“ศรีดาวเรือง” และ “สวนอักษร”
ในชีวิตจริง
494 THE MASTER
เรื่องและภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
“...เอ่ยนาม วรรณา ทรรปนานนท์ แม้ย้อนกลับไปบ้านเกิด (พิษณุโลก) ก็คงจะหาคนคุ้นเคยได้น้อยแล้ว เหตุเพราะจากมานานหลายสิบปี ส่วนนามศรีดาวเรือง ซึ่งกำเนิดมาทีหลัง ในหลายจังหวัดคงจะยังมีคนพอรู้จักบ้าง...ครั้นอายุเหยียบย่างเข้าวัยชรา ความทรงจำเลือนหลง...แต่ก่อนจากกัน ก็น่าจะมีประวัติชีวิตบันทึกไว้ก่อนจากลา...มีอีกไม่น้อย...ที่คนรู้จักศรีดาวเรือง แต่ไม่รู้ความเป็นมา เพราะเป็นเรื่องราวของวรรณา ก่อนจะลาจากลูก ๔ คนมาเป็นศรีดาวเรือง
วรรณาคดี โดย “ศรีดาวเรือง”
“ศรีดาวเรือง” นับเป็นนักเขียนไทยไม่กี่คนที่เขียนอัตชีวประวัติตัวเองจนแทบจะบริบูรณ์ในหนังสือ วรรณาคดี งานเขียนที่เธอบอกว่าน่าจะเป็น “ชิ้นสุดท้าย” ของชีวิต
วรรณาคดี ทำให้เรารู้ว่า “ศรีดาวเรือง” ก็เช่นเดียวกับสามัญชนทั่วไปที่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผ่านเรื่องราวมากมาย มีมุมที่นักอ่านคาดไม่ถึงว่าเธอจะพบเจอ
แม้หลายคนทราบมาบ้างแล้วว่าเธอเคยผ่านชีวิตผู้ใช้แรงงานมาก่อนเป็นนักเขียน
บทสนทนากับ “ศรีดาวเรือง” ในสวนหลังบ้านย่านรังสิตช่วงต้นปี ๒๕๖๙ จึงเป็น “บททบทวน” ขนาดสั้นกับสิ่งที่เธอเขียนไว้ แม้เจ้าตัวจะเอ่ยว่าพอชรา ความทรงจำถดถอย แต่หลายเรื่องก็ยังแจ่มกระจ่าง สีสันปรากฏฉูดฉาดชัดเจนยามเอ่ยถึง
เพราะนั่นทำให้ “ศรีดาวเรือง” เป็นนักเขียนอย่างที่เราเห็น
เมืองสองแคว
และ “มรดก” จากพ่อ
ก่อนเป็น “ศรีดาวเรือง” วรรณา ทรรปนานนท์ ลืมตาดูโลกในบ้านหลังสถานีรถไฟ ตำบลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๘๔ เป็นลูกคนที่ ๓ มีพี่สองคน น้องอีกหกคน ตอนเด็กถูกเรียกว่า “หย็อง” บิดาเป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟ มารดายึดอาชีพหาบเร่ค้าขายขนม
ก่อนวรรณาเกิดสัปดาห์เดียว ประเทศของเธอเข้าสู่วังวนของสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกและรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่าน
วรรณาจำได้ชัดเจนว่าเมื่อเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดแว่วมา พ่อจะอุ้มเธอลงในกระจาดใบหนึ่ง ส่วนกระจาดอีกใบใส่ข้าวของแล้ว “หาบไปลงหลุมหลบภัยที่พ่อกับแม่ขุดเองในป่ากล้วย” จนเธอเหยียบกิ้งกือ “เสียงดังกร๊อบ-เละไปหนึ่งตัว”
รอยจำอื่นที่ฝังแน่น คือ ความแน่นแฟ้นระหว่างวัดกับชุมชน พระสงฆ์ที่ไม่มีเรื่องพุทธพาณิชย์ การอ่านวรรณคดี ร้องเพลงพื้นบ้าน การช่วยเตรียมวัตถุดิบทำขนมให้แม่ทุกเช้าและทำหน้าที่เลี้ยงน้อง การเล่นตามรางรถไฟ นำหินรองรางมาทุบทำหมากเก็บจนเกือบโดนรถไฟชน ดอกไม้สีเหลืองริมทาง (ดอกกระดุมทอง) ที่เธอไม่รู้ชื่อแต่เก็บไปฝากพ่อให้ช่วยปลูก
ที่สำคัญคือ พ่อของเธอรักหนังสือ กลับจากกรุงเทพฯ หนใดก็มัก “มาพร้อมหนังสือสองสามลังทุกครั้ง ซึ่งมีหลากหลายทั้งวรรณคดีคำกลอน เรื่องเขียน เรื่องแปล เรื่องรัก เศร้า ตลก...”
