Image

“เรารักที่ท่านเป็นคนให้ข้อมูลข่าวสาร
ไม่ชี้นำใคร”
ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง บิคเคล
“หลานตา” ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง
“แนวคิดด้านการเมืองและสังคม
กับลักษณะความเป็นนักหนังสือพิมพ์
ที่สะท้อนจากงานเขียน
ของ มาลัย ชูพินิจ” และอดีตนักข่าว

ทบทวน-อ่านใหม่ 
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์

“เริ่มรับรู้เรื่องคุณตา (มาลัย ชูพินิจ) ตั้งแต่ ๔ ขวบ เพราะลุง (กิตติ ชูพินิจ) ชอบพาไปบ้านเพื่อนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ ๑๑ เวลาเขาคุยกันก็มักจะเอ่ยถึงเรื่อง ‘กระท่อม ป.ล.’ สมัยก่อน  บางครั้งคุณแม่ (ขนิษฐา ณ บางช้าง) ก็ชอบพาไปเจอเพื่อนที่รู้จักคุณตา จึงเห็นว่าคุณตารู้จักคนเยอะมาก เราโตในบ้าน ๓๒ ป.ล. (บ้านของมาลัยเลขที่ ๓๒) ที่ฟังเขาเล่ามา ในอดีตมีเรือนไม้สามหลัง มีพื้นที่เยอะมาก รอบ ๆ เป็นสวนฝรั่ง แต่เราเห็นตอนเรือนไม้เหล่านี้เปลี่ยนไปมากแล้ว เป็นยุคที่ ๒ ไม่ทันได้เห็นเรือนกล้วยไม้แล้ว ตอนหลังมีการรื้อเรือนไม้แล้วสร้างตัวเรือนใหม่

“ตอนเรียนชั้นมัธยมฯ ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยถึงเริ่มรู้ เพราะพบเรื่องสั้นของคุณตา ‘อรุณรุ่งที่หินกอง’ เขาตัดบางส่วนมาไว้ในหนังสือเรียน  เรานามสกุล ณ บางช้าง ครูก็ไม่รู้ว่าเราเป็นหลานคุณตา ที่ชัดเลยคือหนังสืออ่านนอกเวลาเรื่อง ทุ่งมหาราช ตอนเรียน ม. ๖ เราก็บอกครูว่านี่คุณตา ครูที่ไม่ทันสมัยคุณตาก็รับรู้แค่ว่าเราเป็นหลานนักเขียน เรื่องนี้อ่านแบบวางไม่ลงจนจบทั้งที่ตอนแรกรู้สึกว่ายาวมาก ครูจะสั่งให้อ่านเราก็บอกไม่ต้องแล้ว เพราะเราอ่านจบแล้ว ตอนนั้นเลยหายสงสัยว่าทำไมเราชอบเขียนหนังสือ เพราะมีดีเอ็นเอของคุณตาแบบไม่รู้ตัว เราชอบบรรยายตัวละครว่ายิ้มยังไง แบบไหน

“ถ้าเราไม่ถาม คุณแม่ก็จะไม่เล่าเรื่องคุณตา จนเรียนปริญญาตรีที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อ่านหนังสือมากขึ้นก็เจอว่าคุณตาเขียนงานหลายแนวมาก และเราไม่มีปัญหาในการอ่านจับใจความ สรุปความ เพราะเราชอบเล่าเรื่องให้คุณแม่ฟังก่อนนอน  พอจบปริญญาตรี มีครูโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ชวนไปสอนหนังสือ แต่ก็ติวเพื่อนสอบ เขาอยากเรียนปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ปรากฏว่าเพื่อนไม่ติด เราติด ก็ไปสัมภาษณ์แบบงง ๆ บอกกรรมการที่สัมภาษณ์ว่าเพราะเคยอยากเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตอนปริญญาตรี แต่มันแข่งขันกันสูงมาก คุณตาก็เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์มาก่อนถึงมาเขียนงานได้ อยากรู้ว่าหนังสือพิมพ์ทำอย่างไร  คุณตาเป็นใคร อาจารย์หัวหน้าภาคจึงบอกว่ามาลัยระดับบรมครูเลยนะ ถามเราว่าถ้ามีโอกาสจะยอมเก็บหน่วยกิตวิชาระดับปริญญาตรีหรือไม่ เราก็บอกว่าเราอยากเรียน มาทราบทีหลังว่าอาจารย์เคยเรียนกับคุณตาที่ธรรมศาสตร์ ท่านบอกว่าให้โอกาสเพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้

“เราอยากรู้ว่าคุณตา (มาลัย) เป็นคนแบบไหนที่เขียนหนังสือได้ทุกแนว งานของคุณตาในหนังสือพิมพ์จะถูกนำมารวมเล่ม ขายเล่มละ ๓ บาท โดยคุณอุดม ชาติบุตร ถึงเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์สมัยนั้นหาทางดึงคนมาอ่าน นอกจากข่าวก็ใช้นิยาย คุณตาจึงเป็นนักหนังสือพิมพ์ก่อนนักเขียน

“คุณตาเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน คนอื่นเดาว่าท่านคิดอะไรยากมาก ท่านจะเป็นคนฟัง จึงเป็นที่รักของคนอื่น คุณแม่ (ขนิษฐา) เคยเล่าว่าวันหนึ่งมีราชนิกูลท่านหนึ่ง ส่งรถมารับคุณตาไป พอกลับมาคุณตาเล่าให้คุณแม่ฟังว่าไปฟังอย่างเดียว ครับ ใช่ครับ พูดแค่นั้น หลังจากนั้นราชนิกูลท่านนั้นก็บอกว่าคุณมาลัยคุยสนุก

“ตอนเราทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่ มติชน งานวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้มีผลกับเรามาก เราทำงานข่าวเพราะอยากทำ ไม่เกี่ยวข้องกับเงินทอง  บก. ส่งให้ไปทำอะไรก็ทำ เขียนข่าวเขียนสกู๊ป  สมัยนั้น มติชน รายวันเพิ่งเปิดหน้า ‘มติชนสุขสรรค์’ (ลงทุกฉบับวันอาทิตย์ เน้นข่าวไลฟ์สไตล์ บทสัมภาษณ์เชิงลึก) เขารับเราทำงานเพราะเราเป็นหลานมาลัย เราไม่กดดันแต่ไม่มีความสุขเพราะเขียนดีอย่างไรก็คงเท่าทุน แล้วเราก็คงมีอะไรเหมือนคุณตา ไปขัดชาวบ้านประจบไม่เป็น แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่ มติชน สอนให้รู้ว่าหนังสือพิมพ์คืออะไร

“สมัยนี้คนจำนวนมากชอบความแรง ถ้าคุณตาเป็นคนที่วิจารณ์หรือสนับสนุนใครชัดเจนคนอาจจะรักเลย แต่ท่านก็เขียนเพื่อความพอใจของตัวท่านเองแบบที่ท่านบันทึกเอาไว้ เหตุการณ์หลายอย่างก็วนกลับมาเกิดในยุคสมัยของเรา คนจำนวนมากชอบคนชี้นำมากกว่าคนที่ให้ข้อมูลมาตัดสินใจเอง ที่ผ่านมาเราไม่ได้รักคุณตาเพราะท่านเป็นตา แต่เรารักที่ท่านเป็นคนให้ข้อมูลข่าวสารไม่ชี้นำใคร เราอยากให้คนทำงานสื่อยึดตรงนี้เอาไว้เป็นแบบอย่าง แต่เรื่องจริยธรรมในการทำงานคงต้องเกิดจากใจคนทำงานเอง”