จิ๋ว-วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล กับปีที่ ๑๖ ของร้าน “กาลครั้งหนึ่ง” ที่อุทัยธานี ซึ่งตอนหลังมีเอ-ธัญลักษณ์ กรมสุริยศักดิ์ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของร้านด้วย
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ทั่วไทย
เรื่องของร้านกาลครั้งหนึ่งเริ่มต้นง่าย ๆ เหมือนนิทานเรื่องหนึ่ง กาลครั้งหนึ่งเมื่อ ๑๖ ปีก่อน จิ๋วออกจากงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร แล้วเดินทางไปตลอดฝั่งโขง ตั้งแต่เชียงคานถึงหนองคาย ถึงนครพนม เพื่อหาทำเลตั้งร้านหนังสือ ความเป็นลูกชาวเรือจากบ้านแพน พระนครศรีอยุธยา ทำให้เขาผูกพันกับสายน้ำ อยากอยู่ริมฝั่งน้ำ
จนเพื่อนแนะนำให้รู้จักแม่น้ำน้อยที่อุทัยธานี เขามาเห็นจึงตัดสินใจทันทีว่าจะอยู่ที่นี่ นำเงินเก็บก้อนเดียวระหว่างทำงานมาเช่าห้องแถวไม้เก่าที่ถนนณรงค์วิถี แถววัดโรงโค ตกแต่ง ทาสี ซื้อไม้สนจากคลองเตยทำชั้นวางหนังสือ เปิดในชื่อร้าน “กาลครั้งหนึ่ง” เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๓ โดยมีคำจำกัดความว่าเป็น “ร้านหนังสือ กาแฟ และเรื่องเล่าอื่น ๆ”
“ผลประกอบการเป็นไงบ้าง ?” คำถามจากคนฟังเรื่องเล่า
“ขายกาแฟวันละแก้ว อาทิตย์สองอาทิตย์ขายหนังสือได้สักเล่ม” คำตอบปนยิ้มจากจิ๋ว หรือ วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล ผู้ก่อตั้งร้าน
“คิดอย่างไรเอาเงินก้อนเดียวที่มีมาทุ่มทำร้านหนังสือ ?”
“ไม่ได้คิด ถ้าคิดคงไม่ได้ทำ” เด็กหนุ่มในร่างคนวัย ๕๐ พูดเรียบ ๆ ตามบุคลิกของเขา “ตอนเลือกอุทัยธานีก็ไม่ได้ดูว่าเมืองนี้มีคนอยู่เท่าไร สำคัญว่าเรายอมรับสภาพมันแค่ไหนมากกว่า ขายได้วันละ ๒๐ บาท เราก็ยังหัวเราะออกไหม”
จุดเด่นหรือสไตล์ของร้านกาลครั้งหนึ่ง เจ้าของร้านบอกอยู่ที่หนังสือเก่าหายาก วรรณกรรมคลาสสิก งานแปล “นักอ่านบางคนที่ตามหาหนังสือ บางเล่มหายไปจากตลาดแล้ว เขามาได้ที่ร้านเราก็จะยิ้มแย้มตื่นเต้นดีใจ รอยยิ้มในแววตานั้นแหละที่ทำให้เราอยากทำร้านหนังสืออยู่ เรียกว่าเราเป็นนักขโมยรอยยิ้มก็ได้ ถือว่าเราทำหน้าที่ของคนทำร้านหนังสือสำเร็จแล้ว”
“นักอ่านบางคนที่ตามหาหนังสือ บางเล่มหายไปจากตลาดแล้ว เขามาได้ที่ร้านเราก็จะยิ้มแย้ม ตื่นเต้นดีใจ รอยยิ้มในแววตานั้นแหละที่ทำให้เราอยากทำร้านหนังสืออยู่”
ร้านกาลครั้งหนึ่งปัจจุบัน ตั้งอยู่ในบรรยากาศร่มรื่นด้านหน้าตลาดท่องเที่ยว “ซาวไฮ่” ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
หนังสือเก่า วรรณกรรมหายาก เป็นจุดขายของร้าน เนื่องจากเจ้าของร้านเป็นนักเขียนและนักอ่านมาก่อน ครั้งเป็นนักศึกษาที่รามคำแหง อ่านหนังสือ หัดเขียนกับเพื่อนกลุ่ม “ศิลปวรรณกรรม” ตั้งแต่นั้น และเคยขายหนังสือแบกะดินแถวหน้ารามฯ เมื่อ ๓๐ ปีก่อน
พอมาตั้งร้านหนังสือแถวริมแม่น้ำน้อย อุทัยธานี ช่วงแรกสุดเขานำหนังสือที่เก็บสะสมมาขาย และเริ่มติดต่อสำนักพิมพ์ขอนำหนังสือมาวางในร้าน “สำนักพิมพ์ให้มาปกละสองสามเล่ม ได้ส่วนแบ่ง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ บางสำนักพิมพ์ที่รู้จักกันให้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็นำมาลดให้ลูกค้าด้วย”
...
