ย่านวังบูรพา ปี ๒๕๖๙ ร้านหนังสือโอเดียนสโตร์กับร้านรวมสาส์นตั้งอยู่ติดกันบนถนนภาณุรังษี
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ในกรุงเทพฯ
คนวัยทำงานรุ่นปัจจุบันจำนวนมาก
พูดตรงกันว่า พวกเขาแทบจะไม่รับรู้เลยว่าย่านวังบูรพามี “ร้านหนังสือ” เก่าแก่หลายร้าน
ในปี ๒๕๖๙ ร้านเหล่านี้เหลือเพียงสี่ร้าน ประกอบด้วย “คลังวิทยา” “รวมสาส์น” “โอเดียนสโตร์” และ “บูรพาสาส์น” ถ้าใครสักคนลองไปสังเกตการณ์ตลอด ๑ วันทำการ จะพบว่าภายในร้านส่วนมากเงียบเหงาร้างไร้ผู้คน แม้อยู่ใกล้ทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสามยอดไม่ถึงช่วงตึก
สำหรับเด็กที่โตในคริสต์ทศวรรษ ๑๙๙๐ (ปี ๒๕๓๓-๒๕๔๒) ความทรงจำเกี่ยวกับย่านนี้ก็มีเพียงเรื่องของ “สะพานเหล็ก” ย่านรวม “ร้านของเล่น-ร้านเกม” ที่สร้างรุกลงไปคร่อมคลองโอ่งอ่าง ขายของราคาถูก เพราะเป็นของเถื่อนหรือเครื่องเกมที่โดนเจาะระบบให้เล่นแผ่นเกมเถื่อนได้
แต่หากย้อนเข็มนาฬิกากลับไปช่วงพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ซึ่งตรงกับช่วงกึ่งพุทธกาล ภาพของ “ย่านวังบูรพา” และ “ร้านหนังสือ” เหล่านี้จะต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
กำเนิด “ชุมทางร้านหนังสือ” วังบูรพา
“เวลามีอาจารย์พานักศึกษามาทัศนศึกษา ผมมักเล่าว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นช่วงที่ทายาทผู้ดูแลวังบูรพาภิรมย์ (อดีตวังที่ประทับของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช) ขายพื้นที่วัง และ โอสถ โกศิน นักธุรกิจยุคนั้นได้พัฒนาพื้นที่” ปิติ ทวีวัฒนสาร กรรมการผู้จัดการ ร้านหนังสือ “รวมสาส์น (๑๙๗๗) จำกัด” อธิบายจุดเริ่มต้นที่ทำให้ร้านหนังสือหลายร้านมาอยู่รวมกันที่วังบูรพาในช่วงกึ่งพุทธกาล
บทความ “เบื้องหลังซื้อขาย ‘วังบูรพา’ จากวังสู่ห้าง มรดกทำเลทองย่านการค้ากลางกรุงที่จำต้องขาย” ของ เอนก นาวิกมูล ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๔๓ ยังบอกเราว่า เมื่อรื้อตัววังออกแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นโรงภาพยนตร์ อีกส่วนสร้างตึกแถวแบ่งขายหลายสิบคูหา และเปิดใช้งานช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๙๐
บรรยากาศเก่า ๆ ที่ยังน่าค้นหาภายในร้านรวมสาส์น
ตรงกับที่ปิติเล่าว่าเดิมร้าน “คลังวิทยา” “แพร่พิทยา” “รวมสาส์น” “ก้าวหน้า” “ผดุงศึกษา” และ “บูรพาสาส์น” เคยอยู่กระจายย่านเขตบางรัก แต่ต่อมาเจ้าของร้านรุ่นนั้นรวมถึงคุณพ่อเขาก็ตกลงย้ายมาเปิดสาขาที่นี่แล้วอยู่รวมกันในย่านใหม่ซึ่งได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์การค้าสำคัญของกรุงเทพฯ ตามวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจอย่างโอสถ
“สมัยนั้นกรุงเทพฯ มีศูนย์การค้าไม่กี่แห่ง ก่อนยุควังบูรพาคือถนนเยาวราช คนมีเงินน้อยหน่อยก็จะไปสนามหลวง เล่นว่าว ปูเสื่อนอน กินเมี่ยงคำ พอย่านวังบูรพาเกิดขึ้น มีโรงภาพยนตร์ถึงสามเจ้า คือ ‘แกรนด์’ ‘คิงส์’ และ ‘ควีนส์’ ฉายหนังต่างประเภทกัน”
ปิติเล่าว่าโรงภาพยนตร์สามโรงนี้ดึงคนเข้ามาดูจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดร้านค้าหลากหลาย เช่น ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านตัดเสื้อ ร้านขายสินค้า ร้านถ่ายรูป ยิ่งเมื่อเปิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วังบูรพา ประกอบกับเส้นทางรถรางที่ผ่านเข้าพื้นที่ วังบูรพาจึงกลายเป็นย่านการค้าที่หรูหราแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
“สมัยนั้นแกรนด์ฉายหนังไทย หนังฮอลลีวูดของยูไนเต็ดอาร์ทิสต์และยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ คิงส์ฉายหนังฝรั่งค่ายเมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์ หนังจีนของชอว์บราเดอร์สสตูดิโอ (ฮ่องกง) ควีนส์ฉายหนังอินเดีย หนังฮอลลีวูดจากโคลัมเบียพิคเจอร์ส ช่วงวันธรรมดาหนังรอบแรกฉายตอนเที่ยง วันหยุดเริ่ม ๑๐.๐๐ น. รอบสุดท้ายคือ ๒๑.๓๐ น.”
“ก่อนหนังฉาย คนที่มารอต้องกินข้าว เข้าร้านหนังสือ ดูหนังจบก็ออกมากินข้าวซื้อหนังสือ ซื้อของต่อ”
ปิติ ทวีวัฒนสาร เจ้าของร้านรวมสาส์น
ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ดังนั้นเวลาเปิด-ปิดของร้านหนังสือจึงล้อไปกับเวลาฉายหนัง “เพราะก่อนหนังฉาย คนที่มารอต้องกินข้าว เข้าร้านหนังสือ ดูหนังจบก็ออกมากินข้าว ซื้อหนังสือ ซื้อของต่อ” ร้านหนังสือจึงอาจเปิดถึงเที่ยงคืนหากมีหนังรอบมิดไนต์ (เที่ยงคืน) เพราะผู้คนก็ยังเดินขวักไขว่
วังบูรพายังเป็นแหล่งวัยรุ่นที่มีศัพท์เรียกว่า “โก๋หลังวัง” อันหมายถึงจิ๊กโก๋ (วัยรุ่น) ที่รวมตัวกันหลังวังบูรพา ซึ่งรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกันไม่ว่าเสื้อผ้าหรือทรงผม ผู้ชายมักใส่เสื้อรัดรูปลายดอกไม้แขนกระบอก เซตผมด้านหน้าให้มีลักษณะม้วนสูง ผู้หญิงสวมกระโปรงบาน ใช้ผ้าคาดผม เหน็บผ้าเช็ดหน้าที่เข็มขัด
กระแสวัฒนธรรมอเมริกันที่หลั่งไหลเข้ามายังรวมถึงงานวรรณกรรม นิตยสาร ข่าวสาร ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศอันตึงเครียดของโลกยุคสงครามเย็น ระหว่างการเผชิญหน้าของประเทศค่ายโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกากับค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ
ส่วนไทยนั้นรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ยุคที่ ๒) ซึ่งก้าวสู่อำนาจจากการทำรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๐ ดำเนินนโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกาเต็มที่
พจนานุกรม จีน-ไทย ฉบับใหม่ เขียนโดย เธียรชัย เอี่ยมวรเมธ หนังสือขายดีตลอดกาลของร้านรวมสาส์น
ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพจำยุครุ่งเรือง
แม้มาอยู่รวมกันย่านวังบูรพาในช่วงทศวรรษ ๒๔๙๐ แต่ร้านหนังสือเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดย “ผดุงศึกษา” ซึ่งเปิดสาขาที่ ๒ ต่อจากสาขาแรกที่เวิ้งนาครเขษม ก่อตั้ง “สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา” พิมพ์งาน พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ ของนักเขียนดังอย่าง “ป. อินทรปาลิต” (ปรีชา อินทรปาลิต) หรืองานรวมเล่ม ผู้ชนะสิบทิศ ของ “ยาขอบ” (โชติ แพร่พันธุ์) และวางจำหน่ายจนโด่งดัง
“รวมสาส์น” สมัยอยู่บางรัก เริ่มจากขายหนังสือทั่วไป เช่น คู่มือซ่อมรถ คู่มือซ่อมวิทยุ นวนิยายของนักเขียนอย่าง “รพีพร” (สุวัฒน์ วรดิลก), “ก. สุรางคนางค์” (กัณหา เคียงศิริ) เมื่อย้ายมาวังบูรพาก็ทำสำนักพิมพ์ชื่อเดียวกัน และตีพิมพ์งานที่มีชื่อ เช่น นวนิยายชุด พยัคฆ์ร้าย ๐๐๗ ของ เอียน เฟลมมิง แปลโดย “จารุวัฒน์” หนังสือชุด บ้านเล็กในป่าใหญ่ ของ ลอร่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์ มี “สุคนธรส” แปล เป็นต้น
ห้องแถวสองคูหาซึ่งอยู่ติดร้านรวมสาส์นคือ “โอเดียนสโตร์” และตรงกันข้ามเพียงถนนภาณุรังษีกั้นคือ “แพร่พิทยา” ซึ่งเปิดในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๖ ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์สามชั้นสองคูหา ลึก ๒๗ เมตร มี เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) นักเขียนชาวอเมริกันมาร่วมตัดริบบิ้นเปิดร้านวันแรก ทั้งนี้เจ้าของคือคุณจิตต์ แพร่พานิช เคยเปิดร้านขายหนังสือพิมพ์ใกล้โรงหนังโอเดียนย่านเยาวราช ก่อนได้รับคำชวนจากโอสถ ผู้พัฒนาให้มาดูห้องแถวจนตัดสินใจย้ายมาย่านวังบูรพา
เพลินพิศ แพร่พานิช ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ๒๕๖๒ ใน https://happeningandfriends.com ว่า สมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มี “สายส่ง” ที่ทำหน้าที่กระจายหนังสือ คุณพ่อคือจิตต์ ต้องไปรับหนังสือพิมพ์รายวันที่โรงพิมพ์และเธอเห็นพ่อเย็บถุงใส่หนังสือพิมพ์เอง
ภายในร้านโอเดียนสโตร์
ยุคแรกรับหนังสือเล่มจากร้านหนังสือย่านเวิ้งนาคร-เขษมมาขาย ไม่ว่านวนิยายบู๊ เรื่องขำขัน พยากรณ์ ฯลฯ จัดขึ้นชั้นหนังสือโดยแบ่งหมวดตามชื่อนักประพันธ์ ความได้เปรียบของแพร่พิทยาคือมักได้งานเขียนดี ๆ มาพิมพ์เสมอจากความกว้างขวางของคุณจิตต์ นอกจากนี้ยังจัดพิมพ์หนังสือเองหลายเล่มและพจนานุกรมของผู้จัดทำหลายราย เช่น งานเขียนของ “ดอกไม้สด” (ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินท์) “ว. ณ ประมวลมารค” (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต)
ในโลกที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน โทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย เครื่องรับวิทยุถือเป็นของพรีเมียมที่ต้องอาศัยฟังตามบ้านคนมีเงินและสถานที่ราชการ กลยุทธ์โฆษณาของร้านยุคกึ่งพุทธกาลคือจ้างคณะละครวิทยุนำเรื่องในหนังสือมาทำละคร โดยทางร้านจะเปิดละครที่ดัดแปลงจากนวนิยายให้ลูกค้าได้ยินทุกวันในเวลา ๑๖.๐๐ น. บางคนติดใจมาฟังหลายวันก็มักถูกทางร้านป้ายยาว่ามีหนังสือนวนิยายที่ออกอากาศอยู่ ซึ่งมักจะขายได้ นอกจากนี้ร้านแพร่พิทยายังขยายสาขาไปตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วย เช่น ย่านสุทธิสาร เป็นต้น
ส่วน “โอเดียนสโตร์” เกิดก่อนแพร่พิทยา เคยเปิดร้านอยู่ติดโรงภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน และช่วงเริ่มต้นกิจการก่อนทศวรรษ ๒๔๙๐ ทั้ง จิตต์ แพร่พานิช (พี่ชาย) และ วิชัย แพร่พานิช (น้องชาย) ก็ช่วยกันบริหาร เมื่อจิตต์แยกออกไป
ตั้งร้าน “แพร่พิทยา” ที่วังบูรพา วิชัยก็บริหารโอเดียนสโตร์ต่อมา และยังคงใช้ชื่อโรงภาพยนตร์เป็นชื่อร้านแม้ย้ายมาย่านวังบูรพาเพื่อให้ลูกค้าจำได้ โดยใช้ห้องแถวขนาดสองคูหาติดกับร้านรวมสาส์น
“ระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๒๐ ร้านหนังสือย่านวังบูรพาเป็นผู้เล่นหลักของวงการหนังสือเมืองไทย เช่นเดียวกับย่านวังบูรพาที่เป็นศูนย์การค้าสำคัญของพระนคร”
ยงยุทธ เธียรอนันต์สุข ผู้ดูแลร้านโอเดียนสโตร์
ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ยงยุทธ เธียรอนันต์สุข ผู้ดูแลร้าน “โอเดียนสโตร์” คนปัจจุบัน (ปี ๒๕๖๙) เล่าว่า ในยุครุ่งเรืองโอเดียนสโตร์ขยายสาขาไปย่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและสยามสแควร์ จุดเด่นคือ มีนิตยสารข่าวภาษาอังกฤษ เช่น TIME, Newsweek และหนังสือภาษาอังกฤษวางจำหน่ายด้วย “เพราะร้านอื่นมักเน้นขายหนังสือภาษาไทยหรือภาษา
อังกฤษอย่างเดียว อีกร้านที่มีเหมือนเราคือแพร่พิทยา” โดยทางร้านจะสั่งวารสารภาษาอังกฤษจากตัวแทนจำหน่าย คือสำนักพิมพ์อย่างดวงกมล สำนักพิมพ์เฉลิมฤทธิ์”
ยงยุทธเล่าต่อว่า “เขาจะส่งรายชื่อหัวหนังสือมาให้ เราก็กระจายความเสี่ยงด้วยการเลือกวารสารหลายหัว เราจะไม่ลงทุนกับหัวเดียวเพราะไม่สามารถขายคืนได้”
ต่อมาในปี ๒๕๒๓ ทางร้านเปิดสำนักพิมพ์ “โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์ จำกัด” เน้นพิมพ์หนังสือแบบเรียน วิชาการ กลุ่มลูกค้าคือ “คนหลากวัย แต่จำนวนมากเป็นผู้ใหญ่ที่จะมาซื้อหนังสือบันเทิงคดี สารคดี ตอนหลังเราก็เน้นหนังสือวิชาการมากขึ้น”
ตรงกันข้ามเพียงถนนภาณุรังษีกั้นคือร้าน “คลังวิทยา” ที่เปิดร้านประมาณปี ๒๕๐๓ โดยภรรยาของคุณประจักษ์ เจ้าของร้านรุ่นที่ ๒ (ไม่ประสงค์เปิดเผยนาม) เล่าว่า คลังวิทยาเน้นขายนวนิยายซึ่งจัดพิมพ์เอง หนังสือความรู้ทั่วไป และหนังสือประเภทสารคดี “ร้านแถวนี้จะมีแนวทางชัดเจนว่าขายหนังสือแนวไหน งานของใคร” โดยในร้านมีงานของ โสภาค สุวรรณ เช่น สายโลหิต เป็นต้น ที่คนมักมาตามหาเวอร์ชันที่ปกสวยงาม
ป้ายร้าน “ผดุงศึกษา” ที่ยังติดอยู่เหนือห้องแถวหนึ่งคูหาแต่ตัวร้านปิดกิจการไปแล้ว
ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ถัดจากกลุ่มร้านบนถนนภาณุรังษี อีกร้านที่มีชื่อเสียงมากคือ “ผดุงศึกษา” ตั้งอยู่ในห้องแถวคูหาเดียว ด้านถนนพีระพงษ์ มีสำนักพิมพ์ชื่อเดียวกันพิมพ์งานของ “ป. อินทรปาลิต” คือ พล นิกร กิมหงวน (สามเกลอ) และเรื่องสั้นชวนหัวตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ จนมีแฟน ๆ นักอ่านติดตามจำนวนมาก
ทั้งนี้ย่านวังบูรพายังมีร้านหนังสือเฉพาะทางอย่าง “ประมวลวิทย์” ขายหนังสือด้านการแพทย์ ร้าน “ก้าวหน้า” เน้นขายนิตยสารภาษาไทย ที่สำคัญอีกร้านคือ “บูรพาสาส์น” อยู่ในห้องแถวติดกับ “คลังวิทยา” เน้นขายหนังสือวรรณคดี นวนิยายของนักเขียนรุ่นเก่า หนังสือเด็ก คู่มือสำหรับนักเรียน แบบฝึกหัด และมีสำนักพิมพ์ เช่นเดียวกับร้านอื่นคือสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร
ยุวดี ศิลปดีเลิศกุล เคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ประพันธ์สาส์นว่า ในยุคหลังทศวรรษ ๒๕๐๐ ที่เธอมาสานต่อกิจการ บูรพาสาส์นมีส่วนร่วมกับ “แพร่พิทยา” องค์การค้าของคุรุสภา และสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ ตั้งสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ขึ้น และร่วมกับ ม.ล. มานิจ ชุมสาย เจ้าหน้าที่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดงานขายหนังสือที่ต่อมากลายเป็นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในปัจจุบัน
หนังสือ รวมเรื่องชุดสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ชุด วัยหนุ่ม ผลงานขายดีของ “ป. อินทรปาลิต” สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา
ระหว่างทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๒๐ ร้านหนังสือย่านวังบูรพาจึงเป็นผู้เล่นหลักในวงการหนังสือเมืองไทย เช่นเดียวกับย่านวังบูรพาที่มีสถานะเป็นศูนย์การค้าสำคัญของพระนคร โดยเฉพาะหนอนหนังสือที่ต้องการหาหนังสือมือหนึ่ง หนังสือภาษาต่างประเทศ นิตยสาร ส่วนคอหนังสือมือสองและหนังสือใต้ดินจะเบนเข็มไปที่สนามหลวงซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดแผงขายแบกะดิน
อย่างไรก็ตามเมื่อกรุงเทพฯ ประชากรมากขึ้น เมืองขยายตัวก็เกิดย่านการค้าใหม่ เช่น สยามสแควร์บริเวณสี่แยกปทุมวัน (ปี ๒๕๐๗) ย่านวังบูรพาในเขตเมืองเก่าที่ถนนหนทางค่อนข้างแคบเริ่มเข้าถึงยากจากปัญหาการจราจรและที่จอดรถ ยิ่งกรุงเทพฯ ยกเลิกระบบรถรางในปี ๒๕๑๑ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกไปเที่ยวย่านอื่นมากกว่า
พอเข้าสู่ยุคห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว (เปิดปี ๒๕๒๔) ทางด้านเหนือของกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงหนังใหม่เอี่ยมถึงหกโรง วังบูรพาก็ยิ่งซบเซา ยังไม่นับว่าตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ เทคโนโลยีสื่อสารอย่างอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ก้าวหน้ารวดเร็ว ทำให้คนจำนวนมากลืมเลือนที่นี่
ร้านหนังสือย่านวังบูรพาจึงเผชิญภาวะ “ขาลง” เช่นเดียวกับกิจการอื่นในย่านเดียวกัน
ชีวิตและงานของสุนทรภู่, งานของพุทธทาสภิกขุ ฯลฯ ฉบับการออกแบบปกที่มีเอกลักษณ์ ยังหาได้ที่คลังวิทยา
วังบูรพา ๒๕๖๙
ในปี ๒๕๖๙ ร้านหนังสือย่านวังบูรพาเหลือเพียงสี่ร้าน คือ รวมสาส์น โอเดียนสโตร์ คลังวิทยา และบูรพาสาส์น ทั้งย่านเงียบเหงาตลอดวัน แม้ร้านหนังสือยังเปิด แต่ก็แทบร้างผู้คน มีคนเฝ้าร้านไม่กี่คน
ปิติแห่ง “รวมสาส์น” เล่าว่า สภาพ “ขาลง” น่าจะเริ่มช่วงปี ๒๕๑๔ “ยุคนั้นการเดินทางมาวังบูรพาค่อนข้างยากขึ้น ศูนย์การค้าย่านสยามฯ ราชประสงค์ ลาดพร้าว ดึงลูกค้าไป วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ ๒๕๒๐ จากสงครามในตะวันออกกลางยังทำให้โรงภาพยนตร์ลดรอบฉายรอบสุดท้ายจบที่ ๑๖.๐๐ น. สภาพอาคารสถานที่ก็เหมือนโรงหนังชั้นสองไปแล้ว”
แต่ที่ส่งผลกระทบจริงคือช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๔๐ เมื่อสมาร์ตโฟนแพร่หลายมากขึ้น
“ยอดขายหนังสือตกฮวบทันที รวมสาส์นเคยพิมพ์ชีวประวัติสุนทรภู่ สุนทรภู่ ครูกวีศรีรัตนโกสินทร์และบทกลอนสอนใจ ของ โกวิท ตั้งตรงจิตร แล้วขายได้แน่นอนเพราะครูต้องให้นักเรียนทำรายงาน พอสมาร์ตโฟนมาเหลือหนังสือเต็มโกดัง เพราะเด็ก ๆ พิมพ์ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตไปส่งครูเลย ตอนนี้ยังไม่นับซีรีส์จีน เกาหลีที่ทำให้คนแทบจะไม่อ่านหนังสือแล้ว”
ยงยุทธแห่ง “โอเดียนสโตร์” พูดคล้ายกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ไข้หวัดนกระบาดปี ๒๕๔๗ หรือกระทั่งโควิด-๑๙ ยังไม่แย่เท่าช่วงทศวรรษ ๒๕๖๐ ที่กำลังจะผ่านไป “หลังโรคโควิดระบาดปี ๒๕๖๓ ทุกอย่างเงียบ โลกออนไลน์เปลี่ยนทุกอย่าง เราจะพิมพ์หนังสืออะไรก็ต้องคิดมากขึ้น ตอนนี้ก็ได้แต่ขายของในคลังประคองตัว” เขาเล่าว่าช่วงที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินสถานีสามยอดจะเปิด พวกเขายังหวังว่าคนน่าจะกลับมาเดินวังบูรพามากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มีระบบขนส่งสาธารณะมาถึงใจกลางพื้นที่
หนังสือแนววิชาการ ความรู้ และงานสารคดียุคเก่าที่ยังหาได้ในร้านคลังวิทยา
แต่ก็ไม่เป็นดังหวัง นี่ยังไม่นับ “สะพานเหล็ก” ตลาดขายของเล่นขนาดใหญ่ที่ถูกรื้อออกช่วงหลังรัฐประหาร ๒๕๕๗ สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำจากวิกฤตการเมืองอันยาวนานก็ยิ่งทำให้ย่านนี้เงียบเหงาลงไปอีก
ปิติเล่าว่ามีความพยายามของหน่วยงานบางแห่งที่อยากให้ย่านร้านหนังสือกลับมาคึกคักอีกครั้ง เช่น โครงการ “Bangkok Book District Fest 2026” ภายใต้ความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD), สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT), ผู้ประกอบการร้านหนังสือ จัดกิจกรรมสำรวจย่านเก่า คาเฟ่ และร้านหนังสือ สร้างบทสนทนาระหว่างนักอ่านกับร้านหนังสือ เป็นต้น โดยงานมีระหว่าง ๒๙ มกราคม-๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
เขาจำได้ว่ามีนักศึกษามาดูงานย่านวังบูรพาราว ๔๐ คน “ผมเล่าประวัติย่านนี้ ขอบคุณที่เขาสนใจ เด็กคนหนึ่งทำช่อง TikTok บอกชอบอ่านหนังสือเป็นเล่ม ผมยังบอกเขาว่ามาร้อยคนก็น่าจะมีหนูคนเดียวที่อ่านหนังสือกระดาษอยู่” แต่เมื่อโครงการจบลง “ทุกอย่างก็เงียบเช่นเคย”
“ลมหายใจสุดท้าย”
และทางรอด
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เจ้าของร้านหนังสือที่เหลืออยู่ในย่านวังบูรพาเอาตัวรอดอย่างไร
กรณี “โอเดียนสโตร์” ยงยุทธกล่าวว่าตอนนี้ไม่หวังอะไรนอกจากขายหนังสือในร้าน ขณะที่การขายออนไลน์ “ไม่ใช่ทางของเรา” ด้าน “รวมสาส์น” ปิติบอกว่า การใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยได้ แต่ก็ไม่ใช่ทางหลักในการอยู่รอด เพราะเมื่อใดยอดขายออนไลน์ดีขึ้น เจ้าของแพลตฟอร์มจะเรียกเก็บเปอร์เซ็นต์เพิ่มทันที ขณะ “คลังวิทยา” เน้นขายหนังสือที่ยังเหลือให้หมด ส่วนคนที่เดินเข้ามาที่หน้าร้านของทั้งสามร้านคือลูกค้าสองกลุ่ม กลุ่มแรก คนวัย ๕๐ ปีขึ้นไปที่ยังอ่านหนังสือ และกลุ่มที่ ๒ คือ “ขาจร” ที่หลงเข้ามา
ในส่วนของสำนักพิมพ์นั้นปิติกับยงยุทธมีนโยบายเหมือนกันคือ พิมพ์หนังสือเท่าที่จำเป็นและมั่นใจว่าจะขายได้ ปิติบอกว่า “รวมสาส์น” เน้นพิมพ์พจนานุกรม จีน-ไทย ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นคนจีนที่เรียนภาษาไทยหรือคนไทยที่เรียนภาษาจีนซึ่งชอบใช้พจนานุกรมกระดาษอยู่
“โอเดียนสโตร์” ในปีนี้เลือกพิมพ์หนังสือแค่สองเล่ม คือ วิทยาศาสตร์การอาหารของไข่และผลิตภัณฑ์ไข่ กับ สารพิษในอาหาร (พิมพ์ครั้งที่ ๓) ซึ่งยงยุทธกล่าวติดตลกว่า “งานแบบนี้ขายยาก ใครจะซื้อ ถ้าไม่ใช่คนในวงวิชาการ” ส่วน “คลังวิทยา” ไม่มีนโยบายพิมพ์หนังสือปกไหนในร้านเพิ่ม
ภายในร้านคลังวิทยา
การไปออกบูทในงานสัปดาห์หนังสือที่จัดช่วงต้นปี (มีนาคม-เมษายน) และปลายปี (ตุลาคม) ทั้ง “รวมสาส์น” และ “โอเดียนสโตร์” ยังมีแนวคิดว่าจะเลือกไปเพียงครั้งเดียวเพื่อประหยัด ขณะ “คลังวิทยา” ภรรยาคุณประจักษ์ บอกชัดเจนว่า “เลิก เพราะร้านมีแต่คนชรา เราไม่มีแรงมากพอที่จะไปงานหนังสือแห่งชาติอีกแล้ว” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ ๕๔ เราจึงพบเพียงบูทของ “โอเดียนสโตร์” กับ “รวมสาส์น” เท่านั้น
ที่ดูต่างออกไปคือ “บูรพาสาส์น” ซึ่งปัจจุบันย้ายจากห้องแถวเดิมด้านถนนภาณุรังษีมาอยู่ในห้องแถวติดถนนเจริญกรุงตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ภายในมีสองชั้น ชั้นล่างเป็นหนังสือบันเทิงคดี เช่น วรรณกรรม นวนิยาย ส่วนหนึ่งเปิดเป็น BURAPA COFFEE (ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒) ซึ่งปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ส่วนชั้นบนเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาหนักขึ้น จำพวกงานวิชาการ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีช่องทางจัดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก
ซึ่งเมื่อเทียบกับร้านอื่น “บูรพาสาส์น” ดูจะเป็นร้านเดียวที่มีการปรับตัวมากที่สุด
อนาคตของร้านหนังสือเก่าแก่ย่านวังบูรพาส่วนมากยังไม่แน่นอน “คลังวิทยา” บอกว่าเรื่องการสืบทอดกิจการร้านนั้นไม่มีในแผนและคงจะเปิดต่อไปตราบเท่าที่ทำไหว
ไม่ต่างจาก “รวมสาส์น” ที่ปิติบอกว่าลูกสามคนกับหลานล้วนมีเส้นทางของตัวเอง แต่เขา “ทำเพราะใจรัก” ส่วน “โอเดียนสโตร์” ยงยุทธกล่าวเพียง “เถ้าแก่ก็คงมีแผนในใจ”
ในปี ๒๕๖๙ หากใครมีโอกาสไปย่านวังบูรพา ไม่ควรพลาดแวะร้านหนังสือเก่าแก่ย่านนี้
ด้วยอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้สัมผัส “ร้านหนังสือย่านวังบูรพา” แบบที่คนรุ่นก่อนเคยเห็น
เวลาทำการของ “ร้านหนังสือ” ย่านวังบูรพา
คลังวิทยา
จันทร์-เสาร์ ๐๘.๓๐-๑๘.๓๐ น. ปิดวันอาทิตย์
รวมสาส์น
จันทร์-ศุกร์ ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ น. ปิดวันอาทิตย์
เสาร์ ๐๘.๐๐-๑๒.๐๐ น.
โอเดียนสโตร์
จันทร์-ศุกร์ ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ น. ปิดวันอาทิตย์
เสาร์ ๐๘.๐๐-๑๒.๐๐ น.
บูรพาสาส์น
จันทร์-เสาร์ ๐๘.๓๐-๑๘.๓๐ น. ปิดวันอาทิตย์
* สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน
ลงสถานีสามยอด ใช้ทางออก ๒
ทุกร้านเดินเท้าถึงกันได้เพราะอยู่ตรอกซอยบริเวณเดียวกัน