๒๔๗๕
จากบรรณาธิการ
ความรู้สึกมีความสุขเมื่อได้เห็นหรือนึกถึงภาพเก่าของตึกรามบ้านช่อง อาคาร เครื่องแต่งกาย ผู้คน ข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อน หรืออยากให้ประสบการณ์ในอดีตนั้นกลับมาใหม่ รู้จักกันดีว่าคือนอสทัลเจีย (nostalgia)
รถราง รถไฟไอน้ำ แผ่นเสียง ชุดไทย ตลาดน้ำ ฯลฯ หลายอย่างพอแปะคำว่า “โบราณ” ต่อท้ายก็ยิ่งน่าโหยหา
เรื่องราวในอดีตไม่ได้มีแต่ความสุข บางเรื่องก็ผิดหวัง เจ็บปวด ขื่นขม ล้มเหลว คอยสะกิดใจให้วนเวียนคิดคำนึงด้วยความขุ่นข้องหมองใจว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ใครคือคนผิด ถ้าทำอีกอย่าง ตัดสินใจอย่างอื่น ทุกอย่างจะดีกว่าวันนี้ไหม
เป็นด้านตรงข้ามของนอสทัลเจียก็ว่าได้ เรียกว่ารูมิเนชัน (rumination)
เหตุการณ์บ้านเมืองโดยเฉพาะการเมือง มักเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผล ไม่ใช่นอสทัลเจียที่มีความสุข และเป็นรูมิเนชันที่หลายคนไม่อาจก้าวข้าม บางคนก็พยายามลบเลือนออกไปจากความรับรู้และความทรงจำ
ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ๒๕๖๓-๒๕๖๔, เหตุการณ์พฤษภา ๕๓, เหตุการณ์พฤษภา ๓๕, ๖ ตุลา ๑๙ และ ๑๔ ตุลา ๑๖ คนไทยแต่ละกลุ่มระลึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแตกต่างกันไป
กรณี ๑๔ ตุลา ๑๖ อาจเป็นเหตุการณ์เดียวที่คนไทยส่วนใหญ่นึกถึงด้วยความปีติในชัยชนะของประชาชนต่ออำนาจเผด็จการ แต่ก็แฝงความรู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือมีทั้งนอสทัลเจียในพลังของนักศึกษากับประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และรูมิเนชันต่อวีรชนผู้สละชีวิต ซึ่งยังนำมาสู่ความขัดแย้งรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ อันโหดเหี้ยม
แล้วกับเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อราว ๑๐๐ ปีก่อน เรารู้สึกกันอย่างไร
ฝ่ายผู้เรียกร้องประชาธิปไตยย่อมรู้สึกนอสทัลเจียกับการ “อภิวัฒน์สยาม” ของคณะราษฎร มีสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ เช่น หมุดคณะราษฎร พานรัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บุคคลสำคัญอย่าง ปรีดี พนมยงค์ ฯลฯ
ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมคงรู้สึกตรงกันข้าม เป็นรูมิเนชันว่า “ถ้าวันนั้นเหตุการณ์กลับเป็นอีกแบบจะเป็นอย่างไร” “ชิงสุกก่อนห่าม จุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย” “ประชาชนยังไม่พร้อม” “เสร็จแล้วก็แย่งชิงอำนาจกันเอง” ฯลฯ
ผ่านมา ๑ ศตวรรษ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ยังคงเป็นสมรภูมิของความทรงจำ
ระหว่างความรู้สึกนอสทัลเจียในการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่นำโดยคณะราษฎร
และความรู้สึกรูมิเนชันในการตั้งคำถามต่อการก้าวล่วงพระราชอำนาจ เจตนารมณ์ที่แท้จริงของคณะราษฎร ฯลฯ หากค้นคำว่า ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ในวิกิพีเดีย เราจะพบกับข้อความสรุปเหตุการณ์สั้น ๆ ว่า
“การปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ หรือบ้างก็เรียกการอภิวัฒน์สยาม เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งมีผลทำให้ราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดขึ้นจากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกัน เรียกตนเองว่า ‘คณะราษฎร’ โดยเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์โลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าวทำให้ประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก”
ทว่าเรื่องราวของผู้คนต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมสยามเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน น่าจะเต็มไปด้วยสีสันและชีวิตอันมีเลือดเนื้อในท่ามกลางสถานการณ์อันสับสนวุ่นวายทั้งภายในและนอกประเทศ มากกว่าความเรียงเรียบง่ายข้างต้น
เช่นเดียวกับชีวิตผู้คนมากมายที่ได้ผ่านประวัติศาสตร์บาดแผลมาตลอดในช่วง ๕๐-๖๐ ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นจนนำมาสู่การอภิวัฒน์สยาม ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา
ชวนอ่านเรื่องราวในเล่มที่เรียบเรียงจากบันทึกต่าง ๆ เท่าที่นักเขียนสารคดีของเราจะค้นคว้าได้ ไม่ว่าผู้อ่านจะอยู่ฝ่ายรู้สึกนอสทัลเจียหรือรูมิเนชัน
สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี
suwatasa@gmail.com
ฉบับหน้า : ตามรอยพญานาค
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง