คนรักซีนจะจัดกลุ่มให้เป็นผลงานศิลปะที่ต้องเก็บ เช่นเดียวกับเทรนด์กองดองของนักอ่านหนังสือ
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ในกรุงเทพฯ
ซีน (zine) คือคำที่ตัดมาจาก fanzine นิตยสารของกลุ่มแฟน (fan + magazine)
เดิมศิลปินจะทำนิตยสารเองแบบสมัครเล่น ไม่เป็นทางการ เพื่อคุมค่าผลิต เล่าเรื่องเฉพาะทางที่เป็นปรากฏการณ์สังคมแบ่งปันแก่ผู้สนใจ บ้างคุ้นกันในชื่อ “หนังสือทำมือ” แล้วแจกฟรีหรือขายไม่แพง
ปัจจุบันความหมายของซีนคือพื้นที่สิ่งพิมพ์อิสระซึ่งผู้สร้างงานศิลปะบันทึกตัวตนได้อย่างไร้ข้อจำกัดด้านเนื้อหาและรูปแบบ
ลองรู้จักโลกของซีนผ่าน วิมลพร วิสิทธิ์ และ วิศรุต วิสิทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Spacebar Zine ร้านหนังสือที่จัดเต็มด้วยสิ่งพิมพ์เล่มเล็กเล่มน้อยรวมถึงแผ่นกระดาษและวัสดุทรงอิสระที่อัดพลังคิดสร้างสรรค์
บางผลงานดูภายนอกเห็นว่าเล็ก ๆ ไม่มีอะไร พอเปิดดูข้างในกลับเล่นใหญ่กว่าที่คิด
บรรยากาศสนุกแบบนี้มัน a day Bookshop ชัด ๆ
“เมื่อก่อนเราสองคนทำงานเว็บไซต์ให้สำนักพิมพ์ในเครืออะบุ๊ก (a book) เป็นยุคที่สังคมไทยเริ่มมีเทรนด์ของซีน ซึ่งนิตยสาร a day มักจัดกิจกรรมหนังสือทำมือที่มิวเซียมสยาม เราจึงลองทำของตัวเองวางขายในงานแล้วพบว่ามันเป็นสิ่งพิมพ์ประเภทที่ให้ความอิสระ น่าสนใจมาก พับกระดาษแผ่นเดียวก็เป็นซีนได้”
วิมลพรย้อนจุดเริ่มเมื่อทศวรรษที่ผ่านและเป็นความโชคดีที่วิศรุตก็รักชอบสิ่งเดียวกัน
“เวลานั้นแพลตฟอร์มอื่นที่เป็นนิตยสารเริ่ม go to digital แต่พวกเราทำงานดิจิทัลก่อน back to paper ซึ่งเรามองว่ากระดาษมันเล่าเรื่องได้ดีกว่า”
บันดาลใจนั้นนำทั้งคู่มาสู่การก่อตั้ง SPACEBAR DESIGN STUDIO รับออกแบบ ผลิตสิ่งพิมพ์ แล้วขยับจากซีนเล่มแรกของตนในอีเวนต์มาทำร้าน Spacebar Zine ในปี ๒๕๕๙
สื่อสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กที่กว้างใหญ่ทางความคิดสร้างสรรค์ บ้างถ่ายทอดความขบถสุดขีด บ้างเปรี้ยวจี๊ดด้วยการออกแบบวิธีนำเสนอ
ซ้าย-วิศรุต วิสิทธิ์ ขวา-วิมลพร วิสิทธิ์
“เราสังเกตว่าไทยยังไม่มีร้านที่รวมสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ มีแค่แกลเลอรีที่มีซีนขายนิดหน่อย จึงปรึกษาทาง a day ว่าอยากทำพื้นที่ให้ซีนแบบไม่ต้องรออีเวนต์ a day จึงให้ยืมซีนที่เคยจัดอีเวนต์มาโชว์ในร้าน พอซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทขนาดเล็กมาก็เริ่มชวนนักเขียนใน a day, a book มาทำซีนกัน”
ถ้าแป้น space bar บนคีย์บอร์ดมีไว้ให้พิมพ์ระยะเว้นว่างระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่น
Spacebar Zine ก็ทำหน้าที่คล้ายกัน เป็นสื่อกลาง-ที่ว่างของสิ่งพิมพ์อิสระยุคใหม่
“เราชอบร้านซีนที่ญี่ปุ่น มันเติบโตขนาดที่ว่ามีร้านซีนเฉพาะทาง เช่น ทั้งร้านมีแค่ซีนเมนูอาหาร หรือทั้งร้านขายแต่ซีนเกี่ยวกับสัตว์ แต่เดิมคนมักเข้าใจว่าซีนคือสัญญะของการคอลเอาต์ทางการเมือง พอเราจับซีนด้วยสายตาของคนที่รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น มันจึงออกมาแนว journal ซึ่งก็เป็นสไตล์ที่นักเขียน a book ถนัด เคยมีเล่มหนึ่งนักเขียนไปเที่ยวโอกินาวะ ๑๐ วัน เรื่องราวอาจไม่เหมาะกับการพิมพ์หนังสือเลยเอามาทำซีน และเราก็ขายให้เขาได้ถึง ๓๐๐ เล่ม
“คนที่เคยมองว่างานอาร์ตพรินต์เข้าถึงยาก ต้องเท่ ต้องคีปคูล จึงมองมันเฟรนด์ลี่ขึ้น คนที่อยู่ฝั่งคอมเมอร์เชียล อาจมองว่า Spacebar Zine อินดี้ แต่ฝั่งอินดี้จะมองว่าแมสมาก เราเลยเหมือนพื้นที่ระหว่างกลางที่ช่วยให้งานมีที่อยู่เพื่อเติมเต็มความหลากหลายระหว่างกัน”
“ใครก็จัดเลย์เอาต์เองได้ เข้าถึงเทคโนโลยีการพิมพ์แบบง่ายได้ แม้แต่โรงพิมพ์ก็รับแบบออนดีมานด์ ล้วนเอื้อให้การทำซีนเป็นโอกาส”
ซีนที่รวมเรื่องมงคลเบ็ดเตล็ดในวัฒนธรรมจีน คือหนึ่งในผลการคิดนอกกรอบที่สะท้อนพลังคอมมูนิตีของคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน จนเป็นซับคัลเจอร์ที่กำลังได้รับความนิยม
วิมลพรเล่าความโชคดีถึงปี ๒๕๖๐ เมื่อไทยจัด Bangkok Art Book Fair ครั้งแรก ร้านของเธอได้ร่วมออกบูทเสมือนเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วย ทำให้เข้าสู่คอมมูนิตี
วิศรุตร่วมเสริมข้อสังเกตว่า “ท่ามกลางศิลปินที่ทำงานจริงจัง หนังสือศิลปะของพวกเขาจะหรูหรา ราคาหลักหมื่นบาท แต่เราไม่ใช่ศิลปิน เราแค่มองเห็น value ของงานศิลปะที่มีไลฟ์สไตล์ บูทเราชูจุดเด่นของซีนว่าคือสิ่งที่ใครทำก็ได้ ใช้เครื่องพรินต์เล็ก ๆ สร้างงานได้ งานกึ่งจริงกึ่งเล่นของพวกเราเลยโดดเด่น”
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินสายแสดงผลงานใน Art Book Fair ที่ต่างประเทศ ยิ่งทำให้ได้มิตรภาพจากร้านซีนและศิลปินต่างแดนส่งผลงานมาฝากขาย Spacebar Zine จึงมีสารพัดซีนที่เดินทางมาจากทั่วโลก
“เมื่อก่อนเราเคยอยู่หลายที่ ทั้งแถวถนนสุทธิสาร สุขุมวิท คนเริ่มรู้จักมากที่จตุจักร แต่ก็ยังเป็น ๘ ปีที่การทำซีนไม่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเอง ต้องใช้พื้นที่เป็นสตูดิโอทำงานอื่นด้วย จน ๒ ปีที่แล้วย้ายมาอยู่ GalileOasis Art Space ถนนบรรทัดทอง ที่คนรู้จักเยอะจึงมีลูกค้ามากทุกวัน เป็น ๒ ปีที่เรียกได้เต็มปากว่าการทำซีนเป็นธุรกิจได้แล้ว ยิ่งยุคนี้สำนักพิมพ์ผลิตหนังสือน้อยลง แต่มีผู้สนใจสร้างผลงานเล่มมากขึ้น ซึ่งใครก็จัดเลย์เอาต์เองได้ เข้าถึงเทคโนโลยีการพิมพ์แบบง่ายได้ แม้แต่โรงพิมพ์ก็รับแบบออนดีมานด์ ล้วนเอื้อให้การทำซีนเป็นโอกาสของผู้ผลิต ฝั่งคนอ่านก็โหยหาสิ่งที่จับต้องได้ เหมือนที่เทรนด์ยุค 90s กลับมาฮิต”
โครงการ GalileOasis Art Space จัดพื้นที่ข้างร้านให้นักอ่านได้ใช้เวลากับซีนที่ตนสนับสนุน
วิมลพรเล่า ช่วงหลังมีคนเสนอผลงานฝากขายที่หน้าร้านเยอะ แต่ร้านมีพื้นที่จำกัด จึงผุดโปรเจกต์ a zine corner ที่เธอรับหน้าที่เป็นคิวเรเตอร์คัดสรรสิ่งพิมพ์ให้พื้นที่ที่ต้องการ
“ตอนนี้มีเชลฟ์ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น) กรุงเวียนนา (ออสเตรีย) เมื่อปีที่แล้วเพิ่งเปิดในไทยที่ห้างเอ็มโพเรียม เจ้าของพื้นที่เขาจะกำหนดสไตล์ที่ต้องการมาให้เราคัดซีนส่งไป เช่น ที่โตเกียวเป็น queer library เราก็คัดของศิลปินที่เป็น LGBTQ เวียนนาเขาต้องการงานแบบไทยจ๋า หรือ
เอ็มโพเรียมก็จะระบุมาว่าต้องการแนวอีโคลีฟวิง
“ปี ๒๕๖๙ ครบรอบ ๑๐ ปีของ Spacebar Zine เลยใช้โอกาสพิเศษนี้เปิดอีกร้านใน One Bangkok แขวงลุมพินี ชื่อร้าน IPC ย่อมาจาก The Independent Print Club วางรูปแบบให้พื้นที่ขนาด ๑๐๐ กว่าตารางเมตรนี้เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นผู้ใหญ่กว่า Spacebar Zine ผลงานที่เข้าใจยากหน่อยหรือราคาสูงจะมาอยู่ที่ร้านนี้ และไม่ได้จำเพาะแค่ซีน จะรวมอาร์ตบุ๊กและโฟโตบุ๊กด้วย ให้เป็นคลับของสิ่งพิมพ์อินดี้ที่ผสาน retail, gallery, mini library และมี workshop เพื่อสร้างคอมมูนิตีในแวดวงการพิมพ์”
น่าสนใจว่าเวลานี้ไทยเริ่มมีร้านซีนเยอะ ปลายมีนาคม ๒๕๖๙ ก็เพิ่งเปิดแห่งใหม่ที่ถนนเจริญกรุง ๔๓ ชื่อ “เส—รี (Se—ri)” ไม่นับอีเวนต์เกี่ยวกับซีนที่แน่นอยู่ในแทบทุกงานเทศกาลศิลปะ อาจใช่อย่างที่วิศรุตคาด
“ทิศทางของสิ่งพิมพ์อิสระในบ้านเรากำลังเติบโตขึ้นไปตามแบบญี่ปุ่น”