เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ย่ำรุ่ง, ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕--ย่านตำบลดุสิต, พระนคร
เสียงตีนตะขาบรถหุ้มเกราะลำเลียงพลดังกระหึ่มทั่วถนน พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ในเครื่องแบบนายทหารปืนใหญ่ใช้ความคิดอยู่ในที่นั่งตอนหนึ่งของรถ
เมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา เขาเพิ่งแยกจากกองกำลังส่วนใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นก็กระโดดขึ้นรถรบมาพร้อมกับพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎรและกำลังนักเรียนนายร้อยร่วม ๕๐ คน มุ่งหน้าไปยังวังบางขุนพรหม (ปัจจุบันคือธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่ออัญเชิญจอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มาเป็นองค์ประกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปอย่างราบรื่น
หลวงพิบูลฯ ทราบดีว่าเจ้านายพระองค์นี้เป็น “เบอร์ ๒” รองจากในหลวงรัชกาลที่ ๗ ด้วยทรงมีอำนาจควบคุมทั้งทหารและตำรวจในฐานะผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร (ขณะรัชกาลที่ ๗ แปรพระราชฐานประทับอยู่ที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และแน่นอนว่าที่วังบางขุนพรหมย่อมมีการป้องกันแน่นหนา
เมื่อไปถึงทางเข้า เขาได้ยินเสียงปืน
ยานเกราะที่หลวงพิบูลฯ นั่งอยู่ปราดเข้าไปที่ประตูวังและอยู่ในสถานะพร้อมยิงสนับสนุน
ท่ามกลางสถานการณ์คับขัน หลวงพิบูลฯ จำได้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อหลายปีก่อนในย่านการ์ตีเยลาแต็ง กรุงปารีส
เมื่อคนหนุ่มเจ็ดคนตัดสินใจทำให้เช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
บรรยากาศบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เต็มไปด้วยทหารจากกรมกองต่าง ๆ และกำลังของนักเรียนนายร้อยที่เข้าร่วมกับคณะราษฎร
ราว ๓๕ ปี ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ ๕--๑๔ กรกฎาคม ๒๔๔๐
ที่เรือนแพบนแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าปากคลองบางเขน ซึ่งฉากหลังเป็นสวนทุเรียนแน่นขนัด “แปลก” บุตรคนที่ ๒ ของนายขีตกับนางสำอางถือกำเนิดในช่วงย่ำรุ่ง
เขาได้ชื่อตามลักษณะที่ “แปลก” คือ “ใบหูซึ่งยาวรีนั้นมีระดับต่ำกว่าดวงตาจนผิดสังเกต”
หลังจากนั้น ๓ เดือน เขาร้องไห้ไม่หยุด จนมารดาต้องนำไปฝากสมภารวัดปากน้ำ นนทบุรี เลี้ยงแก้เคล็ดพ้นวัยแบเบาะไปได้เขาก็ถูกส่งเข้าเรียนที่วัดเขมาภิรตารามซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล
เมื่ออายุ ๑๒ ปี เรียนจบ ป. ๔ บิดาก็ฝากแปลกเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบกพร้อมพี่ชาย
นักเรียนนายร้อย (นนร.) ประยูร ภมรมนตรี ที่เรียนห้องเดียวกับแปลก กล่าวถึงเพื่อนของเขาว่า “เป็นคนละมุนละไม มีปฏิภาณเชาว์ไวไหวพริบดียิ่ง ฉลาดเรียนเก่ง สอบได้ที่ ๑-๒ เสมอ พูดจามีคารมคมคาย ชอบสนุก ซนเงียบ ๆ ซนเอาเรื่อง” และด้วยความที่ นนร. แปลกมีรูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ วันหนึ่งเขาไปเที่ยวเยาวราชก็ถูกพ่อค้าจีนดูหมิ่นเข้าจน “โกรธและเกิดความคิดชาตินิยมขึ้นตั้งแต่บัดนั้น”
เขาสำเร็จการศึกษาเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ ๑๒ ในปี ๒๔๕๗ ในแบบที่ประยูรเล่าว่าผลการเรียนดี แต่ “ตกแต้มความประพฤติ” ก่อนจะเลือกไปประจำการในเหล่าทหารปืนใหญ่ ความสับสนในการเลือกหน่วยทำให้เขาจับพลัดจับผลูไปประจำการอยู่กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๗ กองทัพน้อยที่ ๒ ซึ่งเรียกในยุคนั้นว่า “ปืน ๗”
ครอบครัวพิบูลสงคราม ถ่ายเมื่อปี ๒๔๖๖ ก่อนร้อยโทแปลกจะเดินทางไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสขณะอายุ ๒๐ ปี
ระหว่างประจำที่พิษณุโลกนี้เอง ร้อยตรีแปลกพบกับนางสาวละเอียด พันธุ์กระวี วัย ๑๔ ปี นักเรียนและครู ช่วยสอนในโรงเรียนผดุงนารี สานสัมพันธ์จนแต่งงานกันในช่วงปลายปี ๒๔๕๙