“ศรีดาวเรือง” เล่าว่า “พ่อไม่ได้ซื้อหนังสือเองเพราะบ้านเราฐานะยากจน แต่พ่อไปเยี่ยมญาติที่ฐานะดีกว่า เขาทราบว่าพ่อชอบอ่านหนังสือก็ให้มาทีละสองสามกล่อง นวนิยายอย่าง ลักษณวงศ์, แก้วหน้าม้า, ปลาบู่ทอง, ยอพระกลิ่น, สังข์ทอง จำชื่อได้ไม่หมด ชื่อนักเขียนที่ไม่เคยลืมคือ ‘ป.อินทรปาลิต’ งานของเขาก่ออารมณ์สนุกแก่ผู้อ่าน ปรกติมักไม่สนใจชื่อคนเขียน แต่ ‘ป.อินทรปาลิต’ เป็นข้อยกเว้น ชอบตัวละครอย่างพล นิกร กิมหงวน (สามเกลอ) ที่
จำได้อีกคือเรื่อง เสือใบ, เสือดำ, เสือมเหศวร ชอบเพราะปล้นคนรวยไปช่วยคนจน ตอนนั้นอ่านทุกอย่าง ไม่ว่าวรรณคดีเก่า นวนิยายไทย โฆษณา”
ยังไม่นับว่าอ่านหนังสือให้ยายฟังจนตัวละครในเรื่องซึมเข้าเส้น “อย่าง เจ้าแห้ว โหระพา (จาก สามเกลอ) ทำให้ทั้ง
คนอ่านคนฟังหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง อีกเรื่องคือ สังข์ทอง ตอนพระสังข์ตีคลี จำกลอนตอนท้าวสามลเห็นพระสังข์ถอดรูปเงาะแล้วกล่าวกับนางมณฑาพระมเหสีได้ว่า ‘เมื่อนั้น ท้าวสามลสรวลสันต์ไม่ผันผาย เห็นนางมณฑาว่าวุ่นวาย จึงซังตายดำเนินเดินมา เข้าไปในทับเห็นลูกเขย พ่อเจ้าลูกเอ๋ยงามนักหนา น้อย หรือรูปร่างเหมือนเทวดา หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวเนื้อเรื่อเรืองเหลืองประหลาดดังทองคำธรรมชาติหล่อเหลา ฟ้าผี่เถิดเอ๋ย ลูกเขยเรา งามจริงแล้วเจ้านางมณฑา’”
จุดเปลี่ยนที่เลยผ่านไปหนหนึ่งคือ ก่อนจบ ป. ๔ มีครูมาขอวรรณาเป็นลูกบุญธรรมและจะให้เรียนต่อ แต่แม่ปฏิเสธ ซึ่ง “ศรีดาวเรือง” บอกเราว่า เธอไม่โกรธและไม่ได้คิดอะไร เพราะแสดงว่า “แม่ยังหวงและรักเรา”
จนเรียนจบ ป. ๔ ในปี ๒๔๙๖ การศึกษาภาคบังคับ (ยุคนั้น) สิ้นสุดลง กระทั่งใบสุทธิ (ใบรับรองจบการศึกษา) วรรณาก็ไม่ได้ถ่ายรูปไปติดและไปรับ เพราะไม่เห็นความจำเป็น “อย่างไรเสียก็ไม่มีโอกาสเรียนต่อ” ก่อนแม่จะให้เธอไปทำงานในกรุงเทพฯ
ได้ขึ้นรถไฟ จากเดิมที่เคยยืนมองอยู่ห่าง ๆ และเล่นรอบ ๆ สถานีเท่านั้น
“ศรีดาวเรือง” บรรยายด้านหลังภาพไว้ว่าเป็นช่วงชีวิตสมัยเป็นกรรมกรโรงงานทำแก้ว ถ่ายบนหลังรถกระบะเจ้าของโรงงาน
ชีวิต “แรงงาน”
วัตถุดิบแห่งชีวิตที่ต่อมา “ศรีดาวเรือง” นำมาใช้กับงานเขียนมากสุดเกิดขึ้นตอนนี้ ด้วยเป็นช่วงวัยรุ่นที่ใช้แรงงานทุกอย่าง เป็นคนใช้ในบ้านที่ความทรงจำยังชัดเจนว่าโดนเจ้านายดูถูกและทำร้ายสารพัดจนตัดสินใจกลับพิษณุโลกและไม่หวนกลับไปบ้านหลังนั้น
เธอล้มเหลวกับชีวิตคู่ มีลูกสามคนแรก ลองเขียนเรื่องส่งไปตีพิมพ์และได้แค่ดีใจที่มีจดหมายตอบว่าได้รับต้นฉบับแล้ว จากนั้นแยกจากครอบครัวมาทำงานในกรุงเทพฯ อีก
ไม่ว่าในโรงงานทำแก้ว กุลีบ้านฝรั่ง คนงานร้านอาหาร ช่วงหนึ่งเธอมีครอบครัวใหม่ ใช้เวลาเรียนวิชาชีพทุกอย่าง ทั้งเรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้น ตัดเสื้อ พิมพ์ดีด ยิงปืน ขับรถ ทำดอกไม้กระดาษ รำวง ฯลฯ โดยไม่ได้คิดว่าจะนำไปใช้อะไร วรรณาเล่า (และเขียน) ถึงชีวิตระยะนี้อย่างไม่ปิดบังว่าเคยคิดจบชีวิตขณะอุ้มท้องลูกคนที่ ๔ เนื่องจากปัญหาครอบครัวและสภาพจิตใจ แต่กลับถูกช่วยไว้ทัน ลูกเธอรอด ทว่าเธอตัดสินใจเดินออกมาจากครอบครัวอีก
กระทั่งปี ๒๕๑๖ ระหว่างทำงานเป็นแคชเชียร์ร้านอาหารย่านสะพานควาย เธอได้เห็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ทหารเดินถือปืนไล่ยิงคน ทำให้วรรณาที่ตอนนั้นใช้ชื่อ “นภา” อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่ได้ฟังแค่วิทยุของทางการอย่างเคย แล้วชายหนุ่มคนหนึ่ง “หน้าตาคมเข้มคล้ายคนใต้ไว้หนวด ผมยาวประบ่า ใส่เสื้อผ้าดิบ บนไหล่สะพายย่ามที่มักตุงแลดูหนักอึ้งเสมอ ต่อมาเขาถามฉันว่าชอบอ่านหนังสือไหม”
เมื่อคำตอบคือใช่ เธอก็ได้หนังสือ วีรชนอาเซีย, การแต่งงานในทัศนะใหม่, ความเงียบ ฯลฯ ซึ่ง “นภา” มองว่าเป็น
“การบ้านอันน่าทึ่งและยาก” เธอสงสัยผู้ให้คือใคร จึงลองโทรศัพท์ไปตามเบอร์ในหนังสือ วีรชนอาเซีย ซึ่งจัดพิมพ์โดยสังคมศาสตร์ปริทัศน์ “แกล้งถามว่าตาคนนี้ใช่หรือไม่ ปรากฏเขารับสาย เราก็เลยวางสาย” (หัวเราะ)
ต่อมาเธอตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของหนังสือที่ชื่อ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้ที่เมื่อรับรู้เรื่องดอกไม้สีเหลืองในวัยเยาว์จึงตั้งนามปากกาให้เธอว่า
“ศรีดาวเรือง”
“ศรีดาวเรือง” กับเครื่องพิมพ์ดีดที่เธอคุ้นเคยมาแต่ยังสาว
กำเนิด “ศรีดาวเรือง”
“เคยคิดว่าชาตินี้ไม่มีทางเป็นนักเขียนหรอก แต่เมื่อมีโอกาสใกล้ชิดบรรณาธิการได้อ่านหนังสือมาก มีคนแนะนำหนังสือที่ควรอ่านก็เลยลองเขียน” “ศรีดาวเรือง” เล่า
สุชาติเป็นบรรณาธิการคนที่ ๒ ของสังคมศาสตร์ปริทัศน์ (ปี ๒๕๑๒-๒๕๑๙) ในโลกยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย สมัยรัฐบาลทหาร วารสารฉบับนี้คือพื้นที่เผยแพร่งานวิชาการด้านสังคมศาสตร์อันเข้มข้น ขณะสุชาติเข้ามากุมบังเหียนก็ปรับการออกหนังสือจากราย ๓ เดือนเป็นรายเดือน เน้นเนื้อหาเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างแหลมคม