กาลครั้งหนึ่งเมื่อ ๑๖ ปีก่อน... “เปิดร้านปีแรกคนเข้ามาเดือนละครั้งสองครั้ง ไม่มีกำไร นาน ๆ มีกลุ่มเพื่อนแวะมาหาบ้าง ที่คนอุทัยธานีรู้จักเพราะเพื่อนเขาอยากมาร้านนี้ ขอให้เพื่อนที่เป็นคนอุทัยฯ พามา คือคนกรุงเทพฯ จะรู้จักมากกว่า มีคนสัมภาษณ์ไปออกสื่อบ้าง ตอนนั้นร้านหนังสืออิสระทั่วประเทศน่าจะมีไม่ถึง ๑๐ ร้าน”
ต่อมามีถนนคนเดินเมืองอุทัยธานีที่ตรอกโรงฝิ่น “ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เขาอนุโลมให้ไปเปิดแผงด้วย ผมก็นำหนังสือไปวาง มีเสื้อสกรีนชื่อร้านกาลครั้งหนึ่งไปขาย เรียกว่าขายผ้าเอาหน้ารอดจริง ๆ ใครแวะมาคุยก็แนะนำตัวว่าให้ไปที่ร้านได้”
ร้านค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในพื้นที่
และเป็นที่รู้จักทั่วประเทศผ่านระบบตลาดออนไลน์
“เปิดขายทางเว็บไซต์ www.oncebookk.com หลังจากนั้นก็ทำเพจร้านหนังสือกาลครั้งหนึ่ง”
“การมาของตลาดออนไลน์ทำลายหรือช่วยร้านหนังสือ ?”
หนังสือเก่าหายากที่นักอ่านยังตามที่ไหนไม่ได้ เจ้าของร้านบอกว่าหลายคนเคยได้มาเจอที่ร้านกาลครั้งหนึ่ง
“มีร้านไว้เพื่อหวังการพบปะ ให้คนมาเจอเรา เจอหนังสือ พูดคุยกัน เห็นคนตั้งใจมาเลือกหนังสือก็คุ้มค่าแล้ว ขายได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นเรื่องปรกติ”
“ช่วงแรกเป็นทางรอด แต่ช่วงหลังสำนักพิมพ์ก็ขายแข่งด้วย กระนั้นตลาดออนไลน์ก็ยังจำเป็น เพราะคนซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น”
คำตอบจากเอ หรือ ธัญลักษณ์ กรมสุริยศักดิ์ ผู้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านกาลครั้งหนึ่งเมื่อ ๑๑ ปีก่อน
“เป็นโอกาสให้คนรู้จักเรามากขึ้นและซื้อสะดวก บางเดือนขายได้ ๒-๘ หมื่นก็มี สูงสุดเคยถึง ๘ หมื่น แต่ถ้าเป็นหนังสือใหม่ต้องให้สำนักพิมพ์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ กำไรจริง ๆ อยู่ที่หนังสือเก่า” จิ๋วเสริมข้อมูล “แม้ตอนหลังยอดออนไลน์จะตก เพราะมีคนเปิดเพจหนังสือเก่ามากขึ้น แต่เราก็ยังขายได้มากกว่าที่ร้านอยู่ดี”
ซ้ำร้ายยังมีหนังสือสูญหาย คงคล้ายกับที่หลาย ๆ ร้านเคยเจอปัญหาเดียวกัน
“เขาทำทีถามหาเล่มราคาสูง ระหว่างเราค้นหาให้เขาจะเดินออกนอกร้าน กลับไปที่รถบ่อย ๆ รู้ทีหลังว่ามีหนังสือหาย ครั้งหลังสุดพอเขาออกไป หนังสือที่เราเพิ่งวางก็หาย แล้วเขาไม่กลับมาอีก รวมเสียไปเป็นหมื่นบาท”
...