ต่อมาร้อยตรีแปลกย้ายมาประจำที่กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ (ปืน ๑) ย่านบางซื่อ เข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ตอนนี้เองเขาฉายแววโดดเด่นในชั้นเรียน ในการสอบแก้ปัญหายุทธวิธีหนหนึ่ง เพื่อนทุกคนเลือก “เข้าตี” แต่แปลกกลับเลือก “ตั้งรับ” ผลคือเพื่อนสอบตกหมด ขณะที่เขาสอบได้
ปี ๒๔๖๗ ร้อยตรีหนุ่มวัย ๒๗ ปี ก็สอบได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารปืนใหญ่ที่ฝรั่งเศสพร้อมได้เลื่อนยศเป็นร้อยโท ตอนนี้เขามีบุตรแล้วสามคน หลายปีต่อมาท่านผู้หญิงละเอียดเล่าว่าตอนนั้นสามีไปเมืองนอก โดย “นั่งเรือจ้างจากบางเขนแต่เช้ามืดแล้วไปจับเรือที่จะโดยสารต่อไป” สัมภาระมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าใบหนึ่ง
ในยุคที่การสื่อสารทำได้ลำบาก มีเพียงการติดต่อทางจดหมายและโทรเลข ร้อยโทแปลกอาศัยจังหวะที่เรือเดินสมุทรแวะท่าเรือก็จะส่งจดหมายครั้งหนึ่ง
จดหมายจากเมืองท่าต่าง ๆ นั้นเดินทางมาถึงบ้านย่านปากคลองบางเขนเดือนละครั้ง โดยละเอียดจะมานั่งรอจดหมายที่หัวแพเสมอ
ข้อความในจดหมายหวานหยดไม่ต่างจากตอนเริ่มสานสัมพันธ์
“เวลานี้ได้เห็นพระจันทร์ดวงเดียวกับเธอ อยากเห็นเธอ ก็ได้เห็นพระจันทร์ดวงเดียวกับเธอ”
เป็นความโรแมนติกของนายร้อยโทหนุ่ม ก่อนจะเจอผองเพื่อนที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขา
นักเรียนนายร้อยรุ่นเดียวกับแปลก
“ระวังให้ดีเถอะ สักวันหนึ่ง
ไอ้หมัด ไอ้เหา จะกัดให้ประเทศฝรั่งเศสเน่าไปทั้งชาติ”
หลวงพิบูลสงครามต่อว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองฝรั่งเศส หลังได้ยินเจ้าหน้าที่บอกว่าสยามเป็นเมืองเหาเมืองหมัด
ร้อยโทแปลกขณะเรียนในฝรั่งเศส
โรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ เมืองฟงแตนโบล
เรื่องของแปลกก็แปลกอยู่แล้ว แต่ชีวิตเพื่อนของแปลกคือ “ประยูร ภมรมนตรี” ก็น่าสนใจ
หลังแปลกเกิด ๗ เดือน ที่กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) บุตรฝาแฝดของพันตรี พระชำนาญคุรุวิทย์ (แย้ม ภมรมนตรี) ทูตทหารสยาม กับแพทย์หญิงแอนเนลี ไฟร์ ครูสอนภาษาชาวเยอรมัน ถูกผ่าออกจากครรภ์มารดาช่วงพลบค่ำวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๐ (นับตามปฏิทินเก่าของไทยที่ขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน) ทารกเกือบไม่รอดชีวิตด้วยมารดาโลหิตเป็นพิษ หมอจึงตัดสินใจรักษาชีวิตมารดาเป็นอันดับแรก แต่โชคดีที่ฝาแฝดถูกรักษาต่อในตู้อบจึงรอดมาได้
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนนายร้อยเยอรมันเรียนภาษากับแอนเนลีเสด็จมาทำขวัญ ประทานชื่อฝาแฝดว่า “ประยงค์-ประยูร”
เมื่อบิดากลับมารับราชการในสยาม บ้านในพระนครกลับถูกญาติเอาไปจำนองกับพระชนนีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ทำให้พันตรี พระชำนาญฯ ต้องมาอาศัยบ้านญาติหลังวัดราชนัดดาราม ติดถนนราชดำเนินกลางที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ประยูรเล่าว่าแถบนั้น “...ซบเซาเงียบเหงาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ทีวี หนังละคร” การละเล่นคือ “วิ่งชักว่าวโสร่งคาบปากที่ลานวัดราชนัดดา” เขาจำได้ว่าเห็นงานรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปในปี ๒๔๕๐ เวลามีพระราชอาคันตุกะทางการก็มัก “รื้อถอนกวาดต้อนสลัม ที่พะรุงพะรังอยู่ตามถนน...ไล่ต้อนพวกแม่ค้าที่นั่งเปลือยอก...ออกประกาศห้ามการบ้วนน้ำหมากลงตามถนนหลวง...ให้ประชาชนงดเว้นการหมอบกราบเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินตามถนนหลวง (ให้เพียงแต่นั่งหรือยืน)”
บิดา-มารดาของประยูร
แม่มักเล่านิทานกริมม์ เรื่องนักปรัชญากรีก การปฏิวัติฝรั่งเศส ฯลฯ ให้เขาฟัง ขณะที่บิดาชอบเล่าเรื่องศึกฮ่อและเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ จนเขารู้สึกว่า “ปลูกฝังความรักชาติไทยไว้ในหัวใจของข้าพเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม”