ด้วยสุชาติต้องจัดการกับต้นฉบับจำนวนมหาศาล “ศรีดาวเรือง” จึงกลายเป็นผู้ช่วยที่ต้องนำต้นฉบับลายมือบนกระดาษมาแปลงเป็น “ต้นฉบับพิมพ์ดีด” เพื่อเตรียมตีพิมพ์ “...พิมพ์ต้นฉบับที่มีรอยขีดรอยเขียนของบรรณาธิการ โดยใช้พิมพ์ดีดเก่า ๆ เครื่องเล็ก ๆ และมีน้ำยาลบหมึกเป็นผู้ช่วย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์” และเจ้าของเรื่องก็อิ่มเอมใจที่ลายมือตนกลายเป็นตัวพิมพ์สวยงาม
สุชาติยังขอให้เธอตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์รายวันจัดหมวดลงแฟ้ม ทำให้ “ศรีดาวเรือง” รับรู้ข่าวสารรอบโลก เห็นคำเฉพาะอย่าง “เวียดกง” (อเมริกันใช้เรียกฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม) ที่สำคัญคือแนะนำว่าถ้าจะเขียน ให้นึกถึง “ประสบการณ์ในชีวิตตัวเองก่อน”
“เคยคิดว่าในชีวิตไม่มีทางเป็นนักเขียนได้ ”
“เรื่องสั้น” จาก “ชีวิตจริง”
คำแนะนำนี้กลายเป็นที่มาของเรื่องสั้น “แก้วหยดเดียว” ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๑๘) โดย “ศรีดาวเรือง” อาศัยประสบการณ์ในโรงงานทำแก้ว เล่าเรื่องเหตุการณ์ในโรงงานทำแก้วแห่งหนึ่งซึ่งคนงานเริ่มตื่นรู้ และค่อย ๆ รวมตัวกันหลังการเอาเปรียบหลายอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอทิ้งฉากจบโดยไม่เฉลยว่าจะเกิดอะไรต่อไปหลังคนงานรวมตัวกัน
“ศรีดาวเรือง” รำลึกความหลังว่า “ก่อนเรื่องนี้ตีพิมพ์ หมดหวังจากการส่งงานเขียนไปสองสามเรื่อง ‘แก้วหยดเดียว’ ทำให้รู้ว่าเขียนจากประสบการณ์จริงง่ายกว่าจินตนาการ เดิมมักเขียนตัวละครให้เป็นคนดี ซึ่งไม่เหมาะกับตัวเอง” วิธีเขียนของ “ศรีดาวเรือง” หลังจากนั้นจึงมีพื้นฐานจากภูมิหลังชีวิต
เธอยังส่งงานไปลงวารสารอื่นโดยปกปิดตัวตน เช่น บทความ “ฉันเป็นลิเก” ใน อธิปัตย์ หนังสือพิมพ์ราย ๓ วันของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ส่งกลอนเปล่าไปลงใน ปุถุชน รายเดือน ฯลฯ ด้วยเกรงว่า “อาจถูกมองในแง่ไม่ดี เช่น ได้พิมพ์เพราะอยู่กับบรรณาธิการ หรือส่งไปให้นิตยสารอื่นก็อาจได้ลงเพราะเกรงใจสุชาติ รอจนมีผลงานตีพิมพ์ในหลายที่หลายเรื่องจึงค่อย ๆ แย้มออกมา” ช่วงนั้นคนลือถึงขั้นว่าตัวจริงของ “ศรีดาวเรือง” อาจเป็น “นายผี” (อัศนี พลจันทร) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
“ศรีดาวเรือง” ยืนยันว่า “ประสบการณ์ทุกอย่างเป็นประโยชน์แก่คนเขียนหนังสือ เราได้อ่านงานของคนจำนวนมากตอนพิมพ์ต้นฉบับ การอ่านวรรณคดีทำให้เราได้คำอย่าง ‘บัดนั้น’ ‘เมื่อนั้น’ ประสบการณ์ของคนอื่นถูกนำมาผสมกับประสบการณ์ตัวเองแล้วก็เขียนเป็นเรื่องสั้น”
๑. รวมเรื่องสั้น ๑ : แก้วหยดเดียว พิมพ์ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๓๓ สำนักพิมพ์ทานตะวัน
๒. นวนิยาย บุหงา พิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๔๙ สำนักพิมพ์สามัญชน
๓. นวนิยายสั้น เนินมะเฟือง พิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๓๐ สำนักพิมพ์ทานตะวัน
๔. นวนิยาย ซ่อนกลิ่น พิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๕๒ สำนักพิมพ์สามัญชน
การเมืองในมุม “ศรีดาวเรือง”
เหตุการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลต่อ “ศรีดาวเรือง” ที่สุดคือ การล้อมปราบในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
เธอทราบข่าวจากสุชาติตอนกลับบ้านย่านทุ่งสีกัน ดอนเมือง
“สุชาติขนหนังสือกลับมา เขาคิดว่าสำนักงานสังคมศาสตร์ปริทัศน์จะโดนค้น เราเลยฝังหนังสือแล้วปลูกพริกทับลงไป มีคนเล่าว่าในธรรมศาสตร์มีอาวุธ ยังแอบเข้าไปดูน่าจะช่วงหลังเหตุการณ์ไม่นาน หนีไปนอนบ้านคนโน้นคนนี้พักใหญ่ ช่วงหนึ่งไปอยู่ชายทะเลจังหวัดชลบุรี คิดไปเรื่อยว่าถ้าลุงโฮ (โฮจิมินห์) รู้คงส่งเรือมารับ” “ศรีดาวเรือง” ได้ “ชื่อจัดตั้ง” ว่า “นิด” และคิดจะเข้าป่า ถ้าไม่ถูกสุชาติค้านเนื่องจากไม่ไว้ใจการนำของ พคท.
นึกย้อนกลับไป เจ้าตัวพูดตรง ๆ ว่า “ตอนนั้นไม่ได้คิดต้องไปยิงใคร รู้แค่เรียนยิงปืนมาแล้ว”
“ศรีดาวเรือง” ยอมรับว่าเธอไม่ใช่คนที่แสดงออกแหลมคมในพื้นที่สาธารณะ “เราสนใจการเมืองแต่ไม่ใช่คนโวยวายหรือเขียนอะไรแรง ๆ แต่ก็มีซ่อนการเมืองในนวนิยาย เรื่องสั้น ระบายความอัดอั้นลงในงาน อย่าง ซ่อนกลิ่น ก็เอาคำประกาศของนายกรัฐมนตรีแทรกไว้เพื่อให้ร่วมยุคร่วมสมัย”
ถ้าไล่ดูลำดับเวลาปล่อยชิ้นงาน “ศรีดาวเรือง” จะพบว่า เธอผลิตงานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ ถึงปลายทศวรรษ ๒๕๕๐ ที่สร้างชื่อนอกจาก แก้วหยดเดียว ยังมีรวมเรื่องสั้น มัทรี, เนินมะเฟือง/เจ้ากาเหว่าเอย, แม่สาลู, ชาวยักษ์/ชมรมวันศุกร์ ฯลฯ ส่วนงานแปลพบได้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา เช่น การผจญภัยของลุงป๋วย, ดอนกีโฮเต้ ฉบับอนุบาล, นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น ฯลฯ
ยิ่งทำงานนานเข้า มุมมองโลกก็เปลี่ยนไปในทางที่เป็นจริงมากขึ้น “แรก ๆ เคยคิดว่าพวกคนรวยไม่ดีไปทั้งหมด คนจนนี่คนดี ต่อมาถึงรู้ว่าไม่ใช่ คนรวยก็มีคนดี คนจนก็มีคนไม่ดี”
“อ่าน มัทรี ที่ตัวเอกพูดว่าพระเวสสันดรทิ้งครอบครัว ‘ศรีดาวเรือง’ วิพากษ์ศาสนาหรือไม่” ? เราถาม
“คนเขียนกับคนอ่านมองคนละมุม (หัวเราะ) เราเห็นคนจำนวนมากชอบอ้างคำพระว่าชาติที่แล้วมีอะไรเพื่อมากระทำต่อคนอื่นทั้งที่ไม่มีเหตุผลดี ๆ มาอ้าง” เธอตอบ
โดยส่วนตัว “ศรีดาวเรือง” เล่าว่า เธอไม่เชื่อเรื่องอดีตชาติหรือโลกหน้า “ตอนพ่อเสียชีวิตก็ไม่เคยมาเข้าฝัน เลยเชื่อว่าไม่มีวิญญาณ หลังตายเราก็กลับสู่พื้นดิน เพียงแต่คนส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้น”
ตลอดช่วงเวลาทำงาน “ศรีดาวเรือง” ได้รับรางวัลมากมาย ส่วนใหญ่เป็นรางวัลเกี่ยวกับเรื่องสั้น เช่น รางวัล ว.ณ ประมวลมารค (“คนดายหญ้า” ปี ๒๕๒๑), รางวัลช่อการะเกด (“มันมากับการเลือกตั้ง” ปี ๒๕๒๑), รางวัลเรื่องสั้นดีเด่นประจำปีของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย (“งูเกี้ยว” ปี ๒๕๒๙), รางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่นของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ (แม่สาลู ปี ๒๕๓๗), รางวัลศรีบูรพา (ปี ๒๕๕๗), รางวัลนราธิปพงศ์ประพันธ์ (ปี ๒๕๖๓)
นอกจากนี้บางบทละครได้รับการแปลและทำละครเวทีที่ญี่ปุ่น (หาเวลา ปี ๒๕๒๕) รวมถึงนวนิยายหลายเรื่องซึ่งแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และพม่า เธอยังได้รับการประกาศเกียรติจากสมาคมไทยศึกษาแห่งสวีเดน (ปี ๒๕๔๐) และได้รับเชิญไปร่วมประชุมนักเขียนเอเชีย-แอฟริกาที่เกาหลีใต้ (ปี ๒๕๕๐)
“ศรีดาวเรือง” บอกเธอเรียนภาษาอังกฤษแบบลูกทุ่ง “งานแปลเลยค่อย ๆ ทำได้ เริ่มจากแปลนิทานเด็ก” ส่วนการพูดคุยกับคนต่างชาติ หลายครั้งเธอใช้ภาษามือ “ชี้โน่นชี้นี่ รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง” ครั้งหนึ่งคุยกับนักเขียนจากแอฟริกาใต้ เธอถามว่าคนที่นั่นใส่เสื้อผ้าอะไร คำตอบทำให้เธอขำจนวันนี้ว่า “ขยะจากอเมริกาทั้งนั้น”
การเดินทางยังทำให้เธอหันมาเขียนสารคดี “เพราะเสียดายที่ไปต่างประเทศเห็นสิ่งใดมามันจะหายไป ได้ไปเยือนหกประเทศก็เลยเขียน เล่มหนึ่งพิมพ์กับสำนักพิมพ์ เล่มที่เหลือเป็นหนังสือทำมือ พอจะเขียนสารคดีกลับกลายเป็นเรื่องสั้นทุกที แต่เขียนบ่อยเข้าก็เริ่มทำได้”
“นภา” สมัยวัยเยาว์
“เราสนใจการเมือง แต่ก็ไม่ใช่คนโวยวาย”
วิชาเขียนเรื่องสั้น
ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา “ศรีดาวเรือง” ถือเป็น “ลมใต้ปีก” ช่วย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำโครงการชำระต้นฉบับที่สำคัญและเกี่ยวพันกับวิวัฒนาการของบรรณพิภพไทยหลายชิ้น เช่น ต้นฉบับของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (“ศรีบูรพา”) และคณะนักเขียน “สุภาพบุรุษ” ที่มีบทบาทเด่นช่วงหลังปี ๒๔๗๕
