Image

เตรียมตัวตายเสียแต่วันนี้

วิชาความตาย

เรื่อง : พระไพศาล วิสาโล
ภาพประกอบ : Phetladda.K

ชีวิตมักถูกเปรียบเสมือนการเดินทาง แต่การเดินทางนั้นต้องมีจุดหมาย หาไม่จะกลายเป็นการเร่ร่อน ระหกระเหิน  คนจำนวนไม่น้อย แม้พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ แต่เมื่อใดที่ชีวิตไร้จุดหมายกลับรู้สึกว่างเปล่าถึงขั้นอยากตาย เพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม

ปลายทางชีวิตเป็นของแน่นอน

กระนั้นชีวิตกับการเดินทางก็มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง สำหรับการเดินทาง จุดหมายกับปลายทางคือสิ่งเดียวกัน แต่ชีวิตไม่ใช่จุดหมายชีวิตคือสิ่งที่ผู้คนมุ่งมั่นหรือปรารถนาจะไปให้ถึง ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากให้ปลายทางชีวิตมาถึงและไม่คิดทำอะไรเพื่อรับมือกับปลายทางชีวิตเลย  ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้คนอีกมากที่ปลายทางชีวิตกลับมาถึงก่อนจุดหมาย

พูดอีกอย่างคือ จุดหมายชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่ แต่ปลายทางชีวิตเป็นของแน่

ปลายทางชีวิตหรือความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่ผู้คนคิดแต่จะหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยง เพราะก่อให้เกิดความไม่สบายใจ บางคนถึงกับเสียววาบ แต่ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงเพียงใดก็หนีไม่พ้น

หลายคนจึงพยายามทำตัวให้วุ่น ทำใจไม่ให้ว่าง ด้วยการหมกมุ่นกับงานหรือเพลิดเพลินกับความสนุกสนาน ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวห้าง เล่นเกม ฯลฯ ใช้ชีวิตเหมือนลืมไปว่าสักวันหนึ่งตนก็ต้องตาย

และอีกหลายคนแม้ยังไม่ตายแต่เสมือน “ตายทั้งเป็น” เมื่อพบว่าเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง อาจไม่ถึงขั้นลุกลาม ทว่ารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก อยู่อย่างไร้ชีวิตชีวา เสื้อผ้าหน้าผมไม่สนใจ

พอถึงเวลาก็ตายอย่างที่คนโบราณเรียกว่า “หลงตาย” คือตายด้วยความทุรนทุรายหรือทุกข์ทรมาน

ตายดีเป็นสิทธิ์ของทุกคน

คนเราเกิดมาไม่ควรนึกเพียงเรื่องการอยู่ดี แต่ควรตระหนักถึงการตายดีด้วย ซึ่งมิได้หมายถึงหลับตาย ตายโดยไม่เจ็บปวด ตายแบบศพสวย หรือตายท่ามกลางคนรัก ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด หากใจไม่ทุกข์ พร้อมรับความตายด้วยใจสงบ ก็ถือว่าตายดีได้ทั้งนั้น

การตายแบบนี้พุทธศาสนามองว่า ย่อมมีสุคติเป็นที่หมาย คือ “ไปดี” แม้ประสบอุบัติเหตุ หรือตายแบบปัจจุบันทันด่วน หรือตายคนเดียวก็ตาม

จะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อจิตใจไม่มีความห่วงหาอาลัยในลูก คนรัก พ่อแม่ ทรัพย์สมบัติหรือการงาน อีกทั้งไม่โกรธแค้น พยาบาท รวมทั้งไม่รู้สึกผิดติดค้างใจ  หากยังมีความรู้สึกดังกล่าวอยู่ แม้กายจะไม่เจ็บปวด แต่จิตใจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะพยายามต่อสู้ขัดขืนต่อความตาย

Image

เราทุกคนจึงควรเผชิญความตายด้วยใจสงบ  ไม่มีใครบอกได้ว่าตนจะตายด้วยสาเหตุใด ที่ไหน เมื่อไร แต่เรายังมีสิทธิ์เลือกได้ว่า เมื่อวันนั้นมาถึงเราอยากตายอย่างไร

จากประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย ข้าพเจ้าพบว่าทุกคนมีโอกาสตายอย่างสงบได้ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย พระหรือฆราวาส ผู้ปฏิบัติธรรมหรือคนไกลวัด หากเราวางใจอย่างถูกต้อง  ปลดเปลื้องใจจากความห่วงหาอาลัยในคนรักและของรัก  คลายความโกรธ อาฆาตพยาบาท และปลดเปลื้องความรู้สึกผิดติดค้างใจ

