Image

เขานิยามตนเป็น “นักประกอบความฝัน” เพราะการมีผลงานตัวเองสักเล่ม อาจเป็นความฝันสูงสุดของบางคน เช่นที่เพื่อนเห็นเขาเขียนบันทึกและเย็บเล่มเองแล้วขอให้เขาช่วยสร้างผลงานให้บ้าง

Image

INDEPENDENT
BOOKSTORES
ทั่วไทย

บนถนนยะหริ่ง ย่านเมืองเก่าสงขลา พบป้ายไม้รูปหนังสือเปิดกาง บนนั้น
ปรากฏลายมือเขียนอักษรขดม้วนสีขาวว่า “ซ่อมหนังสือ” แขวนง่าย ๆ อยู่หน้าบ้านของ ชาญชัย ยงรติกุล นักเขียนอิสระนามปากกา “หินสีครีม”

ผลักประตูเข้าไป ภายในจัดสรรพื้นที่เป็นสี่มุม มุมนี้ขายสมุดบันทึกทำมือ มุมนั้นขายหนังสือที่เขียนและเย็บเข้าเล่มเอง มีโต๊ะยาวกลางร้านไว้จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ให้ลูกค้านั่งอ่านหนังสือ หรือสั่งกาแฟที่เขาคั่วมาดื่ม และด้านหลังโน้นเป็นมุมซ่อมหนังสือที่ใช้แสงสลัว หลบสายตาผู้คนจนมีเสน่ห์ดึงดูดประหลาด

เจ้าบ้านเสิร์ฟกาแฟสดให้ซดตาตื่น ก่อนเริ่มเล่าเรื่องที่มีพลังชวนตื่นตา

“ผมเป็นคนหาดใหญ่ เมื่อก่อนเคยรวมกลุ่มกับนักเขียนภาคใต้ทำนิตยสาร ควนป่านาเล พอมีงานสัปดาห์หนังสือที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ปีละสองครั้ง ก็เป็นโอกาสให้เอาไปขายร่วมกับหนังสือทำมือของนักเขียนแต่ละคน จนปี ๒๕๕๔ เพื่อนที่ชอบซื้อหนังสือมือสองแล้วเจอปกชำรุดเห็นว่าผมทำสมุดบันทึกได้และเย็บหนังสือทำมือเอง จึงมาคะยั้นคะยอให้ช่วยซ่อมหรือทำปกใหม่ให้ พอเล่มแรกผ่านไปด้วยดีก็มีเพื่อนของเพื่อนส่งมาให้ซ่อม แล้วบอกต่อจนรู้กันในแวดวง

Image

“พอย้ายมาอยู่เมืองเก่าสงขลา ผมก็เขียนหนังสือมากขึ้น ทำสำนักพิมพ์ผลิตหนังสือทำมือทีละชิ้น เย็บทีละเล่มจนเป็นกอง แล้วออกแบบชั้นเพื่อเอาหนังสือที่ทำมาวาง ค่อย ๆ สร้างพื้นที่ให้เต็ม

“เวลาพูดถึงร้านซ่อมหนังสือ ผู้คนมักจินตนาการไว้แบบหนึ่ง เจอที่นี่อาจรู้สึกว่าผิดจากภาพที่นึก ผมซ่อมหนังสือมากว่า ๒๐ ปี แน่ใจว่าไม่ใช่เส้นทางโรแมนติก ผมจึงสนุกกับการสลับทำหลายอย่าง หน้าร้านขายสมุด-หนังสือทำมือ ชงกาแฟ หลังร้านค่อยซ่อมหนังสือ

“การซ่อมหนังสือของผมเป็นคนละแบบกับที่บรรณารักษ์ซ่อมในห้องสมุดซึ่งอาจใช้วิธีเจาะทะลุแล้วร้อยด้ายเลย ส่วนผมใช้หลักการทำสมุด-หนังสือทำมือคือสร้างขึ้นใหม่โดยเย็บกี่ ก่อนซ่อมจึงต้องสำรวจโครงสร้างเดิมจนเข้าใจ แล้วรื้อออกหมดค่อยทำให้กลับคืน

“อุปกรณ์มีไม่กี่อย่าง เช่น ผ้าก๊อช ผ้าคิ้ว ริบบิ้น ด้าย กาว ที่ใช้ซ่อมเครื่องหนัง-อุปกรณ์เย็บผ้าที่หาได้ อย่างตัวตอกนำตะปูในงานเฟอร์นิเจอร์หรือตัวเจาะในงานเครื่องหนังก็ดัดแปลงใช้ ที่เจาะรูใหญ่ไปก็เอามาลับให้เล็ก ปรับตามที่ต้องใช้  แม้การทำหนังสือจะดุดัน ใช้อุปกรณ์หนัก ค้อน เลื่อย ออกแรงตอก ทุบ ตี ทากาว เสร็จแล้วต้องอัดสันให้แน่น แต่เวลาเย็บผมจะสอยอย่างประณีต ยกกระดาษทีละปึกสอยต่อกันทีละชุด เป็นงานที่ใช้สมาธิอยู่กับเข็มที่ร้อยด้ายยาว ๒ ศอก ค่อยเย็บจนหดสั้น ถ้าใจไม่นิ่งอาจทำให้ด้ายพัน เข็มตำมือ ถ้ายังดื้อออกแรงดึงด้าย กระดาษก็จะขาด เข็มก็จะหัก หนังสือทุกเล่มจึงมีพลังงานในตัวผมวิ่งผ่านเข็มกับด้าย มีเลือดเนื้อ มีชีพจรขับเคลื่อนส่งถึงมือคนอ่านยามพลิกหน้ากระดาษ

Image

หนังสือปกอ่อนที่เสียหาย ได้รับการซ่อมและวาดปกขึ้นใหม่ กระทั่งผ้าหุ้มปกหนังสือก็นำผ้าฝ้ายมาย้อมสีจากดินเพื่อสื่อเนื้อหาเรื่องธรรมชาติ 

“การรื้อกับการประกอบเข้าเล่มใช้เวลาและสมาธิพอกัน ผมจะคุยกับเจ้าของก่อนว่าเป็นหนังสืออะไร ชำรุดตรงไหน ผมเข้าใจว่าแต่ละเล่ม มีคุณค่าความทรงจำ”

การเป็นคนทำหนังสือเอง ซ่อมหนังสือเอง หล่อหลอมให้ซื้อหนังสือปกแข็งมากขึ้นด้วยรู้คุณค่า แม้จะมีปกอ่อนเรื่องนั้นอยู่ก่อนแล้ว

“หนังสือที่ปกชำรุดผมจะพยายามลอกแผ่นบนสุดออกมาทั้งปกหน้าปกหลัง แล้ววางปะทับบนผ้าที่จะเป็นปกใหม่เพื่อให้แข็งแรงขึ้น กรณีที่ไม่สามารถลอกได้ผมจะสร้างปกใหม่และวาดลายให้ปกใหม่”

เขายกตัวอย่างหนังสือเล่มใหญ่-หนาราววิทยานิพนธ์ที่เรียงรายหลายเล่มบนชั้นหนังสือ ว่ารับงานมาจากห้องสมุดในเมืองเก่าสงขลา ซึ่งถ้าไม่บอก เห็นแค่ปกก็นึกว่าเป็นหนังสือทำมือน่ารัก ๆ อดไม่ได้ที่ต้องเข้าใกล้เพื่อหยิบมาชม แล้วเมื่ออยู่ในระยะใกล้ชิดสายตาก็ยิ่งดึงดูดด้วยความสร้างสรรค์

“เดิมพวกนี้เป็นหนังสือปกอ่อน ภาพปกไม่ชวนให้หยิบลงมาอ่าน ผมจึงคิดทำให้ปกน่าสนใจขึ้นโดยตีความจากหนังสือที่รับมาว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพืชพรรณ สัตว์ป่า แล้วออกแบบสตอรีตั้งแต่สีผ้าที่ใช้หุ้มปก นำผ้าฝ้ายมาย้อมสีจากก้อนหินก้อนดินที่ได้จากเขาหัวแดงในอำเภอสิงหนครเพื่อเล่าเรื่องธรรมชาติ สีที่ได้จะออกขาว-แดง แล้วจัดหาศิลปินออกแบบลายปกให้ บรีฟเขาว่าหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวกับอะไร ศิลปินบางคนจะช่วยคิดลูกเล่นต่อ เช่น เห็นเป็นหนังสือเนื้อหาล้านนาก็จะเขียนชื่อหนังสือด้วยอักษรล้านนา

“การรื้อกับการประกอบเข้าเล่มใช้เวลาและสมาธิพอกัน ผมจะคุยกับเจ้าของก่อนว่าเป็นหนังสืออะไร ชำรุดตรงไหน ผมเข้าใจว่าแต่ละเล่มมีคุณค่าความทรงจำเล่มโน้นแฟนให้ เล่มนั้นพ่อแม่พาอ่านตั้งแต่เด็ก เล่มนี้ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงเดือนแรกของการทำงาน บางเล่มแม้ซื้อใหม่ได้ก็ไม่เหมือนเล่มที่อยู่ในมือเพราะมีความสุขส่วนตัวที่อยากรักษา

Image

เมื่อผ่านการซ่อมและช่วยปรับปกให้น่าสนใจขึ้น หากมีสักคนหยิบมาชื่นชมก็ถือเป็นความสำเร็จของการซ่อมหนังสือแล้ว

“ผมจะไม่เสียเวลากับคนไม่เข้าใจหนังสือ ไม่เห็นใจคนทำงาน อยากรู้แค่ใช้เวลากี่วัน ราคาเท่าไร มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ตอนสำรวจเราเห็นว่ามีปัญหาแค่นี้ แต่พอรื้อแล้วอาจเจอเนื้อในส่วนที่ชำรุดซ่อนอยู่ให้ต้องแก้ปัญหาเพิ่ม เราซ่อมด้วยใจก็อยากให้คนเปิดใจกับงานเราด้วย”

ความหมายที่สั่นสะเทือนอยู่ในอากาศส่งเสียงประหนึ่งเครื่องเตือนอารมณ์

“เล่มที่ซ่อมไม่ได้ก็มีพวกหนังสือเก่าจนกระดาษกรอบ แค่เปิดก็ติดนิ้ว ถ้ารื้อคงเละคามือ จะให้ซ่อมด้วยทักษะชั้นสูงแบบกรมศิลปากรก็ไม่ไหว ต้องใช้กระดาษสา ใช้น้ำยา เข้าห้องแล็บ และทุนสูง หรือหนังสือตกน้ำผมก็ไม่รับเพราะใช้เวลานาน แต่จะแนะนำวิธีให้เจ้าของไปจัดการโดยใช้ทิชชูวางซับทีละหน้า”

แทนที่จะกลัวจนไม่กล้าแตะเล่มโปรด เขาแนะให้รับมือด้วยวิธีที่น่าสนใจกว่า

“ซองพลาสติกช่วยรักษาได้ระยะหนึ่ง แต่ถ้าเก็บยาวในอุณหภูมิไม่ดีจะกลายเป็นเก็บความชื้น ขึ้นรา หรือถ้าร้อน พลาสติกก็อาจเยิ้มเป็นเนื้อเดียวกับหนังสือ ดูดสีให้ปกเสียหาย ดีที่สุดคือขยันคุยกับมันหน่อย สัมผัสบ่อย ๆ หนังสือที่ไม่ถูกจับเลยจะมีความชื้นในอากาศเข้าไปอยู่ในเนื้อกระดาษจนมีโอกาสเปื่อยง่าย”

เพราะกระดาษก็เป็นวัสดุธรรมชาติที่มีชีวิต ถ้ามันเลือกได้ก็คงไม่อยากให้เจ้าของพามาที่นี่  

ขอขอบคุณ : องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว
อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สนับสนุนการลงพื้นที่