นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
“อ่าน-เล่น-ทำงาน”
สร้างพัฒนาการเด็ก
และสังคมที่เขาควรเติบโต
THE MASTER
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
"EF เราเน้นการพัฒนาสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่มองสถานการณ์แล้วคิดวิเคราะห์ เมื่ออายุเด็กมากขึ้น การมองเชิงนามธรรมจะดีขึ้น มองอนาคตตัวเองได้ว่าชอบอะไร คือรู้แพสชันตัวเอง"
“แม่ สายสัมพันธ์ ตัวตน อ่านหนังสือ เล่นด้วยกัน ทำงานบ้าน ผมมีหกคำ เท่านี้สำหรับการพัฒนาเด็ก”
นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ และแบ่งปันสู่คนเป็นพ่อแม่มากว่าครึ่งค่อนชีวิต นับตั้งแต่เป็นจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลเชียงรายฯ เมื่อปี ๒๕๓๒ เป็นคอลัมนิสต์เผยแพร่แนวทางการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กด้วยการอ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เขียนเพจเลี้ยงลูก แนะนำการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และสร้าง EF ผ่านการอ่าน เล่น ทำงาน นานนับสิบปี ตั้งแต่ยุคที่สังคมเริ่มมีสื่อออนไลน์ ยังไม่นับผลงานหนังสืออีกร่วม ๗๐ เล่ม และการบรรยายให้ความรู้ในวาระต่าง ๆ
“เวลาไปไหนมักจะมีคำชื่นชม ชมเชย แต่รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้ดีมากหรือเลิศเลอนัก พูดและเลกเชอร์แบบนี้มา ๓๐-๔๐ ปี แต่ที่จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ประเทศไม่ได้เปลี่ยนอะไร นักเรียนไทยป่วยจิตเวชเหมือนเดิมหรือมากขึ้นเรื่อย ๆ”
ผลกระทบต่อสังคมตามที่เขาประเมิน
และประเมินสิ่งที่เกิดกับตัวเอง
“รู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนมันเกิดกับตัวผมเองเสียมากกว่า รักษาผู้ป่วยจิตเวชเด็กดีขึ้น เป็นแพทย์จิตเวชศาสตร์ทั่วไป เรียนจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นอยู่ ๖ เดือน ช่วงเรียนแพทย์ประจำบ้าน มาทำงานที่โรงพยาบาลเชียงรายฯ เมื่อปี ๒๕๒๖ รับผู้ป่วยจิตเวชทุกช่วงอายุ ทุกวันนี้คิวผู้ป่วยจิตเวชเด็กยาวหลายเดือน พ่อแม่จึงพามาที่คลินิก เด็กบอกสถานที่ เตรียมน้ำยาล้างห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว บางคนบอกชื่อสะพานน้ำกกที่จะกระโดดแล้ว บางคนมาวางจดหมายลาตาย ยาสมัยใหม่สามารถหยุดความคิดฆ่าตัวตายได้ในเวลาที่เร็วมาก แล้วก็รักษาต่อ ส่วนผลลัพธ์เรื่องการบรรยาย การสื่อสาร ไม่มีใครประเมินให้ว่าผลกระทบเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้ประเมินตัวเอง ไปถึงอย่างมากก็ชนชั้นกลางระดับกลางถึงระดับสูง ที่สามารถซื้อหนังสือก็เลยไม่ได้ภูมิใจมากกับสิ่งที่ตัวเองทำ ผลกระทบต่อสังคมก็ไม่ได้กว้างมาก ยังไม่นับว่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อประเทศชาติได้เลย ภูมิใจกับงานที่ทำบ้าง เวลาไปงานหนังสือ บก. หรือสำนักพิมพ์นิทานภาพสำหรับเด็กมักจะเข้ามาขอบคุณผมเยอะ หลายคนพูดว่าตลาดนิทานภาพสำหรับเด็กในเมืองไทยดีขึ้นจริงหรือไม่ผมก็ไม่รู้”
เวลาวิกฤต, EF,
หกคำสร้างพัฒนาการเด็ก
“ในงานเขียนหรือการบรรยายเกี่ยวกับจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก คุณหมอมักพูดเรื่อง ‘เวลาวิกฤต’ การสร้าง ‘EF’ มีความสำคัญอย่างไรครับ ?”
คุณหมอประเสริฐใช้เวลาไม่นานนาทีสรุปองค์ความรู้แบบรวบรัด...
เวลาวิกฤต ภาษาอังกฤษว่า critical period เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราจำเป็นต้องทำบางอย่าง ถ้าปล่อยผ่านไปจะไม่อาจย้อนกลับไปทำได้อีก
EF หรือ executive function คือความสามารถระดับสูงของสมองที่ใช้ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ จนกว่าจะถึงเป้าหมาย
อีพิเจเนซิส ภาษาอังกฤษว่า epigenesis ในการสร้าง EF เรามีเวลา ๙ ปีแรก โดยประมาณ หลังจากนั้นจนถึง ๑๕ ปี สมองมนุษย์จะตัดแต่งตัวเอง ภาษาอังกฤษ เรียกว่า pruning วงจรประสาทที่ไม่ค่อยได้ใช้จะถูกตัดทิ้ง ที่ใช้บ่อยจะเก็บไว้ ก่อน ๙ ขวบเด็กทำอะไรส่วนนั้นจะถูกเก็บไว้ ที่ไม่ได้ใช้จะค่อย ๆ ถูกสลายไป พัฒนาการ EF จะพัฒนาได้น้อยลงหลังอายุ ๑๕ ปี และจะหยุดพัฒนาเมื่ออายุประมาณ ๒๓ ปี
นั่นคือช่วงเวลาวิกฤตของการสร้าง EF ในการควบคุมตนเอง การบริหารความจำใช้งาน และการคิดวิเคราะห์
คนไม่ค่อยรู้ ถึงรู้ก็ไม่ค่อยเชื่อ ว่าทำไมเวลาวิกฤตของการพัฒนาเด็กจึงสั้นนัก
การสร้าง EF ในช่วง ๓ ขวบปีแรก เป็นกระบวนการทางจิตใจ สร้างแม่ที่มีอยู่จริง สร้างสายสัมพันธ์ สร้างตัวตน
“เมื่อมีตัวตน เขาเก็บภาพแม่ไว้ในใจแล้วก็เดินสู่โลกกว้างได้ พัฒนาเป็นผู้ใหญ่ โดยแม่ยังเป็นแบ็กเสมอ ไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ที่ไหน สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกก็ยังเชื่อมกันตลอดเวลา”
การสร้างแม่ที่มีอยู่จริงที่ง่ายสุดคืออ่านนิทานก่อนนอน ไม่ว่างอย่างไรก็ขอ ๑๕-๒๐ นาที อ่านถุงกล้วยแขกหรือหนังสือพิมพ์ก็ได้ ให้มีเสียงพ่อแม่อยู่ทุกวัน การใช้ชีวิตในห้องนอนด้วยกันทุกคืนสร้างสายสัมพันธ์ที่ตำราส่วนใหญ่เรียกความผูกพัน
ตอนแรกมนุษย์เกิดมาไม่มีตัวตน มีแม่ที่ต้นทาง มีสายสัมพันธ์ แล้วก็มีตัวตนขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการทางจิตวิทยา
เด็กจะไว้ใจสิ่งแวดล้อมได้ต่อเมื่อมั่นใจว่าแม่เป็นแบ็ก เมื่อพ้นจากวัยคลานเป็นวัยยืน เดินเตาะแตะ เจอเรื่องไม่ชอบมาพากล ถ้ามีแม่อยู่จริงเขาจะพัฒนาต่อไปข้างหน้า ทุกอย่างเริ่มจากฐานราก ถ้าไม่มั่นคงก็ล้มง่าย
ระหว่าง ๑-๑๐ ขวบเป็นเวลาวิกฤต ให้เวลากับลูกเยอะ ๆ หลัง ๑๐ ขวบเขาจะไม่ฟังคุณแล้ว อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้ ๙-๑๕ ขวบเป็นช่วงการตัดแต่งสมอง เป็นเรื่องทางชีววิทยา สร้าง EF ได้ด้วยการอ่าน เล่น ทำงานบ้าน
ถ้าเด็กคนหนึ่งรักการอ่านเพราะพ่อแม่อ่านให้ฟังตั้งแต่แรกเกิด เล่นจริง ๆ ในสนาม เล่นจริง ๆ บนพื้นดิน ทำให้นิ้วมือทั้งสิบได้ขยับ สมองก็ขยับตาม ทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ตากจาน ซักผ้า ตากผ้า ขัดห้องน้ำ เทถังขยะ สมองก็จะเก็บวงจรประสาทการอ่าน เล่น ทำงานเอาไว้ สลายวงจรประสาทอื่น ๆ ทิ้งไป
หลัง ๓ ขวบ เมื่อมีตัวตน เขาเก็บภาพแม่ไว้ในใจ แล้วก็เดินสู่โลกกว้างได้ พัฒนาเป็นผู้ใหญ่ โดยแม่ยังเป็นแบ็กเสมอ ไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ที่ไหน สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกก็ยังเชื่อมกันตลอดเวลา กระทั่งพ่อแม่ลงหลุมสายสัมพันธ์ก็คงอยู่
ตัวตน เป็นประธานของประโยค เอาไว้ไปสู่อนาคต อธิบายให้เห็นภาพง่ายกว่าเรื่องเด็กที่ไม่มีตัวตนเขากรีดข้อมือเพื่อให้เจ็บ เห็นเลือดจะได้รู้ว่าเขามีตัวตน แผลแรก ๆ เขาจะไม่เจ็บ งานที่ผมทำพบทุกวัน ผมถามทุกคนว่ากรีดแล้วเป็นไงบ้าง คำตอบเหมือน ๆ กันว่าแผลแรกไม่เจ็บ เขาจะหยุดกรีดเมื่อเจ็บ ในทางจิตวิเคราะห์แปลว่า ตัวตนไม่มีตั้งแต่แรก พอกรีดคัตเตอร์ลงไปเขาก็ไม่เจ็บ เจ็บเมื่อไรก็หยุดกรีด ความหมายคือตัวตนคืนมา
จึงพูดซ้ำ ๆ เสมอว่า แม่ สายสัมพันธ์ ตัวตน อ่านหนังสือ เล่นด้วยกัน ทำงานบ้าน ผมมีหกคำเท่านี้สำหรับการพัฒนาเด็ก
...
ส่วนเด็กก็มีหน้าที่ของเขา ขวบปีแรกมีหน้าที่ไว้ใจโลก ขวบปีที่ ๒-๓ พัฒนาความสามารถอัตโนมัติ ลุกขึ้นเดิน ปาของ เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อใหญ่ และสร้างตัวตนขึ้นมาที่ ๓ ขวบ
๔-๗ ขวบ มีหน้าที่เล่น ใช้นิ้วมือเยอะ ๆ
๗ ขวบ จะพัฒนาสมองส่วนหน้า ซึ่งดีต่อการคิดวิเคราะห์ยามเติบโต
๘-๑๒ ขวบ มีหน้าที่เข้าสังคม ไปโรงเรียน การเรียนหนังสือจึงเริ่มที่ ๘ ขวบได้ ไม่จำเป็นต้องเร็วกว่านั้น เพราะก่อนหน้านั้นเด็กมีหน้าที่ไว้ใจแม่ ไว้ใจโลก สร้างกล้ามเนื้อใหญ่ สร้างกล้ามเนื้อเล็ก และสมองส่วนหน้า
อายุ ๑๒-๑๘ ปี มีหน้าที่เข้าแก๊งเพื่อค้นหาอัตลักษณ์ ดูดซับอัตลักษณ์หัวหน้าแก๊งและสมาชิกเข้ามารวมกับอัตลักษณ์ของพ่อแม่ กลายเป็นคนใหม่ที่ไม่เหมือนใคร
ปัญหาของประเทศไทยคือเราบังคับเด็กเรียนหนังสือตั้งแต่ ๓-๗ ขวบ กล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กจึงไม่ได้พัฒนามากพอตามที่ควรจะเป็นซึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างสมองส่วนหน้า
เราเริ่มติวตั้งแต่ ๒ ขวบครึ่ง บังคับให้อ่านออกเขียนได้ก่อน ๗ ขวบ ซึ่งไม่จำเป็น
เขียนหนังสือใช้แค่ ๓ นิ้ว สมองดี ๓ ส่วน แต่เล่นดินน้ำมัน เล่นทราย ใช้ ๑๐ นิ้ว สมองดี ๑๐ ส่วน ระบบคิดวิเคราะห์ในอนาคตจะต่างกัน
...
EF เราเน้นการพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่มองสถานการณ์แล้วคิดวิเคราะห์ เมื่ออายุเด็กมากขึ้นการมองเชิงนามธรรมจะดีขึ้น มองอนาคตตัวเองได้ว่าชอบอะไร คือรู้แพสชันตัวเอง ความชอบที่สอดคล้องกับความสามารถ ไม่ใช่ความฝันเฟื่อง
ปัจจุบันเราวัดค่า EF เป็นตัวเลขได้ในห้องปฏิบัติการที่ประมาณ ๓-๔ ขวบ และวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่สามารถถ่ายรูปการเปลี่ยนแปลงของสมองตัดแต่งตัวเองระหว่างอายุ ๙-๑๕ ปี
ผมมักเปรียบการตัดแต่งตัวเองของสมองว่า เหมือนสวนที่รก ไม่รู้ว่ากล้วย ส้ม มะม่วงอยู่ไหน หาไม่เจอ สมองที่รกก็จะหาอะไรไม่เจอเหมือนกัน เด็กบริหารสมองตัวเองยาก เจอไฟแดงก็ไม่เหยียบเบรก เพื่อนเสนอยาเสพติดก็ไม่ปฏิเสธ เจอคู่นอนไม่ได้เตรียมถุงยางอนามัยก็ไม่ปฏิเสธ ทั้ง ๆ ที่สมองวัยรุ่นมีความรู้หมดแล้ว ทุกคนท่องสอบได้หมด แต่ตอนอยู่หน้างานไม่เอาความรู้ออกมาใช้ ตรงนี้เราเรียกว่าความจำใช้งาน (working memory) ส่วนที่ผ่านการตัดแต่งก็เหมือนสมองที่ตัดแต่งแล้ว ความจำใช้งานวิ่งมาที่หน้างานได้เร็วกว่า เด็กก็จะป้องกันตัวเองได้ เจอไฟแดงต้องเหยียบเบรก เจอยาเสพติดต้องพูดว่าไม่เอาอย่างรวดเร็ว เจอคู่นอนแต่ลืมเตรียมการป้องกันตัวก็ต้องถอย ทั้งหมดนี้มาจากสมองที่ถูกฟอร์มมาดีระหว่าง ๓-๙ ขวบ
อ่าน (อะไรก็ได้)
คุณหมอประเสริฐเกษียณก่อนครบอายุราชการ ๓ ปี เมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วเริ่มเขียนเพจเลี้ยงลูก แนะนำหนังสือนิทานประกอบภาพสำหรับเด็กทุกเช้าวันเสาร์อยู่ ๑๐ ปี
“เขียนซ้ำ ๆ เสมอว่าเด็ก ๆ ต้องการอ่านหนังสือ และการเริ่มต้นที่ดีคือพ่อแม่อ่านนิทานให้ฟังตั้งแต่แรกเกิด โดยหยิบอะไรมาอ่านก็ได้ ที่แนะนำทุกเช้าวันเสาร์เพียงแค่ต้องการยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมและเพื่ออธิบายไวยากรณ์ของนิทาน ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือที่แนะนำ สำคัญกว่าเนื้อหาคือ การสร้างแม่ที่มีอยู่จริง สร้างสายสัมพันธ์กับลูก ลูกสร้างตัวตน ซึ่งเป็นสามสิ่งที่ต่อมาจาก อ่าน เล่น ทำงาน”
อ่าน-ช่วงแรกอ่านให้ฟัง หลังจากนั้นอ่านเอง
เล่น-บนพื้นและสนาม ผ่านการเล่น ๑๐ อย่าง เล่นดินทราย ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน ตัดปะกระดาษ เล่นบล็อกไม้ เล่นเสรี เล่นบทบาทสมมุติ ปีนที่สูง กีฬา และดนตรี
งาน-เริ่มจากทำงานบ้าน ทำงานอาชีพกับพ่อแม่ หรืองานอาสาสมัครก็ได้
“หนังสือสำคัญอย่างไรจึงใช้เป็นเครื่องมือหลัก ?”
“หนังสือเป็นแค่เครื่องมือดึงพ่อแม่เข้ามาหากัน เด็กจะสร้างตัวตนไม่ได้ ถ้าไม่มีแม่ที่มีอยู่จริงที่ต้นทาง แล้วสร้างตัวตนที่ปลายสายสัมพันธ์ ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์เป็นแบบนี้”
“ใช้ของกิน ของเล่น เป็นเครื่องมือได้ไหม ?”
“ของเล่นก็ได้ ที่สำคัญให้พ่อแม่ลูกได้เล่นด้วยกัน ไม่ในสนามก็บนพื้นบ้าน ของกินผมก็เขียนเสมอว่าพยายามหามื้ออาหารกินด้วยกันอย่างน้อยวันละหนึ่งมื้อ และห้ามร้องไห้บนโต๊ะอาหาร”
“แต่ดูเหมือนเน้นที่หนังสือมากกว่าเครื่องมืออื่น ?”
“หนังสือสร้างคลังคำ ที่เราพูดกันในชีวิตประจำวันใช้คำศัพท์ไม่เกิน ๑ หมื่นคำ เด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ไม่อ่านหนังสือจะมีคลังคำเท่านี้ แต่เด็ก ๆ ที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอนตั้งแต่เกิด คลังคำจะอยู่ที่ ๒ หมื่นคำขึ้นไป และมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรักการอ่าน คลังคำที่มากเป็นฐานของการเข้าใจคำศัพท์ชุดต่อ ๆ ไป เช่น ถ้าไม่มีศัพท์ชุดหนึ่งก็จะไม่มีวันเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ เป็นต้น”
ไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่ ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๓๙
การ์ตูน ภาพเคลื่อนไหว
และการเข้าถึงจิตใจผู้อื่น
เริ่มแรกสุดที่เผยแพร่เรื่องนี้ คุณหมอประเสริฐเลือกเล่าผ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น
“การ์ตูนมีลักษณะเป็นช่อง ๆ มีประโยชน์ที่สมองเด็กต้องเติมเนื้อหาระหว่างช่อง คล้ายนิทานประกอบภาพ ซึ่งภาพและตัวอักษรจะทำงานเสริมกัน แต่ข้อเสียคือหลายคนติดอยู่ที่การ์ตูนญี่ปุ่น ไม่เคลื่อนตัวไปทางนวนิยายหรือวรรณกรรม”
“เคยได้ยินว่าเด็กเล็กจะดูหนังสือเป็นภาพเคลื่อนไหว จริงไหมครับ ?”
“สมองทำงานแบบนั้นอยู่แล้ว ในตำรามีบอก ความรู้สึกของผมตอนอ่านมังงะก็รู้ตัวว่าเป็นแบบนั้น Dragon Ball เวลาต่อสู้กันมันเป็นภาพเคลื่อนไหวจริง ๆ สนุกกว่าดูทีวีอีก ทีวีมันแช่แข็งภาพแล้วปล่อยดนตรีประกอบ มังงะนี่ปล่อยลูกไฟกันแหลกลาญ การ์ตูนกีฬา แข่งจักรยานนี่ถีบกันเร็วมาก เพราะความเร็วสมองเราสูงกว่าโทรทัศน์ มังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่นเหนือกว่าการ์ตูนประเภทอื่น ๆ เขาทำภาพนิ่งบนกระดาษให้รู้สึกมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องได้ในสมองและในใจผู้อ่าน”
ปี ๒๕๓๙ คุณหมอประเสริฐเขียนวิจารณ์การ์ตูนส่งนิตยสารครั้งแรก
“ช่วงนั้นยังไม่มีคนพูดถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเลย ที่พูดถึงก็ในทางลบว่าชินจังลามก ผมอยากชี้ให้เห็นประโยชน์ ข้อดีที่ซ่อนอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น ทั้งเนื้อหา ปรัชญา การเมือง จินตนาการ”
เริ่มจากนิตยสาร ไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่ ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ ต่อมาเริ่มเขียนใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒
จากนั้นเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร สารคดี ตั้งแต่ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๔ จนถึงฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓
เมื่อเกิดสื่อสังคมออนไลน์ก็เขียนคอลัมน์ประจำใน The101.world และ WAY Magazine
“วรรณกรรมดีกว่าหนังสือความรู้ เพราะมีสิ่งที่เข้าถึงจิตใจผู้อื่น ภาษาอังกฤษว่า empathy นิทานประกอบภาพสำหรับเด็กก็เหมือนกัน มีการเข้าถึงจิตใจสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น”
“ทำไมช่องทางสร้างพัฒนาการเด็กที่แสนง่ายด้วยการอ่าน จึงไม่ขยายกว้างในบ้านเรา ?”
“เมื่อพูดถึงการอ่านก็ไปกระทบเรื่องระบบหนังสือของชาติ ผมเคยได้ยินพ่อแม่กลุ่มต่างประเทศเล่าว่า ออสเตรเลียให้ยืมหนังสือกลับบ้านฟรีครั้งละ ๓๐ เล่ม นาน ๑ เดือน นี่พ่อแม่กลุ่มต่างประเทศเล่าให้ฟัง สิงคโปร์ก็ดีมาก เขาก็ไม่ต้องซื้อ
แต่ของเรามีกี่แห่ง เราจึงต้องปฏิรูปราคาหนังสือและห้องสมุด แต่ให้ทั้งระบบอยู่ได้ สำนักพิมพ์ นักเขียน นักวาดภาพ มีทุนไปพัฒนาตัวเอง ราคาหนังสือพ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าถึงได้ โรงเรียนมีงบประมาณซื้อ มีห้องสมุดนอกโรงเรียนทั่วทุกหัวระแหง”
เลี้ยงลูกยุคใหม่
“คุณหมอซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีคงได้ใช้ EF กับลูกตัวเอง ผลเป็นอย่างไรบ้างครับ ?”
“จะว่าเป็นเจ้าของทฤษฎีคงไม่ใช่ การสร้าง EF ด้วยการอ่านหนังสือ เล่นด้วยกันทำงานบ้าน ประยุกต์มาจากตำรา EF และตำราจิตวิเคราะห์ หาอ่านได้ในงานเขียนของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ และลูกศิษย์ ผมแค่ช่วยแปลและสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่เจ้าของทฤษฎี ถ้าให้รับอ้างก็รับแค่หกคำนั้น กับการเรียกร้องให้พ่อแม่ได้อยู่กับลูก และการกระจายหนังสือ สองอย่างหลังนี้เกี่ยวกับเชิงระบบ ถ้าไม่แก้ไขเชิงระบบพ่อแม่ก็ไม่มีเวลาอยู่กับลูก หนังสือก็ไม่กระจายตัว”
จากนั้นก็เล่าประสบการณ์เลี้ยงลูก ทั้งสองคนเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน...
ตอนลูก ๆ ผมเกิดยังไม่มีศัพท์ EF คำนี้เพิ่งมาไม่เกิน ๑๕ ปี ผมสอนลูกว่า ลำบากก่อนสบายทีหลัง จับเขาทำงานบ้านให้เสร็จก่อนเล่น ฝึกทุกวัน สิบห้าปีมานี้ถึงรู้ว่านี่คือ EF การควบคุมตนเองให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำ ทำได้นานจนกว่าจะเสร็จ
อีกคำที่สอนลูกเสมอ ให้ถอนตัวจากความสนุกเป็น กับควบคุมตัวเองถอยจากอบายมุขให้ได้ ไม่ห้าม แต่รู้ว่าเมื่อไรต้องหยุด เจ้าตัวต้องเป็นคนคิดเอง
ฟังดูเข้มงวดก็ใช่ แต่เป็นการที่เรารู้ทีหลังว่ากำลังสร้าง EF โดยไม่รู้ตัว สร้างความสามารถที่จะควบคุมตนเอง ภาษา
อังกฤษว่า self control เซลฟ์คอนโทรลเป็นคำสำคัญที่สุดของ EF ควบคุมตนเองให้กินเหล้าสองแก้วแล้ววาง เมาแล้วไม่ขับ
ผมเป็นคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ อยากให้ลูกเรียนหมอ แต่ลูกทั้งสองคนไม่ยอมวัยรุ่นไม่เคยยอมง่าย ๆ อยู่แล้ว ตอนจบ ม. ๓ ลูกชายบอกจะเลิกเรียนสายสามัญ อยากเรียนวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผมห้ามก็ไม่ฟัง เพราะ
ตัวตนเขา เขาเลือกเอง ตอนนี้เป็นไวโอลินนิสต์ ลูกสาวจบ ม. ๖ ที่เชียงราย และสอบได้ทุนไปเรียนสัตวแพทย์ที่อังกฤษ
ฉะนั้นคำว่าตัวตนในอีกความหมายหนึ่งคือการเลือกทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเองด้วย
ผมเปิดคลินิกแต่จะปิด ๑ ทุ่มเพื่อแบ่งเวลาให้ลูก ภรรยายอมปฏิเสธความก้าวหน้าเพื่อดูแลบ้าน สามี ลูก เขาเลื่อนขั้นถึงหัวหน้าแผนกพยาบาลแผนกหู คอ จมูก มีสิทธิ์เลื่อนต่อแต่เขาไม่ไป
ผมก็มาถึงระดับซี ๙ หากต่อไปซี ๑๐ ต้องเข้ากระทรวง ผมจึงไม่เอา อยากอยู่เชียงรายมากกว่า หยุดตัวเองที่หัวหน้าแผนกจิตเวช
“มีสถิติว่าตั้งแต่มีสมาร์ตโฟนเด็กเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น ออสเตรเลีย
จึงออกกฎหมายมาบังคับใช้ ว่าก่อนอายุ ๑๖ ห้ามเด็กเข้าโซเชียลมีเดีย ก่อนอายุ ๑๔ ห้ามเด็กใช้สมาร์ตโฟน ทำให้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียของเด็กไปหลายล้านบัญชี ”
“การ์ตูนกีฬา แข่งจักรยานนี่ถีบกันเร็วมาก เพราะความเร็ว สมองเราสูงกว่าโทรทัศน์ มังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่นเหนือกว่าการ์ตูนประเภทอื่นๆ เขาทำภาพนิ่งบนกระดาษให้รู้สึก มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องได้ในสมองและในใจผู้อ่าน”
ผมบ้างานเฉพาะเวลาทำงาน ไม่เที่ยวกลางคืน เขียนหนังสือในบ้านตอนดึก ๆ ตอนลูกเล็ก ๆ ตัดไม่รับงาน เพื่อได้อ่านนิทานให้ลูกตอนหัวค่ำ อ่านหนังสือให้เขาฟังทุกคืนจริง ๆ ๑๐ ปี ผลลัพธ์เป็นยังไง ทุกวันนี้หากผมกับภรรยาอยากไปเที่ยวต่างประเทศ อย่าให้ลูก ๆ รู้ เขาจะไปด้วย สิ่งที่ตามพ่อแม่ที่มีอยู่จริงมาคือสายสัมพันธ์
ผมออกตัวเสมอว่า สิ่งที่เขียนเหมือนเรียกร้องเวลาพ่อแม่ให้แก่ลูก แน่นอนมีคนประท้วงได้ว่าคุณหมอพูดได้เพราะเป็นหมอมีเวลาให้ลูกตัวเอง ผมยอมรับคำวิจารณ์นี้ แต่ผมเขียนเสมอว่าในชีวิตส่วนตัวของคนทุกคน เราก็ต้องบริหารเวลา แต่บางบ้านไม่มีเวลา รัฐก็ต้องจัดระบบสวัสดิการ บริหารจัดการให้พ่อแม่ไม่ต้องอยู่บนถนนเพราะรถติด หากอยากให้พ่อแม่ต่างจังหวัดมีเวลาได้อยู่กับลูกก็ต้องคืนงานมาที่ท้องถิ่น เป็นต้น
...
“ผมทำตามที่คุณหมอบอก แต่ผลก็อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังหรือเปล่าครับ ผมอ่านหนังสือให้ลูกชายฟังตั้งแต่เกิด เมื่ออ่านเองได้เขาอ่านอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนหลังชอบอยู่กับจอสมาร์ตโฟนและบาสเกตบอลมากกว่า”
“เขาไปหากีฬา ก็ดีนี่”
“คาดหวังว่าเขาจะรักการอ่าน”
“การอ่านทุกวันนี้มีปัญหาสองข้อ” คุณหมอประเสริฐตอบสั้น ๆ
แล้วอธิบายละเอียดทีละข้อ...
หนึ่ง-หนังสือยังน้อย ไม่หลากหลาย ยังไม่นับเรื่องราคา เด็กควรเลือกได้ว่าจะอ่านอะไร เรามีหน้าที่แค่เปิดเสรีการอ่าน ผมเคยร่วมประชุมเรื่องนี้ มักเริ่มด้วยความยากและเงื่อนไข อายุเท่านี้ต้องอ่านอันนี้ ผมใช้คำว่าอ่านอะไรก็ได้เสมอ ตราบที่พ่อแม่เดินอยู่ในบ้าน แล้วสมองเด็กจะต่อยอดเอง ตอนอ่านเด็กคลานหนีไปก็อย่าเลิกอ่าน อ่านไปเรื่อย ๆ จนกว่าเด็กจะคลานกลับมาฟัง อ่านเล่มเดิมซ้ำทุกคืนก็ได้ถ้าทั้งบ้านมีเล่มเดียว ทำอะไรก็ได้ให้เริ่มอ่านให้ได้เท่านั้นเองครับ เด็ก ๆ จะนำทางเราต่อเอง
สอง-สมาร์ตโฟนสร้างปัญหาจริง เด็กออกจากหนังสือไปสู่การเขี่ยมือถือ โดยพ่อแม่หยุดเขาไม่ได้ เพราะก็เขี่ยมือถือด้วย
มีสถิติว่าตั้งแต่มีสมาร์ตโฟนเด็กเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น ออสเตรเลียจึงออกกฎหมายมาบังคับใช้ ว่าก่อนอายุ ๑๖ ห้ามเด็กเข้าโซเชียลมีเดีย ก่อนอายุ ๑๔ ห้ามเด็กใช้สมาร์ตโฟน ทำให้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียของเด็กไปหลายล้านบัญชี เดนมาร์กก็ว่าจะตามมาในเวลาไม่นาน
สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียถูกพิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายต่อสมองเด็ก จริง ๆ จนถึงวัยรุ่น คนเรายุคนี้เขี่ยมือถือกันตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดนี้ดึงเด็กออกจากการอ่าน แล้วทำลายสมองเด็กไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตามการอ่านหนังสือตั้งแต่เกิดมันก็เป็นฐานพีระมิด ถ้าฐานดียอดจะดี เรามีอะไรที่ทำกับลูกได้อย่างมากก็แค่ ๑๐ ปี จากนั้นเขาก็เป็นวัยรุ่น เป็นตัวของตัวเอง แล้วจะไม่ฟังพ่อแม่ ก็เป็นทุกบ้าน แต่ถ้า ๑๐ ปีแรกฐานดี การพัฒนาตัวเองเต็มรูปแบบ ยังไงก็จะดี กรณีลูกของคุณไม่อ่านหนังสือไปเล่นกีฬา พ้นจากหนังสือเขาก็ยังไปที่กีฬา ผมก็จะบอกว่าถ้าเขาไม่อ่านหนังสือ ๑๐ ปีแรก อาจไปที่ยาเสพติดก็ได้
สมาร์ตโฟน การตัดแต่งสมอง และโรคซึมเศร้า
“อินสตาแกรมและโซเชียลมีเดียที่สำคัญ ๆ เริ่มเมื่อปี ๒๕๕๓ ซึ่งเด็กวัย ๙-๑๕ ปีได้รับผลกระทบเป็นรุ่นแรกเพราะเป็นช่วงอายุที่สมองตัดแต่งตัวเองพอดี จากนั้นตัวเลขโรคซึมเศร้าในเด็ก การกรีดข้อมือ การฆ่าตัวตายก็สูงตั้งแต่นั้นมา”
“โรคซึมเศร้ามีส่วนเชื่อมโยงกับจอ ?”
“ใช่”
“เดิมเราแทบไม่เคยรู้จักโรคซึมเศร้า เหมือนยังไม่มีคำนี้ในสังคมไทย ?”
“รุ่นเราโตมากับการเล่นจริง ๆ เตะต่อยกันในสนาม ได้ฝึกทักษะสังคมจริงตั้งแต่เด็ก ๆ ทะเลาะกับเพื่อนเราก็ต้องทะเลาะ ชกต่อยเราก็ต่อย ผมตัวเล็กเป็นฝ่ายถูกต่อยเสียมาก หนีปัญหาไม่ได้เพราะศัตรูเราอยู่ตรงหน้า เกลียดขี้หน้ากันแค่ไหนก็ยังต้องนั่งดูหน้ากัน โมโหเจ้านาย เพื่อนร่วมงานเท่าไร ก็ยังต้องอยู่ แต่เด็กที่โตมากับสมาร์ตโฟนเขาลบคู่ต่อสู้ทิ้งเลย ดีลีต บล็อก อันเฟรนด์ ลีฟกรุ๊ป ปิดมือถือ ในช่วงหลังจึงพบว่าเด็กเปราะบางมาก เพราะไม่มีทักษะสังคมในการแก้ปัญหา โซเชียลมีเดียทำให้เด็กเป็นแบบนั้น”
“วงการศึกษายังใช้จอในการเรียนอยู่ จะมีผลต่อผู้เรียนไหม ?”
“ถ้าเริ่มใช้ในเด็กเล็ก เราก็น่าจะมีเด็กเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่พบประจำ ผมเกษียณมา ๑๐ ปีแล้ว ยังทำงานคลินิกอยู่ ก็มีวัยรุ่นซึมเศร้ามาหาทุกวันที่คลินิก เหตุผลเพราะไปโรงพยาบาลรัฐคิวยาวหลายเดือน เด็กจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว พ่อแม่รอไม่ได้ เวลาเด็กซึมเศร้ามาหา นอกจากให้ยา ให้ออกกำลัง ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ เพราะมันช่วยได้ เด็กสมัยใหม่จะไม่ค่อยมีสมาธิในการอ่านยิ่งเป็นโรคซึมเศร้า เขาไปได้ไม่มากกว่าข้อความสั้นในมือถือ ผมบอกให้สะกดทีละตัว อย่าอ่านแบบสแกน”
“ยังไม่เคยได้ยินว่ามีหมอสั่งยาเป็นหนังสือ ?”
“ผมให้อ่านนวนิยายก่อนนอน เพราะมีเรื่องราว พระเอก นางเอก ผู้ร้าย ตัวอิจฉา ซึ่งช่วยให้วัยรุ่นเข้าใจจิตใจคนอื่น ซึ่งหนังสือความรู้หรือตำราเรียนให้ไม่ได้”
“ที่คนส่วนหนึ่งบอกว่าทุกวันนี้อ่านจากจอ จะนับเป็นการอ่านได้ไหม ?”
“การอ่านหนังสือเล่ม เมื่อปลายนิ้วแตะหน้ากระดาษ สัญญาณส่งไปที่สมอง สมองจะพัฒนาไปแบบหนึ่ง พูดง่าย ๆ ว่าระหว่างอ่านจำได้ว่าพระเอกตายหน้าไหน นางเอกถูกลักพาตัวหน้าไหน สมองจะรู้ตำแหน่งของหนังสือ แต่อ่านผ่านจอจะไม่รู้เลย สมองพัฒนาต่างกัน”
เด็ก Gen B
“วัยเด็กของคุณหมอเป็นอย่างไร ?”
“เป็นลูกคนจีน โตมากับการช่วยพ่อแม่ขายของ อ่านหนังสืออยู่หน้าร้าน วิ่งเล่นหน้าปากซอย โทรทัศน์มีสองช่อง ช่อง ๔ บางขุนพรหม กับช่อง ๗ กองทัพบก เป็นคนรุ่นทำการบ้านไปดูทีวีไป สอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ได้ จากนั้นเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ มาเรื่อย ๆ ตามเส้นทางชีวิตของคนจีนชั้นกลางระดับขายของชำ พอเป็นหมอ เห็นชัดว่าเราได้เปรียบกว่าคนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศ”
“พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังไหม ?”
“อ่านครับ พ่ออ่านจีน แม่อ่านหนังสือไม่ออก”
“ตอนเด็กคุณหมออ่านอะไร ?”
“เริ่มจากวอลต์ ดิสนีย์ ภาคภาษาไทย เล่มละ ๒ บาท เป็นสมาชิกเมื่อปี ๒๕๐๙ ตอนอายุ ๗ ขวบ”
จากบริเวณระเบียงหน้าบ้านชั้นเดียวยกพื้นชานเมืองเชียงรายย่านถนนพ่อขุน คุณหมอประเสริฐนำเข้าไปในห้องหนังสือส่วนตัว ซึ่งเต็มแน่นด้วยหนังสือเล่ม นิตยสาร นิทานประกอบภาพสำหรับเด็ก การ์ตูนต่างประเทศ เอกสารอ้างอิงการ์ตูน ตำราจิตเวชศาสตร์ ตำราพัฒนาการเด็ก นวนิยาย วรรณคดีไทย วรรณกรรมต่างประเทศ และซีดี ดีวีดี บลูเรย์หนัง ซึ่งครองพื้นที่ทั่วห้อง แต่จัดเรียงหมวดหมู่ดูเป็นระเบียบ เจ้าของห้องจำได้แม่นยำว่าเล่มไหนอยู่ตรงไหน
จากโซนหนังสือการ์ตูนคุณหมอเดินไปเปิดตู้วรรณคดีฉบับเก่าเก็บอายุร่วม ๖๐ ปี ซึ่งไม่ค่อยมีใครได้เข้ามาถึงส่วนนี้ของบ้าน หยิบบางเล่มมาเปิดให้ดูหน้าเครดิต
“รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นบทละคร ซื้อจากงานวชิราวุธ งานใหญ่ประจำปีของกรุงเทพฯ จัดที่สวนอัมพร ราคา ๕๐ บาท พิมพ์ปี ๒๕๑๒ สมัยเบอร์โทรศัพท์กรุงเทพฯ มีห้าหลัก ตอนผมอายุ ๑๐ ขวบ อยู่โรงเรียนเปรมฤดีศึกษา แถววัดไผ่เงิน ย่านถนนจันทน์ ต่อมาปี ๒๕๑๕ อ่านฉบับรัชกาลที่ ๑ สี่เล่มจบ คลั่งไคล้มากถึงขนาดหากระดาษปฏิทินเก่ารามเกียรติ์จิตรกรรมวัดพระแก้วมาห่อหน้าปก”
“แม่อ่านหนังสือไม่ออก แต่สนับสนุนให้ลูกอ่าน ?”
“ใช่ และอยากให้ลูกเรียนหนังสือ ผมเคยชนะเลิศประกวด ส.ค.ส. รายการโทรทัศน์ของนิตยสาร ชัยพฤกษ์ ได้รางวัลเป็นคูปองซื้อหนังสือของไทยวัฒนาพานิช ๒๐๐ บาท ผมใช้ ๑๐๐ บาทแรกแลกนิทานนานาชาติกับนิทานขำขัน หม่าม้าลากตัวกลับไปไทยวัฒนาพานิช นำคูปอง ๑๐๐ บาทที่เหลือแลกดิกชันนารี สอ เสถบุตร พิมพ์ปี ๒๕๑๓ แล้วผมก็ใช้เล่มนี้มาตลอด”
“ช่วงวัยรุ่นเป็นอย่างไรครับ ?”
“จะว่าผมเป็นฝ่ายขวาก็อาจใช่ ครูบาอาจารย์หลายท่านชอบ เพราะเรียนเก่ง ชนะตอบปัญหาภาษาไทย ประกวดมารยาทไทย รักจารีต ประเพณี สถาบันมาก”
จนมีจุดเปลี่ยนตอนขึ้น ม.ศ. ๔
“โรงเรียนมีนโยบายคละห้องเรียนไม่ต้องมีห้องคิง ม.ศ. ต้น ผมอยู่ห้องคิงตลอด พอขึ้น ม.ศ. ปลาย ผมได้อยู่กับพวกลิงทโมน ผมยาว เสื้อไม่อยู่ในกางเกงลากรองเท้าแตะมาเรียน สูบบุหรี่ ก็เป็น ๒ ปีที่มีความสุข เจอมนุษย์มนาจริง ๆ ก็นับเป็นจุดเปลี่ยน บางทีผมก็เหมือนติวเตอร์ประจำห้องของเพื่อน เพื่อนรักมาก แต่สารภาพว่าไม่ชอบและเบื่อวัฒนธรรมที่คนเรียนเก่งสำคัญ”
ในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมีเด็กกิจกรรมการเมือง
“เป็นรุ่นน้อง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ๑ ปี ธงชัย วินิจจะกูล ๒ ปี คุณหมอพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ๔ ปี ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด แต่ไม่รู้เรื่องนัก โดยรวม ๆ แล้วตัวเองยังมีความคิดเป็นฝ่ายขวามากอยู่”
“อะไรทำให้คุณหมอตาสว่าง ?”
“จบ ม.ศ. ๕ เข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ได้เห็นความแตกต่างในกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ก่อนอายุ ๑๘ ในทางพัฒนาการเด็ก เราแค่หาแก๊งอยู่ แต่ไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ กำลังหาอัตลักษณ์ ภาษาอังกฤษว่า identity พอหลัง ๑๘ เข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มีความคิดเชิงนามธรรมสูงขึ้น ที่ศิริราชผมเห็นพวกหนึ่งทำงานเพื่อปวงชน กลางคืนออกไปติดโปสเตอร์ พวกหนึ่งขับรถหรูมาเรียน กลางคืนไปลีลาศ ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น จบแพทย์ ปี ๒๕๒๖ ก็เลือกโรงพยาบาลเชียงรายฯ มากับเพื่อนหกคน”
“มีอุดมคติอย่างไร หรือมีใครเป็นไอดอลไหมครับ ?”
“มาเพราะไม่มีคนเลือก ไปที่อื่นต้องใช้เส้น ทุกคนอยากอยู่ส่วนกลาง ถ้าเป็นหัวเมืองก็เมืองใหญ่ ๆ”
“อยู่เมืองหลวงมาทั้งชีวิต แล้วมาไกลเหนือสุด มีความกลัวหรือกังวลอะไรไหม ?”
“ไม่ อยู่แล้วที่นี่เป็นสวรรค์เลย ตอนนั้นมีรถเก๋งไม่กี่คัน อากาศบริสุทธิ์ หมอทั้งโรงพยาบาลมี ๑๑ คน เป็นแบบลูกทุ่ง ๆ เป็นโลกที่เราไม่เคยเห็น และไม่คิดย้ายไปไหน”
ปฏิรูประบบราชการ
และกระจายอำนาจ
คราวหนึ่งในช่วงชีวิตข้าราชการ
“ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเรียกไปต้อนรับแขก ผมบอก ‘ไม่ไปครับ’ ผมเป็นจิตแพทย์คนเดียวของโรงพยาบาล คนไข้รอตรวจอยู่เป็นหลักร้อย ผมไปแล้วใครดูแลเขา คงไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเขาในที่ประชุม”
“ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดนอะไรไหม ?”
“นี่แค่งานต้อนรับ ความผิดร้ายแรงกว่านี้ยังไม่เคยเห็นลงโทษใครได้เลย ระบบมันแข็งแรง ใครอยู่ตรงนั้นมีความมั่นคง ตราบใดที่ไม่ทุจริต เหมือนกับที่ไม่มีใครทำอะไรได้แม้บางคนจะขี้เกียจก็ตาม ผมจึงเชื่อว่าเราไม่สามารถพัฒนาได้ถ้าไม่ทำสองข้อ หนึ่ง-ปฏิรูประบบราชการ สอง-กระจายอำนาจอย่างแท้จริง แล้วสองข้อนี้ยากทั้งคู่ ผมเป็นข้าราชการ รู้ดีว่าเราแข็งแกร่งแค่ไหน”
“การปฏิรูปจะเริ่มตรงไหน อย่างไร ?”
“ผมไม่รู้วิธี แค่รู้ว่าต้องทำ ก่อนเกษียณผมตรวจคนไข้วันละ ๑๐๐ คนเป็นอย่างน้อย แต่ไม่ภูมิใจเลย เพราะคนที่ไม่ได้ตรวจยังมีอีกหลายร้อยคน ระบบไม่ได้เอื้อให้ทุกคนเข้าถึงจิตแพทย์ได้ ตอนมี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ผมชอบมาก เพราะแก้ปัญหาก้อนใหญ่ของระบบได้ ส่วนเรื่องกระจายอำนาจ ท้องถิ่นก็ยังไม่ได้บริหารเองเต็มเม็ดเต็มหน่วย ควรให้ประชาชนควบคุมได้ผ่านตัวแทนส่วนท้องถิ่น แต่เวลานี้ทุกอย่างขึ้นกับส่วนกลางหมดเหมือนกันทุกกระทรวง ผมคิดว่าต้องเริ่มตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้นักการเมืองรุ่นต่อ ๆ ไปทำได้”
“คนส่วนหนึ่งยังเชื่อเรื่องคนดีมากกว่าระบบที่ดี ?”
“ต่างประเทศเขาขับเคลื่อนด้วยนักการเมือง ซึ่งมีนักวิชาการอยู่ข้างตัว แต่สุดท้ายการเมืองก็เป็นการดีเบต การต่อรอง การจัดสรรงบประมาณ และทุก ๔ ปีก็เลือกตั้ง ระบบก็อยู่ได้ ภาพรวมของโครงสร้างดีขึ้นเรื่อย ๆ อาชญากร มาเฟีย การคอร์รัปชันยังมีอยู่ทุกประเทศ แต่ไม่มโหฬารและโจ๋งครึ่มขนาดบ้านเรานะ ระบบราชการมีคุณูปการต่อประเทศก็ใช่ แต่มันแข็งแรงเกินไป ผลประโยชน์ก็มาก สีเทาก็มาก เลยปฏิรูปยาก”
“กว่าจะไปถึงจุดนั้น เราจะอยู่หรือทำอย่างไรได้บ้าง ?”
“สะสมความมุ่งมั่นไปเรื่อย ๆ ว่าคงทำได้ในเจนหนึ่ง ผมไม่คิดว่าจะมีทางลัด อย่างไรก็ต้องผ่านการเลือกตั้งทุก ๔ ปี นี่แหละ”
“บางฝ่ายบอกว่าให้อำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่นแล้วจะเละ เรื่องนี้น่ากังวลไหม ?”
“ประชาชนในท้องถิ่นก็ต้องพัฒนาตัวเองที่จะควบคุมนักการเมืองตัวเองด้วย แต่โรงเรียน โรงพยาบาล ไม่ใช่ของท้องถิ่น เป็นของกระทรวง จึงต้องกระจายอำนาจ เพื่อให้ส่วนท้องถิ่นได้พัฒนาตัวเองจริง ๆ”
“อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้พลิกกลับมาต่อต้าน จากที่เคยอยู่ในระบบราชการ ?”
“ก็ภูมิใจในความเป็นข้าราชการ แต่ระหว่างทำงานไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าระบบของเราไปไม่ถึงประชาชนจำนวนมาก เราทำงานหนักสุดเท่าไรก็ช่วยคนได้กระจุกเดียว ไม่น่าภูมิใจเลยสำหรับผม ช่วง คสช. บางกระทรวงจะให้รางวัล ผมก็ไม่ไปรับ เพราะผมไม่ได้ภูมิใจกับงานที่ทำ ไม่เห็นด้วยกับ คสช. ด้วย อยู่ในราชการมาจนเหลือ ๓ ปีจะครบอายุราชการตัดสินใจเออร์ลีออกมาก่อน เมื่อปี ๒๕๕๘ เพราะทนระบบไม่ไหว”
No, เทคโนแครต
“แนะนำหนังสือเด็กให้พ่อแม่มือใหม่ไปหาอ่านกับลูกหน่อยครับ”
“ผมมีวลีว่า อ่านอะไรก็สุ่มขึ้นมา จะดีเสมอ ผมจะระมัดระวังเรื่องการชี้ไปที่หนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งนะ แต่จะวาดภาพว่ามีห้องสมุดทั่วทุกตำบล ซึ่งมีหนังสือเยอะพอมากกว่า ผมเคยร่วมประชุมเรื่องพวกนี้หลายครั้ง การมีเงื่อนไข อายุเท่านี้อ่านเล่มนี้ ๑๐ หนังสือดีเด่นแนะนำ มันไม่ไปไหน”
“ทำไมวิธีนี้ถึงไม่ดี ?”
“สมองคนเรามีความหลากหลาย การอ่านต้องเปิดเสรีตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ใครเลือกให้ ให้เด็ก ๆ เลือกเอง ไม่งั้นจะเจาะอยู่ที่กลุ่มเดียว ผมอ่านหมด ที่ชอบอ่านซ้ำพวกนิยายวิทยาศาสตร์ของ สตีเฟน คิง มีเรื่องจิตวิทยาจิตวิเคราะห์เยอะมาก เปิดเผยสันดานดิบของมนุษย์ รวมถึงนวนิยายจีนกำลังภายในด้วย นวนิยายรัสเซียทุกเล่มผมก็ชอบ เพราะบรรยายจิตใจคนละเอียดมาก ช่วงพรรณนายาว ไดอะล็อกมีน้อย”
“ถ้าผมเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดรับผิดชอบจัดหาหนังสือ ก็อยากได้คำแนะนำบ้าง สุ่มมั่ว ๆ คนอ่านก็ด่าอีก”
“มากกว่าสองถึงสามครั้งที่ผมเอาวรรณกรรมเยาวชนดี ๆ หนังสือเด็กของสำนักพิมพ์หนึ่งทั้งเซตไปบริจาคห้องสมุด เจ้าหน้าที่ก็ซุกไว้มุมห้อง เขาไม่รู้คุณค่า ผมเป็นสมาชิกอุปถัมภ์รับนิตยสาร สารคดี ให้บางโรงเรียน ไม่มีใครสนใจ ไม่ใส่ตู้ล็อกก็กองไว้ ในส่วนนี้ผมจะไม่ทำหน้าที่เป็นส่วนกลางละ ที่จะเดินไปบอกว่าเล่มนี้ดีหรือไม่ดี คุณมีหน้าที่พัฒนาตัวเองได้แล้วว่าจะเลือกหนังสืออะไรเข้าห้องสมุด นี่เป็นตัวอย่างของการกระจายอำนาจ”
“ต้องอ่านก่อนใช่ไหม ?”
“ใช่ การบอกว่าเล่มนี้ดี-ไม่ดี เป็นการทำงานแบบส่วนกลางเป็นใหญ่ นี่แหละเทคโนแครต”
ขอขอบคุณ
อรสม สุทธิสาคร อธิคม คุณาวุฒิ
ดูหนัง
หลังอ่านหนังสือ
หนังที่ดูซ้ำบ่อยสุดเรื่อง The Godfather ซึ่งสอนให้ผมรู้จักนิ่งและอย่าพูดมาก เคล็ดลับสำคัญของชีวิตก็มีเท่านี้แหละ และการตัดต่อ บทดีมาก ดูไม่เบื่อ ไดอะล็อก ดนตรีประกอบ เป็นมูฟวีที่เพอร์เฟกต์
Good Will Hunting เล่าเรื่องการทำจิตบำบัดผู้ป่วยซึ่งดีมาก เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ แทบจะถอดจากตำราวิชาการมาเล่าแต่ดูสนุก บทพูดกินใจ