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ บุญกุศลที่บำเพ็ญ หรือความดีที่ภาคภูมิใจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความอบอุ่นใจ ปีติ ปราโมทย์ บรรเทาทุกข์ทั้งกายและใจได้ ในข้อนี้พระพุทธเจ้าเคยกล่าวว่า เมื่อจะน้อมใจผู้ใกล้ตาย ควรแนะนำเขาให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและอริยกันตศีล (ศีลที่พระอริยเจ้าสรรเสริญ คือศีลที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน) และให้ละความห่วงใยในพ่อแม่ บุตร ภรรยา (คนรัก) กามคุณ ๕ (ทรัพย์สมบัติ) และสวรรค์ (ภพภูมิข้างหน้า)

สรุปสั้น ๆ ว่า ๑) นึกถึงพระ ๒) ละทุกสิ่ง

ผู้ป่วยใกล้ตายหลายคนมีอาการกระสับกระส่าย ร่างกายกระตุก ๆ บางคนแม้แน่นิ่งแต่ตาเบิกโพลง บ้างน้ำตาไหล เมื่อมีใครมาพูดน้อมใจให้เขาปล่อยวางในทุกสิ่ง ขอขมาคนในครอบครัว หรือช่วยปลดเปลื้องความรู้สึกผิด ผู้ป่วยก็มีอาการเปลี่ยนไปและจากไปอย่างสงบ แสดงว่าความทุกข์ทรมานนั้นมาจากความทุกข์ในใจเพราะแบกบางอย่างไว้

อย่างไรก็ตามสำหรับบางคนแม้จะมีคนช่วยน้อมใจให้เป็นกุศลข้างเตียง แต่ก็ยังกระสับกระส่าย ทุรนทุราย เป็นเพราะเขาทำใจปล่อยวางได้ยาก เนื่องจากไม่เคยเตรียมใจไว้ก่อน

ยังไม่ต้องพูดถึงธรรมชาติของคนใกล้ตายที่ร่างกายและจิตใจมักถูกความทุกข์บีบคั้น นอกจากหงุดหงิดและเกิดโทสะแล้ว ยังมีความกลัว กังวลสารพัดท่วมท้นใจ

Image

เตรียมตัวสอบไล่แต่เนิ่น ๆ

ดังนั้นย่อมดีกว่าหากเราเตรียมตัวเตรียมใจแต่เนิ่น ๆ เหมือนการสอบไล่ ที่แม้จะรู้ว่าอีกนานกว่าจะถึงวันสอบแต่ก็ไม่ควรเตรียมตัวเมื่อใกล้ถึงเวลา  ยิ่งการสอบครั้งสำคัญของชีวิตหรือสอบวิชาชีวิต ซึ่งไม่มีใครรู้คือวันไหน ผู้ที่ไม่ประมาทจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ อย่ารอให้เกิดเหตุร้ายก่อน เช่น เจ็บป่วยหรือใกล้ตาย

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรคิดว่า ขณะยังมีชีวิตต้องเที่ยวให้สนุก เสพสุขเต็มที่ หรือทำตามโฆษณาของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ว่า “Life is short, let’s shopping.”  ถ้าคนเราตายแบบ
ปิดสวิตช์ก็ทำอย่างนั้นได้ แต่ส่วนใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรังหลายปีกว่าจะตาย ช่วงที่ถึงขั้นนอนติดเตียง ใจที่ไม่ได้ฝึกไว้จะหอบความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกผิด และความห่วงหาอาลัย มาทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

กระทั่งคนที่ตายแบบฉับพลัน เช่น ประสบอุบัติเหตุ ตึกถล่ม หรือหลับตาย ก่อนหมดลมอย่างน้อยเสี้ยววินาที เขามักรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ได้ฝึกใจไว้ย่อมตื่นตระหนก ยิ่งคิดถึงคนรัก แค่เสี้ยววินาทีก็มากพอจะเกิดความทุกข์ใจ ยิ่งเศร้าโศก

ในมุมมองของพุทธศาสนา ภาวะอารมณ์เช่นนั้นสามารถพาจิตไปสู่ทุคติหรืออบายภูมิได้ แม้หลายคนไม่เชื่อเรื่องภพหน้าหลังตาย แต่อย่างน้อยก็คงไม่อยากทุกข์ทรมานช่วงวาระสุดท้าย