ต่อมาประยูรถูกส่งเข้าโรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์) ซึ่งขณะนั้นอยู่บนถนนบำรุงเมือง พออายุ ๘ ขวบ บิดาก็นำเขากับพี่ฝาแฝดเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๖ (ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร) ประยูรเล่าว่างานหลักคือถวายงานพัด นวด บางครั้งอยู่ใต้โต๊ะ ทรงเสวยขาไก่ก็ประทานลงมาเลยทำให้ “เกิดเรื่องวิบาก เพราะย่าเหล (สุนัขทรงเลี้ยง)...มาแย่ง”
ปี ๒๔๕๒ มารดาได้กราบบังคมทูลขอให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงส่งประยูรเข้าโรงเรียนนายร้อย โดยทรงรับเป็นผู้ปกครองลงพระนามาภิไธยในสมุดพก มาจนถึงช่วงเสด็จขึ้นครองราชย์ ประยูรจึง “ลอยฟ้า” ไปเรียนร่วมกับ นนร. แปลก (ต่อมาคือหลวงพิบูลฯ) และ นนร. บัตร พึ่งพระคุณ (ต่อมาคือหลวงอดุลเดชจรัส) ที่ชอบเรียกเขาว่า “อ้ายหรั่ง” จนประยูรสวนว่า “อ้ายแขก-อ้ายบัง” เพราะบัตรนั้นผิวคล้ำ
นักเรียนนายร้อยประยูร-ประยงค์
“ชาติไทยเรานั้นอ่อนแอไม่ได้ปรับปรุงตัวให้เข้มแข็งเป็นเหตุให้ฝรั่งมาเหยียบย่ำ”
ประยูร ภมรมนตรี รำพึงในกรุงลอนดอน
ประยูรเขียนหนังสือในที่พัก กรุงปารีส
ถึงปี ๒๔๕๗ รัชกาลที่ ๖ มีพระราชดำริจะส่ง นนร. ประยูรไปเรียนต่อ ทว่าเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในยุโรป ทำให้ประยูรต้องกลับมาซ้ำชั้นในโรงเรียนนายร้อย ส่วนประยงค์ผู้พี่ออกไปเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
ประยูรสอบไล่เป็นนายทหารประจำการได้ในปี ๒๔๕๙ เข้าประจำในกองพันที่ ๑ และยังมีตำแหน่งในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ช่วงนี้เขาได้รู้จักผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งคือนายพันโท จมื่นสุรฤทธิ์พฤฒิไกร (ฝั่ง พหลโยธิน) น้องชายต่างมารดาของนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หลังจากนั้นก็ย้ายไปเป็นทหารคนสนิทของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ที่วังปารุสกวัน
เมื่อสมเด็จฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสด็จทิวงคตที่สิงคโปร์ในปี ๒๔๖๓ ประยูรเชื่อว่าทรงโดนวางยาพิษ เขาตัดสินใจบวชถวายเป็นพระราชกุศลก่อนลาสิกขามาเป็นผู้บังคับกองนักเรียนนายสิบ
ตอนนี้เองที่ประยูรเบื่อหน่ายราชการ เพราะเห็นการแต่งตั้งนายทหาร “เป็นไปโดยไม่มีหลักเกณฑ์” เช่น กรณีเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ) ที่ได้ยศเป็นพลโท พระยาประสิทธิ์ศุภการ และตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กแทนสมเด็จฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ยังไม่นับ “ความหรูหราฟุ้งซ่านในวงการราชสำนัก” ที่เขาเห็นบ่อยครั้ง ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นที่สระบุรี เมื่อเขาพบว่านายทหารในกองอำนวยการมัวแต่สนใจความบันเทิงยามค่ำจนไม่เตรียมซ้อมรบประจำปีในวันรุ่งขึ้น ทหารชั้นผู้น้อยก็วินัยหย่อนยาน จนประยูรวิจารณ์ว่าทหารสยามนั้น “มีปืนเล็กกระบอกเดียวฝึกวันทยาวุธ แบกอาวุธเตรียมแทง ๓ ท่าสลึง (เบี้ยเลี้ยงทหาร) แล้วไปรักษาการตามพระที่นั่ง...จัดการเลี้ยงตามวังเจ้านาย ทำหน้าที่แขกยามและล้างชาม...ขืนอยู่ไปโง่ตาย” เขาเกิดความคิดว่า “...เข้าป่าไปหาอาจารย์เรียนศิลปวิทยาในดินแดนต่างด้าว...เป็นทางปรับปรุงชีวิตใหม่และเป็นกำลังที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้บ้างไม่มากก็น้อย” จึงถวายบังคมลาไปเรียนต่อที่เยอรมนีเมื่อปี ๒๔๖๔ ในปีแรกด้วยทุนตัวเอง (หลังจากนั้นได้ทุนเล่าเรียนหลวง)
เมื่อประยูรลงจากเรือเดินสมุทรที่ท่าเรือกรุงลอนดอน เขาพบว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษนำเขาไปปนกับคนจากอาณานิคม แม้จะแจ้งว่าเป็นทหารจากสยาม ซ้ำยังหัวเราะแล้วบอกเขาว่า “ถ้าอยากจะได้รับการต้อนรับให้ดีก็ควรจะต้องเป็นคนในบังคับของอังกฤษเสีย” จนประยูร “เลือดขึ้นหน้า” ตอบกลับว่า “สักวันหนึ่งจะได้เจอดี” ตรงนี้เองที่เขา “สะดุดใจเป็นครั้งแรก...ชาติไทยเรานั้นอ่อนแอไม่ได้ปรับปรุงตัวให้เข้มแข็ง เป็นเหตุให้ฝรั่งมาเหยียบย่ำ...”
เมื่อเดินทางต่อไปถึงเยอรมนี เขาเห็นเยอรมนีที่เพิ่งแพ้สงคราม บ้านเมืองทรุดโทรม เงินเฟ้อสูง เบียร์ราคาขึ้นรายชั่วโมง การเมืองวุ่นวายเพราะคอมมิวนิสต์ก่อจลาจลอยู่เนือง ๆ เขาเข้าเรียนในคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแฟรงก์เฟิร์ต โดยทำงานในบริษัทเอกชนที่ติดต่อกับบริษัทของบิดาในกรุงเทพฯ
ประยูรเขียนว่าช่วงนี้มีผู้หญิงเข้ามาติดพัน แต่ “นึกถึงคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้กับท่านบิดาว่าจะไม่มีภรรยาต่างชาติ” จึงหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตามก็ได้ช่วยเหลือสาวเยอรมันคนหนึ่งให้ผ่านด่านทหารสัมพันธมิตร ก่อนตกกระไดพลอยโจนพักห้องเดียวกัน จน “เกิดอัศจรรย์ฟ้าลั่นเป็นคู่ตุนาหงันคนแรกในชีวิต” แต่ไม่นานประยูรก็ติดวัณโรค ต้องไปรักษาตัวที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ถึงปีเศษ จน “แทบสิ้นเนื้อประดาตัว” และขาดการติดต่อกับแฟน
ที่สวิสประยูรเรียนภาษาฝรั่งเศส ได้รู้จักสมาชิกสภาสูงฝรั่งเศสที่นอนป่วยอยู่เตียงข้าง ๆ ต่อมาเพื่อนต่างวัยท่านนี้เองที่เขียนจดหมายฝากฝังเขาให้ครอบครัว เมื่อหายดีจึงขึ้นรถไฟไปฝรั่งเศส โดยแวะพักที่เมืองซูริกพบคนไทยหลายคนที่ต่อมาจะทำงานใหญ่ด้วยกัน เช่น ตั้ว ลพานุกรม ที่กำลังเรียนวิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเบิร์น จากนั้นก็ได้ไปพบ ควง อภัยวงศ์ ผู้มาเรียนด้านไปรษณีย์ที่เมืองลียง ซึ่งควงเขียนจดหมายให้เขาถือไปหา ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนอาวุโสในกรุงปารีส
พอถึงกรุงปารีสในปี ๒๔๖๘ เขาเช่าห้องในโรงแรมเล็ก ๆ ใกล้สถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีสอยู่อาศัย ก่อนที่ปรีดีจะหาที่พักให้ ซึ่งต่อมาจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ระหว่างที่แปลกถูกนำไปฝากหลวงพ่อวัดปากน้ำ นนทบุรี ประยูรยังเป็นทารกในตู้อบที่เยอรมนี ห่างจากพระนครไป ๓๐๐ กิโลเมตร ที่นครราชสีมา “จรูญ” บุตรคนที่ ๒ ของพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงห-เสนี) ข้าหลวงมณฑลนครราชสีมา กับคุณหญิงตุ่ม เกิดในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๔๔๑
พออายุ ๘ ขวบ จรูญก็ถูกส่งเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบพิตรพิมุข พระนคร จากนั้นก็ย้ายไปสวนกุหลาบวิทยาลัยราชวิทยาลัย และอัสสัมชัญ
น่าเสียดายว่าไม่มีบันทึกเรื่องจรูญในช่วงวัยเด็ก-วัยรุ่น หลงเหลือมากนัก เราทราบเพียงว่าต่อมาจรูญเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สอบได้ทุนไปเรียนวิชากฎหมายที่ฝรั่งเศสในปี ๒๔๕๙
อย่างไรก็ตามยังมีร่องรอยของเขาในงานเขียนของ ปรีดี พนมยงค์ ว่าเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ ๑ จรูญเคยเป็นนายสิบตรีกองทหารอาสาสยามในคราวสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยทำหน้าที่พลทหารรถยนต์
หลังจากนั้นจรูญเริ่มทำงานเป็นเสมียนฝึกหัดของกระทรวงการต่างประเทศในกรุงปารีส โดยทำงานในสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส จนได้ตำแหน่งเลขานุการตรีอัครราชทูต คาบเกี่ยวกับช่วงที่ผู้ก่อการของคณะราษฎรหลายคนอยู่ในระหว่างการศึกษาตามประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป
แต่ก็มีเกร็ดว่า หน้าที่ของจรูญอย่างหนึ่งคือรับรองเจ้านายที่ไปปฏิบัติกรณียกิจในยุโรป เช่น ครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสด็จไปอังกฤษโดยทรงให้พระชายาคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล รอพระองค์อยู่ที่สถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส
ทวี อิศรเสนา ณ อยุธยา บุตรีพระยาภาษาปริวัตร (เต๋อ สิทธิสาริบุตร) ผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสระยะนั้นเขียนเล่าใน ความทรงจำของข้าพเจ้า ว่า พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์ฯ ทรงชอบเล่นผีถ้วยแก้ว โดยเขียนตัวอักษร ก-ฮ วรรณยุกต์ต่าง ๆ ลงบนกระดาษ จากนั้นวางรอบโต๊ะมีคนเล่นสี่คน ใช้ถ้วยแก้วเตี้ยไม่หนักหรือเบาเกินไป แล้วก็จ่อนิ้วลงบนก้นถ้วยที่คว่ำ ทวีเล่า (ตามความเชื่อ) ว่าวิญญาณที่มามักเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ
เหตุที่จรูญได้เล่นด้วยนั้น เกิดจากเข้ามาทูลถามกำหนดการกรมพระกำแพงเพชรฯ ที่จะกลับมาฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์ฯ จึงชวนจรูญ แต่เมื่อเริ่ม “ถ้วยแก้ววิ่งปรู๊ดปร๊าดหาตัวอักษร...สะกดว่า อุ่น พวกที่เล่นก็งง ไม่รู้ว่าเป็นใคร” พระองค์หญิงจึงรับสั่งถาม ปรากฏว่ามีจรูญรู้จักคนเดียว
ผีถ้วยแก้วอุ่นบอกว่า “๒-๓ วันนี้ จรูญอย่าออกไปนอกบ้าน จะโดนอย่างเรา” แล้วก็ออกไป โดยจรูญไขปัญหาว่าอุ่นที่ว่าคือ “หม่อมหลวงอุ่น อิศรเสนา” ซึ่งสำเร็จการศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ก่อนเข้าเป็นทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในยศจ่าสิบเอก และเป็นล่ามให้กองทหารสยามสื่อสารกับทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ทว่า “หลังสงครามเลิกไม่กี่วัน เธอก็ถูกรถชนตอนยืนพิงเสาไฟฟ้า รถทหารวิ่งลงเนินเลี้ยวมาชน สิ้นไปอย่างน่าเสียดาย”
เรื่องลงเอยว่าพระองค์หญิงให้คนอื่นไปรับเสด็จแทนโดยจะช่วยทูลเสด็จในกรมฯ ให้ จรูญจึงไม่ต้องออกไปไหน
ทั้งนี้ถ้าใครเชื่อเรื่องผีถ้วยแก้ว ก็อาจนับได้ว่า “วิญญาณหม่อมหลวงอุ่น” ช่วยเพื่อนให้มีชีวิตต่อมา จนได้พบกับผู้ก่อการอีกหกคน
ระหว่างที่แปลกถูกนำไปฝากหลวงพ่อวัดปากน้ำ นนทบุรี ประยูรยังเป็นทารกในตู้อบที่เยอรมนี จรูญยังถูกเลี้ยงที่นครราชสีมา ในห้องแถวบนถนนอนุวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ “ตั้ว” เกิดในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๔๑ ในครอบครัวคหบดีเชื้อสายจีน
ถนนอนุวงศ์เป็นย่านการค้าคึกคัก เกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนใหม่โดยมีถนนอนุวงศ์ด้วยเพื่อระบายความหนาแน่นจากเยาวราช ผลคือคนจีนจำนวนมากมาสร้างกิจการค้าขาย เพราะถนนอนุวงศ์ บางส่วนติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าเรือขนส่งสินค้า และใกล้ห้างขายผ้าลายชื่อดังอย่าง เอ.ที.อี. มัสกาตี
ด้วยฐานะที่ดี เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ตั้วถูกส่งเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เพียงปีเดียวก็ย้ายไปต่อที่โรงเรียนราชวิทยาลัยซึ่งเน้นสอนภาษาอังกฤษและกฎหมาย ด้วยค่าเรียนเดือนละ ๔๐ บาท ซึ่งสูงมากในยุคนั้น ผลการเรียนที่ดีทำให้ในปี ๒๔๕๓ เขาได้ทุนสมเด็จฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) ขณะนั้นทรงอยู่ระหว่างศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นสูงทหารบก กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี แต่ต้องเสด็จกลับกะทันหันด้วยพระราชบิดา (รัชกาลที่ ๕) สวรรคต เมื่อจะกลับไปศึกษาต่อในเยอรมันตั้วจึงขอตามเสด็จด้วย และไปเข้าเรียนวิชาสามัญในโรงเรียนที่เมืองฟัลเกนเบิร์ก (Falkenberg) ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเบอร์ลิน
แต่ในปี ๒๔๖๐ เมื่อสยามประกาศสงครามกับเยอรมนี ตั้วก็ถูกจับในฐานะชนชาติศัตรู ถูกคุมตัวไว้ในค่ายที่เมืองแซล (Celle) ที่นี่เขาเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสเรียนภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ โดยจ้างครูมาสอน จนเมื่อเกิดการหยุดยิง ตั้วจึงได้รับการปล่อยตัว เขาตัดสินใจเดินทางไปกรุงปารีสทันที
ต่อมาในเดือนธันวาคม ๒๔๖๑ ตัดสินใจสมัครเป็นทหารอาสาในกองทหารบกรถยนต์ของสยามที่ไปประจำการในยุโรป ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส-เยอรมัน
ตั้วได้รับยศจ่านายสิบก่อนปลดประจำการและเดินทางกลับสยามพร้อมกับกองทหารบกรถยนต์
หลังสงครามเขากลับไปเรียนต่อในเยอรมนีอีกครั้งในปี ๒๔๖๒ เมื่อจบวิชาสามัญเขาศึกษาต่อทางด้านวิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยเบิร์น (University of Berne) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนสำเร็จปริญญาเอกในปี ๒๔๗๐ ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Inf luence of Chemical Composition
on the Structure of Crystals” และช่วงนี้เองที่เขาได้รู้จักกับประยูรที่กำลังเดินทางไปเรียนต่อในฝรั่งเศส
ตั้ว ลพานุกรม เป็นนักสะสมหนังสือ มีงานอดิเรกคือการเล่นดนตรีและถ่ายภาพจนเคยได้รับรางวัล
ความใฝ่เรียนยังพาให้ตั้วเดินทางข้ามไปเรียนด้านเภสัชกรรมที่มหาวิทยาลัยมิวนิค ประเทศเยอรมนี (ปี ๒๔๗๑-๒๔๗๓) และด้านวิชาพฤกษศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส (สิงหาคม ๒๔๗๓)
การเป็นนักเรียนไทยในยุโรปทำให้ต้องเดินทางไปกรุงปารีส เพราะอยู่ในการดูแลของสถานอัครราชทูตที่นั่น และชีวิตของเขาเปลี่ยนไปเมื่อพบกับนักเรียนไทยอีกหกคนในปารีส
ระหว่างที่แปลกอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ในการดูแลของสมภารวัดปากน้ำ นนทบุรี ประยูรอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ที่จักรวรรดิปรัสเซีย (เยอรมนี) จรูญวัย ๒ ขวบ อยู่ที่นครราชสีมาในจวนของข้าหลวงมณฑล ตั้ววัย ๒ ขวบ เติบโตอยู่ในย่านการค้าของคนจีนในพระนคร ที่หน้าวัดพระนมโยง (พนมยงค์) มณฑลกรุงเก่า ในวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ ทารกชายคนหนึ่งถือกำเนิดในเรือนแพของครอบครัวชาวนา
ด้วยความยินดีที่ได้บุตรชายคนแรก นายเสียงและนางลูกจันทร์ผู้เป็นบิดามารดาจึงตั้งนามเขาว่า “ปรีดี”
ต่อมาครอบครัวใช้นามสกุล “พนมยงค์” เมื่อมีการประกาศพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พุทธศักราช ๒๔๕๖ โดยพระสุวรรณวิมลศีล เจ้าคณะเมืองที่รู้ประวัติของครอบครัวดีตั้งนามสกุลให้
บิดาของปรีดีคือนายเสียงเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบอาชีพค้าขาย แม้จะรู้หนังสือทั้งไทยและบาลีพอควรก็ไม่รับราชการ ลองไปทำป่าไม้ในเขตสระบุรีก็ทนโรคภัยที่ชุกชุมไม่ไหวและขาดทุน ลองทำนาในพื้นที่เดียวกันก็ขาดทุนจากฝนแล้ง ทว่านายเสียงไม่ยอมแพ้ ไปบุกเบิกที่นาย่านอำเภอวังน้อยแต่ก็ต้องเจอกับภัยธรรมชาติ ทั้งฝนแล้ง แมลงลงนา ต่อมาบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม จำกัด ขุดคลองเข้ามาถึงที่นานายเสียง นายเสียงก็โดนเรียกเก็บ “ค่ากรอกนา” ไร่ละ ๔ บาท จนต้องไปกู้ยืมเงิน มีหนี้สินมาก ต้องรอจนโครงการชลประทานป่าสักใต้ขยายไปถึง ผลผลิตจึงดีขึ้นและลืมตาอ้าปากได้บ้าง
นางลูกจันทร์-นายเสียง พนมยงค์
มารดา-บิดาของปรีดี
ปรีดี อายุ ๑๘ ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย (ปี ๒๔๖๒)
ระหว่างนั้นผู้ดูแลปรีดีคือยาย มักพาเขาไปไหว้พระ จนครั้งหนึ่งปรีดีรบเร้าขอบวช แต่ก็ทนยุงชุมได้ไม่นาน แต่การคลุกคลีกับพุทธศาสนาทำให้หลักธรรมซึมลึกในตัวเขา ปรีดียังจำได้ว่าคนเฒ่าคนแก่กล่าวถึง “โลกยุคพระศรีอาริย์” ที่มนุษย์จะอยู่อย่างเสมอภาคกันและมีความอุดมสมบูรณ์ “ประดุจว่ามีต้นกัลปพฤกษ์ทุกมุมเมือง ซึ่งมนุษย์อาจถือเอาได้ตามความต้องการ”
ปรีดีบันทึกไว้ว่าเริ่มศึกษาหนังสือไทยที่ “บ้านครูแสง ตำบลท่าวาสุกรี แล้วย้ายไปศึกษาต่อที่บ้านหลวงปราณีประชาชน (เปี่ยม ขะชาติ) อำเภอท่าเรือ อ่านออกเขียนได้แล้ว เข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดรวก” ที่เป็นโรงเรียนรัฐบาลประจำอำเภอและสอบไล่ได้ชั้น ๑ ประโยค ๑ (ยุคนั้นการเรียนแบ่งเป็นสามประโยค ประโยคหนึ่งมีสี่ชั้น) แล้วก็ย้ายไปวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า เรียนในหลักสูตรใหม่จนจบประถมบริบูรณ์
หลังจากนั้นเขาถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในระดับมัธยมศึกษา ก่อนจะย้ายกลับมาเรียนในโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า (ปัจจุบันคือโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย) จนจบ ม. ๖ ก็กลับพระนคร มาเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอีก ๖ เดือน จากนั้นก็กลับไปช่วยพ่อทำนาราวปี ๒๔๕๙
ในระหว่างนี้ บันทึกของปรีดีเรื่อง การเริ่มมีจิตสำนึกอภิวัฒน์ของข้าพเจ้า ให้เบาะแสว่าเขามีแนวคิดเปลี่ยนแปลงสังคมตั้งแต่เด็ก ด้วยในวัย ๑๑ ขวบ (ปี ๒๔๕๔) ชาวจีนในสยามตัดผมเปียที่ราชวงศ์ชิง (แมนจู) กำหนดให้ไว้ทิ้ง ทั้งที่ทำติดต่อกันมาหลายร้อยปี คนเหล่านี้อธิบายว่าราชวงศ์ “ถูกล้มล้างไปแล้ว โดยการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐอันมี ดร. ซุนยัดเซนเป็นผู้นำ” แต่เรื่องที่กระทบใจที่สุดคือข่าวจับกุมกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ในปีที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๖ ด้วยปรีดีมองว่าคณะ ร.ศ. ๑๓๐ กล้าหาญ แต่มีผู้ทรยศ
ปรีดีในช่วงวัยรุ่นเคยพบกับ “ก.ศ.ร. กุหลาบ” และ “เทียนวรรณ” ในวัยชราและเขาเห็นว่าทั้งสองท่านนี้ มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
ปรีดีระหว่างศึกษาต่อในฝรั่งเศส
ปรีดีอายุ ๑๘ ปี ขณะศึกษาวิชากฎหมายที่ฝรั่งเศส
ปรีดี (แถวยืนคนที่ ๒ จากขวา) ถ่ายกับเพื่อนนักเรียนชาวสยามในฝรั่งเศส
ที่สำคัญคือบทบาทของบิดา นายเสียงนั้นรู้จักพระยาไชยวิชิตสิทธิศาสตรา (นาค ณ ป้อมเพชร์) ผู้รักษากรุงเก่า เครือญาติที่เคยประจำอยู่สถานทูตในกรุงลอนดอน พระยาไชยวิชิตฯ เคยเล่าถึงการมีสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนให้นายเสียงฟัง และเรื่องนี้ก็ถูกถ่ายทอดมายังปรีดี บิดามักนำหนังสือพิมพ์เก่าของญาติมาให้อ่านจนปรีดีเห็นว่า “ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีข้อเสียหรือข้อบกพร่องอย่างไร” นายเสียงยังเคยเรียนปลูกฝีกับมิชชันนารีอเมริกันจนได้ประกาศนียบัตรและช่วยชาวบ้านปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน จนทำให้ปรีดีจดจำและชอบสมมุติตัวเองเป็นหมอปลูกฝี
สมัยเรียนที่วัดเบญจมบพิตร ปรีดีในวัยรุ่นยังได้พบ “คนชราธรรมดาสามัญที่มีอายุชราแล้ว ๒ คน” คนแรกคือ “ก.ศ.ร. กุหลาบ” ผู้ทำนิตยสาร สยามประเภท วิจารณ์ระบอบกษัตริย์จนถูกหาว่าสติไม่ดี ที่ปรีดีมองว่า “ไม่เห็นว่าท่านฟุ้งซ่าน” แต่อย่างใด อีกคนคือ “เทียนวรรณ” ที่ “มีคติประชาธิปไตยมาก” โดยเคยติดคุกเพราะเขียนหนังสือแย้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทั้งสองคนอายุกว่า ๗๐ ปีแล้ว
ยังไม่นับว่าครูในโรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่าที่น่าจะเป็นเครือข่ายคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ได้สอนถึงระบอบปกครองแบบต่าง ๆ เล่าสถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ให้ฟังจนเด็ก ๆ ในชั้นเรียนตื่นเต้นสนใจติดตาม
ปรีดีเห็นความลำบาก
ของชาวนา ทั้งจาก
ภัยธรรมชาติ โจรผู้ร้าย
นายทุนเจ้าของนา
โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม
เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา
ปรีดี (ยืน) ถ่ายรูปกับสมุหเทศาภิบาล
ที่เกาะยอ สงขลา ปี ๒๔๗๔
เมื่อกลับมาช่วยบิดาทำนาปรีดีจึงเห็นความลำบากของชาวนาทั้งจากภัยธรรมชาติ โจรผู้ร้าย นายทุนเจ้าของนา
ในปี ๒๔๖๐ ปรีดีในวัย ๑๗ ปี ตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม และเรียนภาษาฝรั่งเศสกับ อิวยีน เลเดแกร์ (E. Ladeker) ที่ปรึกษาศาลชาวฝรั่งเศสที่เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์
เขายังทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานทนายความพระวิชิตมนตรี (สุด กุณฑลจินดา) ประสบการณ์ช่วงนี้ทำให้ปรีดีเห็นว่ามีผู้อยู่เหนือกฎหมายสองกลุ่ม คือ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป และคนในบังคับของต่างประเทศที่มีสนธิสัญญากับสยาม ทำให้ไม่ต้องขึ้นศาลสยามเวลามีคดีความ
ความอัศจรรย์คือปรีดีใช้เวลาเรียนเพียงปีครึ่ง ขณะที่คนปรกติจะใช้ประมาณ ๓ ปี เมื่อสอบเนติบัณฑิตได้ในปี ๒๔๖๒ เขายังอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงยังเป็นสมาชิกสามัญของเนติบัณฑิตยสภาไม่ได้
ในระหว่างรอเวลานี้เอง ปรีดีรับเป็นทนายความทำคดีที่ร่ำลือกันมาก โดยอัยการสมุทรปราการฟ้องเจ้าของเรือโป๊ะที่จอดแล้วโดนพายุพัดเข้าไปชนกับพลับพลาที่ประทับริมน้ำจนเกิดความเสียหายในข้อหาประมาท
เป็นที่รู้กันว่าจำเลยแทบจะแพ้แน่นอนในคดีเช่นนี้
นายปรีดีได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาให้ว่าความได้ แม้จะอายุไม่ถึง ๒๐ เพราะสอบเนติบัณฑิตได้แล้ว
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของทนายอาวุโสว่าทนายหน้าใหม่ไม่มีทางชนะ ในศาลชั้นต้นปรีดีแพ้ แต่เมื่อปรีดียก “ข้อกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ” อ้างคดีในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่คนจีนสองคนว่าจ้างเช่าสำเภาไปค้าขายแล้วโดนพายุอับปาง เจ้าของเรือจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายกับจีนสองคน จนฎีกาขึ้นถึงสมเด็จพระเอกาทศรถ ก่อนทรงตัดสินว่าเป็น “ภัยนอกอำนาจ” และผู้เช่าเรือไปไม่ต้องใช้ค่าเสียหาย
ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้อง จำเลยที่ปรีดีว่าความให้ก็พ้นผิดไป
ความน่าตะลึงคือ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายโบราณที่เรียกว่า “กฎหมายพระธรรมศาสตร์” เขียนเป็นภาษาบาลี อ่านโดยทนายหนุ่มวัยเพียง ๑๙ ปี
สิงหาคม ๒๔๖๓ ปรีดีได้รับทุนกระทรวงยุติธรรมไปศึกษาด้านกฎหมายในฝรั่งเศส ปรีดีเคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนนั้น “อายุเพียง ๒๐ ปี อาจารย์ของผม (เลเดแกร์) จึงแนะนำให้เข้าศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่ชั้นต้นเหมือนนักเรียนฝรั่งเศสตามหลักสูตรคณะกฎหมาย”
ปรีดีเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติมและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยกองจนได้ปริญญารัฐ “บาเชอลิเย” (ปริญญาตรี) และ “ลิซองซิเย” (ปริญญาโท) ก่อนจะเข้ากรุงปารีส เรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์
ช่วงนี้เองที่เขาได้พบกับเพื่อนอีกหกคน
หลังสำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ (แถวนั่ง ขวาสุด) เป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมาย และอาจารย์สอน โรงเรียนกฎหมาย ในภาพถ่ายร่วมกับผู้สอบไล่วิชากฎหมายก่อนปี ๒๔๗๕
ระหว่างที่แปลกอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ในการดูแลของสมภารวัดปากน้ำ นนทบุรี ประยูรอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ที่จักรวรรดิปรัสเซีย (เยอรมนี) จรูญวัย ๒ ขวบ อยู่ที่นครราชสีมาในจวนของข้าหลวงมณฑล ตั้ววัย ๒ ขวบ เติบโตอยู่ในย่านการค้าของคนจีนในพระนคร ปรีดีลืมตาดูโลกที่กรุงเก่าได้ ๓ เดือน
กลางพระนคร ห่างจากบ้านของตั้วย่านถนนอนุวงศ์ไม่กี่กิโลเมตร ในบ้านย่านถนนราชบพิธ “แนบ” ถือกำเนิดในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๔๓
แนบเป็นบุตรคนที่ ๒ ของนายพลโท พระยาพหลโยธินรามินทรภักดี (นพ พหลโยธิน/พี่ชายต่างมารดาของนายพันเอก พระยาพหลฯ) และคุณหญิงล้วน (นามสกุลเดิม จารุรัตน์) เขาจึงเป็น “หลานอา” ของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ผู้นำของคณะราษฎรในเวลาต่อมา
เราไม่พบข้อมูลเชิงลึกหรือบันทึกของแนบเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็ก หนังสือ อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ นายแนบ พหลโยธิน ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ. ณ เมรุวัดธาตุทอง อำเภอพระโขนง วันพุธที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๑๕ ให้ข้อมูลเพียงแนบได้รับการศึกษาระดับมัธยมฯ ที่โรงเรียนราชวิทยาลัยและถูกส่งไปเรียนกฎหมายที่สำนักกฎหมายเกรย์สอินน์ (Gray’s Inn) ประเทศอังกฤษ โดยจบการศึกษา เมื่อปี ๒๔๖๘ เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี
จากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อที่กรุงปารีสเพื่อศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มหาวิทยาลัยปารีสและเรียนจบในปี ๒๔๗๔
เราสันนิษฐานได้เพียงแนบเป็นลูกของข้าราชการชั้นสูงและได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ตามแบบที่ผู้ดีสยามในยุคนั้นควรได้ การถูกส่งไปเรียนในอังกฤษย่อมทำให้เขาแตกฉานในการใช้ภาษาอังกฤษ และน่าเชื่อว่าเขาเองก็ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสจนพูดได้อย่างคล่องแคล่วด้วยในระหว่างที่เรียนและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงปารีส
ช่วง ๖ ปีในกรุงปารีสนี้คือห้วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตของ แนบ พหลโยธิน
ระหว่างที่แปลกอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ในการดูแลของสมภารวัดปากน้ำ นนทบุรี ประยูรอายุ ๓ ขวบ ยังอยู่ที่จักรวรรดิปรัสเซีย (เยอรมนี) จรูญวัย ๒ ขวบ อยู่ที่นครราชสีมาในจวนของข้าหลวงมณฑล ตั้ววัย ๒ ขวบ เติบโตอยู่ในย่านการค้าของคนจีนในพระนคร ปรีดีลืมตาดูโลกที่กรุงเก่าได้ ๓ เดือน แนบเกิดได้ราว ๑ เดือน ที่เมืองเดียวกับจรูญ “ทัศนัย” บุตรคนที่ ๔ ของหลวงผจงสรรพกิจ (พร้อม/ต่อมาคือพระยานรินทร์ราชเสนี) และคุณหญิงเจิม เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๔๓
ชื่อของ “ทัศนัย” ได้รับการประทานจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งต่อมายังได้ประทานนามสกุล “มิตรภักดี” ให้ครอบครัวนี้ด้วย
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักสะสมหนังสือเกี่ยวกับคณะราษฎรให้ข้อมูลไว้ว่า การเรียนของทัศนัยเริ่มที่โรงเรียนวัดสุทัศนเทพวราราม ก่อนย้ายไปโรงเรียนอัสสัมชัญที่ “มุ่งเน้นการศึกษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น” ก่อนที่บิดาจะพาไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จฯ กรม-หลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทรงให้ทัศนัยเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก
ทัศนัยนิยมชมชอบม้ามาก นริศระบุข้อความจากหนังสืออนุสรณ์งานศพที่ครอบครัวเขียนไว้ว่า ในวัยเด็กเวลาจะป้อนอาหารต้องนำขึ้นนั่งบนหลังม้าจึงจะยอมรับประทาน ทั้งยัง “เป็นผู้ชอบขี่ม้าโลดโผน” บางครั้งยังไปนั่งดูลูกม้าหยอกเย้ากันนานนับชั่วโมงจนเพื่อนนายทหารเห็นเป็น “ของประหลาดและอัศจรรย์”
ทัศนัยขณะแข่งม้าที่เมืองโซมูร์
เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อย ทัศนัยรับราชการในกรมทหารพราน กองพันทหารบกที่ ๓ จังหวัดสระบุรี ก่อนจะไปอยู่กรมทหารม้าที่ ๕ จังหวัดนครราชสีมา เขาได้รับยศร้อยตรีในปี ๒๔๖๕ ก่อนตัดสินใจไปศึกษาวิชาการทหารม้าที่ฝรั่งเศสด้วยทุนส่วนตัว
น่าสนใจว่าในช่วงเดินทาง เขาเจอกับร้อยโทแปลกที่กำลังเดินทางไปเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ในเรือลำเดียวกัน โดยถึงฝรั่งเศสในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๖๗ และเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสโดยเรียนที่เดียวกันกับ ประยูร ภมรมนตรี ซึ่งมาเรียนภาษาต่อในปารีส
ต่อมาทัศนัยเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารม้าแห่งเมืองโซมูร์ (École de cavalerie de Saumur) ตั้งแต่เดือนตุลาคม
๒๔๖๘ จบในเดือนสิงหาคมปีต่อมา ได้รับทั้งประกาศนียบัตรและคำชมเชยจากผู้บังคับบัญชาเรื่องความสามารถในการบังคับม้า โดยในการแข่งม้าโลดโผนทัศนัยก็ได้ที่ ๑ มาแล้ว
นริศวิเคราะห์ว่าการไปเรียนด้วยทุนทรัพย์ตนเองของทัศนัย เขาได้รับการรับรองว่าเป็นนายทหารของสยามจากรัฐบาลสยามเท่านั้น และคงหวังว่าการลงทุนนี้เมื่อสำเร็จกลับไปก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษสมกับที่เรียนมา แต่กลับปรากฏภายหลังว่าไม่ได้อะไรทั้งสิ้น
ครอบครัวยังขอให้เขาเรียนเรื่องการผสมพันธุ์สัตว์เพื่อเป็นอาชีพสำรองที่โรงเรียนผสมพันธุ์สัตว์แห่งเมืองแปงด์ โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวฝรั่งเศสคือ แฟร์นอง ปีลา (Fernand Pila) ที่เคยเป็นอัครราชทูตประจำสยาม และนายเบลังเย ที่เคยมาค้าขายในสยาม
ช่วงนี้เองที่ทัศนัยตระเวนเที่ยวตามหัวเมืองของฝรั่งเศส ไปอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ จนพบกับเพื่อนอีกหกคน
อ่านต่อ ตอน 2