สายธารงานป่าจาก “ครูมาลัย”
นักเขียนเรื่องป่า
ที่ได้รับแรงบันดาลใจ
จาก มาลัย ชูพินิจ
ทบทวน-อ่านใหม่
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ
เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
“ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งผู้มีศรัทธาต่อการใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยเหตุที่ว่า มันเป็นการศึกษาและอบรมให้คนหนุ่มของเรารู้จักค่าของชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงทั้งกายและใจ ชีวิตป่าให้ความสำนึกถึงการเสียสละ ภราดรภาพและความเป็นไทอย่างชีวิตอื่นยากจะให้ได้”
มาลัย ชูพินิจ (ปี ๒๔๔๙-๒๕๐๖)
ข้อความข้างต้นปรากฏอยู่บนปกหลังของหนังสือ ทุ่งโล่งและดงทึบ (ฉบับรวมเล่ม) และ ล่องไพร ตอน อ้ายเกและงาดำ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ผลงานอมตะของ มาลัย ชูพินิจ หรือ “ครูมาลัย” ซึ่งมักใช้นามปากกา “น้อย อินทนนท์” ในงานเขียนแนวป่าดงพงพี
ครูมาลัยเริ่มเขียน ล่องไพร ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ นับเป็นนวนิยายแนวป่าดงชุดแรกของเมืองไทย โดยอาศัยประสบการณ์ตรงจากการใช้ชีวิตกลางป่าเขา ผสานจินตนาการอันลุ่มลึกของนักประพันธ์ชั้นครู สร้างสรรค์วรรณกรรมลี้ลับผจญภัยที่ตราตรึงนักอ่านมาจนทุกวันนี้
ส่วน ทุ่งโล่งและดงทึบ เป็นงานสารคดีที่รวบรวมประสบการณ์ท่องป่าของครูมาลัยตั้งแต่วัยเยาว์ผ่านสู่วัยหนุ่มจนถึงวัยทำงาน เรื่องราวต่าง ๆ ล้วนอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง บุคคลจริง และผืนป่าจริงที่ท่านเคยพบพานและสั่งสมไว้เป็นวัตถุดิบในงานประพันธ์
นอกจากนี้ ลูกไพร ยังเป็นนวนิยายแนวป่าดงพงไพรอีกเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยการพลัดหลงป่าของเด็กชายสองคน ทำให้ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตร่วมกัน ผจญทั้งภัยธรรมชาติและสัตว์ป่าจนก่อเกิดความผูกพันรักใคร่
สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ระบุไว้ในคำนำประกอบการพิมพ์ครั้งที่ ๓ ว่า เมื่อแรกเขียน ลูกไพร นั้น มาลัย ชูพินิจ ใช้นามปากกาว่า “อินทนนท์น้อย” แต่ภายหลังเมื่อจัดพิมพ์ซ้ำหลายครั้งกับหลายสำนักพิมพ์ นามปากกาจึงคลาดเคลื่อนเป็น “น้อย อินทนนท์” ซึ่งแพร่หลายและเป็นที่รู้จักกว่า
ในเวลาต่อมา งานเขียนแนวป่า ชีวิตกลางแจ้ง ผจญภัยในป่าลี้ลับของครูมาลัยกลายเป็นมรดกล้ำค่าทางวรรณกรรมสร้างแรงบันดาลใจและส่งอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นหลังตลอดจนผู้คนในแวดวงหนังสือ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
ขจรฤทธิ์ รักษา
นักเขียน บรรณาธิการ และผู้ก่อตั้ง Writer นิตยสารทางวรรณกรรมรายเดือน กล่าวยกย่องครูมาลัยว่าเป็นนักประพันธ์ที่ทุกคนยอมรับ ให้ความเคารพนับถือและอยากเข้าหา อีกทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากทั้งนักอ่านและนักเขียน
“สามพันกว่าเรื่อง ๓๐ กว่านามปากกา เขียนสารพัด เขียนได้ทุกอย่าง ชีวิตท่านยิ่งใหญ่มาก สมัยก่อนใครจะทำหนังสือพิมพ์ก็มาให้ครูมาลัยช่วยวางสารบัญ นอกจากข่าวแล้วในเล่มต้องมีบทความ ครูมาลัยเขียนได้ทั้งนั้น และท่านไม่เคยปฏิเสธใคร ผมอ่านประวัติ ตอนหนึ่งเล่าว่าท่านกำลังคุยงานอยู่ในกอง บก. มีหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมาขอต้นฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์ออกใหม่ พอถามชื่อก็ไม่รู้จัก ท่านบอกให้รอ ๒๐ นาที แล้วก็ลงมือเขียนเรื่องให้ทันที เราอ่านแล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมผู้คนถึงเคารพท่านมาก”
ในปี ๒๕๓๔ ขจรฤทธิ์ก่อตั้งสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ตีพิมพ์ผลงานของนักเขียนชื่อดังหลายคน เช่น “ ’รงค์ วงษ์สวรรค์”, “ลาว คำหอม”, นากิบ มาห์ฟูซ, สุจินดา ขันตยาลงกต แม้ไม่เคยจัดพิมพ์ผลงานของ มาลัย ชูพินิจ แต่การนำเสนองานเขียนแนวป่าของนักเขียนรุ่นหลังเป็นหลักหมายสำคัญ ช่วยให้ “ตั้งหลัก” และเริ่ม “จับทาง” กลุ่มผู้อ่านโดยเริ่มจากการจัดพิมพ์และจำหน่ายงานเขียนของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ (ปี ๒๔๖๑-๒๕๔๖)
“งานของลุงชาลีนับเป็นงานแนวป่า
เล่มแรกๆ ของสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ เริ่มจาก ป่าอาถรรพณ์ ก่อนจะตามมาด้วย ป่าโบราณ, ป่าในอดีต, ป่ามหัศจรรย์ และอีกสารพัด ‘ป่า’ ของลุงชาลี”
“งานของลุงชาลีนับเป็นงานแนวป่าเล่มแรก ๆ ของสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ เริ่มจาก ป่าอาถรรพณ์ ก่อนจะตามมาด้วย ป่าโบราณ, ป่าในอดีต, ป่ามหัศจรรย์ และอีกสารพัด ‘ป่า’ ของลุงชาลี”
ขจรฤทธิ์เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนนำต้นฉบับของ “ลุงชาลี” ที่ถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักออกมาจัดพิมพ์ว่า
“ถึงลุงชาลีจะเคยพิมพ์หนังสือแนวป่ากับสำนักพิมพ์ของตัวเอง แต่ตอนนั้นเรื่องป่ากำลังเงียบ ผมไม่คิดว่าจะขายได้ เลยเก็บต้นฉบับ ป่าอาถรรพณ์ ไว้ในลิ้นชัก จนวันหนึ่งไม่มีต้นฉบับจะจัดพิมพ์ มีลูกน้องหกเจ็ดคน ต้องหาอะไรสักอย่างมาพิมพ์ ก็เลยหยิบต้นฉบับที่เคยจ่ายเงินให้ลุงชาลี ๕,๐๐๐ บาทออกมา ปรากฏว่าอ่านสนุกมาก พอนำมาพิมพ์ ๒-๓ เดือนก็ขายได้ถึง ๑ หมื่นเล่ม หลังจากนั้นจึงพิมพ์งานของลุงชาลีตามมาอีกเกือบ ๓๐ ‘ป่า’”
นักเขียนและบรรณาธิการผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์บ้านหนังสือเล่าต่อไปว่า “หนี้ของผมที่เคยเป็นบัญชีแดงอยู่ในธนาคารหมดไป จากที่เคยต้องหมุนเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผมสามารถซื้อรถปิกอัปคันแรกได้ เป็นอีซูซุสองประตู ด้วยเงินสด ๔-๕ แสนบาท แล้วผมก็ขับรถปิกอัปป้ายแดงไปรับลุงชาลี ให้นั่งข้างหน้า บอกว่า ‘เจิมรถให้ผมหน่อย’”
ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ เขียนหนังสือทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี มีผลงานได้รับการจัดพิมพ์มากกว่า ๑๐๐ เล่ม ผลงานที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักอ่านจำนวนมากได้แก่งานสะท้อนภาพสังคมไทยในอดีต เช่น เมืองไทยสมัยก่อน, แลหลังบางกอก, ในราชสำนักสยาม, ผู้ร้ายสมัยคุณปู่ ขณะเดียวกันยังมีผลงานเกี่ยวกับป่า เช่น ป่ากับปืน, ไพรมัจจุราช, ผจญภัยในป่าสูง, ตระเวนไพร ฯลฯ ซึ่งแต่ละเล่มได้รับความนิยมจนสำนักพิมพ์ต้องพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง
ขจรฤทธิ์กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตนกับลุงชาลีผู้ล่วงลับว่า
“ผมสนิทกับท่าน เจอกันบ่อยทั้งในฐานะนักเขียนและสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ เคยถามว่าครูมาลัยเป็นคนอย่างไร ลุงชาลีบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความมีเมตตา ไม่เคยว่าร้ายหรือแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวใคร”
ครั้งหนึ่งลุงชาลีไปหาครูมาลัยที่สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. เพื่อขอให้ช่วยเขียนคำนิยมให้หนังสือของตน ทั้งที่ครูมาลัยมีงานเขียนล้นมือ ทั้งงานราชการ งานหนังสือพิมพ์ งานสัมภาษณ์ เรื่องสั้น สารคดี และนวนิยาย ท่านก็บอกให้ลุงชาลีรอสักครู่ ก่อนจะนั่งลงเขียนคำนิยมขนาดยาวให้ในทันที