เตรียมตัวตายดี ช่วยให้อยู่ดี

การเตรียมตัวเตรียมใจนั้นกล่าวย่อ ๆ คือ หมั่นทำความดี ทำหน้าที่ที่สำคัญให้แล้วเสร็จ รวมทั้งฝึกใจให้รู้จักปล่อยวางทั้งคนรัก ของรัก และอารมณ์อกุศล  หากทำตั้งแต่สุขภาพดี ไม่แก่ชรา ยังช่วยให้มีชีวิตที่โปร่งโล่งเบาสบาย ซึ่งประโยชน์ประการหลังนั้นสามารถเกิดขึ้นกับเราได้วันนี้

เพราะถ้าเราหมั่นทำความดีก็จะไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ และการทำหน้าที่ที่สำคัญ เช่น ดูแลลูก มีเวลาให้พ่อแม่และคนรัก ความสัมพันธ์ก็จะราบรื่น

ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์ก้อนใหญ่ของผู้คนยุคนี้เกิดจากความสัมพันธ์อันร้าวฉานหรือเหินห่างซึ่งเป็นผลจากเราไม่มีเวลาและใส่ใจกันน้อยลง

Image

พ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูก ย่อมเป็นทุกข์เพราะลูกมีปัญหาพฤติกรรม แต่ถ้าพ่อแม่มีเวลาใส่ใจความรู้สึกของเขา ก็จะทุกข์ใจน้อยลง มีชีวิตโปร่งเบามากขึ้น

ในทำนองเดียวกันการฝึกจิตปล่อยวางเพื่อพร้อมรับความตายก็ย่อมทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่กลัดกลุ้มเพราะแบกปัญหาหรือยึดติดกับสิ่งใด ๆ

ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์ที่รบกวนจิตใจผู้คนทุกวันนี้มักเกิดจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สมบัติ การงาน รูปร่างหน้าตา

ตอนที่สิ่งเหล่านี้ยังปรกติดีอยู่ ก็ไม่มีปัญหา แต่พอเกิดผันผวนปรวนแปรหรือพลัดพรากจากชีวิตของเรา ความทุกข์ก็โถมถั่งเกาะกุมจิตใจทันที

ทุกสิ่งที่เรารักและหวงแหนนั้นย่อมไม่เที่ยง ไม่เป็นดั่งใจ

จะว่าไปแล้วการพลัดพรากสูญเสียที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา คือสัญญาณเตือนหรือภาพสะท้อนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาตาย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม หากไม่อยากทุกข์ก็ควรเรียนรู้ที่จะรับมือกับความสูญเสียนั้นในยามมีชีวิต

แม้ยังต้องดูแลเกี่ยวข้องกับผู้คนและสิ่งต่าง ๆ แต่ก็ควรเตือนใจให้ระลึกถึงความไม่เที่ยง ฝึกใจให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ทั้งความโกรธ เศร้า รู้สึกผิด เสียใจ กลัว ไม่ปล่อยให้มันครอบงำบีบคั้นจิตใจ

หากทำได้ แม้มีอารมณ์ต่าง ๆ รบกวนขณะจะหมดลมก็สามารถปล่อยวางหรือ “ผ่าน” มันไปได้

ถ้าสามารถทำได้มากกว่านั้นก็ยิ่งดี เช่น การทำพินัยกรรมเพื่อจัดการทรัพย์สมบัติก่อนจากโลกนี้ไป โดยเฉพาะคนที่มีทรัพย์สมบัติมาก ก็จะไม่ต้องกังวลว่าลูก ๆ จะทะเลาะกันเรื่องสมบัติของพ่อแม่
...
การตระหนักถึงความตายจึงทำให้ชีวิตมีความหมาย ทุกลมหายใจมีคุณค่า อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารักชีวิตมากขึ้น ยิ่งถ้าเราวางใจอย่างถูกต้อง มองความตายเป็นครู (ที่ดุดันและเที่ยงตรง) แล้วใช้ทุกเวลาทุกนาทีให้มีคุณค่ามากสุด เพื่อผ่านบททดสอบของครูไปให้ได้ เราก็จะเข้าถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้จากความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ความสุขอันประเสริฐ และความดีที่เกื้อกูลทั้งตนเองและผู้อื่น

ดังนักธุรกิจใหญ่ชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งซึ่งป่วยระยะท้าย แต่พร้อมรับความตายโดยไม่หวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่าความตายสามารถนำสิ่งดี ๆ มาให้แก่จิตใจ

“ชีวิตนี้ฉันบรรลุทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังรอพิธีมอบรางวัล”

ความตายจึงไม่น่ากลัว ความกลัวตายต่างหากที่น่ากลัว

Image