ในละแวกบ้านปัจจุบันย่านรังสิต ปลายทศวรรษ ๒๕๔๐ “ศรีดาวเรือง” เคยลงแรงทำ พหลโยธิน ๘๗ ซอย ๑๐ หนังสือพิมพ์ทำมือรายเดือน แจกในพื้นที่เพื่ออัปเดตข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับท้องถิ่นให้เพื่อนบ้านรับรู้ แต่สุดท้ายก็เลิกเพราะเพื่อนบ้านดูไม่สนใจนัก
สุชาติ สวัสดิ์ศรี บก. ใหญ่ (ในชีวิตเธอ) เคยบอกผมว่า งานของ “ศรีดาวเรือง” ตั้งแต่ยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นั้น ได้รับอิทธิพลตรงจากสถานการณ์สงครามเย็น รายละเอียดในเรื่องส่วนมากมีพื้นฐานจากประสบการณ์ของผู้เขียน และความเป็นสุภาพสตรีก็ทำให้งานของเธอโดดเด่น
“ศรีดาวเรือง” อธิบายตัวเองในวันนี้ว่า เธอเป็นทั้ง “ชาวบ้านและนักเขียน” ธรรมดาคนหนึ่ง และช่วงหลังวันเวลาก็พรากความสามารถไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะความจำ ถึงกระนั้น “ศรีดาวเรือง” ยังคงติดตามข่าวสารบ้านเมือง เธอบอกว่าอย่าหมดหวังกับการเมืองไทย “ยังมีหวัง นักการเมืองมีหลายแบบ แค่คนที่เราต้องการจะมีโอกาสขึ้นมาหรือไม่ จนตอนนี้ก็ยังไปเลือกตั้งทุกครั้ง”
เราถามเทคนิคเขียนเรื่องสั้น เธอว่าสรุปยาก “แต่ที่ผ่านมาเมื่อเริ่มเขียนจะนึกถึงประสบการณ์ตัวเอง ฉาก ข้อมูลที่จะนำมาใช้ ยิ่งได้โครงเรื่องแต่ต้นก็จะดี ปรกติคิดว่าจะเปิด-ปิดเรื่องอย่างไร แต่หลายครั้งพอเขียนจริงก็กลับมาแก้หลายหน ไม่เคยทำจบในรอบเดียว เรื่องสั้นเขียนได้เร็วเพราะไม่ยาวนัก นวนิยายต้องใช้เวลามากกว่า งานแปล ก็ภูมิใจว่าเราทำได้”
ส่วน วรรณาคดี “ศรีดาวเรือง” บอกเป็นงานเชิงอัตชีวประวัติและงานเขียนเล่มสุดท้าย “ตั้งใจเขียนทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องของลูก ๆ มีคนถามทำไมเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะพวกเขาโตกันหมดแล้ว เขาคงเสียใจถ้าบอกมีแค่โมน (ลูกคนที่ ๕) คนเดียว”
ในอนาคต “ศรีดาวเรือง” จะเขียนเรื่องใดอีกไหม ? เธอตอบว่า “สมองมันเสื่อม คิดอะไรได้แป๊บเดียวก็หายวับ บอกตัวเองทำได้เท่านี้ก็พอใจแล้ว เพราะแม้แต่การบันทึกในคอมพิวเตอร์ที่ลูกชายบอกแม่น่าจะยังทำได้ แต่...ก็มันลืมน่ะซี ! แค่ต้นไม้ที่รักปลูกเองยังลืมชื่อหลายต้น”
ถึง พ.ศ. นี้ “ศรีดาวเรือง” คิดว่างานเขียนจะเปลี่ยนสังคมได้หรือไม่ ?
“ถ้าสงครามในตะวันออกกลาง ณ ปัจจุบันสงบลงด้วยงานเขียนสักเรื่อง ค่อยมาสงสัยว่า ‘งานเขียน’ ของใครจะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ดีกว่า” “ศรีดาวเรือง” ตอบพร้อมรอยยิ้ม