ผ่านไป ๑๒ ปี...ร้านกาลครั้งหนึ่งในเมืองอุทัยธานีเต็มแน่นด้วยหนังสือที่จิ๋วเสาะหามาเพิ่มสม่ำเสมอ ทั้งคู่เลยสร้างบ้านเป็นร้านใหม่ที่อำเภอหนองฉางเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๓
“ตอนนี้ที่บ้านก็เริ่มเต็ม ไม่ค่อยมีที่จะเดินแล้ว แต่ก็พอต้อนรับลูกค้าได้” เอเล่า
เมื่อ ๒ ปีก่อน เขามาเปิดร้านใหม่ที่ตลาดซาวไฮ่ อำเภอบ้านไร่ ขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ซึ่งตลาดเปิดทำการ ส่วนวันธรรมดาขายที่บ้านและทางออนไลน์
ร้านหนังสือในชุมชน “...ต้องมีเล่มที่เขาอยากอ่าน” ตามคำให้การของเจ้าของร้าน หน้าร้านกาลครั้งหนึ่งจึงมีหนังสือมือสองหลากหลายและราคาต่ำให้เลือกสรรอย่างสบายใจ
“ที่ร้านใหม่ขายได้ไหม อำเภอบ้านไร่อยู่ไกลเกือบสุดชายแดน ?”
“อาทิตย์ที่ต่ำสุดขายได้ ๒๐ บาท ค่าเช่าที่ ๑๕๐ บาท ยังไม่รวมค่าเดินทางค่ากิน สัปดาห์ที่ขายได้มากก็ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท” เอเล่า “แต่เป็นโอกาสให้เรามีหน้าร้าน คนรู้จัก และคนเดินตลาดได้มาถ่ายรูปด้วย”
“เหมือนให้บริการชุมชนกลาย ๆ ?”
“เรามาอยู่ในตลาดนัดชุมชนก็ต้องมีเล่มที่เขาอยากอ่าน อย่างพวกหนังสือเด็ก หนังสือดูโหงวเฮ้ง ทำนายฝัน และพยายามคัดเลือกหนังสือราคาต่ำมาวางขายด้วย มีตำหนิหน่อยก็ขาย ๑๐ บาท ๒๐ บาท เพื่อแบ่งปันอยากให้คนได้อ่าน” คำตอบจากจิ๋ว
“ท่ามกลางการล้มหายของร้านหนังสือ ทำไมกาลครั้งหนึ่งจึงยังอยู่ได้ ?”
“เป็นการใช้ชีวิตจริง กับสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ” เอตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นอย่างตกผลึกความคิดมาแล้ว “มีร้านไว้เพื่อหวังการพบปะ ให้คนมาเจอเรา เจอหนังสือพูดคุยกัน เห็นคนตั้งใจมาเลือกหนังสือก็คุ้มค่าแล้ว ขายได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นเรื่องปรกติ”
ส่วนจิ๋วบอกว่า “ถึงวันนี้มันไม่ใช่ความฝัน แต่กลายเป็นความจริงที่เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข ผมอยู่กับหนังสือได้ทั้งวัน”
เรื่องเล่าถึงร้านกาลครั้งหนึ่งไม่มีคำลงท้าย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
แต่คนอ่านคนฟังย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง