หมุดหมายของคนรักการอ่านที่เดินทางมาถึงอำเภอแกลง จังหวัดระยอง
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ทั่วไทย
คนทั่วไปอาจรู้จักอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ว่าเป็นเมืองชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออย่างหาดแหลมแม่พิมพ์ ปากน้ำประแส หรืออนุสาวรีย์สุนทรภู่ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารทะเลสดอร่อย ทว่าสำหรับคนในแวดวงหนังสือ นักเขียน นักอ่าน คนรักวรรณกรรม คงรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของร้านสุนทรภู่ ร้านหนังสืออิสระในย่านตัวเมืองเก่าของอำเภอแกลง
ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าวันนี้ร้านสุนทรภู่เดินทางผ่านกาลเวลาเข้าสู่ปีที่ ๑๓ แล้ว ก็นับเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งในยุคที่ว่ากันว่าการอ่านหนังสือซบเซาลงมาก
เจ้าของร้านสุนทรภู่คือ รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ หรือที่คนคุ้นเคยเรียกเธอว่า “ฐอน” หรือ “พี่ฐอน” เป็นคนอำเภอแกลงโดยกำเนิด เธอมีโอกาสไปเรียนไกลถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วใช้ชีวิตทำงานในต่างแดนอยู่หลายปี ก่อนตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิด จากนั้นจึงเกิดความคิดเปิดร้านหนังสือของตนเอง
“เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก แล้วตอนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีเพื่อนชื่อโอ๋ (ดุษฎีพันธุ์ พจี) ซึ่งทำงานกับ ‘'ปราย พันแสง’ ในแวดวงหนังสือ เลยชักนำให้ได้รู้จักกัน”
พี่ฐอนเล่าว่าเธอกลับมาอยู่บ้านดูแลแม่ที่ไม่สบายพร้อมกับเปิดโรงเรียนกวดวิชาสอนเด็กไปด้วย จนกระทั่งเครือข่ายนักอ่านริเริ่มโครงการร้านหนังสือเล็ก ๆ ในบ้านเกิดเพื่อสนับสนุนให้มีการเปิดร้านหนังสือกระจายไปในแต่ละจังหวัด โดยมี “'ปราย พันแสง” เป็นตัวตั้งตัวตี พี่ฐอนจึงตัดสินใจเข้าร่วมและเปิดร้านหนังสือขึ้นเป็นร้านแรกของโครงการนี้
ร้านสุนทรภู่เปิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ พี่ฐอนเผยที่มาของชื่อร้านว่าเป็นเพราะบิดาของสุนทรภู่เป็นคนแกลง อีกทั้งสุนทรภู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอแกลงด้วย
“อยากให้คนมาถึงอำเภอแกลงแล้วนึกถึงร้านเราว่าเป็นพื้นที่ของคนรักวรรณกรรม เข้ามานั่งอ่านหนังสือและจิบชา กาแฟกันได้ เราจึงเลือกวรรณกรรมดี ๆ มาวางขาย มีหนังสือของสุนทรภู่อย่าง พระอภัยมณี และหนังสือเกี่ยวกับการเดินทาง เพราะฐอนทำทัวร์ไปต่างประเทศแถบหิมาลัยด้วย เช่น ภูฏาน ลาดัก มองโกเลีย ปากีสถาน รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับทะไลลามะและปรัชญาต่าง ๆ”
พี่ฐอนตั้งใจให้ร้านของเธอเป็นมากกว่าร้านขายหนังสือ นั่นคือเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนรักการอ่านเขียนได้มาพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน ช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางร้านจึงจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน เขียน และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นระยะ
“อย่างปีที่แล้วเราเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องหนังสือ เจ้าชายน้อย แล้วให้เด็ก ๆ จากโรงเรียนในท้องถิ่นมาฟังและร่วมพูดคุย” พี่ฐอนเล่าถึงการจัดกิจกรรมในปี ๒๕๖๘ “รวมถึงการจัดงานเสวนาหนังสือ กำเนิดสยามประเทศ เรื่องราวการทำงานของรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม โดยวิทยากรซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือคืออาจารย์วลัยลักษณ์ ทรงศิริ”
นอกจากนั้นในบางคราวที่อำเภอแกลงประสบปัญหา ร้านสุนทรภู่ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือและแบ่งปันของชุมชนอีกด้วย
“หลายปีก่อนโรงพยาบาลแกลงเคยมีสถานการณ์ขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์และห้องไอซียู (ICU) เมื่อได้รู้เราจึงใช้ร้านหนังสือเป็นที่จัดกิจกรรมระดมทุน ทั้งเชิญนักเขียนมาอบรมเรื่องการเขียนแก่ผู้สนใจ หรือเชิญนักร้องมาจัดมินิคอนเสิร์ตและพูดคุยเรื่องหนังสือ รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนนั้นเราทำอยู่ปีกว่า ระดมเงินได้ถึง ๓๘ ล้านบาทเพื่อมอบให้โรงพยาบาลไปสร้างห้องไอซียู”
ช่วงวิกฤตโควิด-๑๙ ร้านสุนทรภู่ก็ปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นศูนย์กลางรับของบริจาค เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลสนามในพื้นที่
นับจากก้าวแรกเมื่อปี ๒๕๕๖ ร้านสุนทรภู่เดินทางผ่านเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากว่า ๑๐ ปี ลูกค้าหลายรายแวะเวียนเข้ามาซื้อหาหนังสือจนสนิทคุ้นเคยกลายเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านไปก็มี
“ลูกค้าร้านเราส่วนใหญ่ไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่มาจากข้างนอก ทั้งกรุงเทพฯ หรือตัวจังหวัดระยอง ช่วงหลายปีแรกที่เปิดร้านยังขายดี คนเข้ามาซื้อหนังสือและนั่งอ่านหนังสือกันคึกคัก แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มซบเซา คนเข้าร้านน้อยลง คิดว่าจุดเปลี่ยนน่าจะมาจากการสร้างถนนบายพาส ทำให้คนจากกรุงเทพฯ ขับรถไปจันทบุรีได้โดยไม่ต้องผ่านเข้าอำเภอแกลง แถวนี้เรียกว่าตลาดสามย่านสมัยก่อนคึกคักมาก เดี๋ยวนี้เงียบไปเยอะ คนเริ่มหายไปเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะร้านหนังสือ แต่กระทบทั้งอำเภอ”
หนังสือในร้านมีทั้งหมวดหมู่วรรณกรรม หนังสือเด็ก การเดินทาง ศาสนา ปรัชญา และผลงานสำคัญของกวีเอกสุนทรภู่ บรรยากาศผ่อนคลายเป็นกันเองเชิญชวนให้นั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจ
“ร้านหนังสือควรจะต้องมีอยู่ในประเทศไทย แล้วรัฐบาลต้องเข้ามา
อุ้มร้านพวกนี้ ไม่ว่าจะช่วยเรื่องค่าเช่าอาคารสถานที่ สนับสนุนการจัดกิจกรรม”
บริการเครื่องดื่มอย่างชาและกาแฟเป็นทางเลือกที่รื่นรมย์คู่กับการอ่านหนังสือ
พี่ฐอนรู้ดีว่าปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้ร้านหนังสือซบเซาก็คือการมาถึงของยุคดิจิทัล เมื่อคนหันไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้นและอ่านหนังสือกระดาษน้อยลงทุกที ผลพวงที่ตามมาก็คือการล้มหายตายจากของบรรดาหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สำนักพิมพ์ และร้านหนังสือทั้งเล็กใหญ่
“ข้อดีของสื่อออนไลน์คือความรวดเร็ว แต่บางครั้งก็ฉาบฉวยและขาดการกลั่นกรอง” พี่ฐอนให้ความเห็น “การอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนั้นผ่านกระบวนการคิด การไตร่ตรอง กว่าจะสรุปจบได้ การอ่านจึงช่วยพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้ร้านหนังสือตายไปเรื่อย ๆ เด็ก ๆ ไม่ได้อ่านหนังสือ ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะขาดความคิดในเชิงลึก เท่ากับขาดมันสมองของชาติ
“ร้านหนังสือควรจะต้องมีอยู่ในประเทศไทย แล้วรัฐบาลต้องเข้ามาอุ้มร้านพวกนี้ ไม่ว่าจะช่วยเรื่องค่าเช่าอาคารสถานที่ สนับสนุนการจัดกิจกรรม เช่น เชิญนักเขียนมาพบแฟนคลับ หรือทำยังไงก็ได้ให้มีการกระจายของการอ่านหนังสือและซื้อหนังสือ อย่าปล่อยให้ร้านหนังสือตาย”
ท่ามกลางกระแสคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ทยอยสาดซัดมาถึงร้านหนังสือในเมืองริมทะเลแห่งนี้ เมื่อถามว่าอนาคตของร้านสุนทรภู่จะเป็นอย่างไร
พี่ฐอนเผยว่า “ต้องยอมรับว่าร้านอยู่ไม่ได้ด้วยยอดการขายหนังสือเพียงอย่างเดียว ต้องทำธุรกิจอื่นควบคู่ไปด้วย อย่างที่ฐอนทำทัวร์ไปต่างประเทศ
“เราอยู่ด้วยใจค่ะ แล้วฐอนมองว่าเราไม่ได้ทำแค่ขายหนังสือ แต่มีเรื่องของชุมชนที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ร้านเราเคยช่วยระดมทุนให้โรงพยาบาลได้ หรือตอนโควิด-๑๙ ยังเป็นศูนย์ช่วยเหลือได้ เลยคิดว่าเราเปิดร้านต่อไปก็ไม่เสียหาย
“หลายคนบอกว่าทำไมไม่เลิกซะที ทำไปไม่เห็นจะได้กำไรเลย แต่เรามีความสุขนะในการเข้ามาอยู่ในร้าน อย่างน้อยสุดก็ร้านเราเอง มีหนังสือที่เราอยากอ่าน อีกอย่างหนึ่งเวลามีลูกค้าเข้ามาแล้วได้คุยกัน ได้เจอคนที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกัน มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเรา” เจ้าของร้านสุนทรภู่กล่าวทิ้งท้าย