หลงลักษณ์
เรื่อง : สุชาดา ลิมป์
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช
จุดเริ่มจากชอบปกหนังสือผีเล่มละ ๑ บาทของป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ สะสมจนมีหลายหมื่นเล่ม สู่การเปิดร้าน Atakito’s Shop จำหน่ายหนังสือผีและสินค้าสกรีน-วาดสดลวดลายผีสาง เกือบทั้งหมดเป็นลายเส้นของ “โต้ด โกสุมพิสัย”
(สูงศักดิ์ สุพรมพันธ์) นักวาดการ์ตูนผีที่โด่งดังยุค 80s
“บ้านผมอยู่จังหวัดนครสวรรค์ ตอน ๗-๘ ขวบเวลานั่งรถไปทำธุระนอกจังหวัดกับพ่อแต่ละครั้งมันน่าเบื่อ ไม่มีเทคโนโลยี
อะไรให้เล่นก็จะขอพ่อซื้อหนังสือการ์ตูนผีเล่มละ ๑ บาทสองสามเล่มไว้อ่าน ตามจริงมันคือการ์ตูนเล่มละบาท เนื้อหามีทั้งเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ความเชื่อพื้นบ้าน อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ผีสางนางไม้ แต่เรื่องผีขายดีสุด มันมีความเซ็กซี่วับ ๆ แวม ๆ ให้จินตนาการ น่าตื่นเต้น คนขี้กลัวจะไม่อ่านกลางคืนรออ่านเช้า ตอนหลังโรงพิมพ์พากันผลิตแต่เรื่องผี พวกกระสือ กระหัง เปรต แม่นาค ยิ่งขายดีเพราะคนรู้จักเยอะ คนอ่านจึงเปลี่ยนมาเรียกหนังสือแนวนี้ว่า ‘การ์ตูนผีเล่มละบาท’ มันก็คือนิยายภาพเล่มบางที่เล่าแบบการ์ตูนช่อง อ่านจบแล้วเหมือนดูหนังเรื่องหนึ่ง สมัยนั้นหาซื้อง่าย มีขายตามแผงหนังสือข้างทาง ร้านเสริมสวยก็มีให้อ่านฟรีระหว่างรอคิว
“หลังเรียนจบผมก็ทำงานที่กรุงเทพฯ หยุดเทศกาลจะกลับบ้านต่างจังหวัด กระทั่งปี ๒๕๔๒ เจอหนังสือผีที่เคยอ่านวางในบ้านจึงพกมากรุงเทพฯ สองเล่ม อ่านอีกครั้งก็ยังสนุก สมัยก่อนต้นฉบับเนื้อในลายเส้นจะเขียนด้วยพู่กัน ลงสีหมึกเอง ส่วนเส้นกรอบที่แบ่งเป็นช่องการ์ตูนจะใช้ปากกาหัวเล็ก ถ้าเขียนผิดหรือวาดผิดก็ใช้วิธีตัดแปะทับลงไป เสน่ห์ของหนังสือผีเล่มละบาทยังอยู่ที่การให้รายละเอียดสภาพสังคม ผีล้านนา ผีอีสาน ผีภาคใต้ มันสนุกต่างกัน ไม่ใช่แค่ได้อ่านเนื้อหา แต่ละฉากแต่ละตอนยังสะท้อนวิถีความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือน การแต่งกาย อาหารการกิน วัฒนธรรม ความเชื่อ อย่างจะขึ้นบ้านต้องล้างเท้านะ ผีรำกลองยาวก็ได้เห็นวัฒนธรรมทางดนตรีของคนภาคนั้น เปรียบเสมือนบันทึกของยุคสมัยให้เราได้รำลึกอดีตของประเทศไทย
“แต่ชอบที่สุดคือความสวยของปก ชวนให้นึกถึงโปสเตอร์หนังที่มีตัวเอกแล้วก็มีบางฉากบอกเล่าเรื่องราวข้างใน ผมเริ่มสังเกตว่านักวาดภาพปกสมัยก่อนเขาวาดสวยจัง จึงตั้งใจหาสะสมเพิ่ม ไปเดินตลาดตามแผงหนังสือเก่า สมัยนั้นจะขายลดราคาเพราะไม่มีใครมองเป็นของสะสม พอเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตก็หาซื้อตามเว็บบอร์ด มีคนโพสต์ขาย เราก็ดูเล่มที่สนใจ โอนเงินแล้วรอรับของทางไปรษณีย์
“ช่วงแรกที่สะสมยังอ่านทุกเล่มเพราะซื้อทีละ ๑๐-๒๐ เล่ม จนวันหนึ่งมีคนขายที่เราเคยฝากให้เขาช่วยหาโทรศัพท์บอกว่าได้หนังสือมาสองลัง ขนาดเท่าลังเบียร์ลังเหล้า คิดดูสิว่าหนังสือบางมาก แต่ละเล่มมีแค่ ๑๖-๒๔ หน้า จุเต็มลังคือน่าจะถึง ๒,๐๐๐ เล่มนะครับ เวลานั้นท้องตลาดขายเล่มละ ๑๐-๒๐ บาทแล้ว ถ้าเราเหมาเขาจะขายเล่มละ ๕ บาท ผมจึงเหมามาสะสมปก แม้จะไม่สามารถเลือกเฉพาะเล่มที่ต้องการ มันอาจซ้ำเรื่องก็ได้ บางเล่มเป็นภาคต่อ บางทีมีสามถึงห้าภาค แต่เราได้มาภาคเดียว ความสนุกจึงอยู่ที่ตามหาต่อให้ครบทั้งซีรีส์ พอมีหลักพันเล่มจึงไม่ได้อ่านทั้งหมดแล้ว
“เมื่อมีมากก็ต้องจัดระบบสะสม ผมใช้วิธีแยกหมวดจากชื่อนักวาดบนปกยุคนั้นมีนักวาด ๒๐ กว่าคน แต่ละคนมีสไตล์ต่างกัน ผมชอบลายเส้นของ ชาตรี สังวรศิลป์, ‘โต้ด โกสุมพิสัย’, ‘จุก เบี้ยว-สกุล’ และ ‘แมวเหมียว’ สมัยก่อนมีโรงพิมพ์ที่ทำสำนักพิมพ์เองและผลิตหนังสือผีขายอยู่ ๒๐-๓๐ แห่ง นักเขียนไม่พอจึงเปิดรับเรื่องจากคนทั่วไป ให้ค่าเรื่องเรื่องละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท โดยมากวาดไม่สวยแต่สำนักพิมพ์จะจ้างนักวาดปก เพราะภาพปกคือสิ่งที่ดึงดูดให้คนซื้อ หากมีชื่อเสียงอาจได้ค่าจ้างปกละ ๕๐๐-๘๐๐ บาท ปกที่ขายดีมักเป็นสไตล์คลาสสิก วาดคนก็ต้องเห็นกล้ามเนื้อชัด
“ยังมีหนังสือผีที่สำนักพิมพ์ออกแบบปกสไตล์โปสเตอร์หนังหรือปกนิตยสารดารา วาดหน้าตัวละครเลียนแบบดาราดัง เห็นก็รู้ว่าเป็น เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, สมบัติ เมทะนี, สรพงศ์ ชาตรี, มิตร ชัย-บัญชา นักสะสมบางกลุ่มจะเก็บความแปลกแนวนี้ เหมือนสะสมโปสเตอร์หนังในตัว ผมก็มี ๓๐๐-๔๐๐ เล่ม
“พอหมดยุคการ์ตูนผีเล่มละบาทก็เป็นเล่มละ ๕ บาท มีขายในเซเว่น อีเลฟเว่นต่อมาปรับราคาเป็น ๑๐, ๔๙, ๕๙, ๖๙
บาท แต่ผมสะสมเฉพาะเล่มละบาท ทุกวันนี้โรงพิมพ์เหล่านั้นปิดตัวแล้ว ในตลาดขายเล่มละ ๕๐-๓๐๐ บาท ถ้าปกเป็นนักวาดระดับปรมาจารย์อย่าง เตรียมชาชุมพร, ‘จุก เบี้ยวสกุล’ ราคาเล่มละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท คนที่สะสมความทรงจำวัยเด็กจะอายุ ๔๐-๗๐ ปี ส่วนเด็กรุ่นใหม่มองเป็นธุรกิจซื้อไว้ทำกำไร
“การสะสมหนังสือเก่าต้องระวังมากเพราะกระดาษบอบบาง ผมไม่เปิดอ่านเพราะมันจะขาด สะสมไว้ชื่นชมปกสวย ๆ ถนอมโดยใส่ซองแก้วแล้วติดสก๊อตช์เทปด้านหลังกันฝุ่น และไม่เก็บในตู้ไม้เพราะเสี่ยงปลวกกิน จะใช้ตู้กระจกที่พื้นวางหนังสือก็เป็นกระจก อย่างน้อยสุดเป็นตู้พลาสติกก็ยังดี
“หากหนังสือชำรุดคนสะสมจะไม่เอามาเย็บแม็กซ์ใหม่ แต่พยายามซ่อมให้เหมือนเดิมที่สุด”