนดูก็ต้องมีพื้นความรู้ความเข้าใจทางศิลปะบ้าง ?”
“คนที่จะเข้าถึงงานนามธรรมต้องมีประสบการณ์ในการเห็นว่าศิลปินที่ทำเป็นนามธรรมจริง ไม่ใช่ทำหลอกเละ ๆ เทะ ๆ แล้วบอกว่าแอ็บสแทร็กต์ แบบนี้ไม่นานเดี๋ยวก็เลิก เพราะไม่มีเนื้อหาที่จะมาปรับแต่งให้มีเรื่องราวแตกต่างกัน”
“งานวาดเส้น สีน้ำ เขียนจบในสถานที่ ?”
“สีน้ำ นั่งเขียนที่นั่นเลย ถ้าลมแรงแดดร้อนก็เขียนเร็วหน่อย ราวครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ หากอากาศหนาวสีน้ำไม่ค่อยแห้ง ก็ค่อย ๆ แต้มไปเรื่อย ๆ ส่วนวาดเส้น ไม่ต้องเขียนเสร็จตรงนั้นก็ได้ รู้รูปร่างหน้าตาค่อยลงรายละเอียดทีหลัง เขียนเร็ว ๆ แบบเส้นใหญ่ ๆ ใครก็ทำได้ แต่เวลาเขียนตามที่เห็นเราอยากเขียนให้ชัด ๆ ละเอียด มีระยะใกล้ กลาง ไกล”
“บ้านกมล ทัศนาญชลี” ผลงานสีน้ำ
ขนาด ๒๘ x ๓๘ เซนติเมตร
“เมือง Zurich 4, Switzerland”
ผลงานวาดเส้น ขนาด ๓๓ x ๔๐ เซนติเมตร
“ที่เรียกสื่อผสมคืออย่างไร ?”
“จริง ๆ ทุกอย่างที่เราทำเป็นศิลปะทั้งหมด แยกประเภทตามสาขาทางอุปกรณ์ คนใช้สีเรียกจิตรกรรม ปั้นดิน เชื่อมโลหะเรียกประติมากรรม แกะแม่พิมพ์ทำแม่พิมพ์เรียกภาพพิมพ์ ส่วนสื่อผสม คือนำวัสดุหลายอย่างมาสร้างรูป ไม่ใช่เฉพาะสี การปั้นลอยตัว การพิมพ์ แต่รวมถึงใช้วิดีโอ การจัดวาง มาผสานกันด้วย”
อธิบายตามหลักวิชาการ แล้วเล่าประสบการณ์
“ผมได้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ จากการทำภาพพิมพ์ ทำงานด้านนี้มา ๒๐ ปี งานไม่ก้าวหน้า ทำต่อไปเหมือนก๊อบปี้ตัวเอง เลยเปลี่ยนเป็นงานโลหะ ใช้วิชาช่างเอายูริเทนทาทองแดง ที่ไม่ทาเป็นสีดำ อากาศกัด ต่างจำนวนวันเกิดต่างสีซึ่งไม่มีศิลปินคนใดทำ กลายเป็นคาแรกเตอร์ให้งานเรามีเสน่ห์ขึ้น เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยให้รู้สึกอยากทำ ตอนขอตำแหน่งศาสตราจารย์เมื่อปี ๒๕๔๕ ก็ใช้ผลงานสื่อผสม ต่อมาได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาภาพพิมพ์และสื่อผสม”
“ไม่มีชื่อ” ภาพพิมพ์ Woodcut ผลงานร่วมสี่ศิลปิน ประหยัด พงษ์ดำ ถวัลย์ ดัชนี กมล ทัศนาญชลี และ เดชา วราชุน ขนาด ๕๐ x ๗๐ เซนติเมตร
“ของสะสม หมายเลข ๑/๑๙๙๗”
ผลงานสื่อผสม
ขนาด ๙๕ x ๑๒๒ เซนติเมตร
ในทางศิลปกรรมสามารถขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานศิลปะ
“เราสร้างงานศิลปะ นำไปแสดง แล้วอธิบายว่าแต่ละช่วงคิดอะไร ใช้เทคนิคอย่างไร ในความเป็นศิลปินไม่ต้องอธิบายใครก็ได้ แต่ทางวิชาการต้องอธิบาย”
“ช่วยเล่าเกี่ยวกับภาพคนเหมือนกลุ่มนั้นให้ฟังได้ไหมครับ ?”
เป็นงาน painting สามภาพที่เรียงเด่นบนผนังด้านขวา เมื่อเข้ามาในห้องโถงแรกของบ้าน
“รูปฝรั่ง เขียนเมื่อปี ๒๕๒๐ ขณะผมเรียนต่อปริญญาโทที่ศิลปากร มีอาจารย์จาก มศว. ประสานมิตร ไปสอน ตอนสอบปลายภาคให้เขียนรูปนักดนตรีสากล ผมเขียนรูปนี้ส่งอาจารย์ หลังจากท่านเสียชีวิต อาจารย์ที่ มศว. ประสานมิตร เห็นลายเซ็นผมเลยนำมาคืน ผมจึงเขียนภาพครูเหมียว-ภรรยา และตัวเอง ใช้สีอะคริลิกดูรูปในไอแพด ไม่ได้ตีสเกล ก็ว่าเราเขียนได้ นี่แหละชีวิต”
“เหมือนฟังเพลง ถ้ามีเนื้อร้องเราเข้าใจแต่ดนตรีบรรเลงเราก็รู้สึกได้ถึงความไพเราะอิ่มเอม ซิมโฟนีเราฟังได้ไม่เบื่อเพราะมันไพเราะ ช่วยให้สบายใจโดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นนามธรรมทางหู”
Art Teaching
“อยู่กับงานศิลปะมา ๖๐ กว่าปี ศิลป์สอนให้รู้ว่า...?”
“สอนให้รู้จักตัวตนของเรา เราปลูกบ้านหลังนี้เอง โซฟาก็ทำเอง รื้อของเจอโซฟาเก่า ซื้อหนังมาหุ้ม” เขาชี้ชุดโซฟาริมผนังห้องแรกของหอศิลป์ที่เรานั่งคุยกัน “ไปอยู่ที่ไหนก็ตัดหนังทำกระเป๋า ทำหมวก ตัดเสื้อผ้าเอง ทำได้ทุกอย่าง เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งพาใครมาก เท่ากับว่าไม่ต้องหาสตางค์มาซื้อความสุข นี่คือการไม่หายใจทิ้งไปเปล่า ๆ ในวันหนึ่ง ๆ”
“ศิลปะสำคัญต่อชีวิตคนเราแค่ไหน ?”
“สมองซีกซ้ายเป็นเรื่องเหตุผล ซีกขวาเป็นอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ คนเราต้องใช้สมองทั้งสองซีก แต่ส่วนใหญ่ใช้ซีกซ้ายเพื่อทำมาหากิน คนเรียนทางวิทยาศาสตร์ ถ้ามีความรู้ทางศิลปะด้วยก็จะมีจินตนาการ เกิดการผ่อนคลาย ครูที่วาดรูปได้จะอธิบายอะไรได้ชัดเจนกว่า ศิลปะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้คนมีความสมบูรณ์แบบ”
สิ้นสุดการสนทนา เสียงดนตรีคลาสสิกยังคงบรรเลง งานศิลปะยังรอคนชื่นชม
และแน่นอนว่าศิลปินยังสร้างสรรค์งานต่อไป