Image

“มาลัยจะไม่ตาย 
ถ้าทำ ‘วรรณมาลัย’”
สุชาติ สวัสดิ์ศรี
นักเขียนอาวุโส ศิลปินราษฎร, 
อดีตบรรณาธิการ
สังคมศาสตร์ปริทัศน์

ทบทวน-อ่านใหม่ 
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ

เรื่องและภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์

“ผมเริ่มรู้จัก มาลัย ชูพินิจ ราวปี ๒๕๐๐ ช่วงเรียนมัธยมฯ จากการอ่าน ล่องไพร นวนิยายเรื่องนี้ไปสู่ตลาดมวลชนได้ กับ รวมเรื่องสั้นของเรียมเอง ที่คุรุสภาจัดพิมพ์ บรรพบุรุษเรื่องแนวผจญภัยลึกลับ ต้นทางน่าจะอยู่ที่งานของ เซอร์เฮนรี ไรเดอร์ แฮกการ์ด (Sir Henry Rider Haggard นักเขียนนิยายแนวผจญภัยชาวอังกฤษ)  ล่องไพร คล้ายเป็นส่วนต่อขยาย คล้ายกับงานของ ‘ทมยันตี’ เรื่อง ทวิภพ ที่เป็นส่วนขยาย แมรี คอเรลลี (Marie Corelli นักเขียน นิยายแนวโรแมนติกชาวอังกฤษ)  คนคงไม่ค่อยพอใจถ้าผมบอกว่างานเหล่านี้เป็นวรรณกรรมชั้นสอง ช่วงปลายยุควิกตอเรีย แพร่หลายสมัยรัชกาลที่ ๕ และ ๖ ยุคที่สยามส่งคนไปเรียนในยุโรปรุ่นแรก ๆ คนอย่างครูเหลี่ยม (หลวงวิลาศปริวัตร ไปศึกษาวิชาครูในอังกฤษ จบปี ๒๔๓๙ จากวิทยาลัยเบอโรโรด) ไปไม่ถึงศูนย์กลาง ไปแค่วิทยาลัยชานเมือง

“คุณมาลัยน่าจะอ่านงานเหล่านี้สมัยเป็นนักเรียน เขาอายุน้อยกว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ (‘ศรีบูรพา’) แค่ปีเดียว ‘ศรีบูรพา’ เกิดปี ๒๔๔๘ มาลัยเกิดปี ๒๔๔๙ ทำงานมาด้วยกัน สมัยนั้นนอกจากกลุ่มสุภาพบุรุษที่เกิดในปี ๒๔๗๒ ยังมีนักเขียนกลุ่มอื่นนับสิบกลุ่ม  กลุ่มสุภาพบุรุษคนที่โดดเด่นคือ ‘ศรีบูรพา’ ซึ่งสนใจการเมือง สังคม ให้ความสำคัญกับสามัญชน แม้พวกเขาไม่ใช่นักเรียนนอกแต่ก็อ่านภาษาอังกฤษแตก

“ยุคนั้นจบ ม. ๘ บางคนก็รู้ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ออกหาเงินจากการแปลคู่มือดูภาพยนตร์ ในยุคนั้นเวลา มีหนังมาฉายจะมีคู่มือด้วยว่าบทเป็นอย่างไร จึงมีนักเขียนที่เขียนเรื่องจากหนัง ยุคแรกของวรรณกรรมไทยจึงเชื่อมต่อกับวงการภาพยนตร์ด้วย นักเขียนยุคนั้นก็ดูหนังเป็นความบันเทิง

“มาลัยเองก็โดดเด่น แต่ไม่มีเอกสารชั้นต้นให้ศึกษามากนัก ถ้ากลับไปดูหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ จากบทบรรณาธิการ หรือในภาพถ่ายกลุ่มสุภาพบุรุษที่หน้าบันไดศาลซึ่งคนรุ่นหลังคุ้นตา ภาพที่ว่านี้ครูมาลัยก็ไม่อยู่ในภาพ ไม่แน่ใจว่าท่านลืมหรือเมาค้าง (หัวเราะ) เลยไม่ได้มากลุ่มสุภาพบุรุษมีเสือห้าตัว เสือสองตัวแรกคือ ‘ศรีบูรพา’ มาลัยคืออันดับ ๒ เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ บางทีก็เขียนบทบรรณาธิการที่ชื่อว่า ‘เบ็ดเตล็ด’ ตรงนี้หลายคนเวียนกันเขียน หน้าที่อีกอย่างคือทำให้หนังสือเป็นเล่ม

“สมัยนั้นนักเขียนกับนักหนังสือพิมพ์ต้องเป็นพร้อมกัน ส่วนคำว่านักประพันธ์ต้องเขียนนิยายได้ นี่คือสภาวะที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า author คนพวกนี้ทำหนังสือพิมพ์เป็นอาชีพ เขียนนิยายด้วยใจรัก การอยู่ในโรงพิมพ์หล่อหลอมให้ทำงานได้หลายอย่าง มาลัยจัดหน้าก็ได้ พิสูจน์อักษรก็ได้ เขียนได้ทุกแนว ยุคนั้นยังเป็นยุคแรกของนักนิยมไพร งานเขียนของมาลัยจะให้ภาพสมจริง ให้น้ำหนักกับฉาก ธรรมชาติ

“โชติ แพร่พันธุ์ (‘ยาขอบ’) ยอมรับว่าเวลาอ่านงานของมาลัยจะได้กลิ่นดิน กลิ่นดอกไม้ ที่มาลัยทำได้เพราะเกิดบ้านนอก ไปมาระหว่างบ้านเกิดกับพระนคร ผมเองก็ชอบเวลาคุณมาลัยบรรยายฉาก บรรยายความสัมพันธ์ของคน เพราะ ‘ทำถึง’ ในแง่ของอารมณ์ บางทีผมก็รู้สึกว่าได้มาจากที่อื่นหรือไม่ แต่ก็ยกประโยชน์ให้

“คุณมาลัยต้องรู้สึกเรื่องชาตินิยมแน่นอน เป็นคนแปลกหน้าจากชนบทเข้ามาเมืองใหญ่ เลื่อนสถานะในเมืองผ่านการเรียนและทำงาน ย่อมโหยหาสิ่งที่คุ้นเคย จึงเขียนเรื่องที่เชื่อมกับฉากในท้องถิ่น ฝรั่งเรียกวิธีนี้ว่า local color งานแบบนี้จะปรากฏในนักเขียนที่มีภูมิหลังแบบมาลัย ถ้าเทียบกับนักเขียนในเมืองช่วงหลังจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารปี ๒๕๐๐ พวกหลังนี้จะเขียนถึงปัญหาครอบครัวความรัก ถ้าอ่านหรือดู ชั่วฟ้าดินสลาย ของมาลัย จะต่างจากงานของ ‘ทมยันตี’ หรือ ‘กฤษณา อโศกสิน’ ที่ผมอยากใช้คำว่า ‘ความปวดร้าวของผู้ดีรุ่นใหม่’ ส่วนคำถามที่ว่าทำไมพระเอกในนิยายมาลัยมีเมียเยอะ ผมคิดว่าจนตอนนี้คนที่มีอำนาจทั้งหลายก็มีเมียมาก มันกลายเป็นเรื่องเสริมบารมีหรืออะไรไม่ทราบ ปรากฏการณ์นี้ก็มีใน ผู้ชนะสิบทิศ ของ ‘ยาขอบ’ เช่นกัน

“ยังไม่มีใครศึกษาลงลึกว่าในยุคสงครามเย็นสถานการณ์โลกและการเมืองภายในส่งผลกระทบอย่างไรต่อนักเขียนกลุ่มนี้ ในยุคนั้น ‘ศรีบูรพา’ มีอุดมการณ์ไปทางซ้ายมากขึ้น คงปั่นป่วนไม่น้อย นักเขียนหลายคนก็ไปทางขวา ทำงานให้สำนักข่าวสารอเมริกัน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ก็แบบนั้น  มาลัยเสียชีวิตในปี ๒๕๐๖ ‘ศรีบูรพา’ เสียชีวิตในจีนแดงปี ๒๕๑๖ คุณมาลัยจากไปเร็วมาก ถ้าเราดูหนังสืองานศพมาลัย ตีพิมพ์ออกมาใน ยุคจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ (หลังปี ๒๕๐๖) มีภาวะแรงเฉื่อยของเผด็จการทหาร

“ผมคิดว่าช่วงหลังจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจในปี ๒๕๐๐ มาลัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย บริษัทไทยพณิชยการเป็นไม่กี่แห่งที่ฝ่ายซ้ายซุ่มซ่อนอยู่ นักประพันธ์แนวนี้ถ้าไม่ไปอยู่หนังสือพิมพ์หัวต่าง ๆ ก็เข้าป่าหรือไปต่างประเทศ กรณี ‘เสนีย์ เสาวพงศ์’ (ผู้เขียน ปีศาจ) ไปประจำอยู่อเมริกาใต้, สุภา ศิริมานนท์ ก็ไปทำงานบริษัทประกันภัย,
‘ลาว คำหอม’ (ผู้เขียน ฟ้าบ่กั้น) ก็ไปหุ้นกับเพื่อนซื้อที่ไร่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา, อบ ไชยวสุ (‘ฮิวเมอริสต์’) ที่เคยทำงานกับกุหลาบก็ไปอยู่กับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เสียดายว่าคุณมาลัยอายุน้อย ถ้ายังมีชีวิตอยู่ต่อมาคงจะเห็นจุดยืนชัดเจนขึ้น ผมตั้งข้อสังเกตตอนแกไปร่วมเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ไม่แน่ใจว่าคอนเนกชันคือใคร

“ถ้าดูจากงาน มาลัยเป็นคอลัมนิสต์ที่มีลักษณะ ‘สังคมสงเคราะห์’ มากกว่า ‘สังคมนิยม’  คนเรามีหลายด้าน อะไรที่ชัดก็พูดได้ อย่างไปเป็น สสร. แต่ร่วมร่างสุนทรพจน์ให้จอมพลสฤษดิ์หรือไม่ เป็นแค่เล่ากันมา ลองคิดดูก็อาจไม่แปลก จอมพลสฤษดิ์ยังดึง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มาทำงานได้  ในแง่การร่างสุนทรพจน์ ภาษาครูมาลัยดีที่สุดแล้ว เขาคงไม่เอาคึกฤทธิ์มาช่วยแน่

“ที่ควรทำในวาระ ๑๒๐ ปี คือทำ ‘วรรณมาลัย’ ทำให้งานครูมาลัยชัดเจนว่าแต่ละชิ้นพิมพ์ครั้งแรกที่ไหน เพราะเท่าที่มีการรวบรวมงานระยะหลังไม่มีการอ้างหลักฐานชั้นต้นเลย เป็นลักษณะอัดปลากระป๋อง ถ้าให้ที่มา คนอ่านจะได้ทราบมากขึ้น เพราะงานเขียนพูดถึงประวัติศาสตร์ของเวลาในระยะที่มันเกิดด้วย ผมเรียกคนทำงานแบบนี้ตาม ดร. ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา เรียกว่าทำ ‘วรรณมาลัย’ (anthology-รวบรวมงานโดยให้ที่มาที่ไป งานที่นำมารวมมีลักษณะเป็นกลุ่มงานจบในตัว คล้ายการจัดช่อดอกไม้) อีกเรื่องคือบ้านเราไม่มีการทำดิกชันนารี เอนไซโคลพีเดีย บอกว่านักเขียนคนนี้คือใคร มีผลงานอะไร เกิดและตายเมื่อไร ยิ่งอ้างได้ว่างานชิ้นไหนพิมพ์เมื่อไรยิ่งวิเศษ งานแบบนี้จะมีในสังคมที่วัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง คนรุ่นต่อมาจะได้รู้ว่านักเขียนคนนั้นเกิดและเขียนงานในภาวะแบบไหน คนทำงานนี้ต้องไม่ไปประเมินค่า เสนอแค่ความเชื่อมต่อจากอดีตถึงปัจจุบัน นี่คือวัฒนธรรมหนังสือ

“ดังนั้น มาลัยจะไม่ตาย ถ้าทำ ‘วรรณมาลัย’ ทำให้เห็นเอกสารชั้นต้น ครูมาลัยเขียนงานออกมามาก ความเป็นนักหนังสือพิมพ์ต้องเขียนทุกวัน ก็กระจายอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ เสียดายว่าวาระ ๑๒๐ ปี ถ้าทำ anthology
ของมาลัย เอาเรื่องเด่นให้ได้สัก ๒๐ เรื่อง เอาเอกสารชั้นต้นมานำเสนอให้พร้อม บอกที่มา ใครเป็นบรรณาธิการเราจะเห็นประวัติศาสตร์การพิมพ์ของสังคมไทย

“ในส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ผมคิดว่าควรทำเป็นเมืองครูมาลัย เป็นซอฟต์พาวเวอร์ให้คนไปเที่ยว เราควรรักษาบ้านนักเขียนให้มีทุกจังหวัด เราควรมีกองทุนบ้านนักเขียน ตอนไปอังกฤษผมก็อยากไปเยี่ยมบ้าน ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens ผู้เขียนเรื่อง โอลิเวอร์ ทวิสต์ หนูน้อย
พเนจร), บ้าน เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells นักเขียนชาวอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของนิยายวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย) อยากรู้ว่าเขาอยู่อย่างไร บางจุดก็เปิดให้เข้าชม รักษาสิ่งของเอาไว้ บางที่อาจเป็นพื้นที่เอกชน เขาก็มีป้ายติด บอกว่านักเขียนคนนั้นเคยอยู่ที่นี่  เมืองไทยเราอาจมีบ้าน อัศนี พลจันทร (‘นายผี’ ผู้แต่งเพลง ‘เดือนเพ็ญ’) ที่ราชบุรี, บ้าน ‘สุวรรณี สุคนธา’ (สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง ผู้เขียน เขาชื่อกานต์) ที่พิษณุโลก เป็นต้น”