“การที่นักเขียนผู้ใหญ่ท่านหนึ่งการันตีว่าเราเป็นคนเขียนหนังสือดี เชื่อถือได้ และคุ้มค่ากับเงินและเวลาของผู้อ่านไม่ใช่เรื่องง่าย การที่ครูมาลัยรับรองให้ลุงชาลี ทำให้แกรู้สึกว่าได้เกิดขึ้นมาในบรรณพิภพ ตอนพูดถึงครูมาลัย ผมจำได้ว่าแกยกมือไหว้ท่วมหัว เหมือนจะบอกว่าครูมาลัยมีบุญคุณต่อความเป็นนักเขียนของแกมาก”
ภายหลังจากสำนักพิมพ์บ้านหนังสือจัดพิมพ์และเผยแพร่งานเขียนของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นับแต่นั้นมาแนวทางของสำนักพิมพ์ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมุ่งนำเสนอหนังสือแนวท่องป่า ผจญภัย และวรรณกรรมเป็นหลัก
นักเขียนเรื่องป่าที่มีผลงานกับสำนักพิมพ์บ้านหนังสือในเวลาต่อมา ได้แก่ วัธนา บุญยัง, “บุหลัน รันตี”, สังคีต จันทนะโพธิ, เทศ จินนะ, นพ. สิริ พัฒนกำจร, อำนวย อินทรักษ์ และ “ณัฐ นักเดินทาง” ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการสืบสานวรรณกรรมแนวป่าของไทย
“มาลัย ชูพินิจ หรือ ‘น้อย อินทนนท์’ เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้ซึมซับความงดงามของภาษาและการเขียนเรื่องแนวป่า ท่านเก่งและน่านับถือมาก เป็นทั้งนักข่าวและนักเขียน อีกทั้งยังมีบางอย่างคล้ายผมตรงที่ท่านเคยเป็นครูและชอบเที่ยวป่าเหมือนกัน ซึ่งป่าในยุคของท่านยังอุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่าก็ชุกชุมมาก”
หลังพ้นยุคของ มาลัย ชูพินิจ และ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ชื่อของ วัธนา บุญยัง ก็โดดเด่นขึ้นมา และได้รับการยอมรับจากนักอ่านว่าเป็นนักเขียนเรื่องแนวป่าคนสำคัญของเมืองไทย ทุกวันนี้มีผู้ยกย่องเขาว่าเป็น “พรานคนสุดท้ายของนิยายป่า”
ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็มักกล่าวเชิดชู มาลัย ชูพินิจ ในพื้นที่สาธารณะ ทั้งในฐานะนักเขียนระดับปรมาจารย์ที่ตนเองเคารพนับถือ และผู้ส่งต่ออิทธิพลด้านงานประพันธ์ให้แก่เขาอย่างลึกซึ้ง
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
วัธนา บุญยัง
เกิดวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๙๓ ณ บ้านสวนริมคลองบางไผ่ ตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา เริ่มเขียนหนังสือเมื่อครั้งศึกษาในมหาวิทยาลัย ระหว่างปี ๒๕๑๒-๒๕๑๕ ผลงานเรื่องสั้นได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกลงในนิตยสาร ฟ้าเมืองทอง ในปี ๒๕๒๐ นับแต่นั้นจึงทำงานเขียนอย่างจริงจัง ยามว่างมักออกเดินป่า แล้วนำประสบการณ์มาสร้างสรรค์ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผืนป่า ชวนให้ผู้อ่านเกิดความรักธรรมชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของพืชพรรณและสัตว์ป่า ผลงานของวัธนายังครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่เรื่องตื่นเต้นผจญภัยไปจนถึงผีสางนางไม้
“ผมได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากงานเขียนของครูมาลัยแบบเต็ม ๆ บ้านเกิดของผมที่แปดริ้วเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกรุงเทพฯ แต่ยังมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ และมีสัตว์ป่าชุกชุมไม่ว่าเสือหรือช้าง ผมตามพ่อแม่เข้าป่าตั้งแต่เด็กเพื่อตัดหวายและใช้ควายลากออกมา ตัวบ้านอยู่ในสวนริมคลองซึ่งค่อนข้างปลอดภัย แต่ทันทีที่เข้าไปในป่าจะได้ยินทั้งเสียงนก ชะนี ไก่ป่า เก้ง กวาง หมาป่า สัตว์ป่ารายล้อมอยู่แทบทุกย่างก้าว ดอกกล้วยไม้ป่าก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง พอออกจากป่ากลับมาอ่านงานของ ‘น้อย อินทนนท์’ ก็ยิ่งประทับใจ”
พี่ชายทั้งสองคนของวัธนาเป็นหนอนหนังสือตัวยง ตู้ภายในบ้านจึงอัดแน่นด้วยหนังสือหลากหลาย ตั้งแต่หนังสือธรรมะไปจนถึงหนังสือโป๊ รวมถึงผลงานประพันธ์ของ มาลัย ชูพินิจ ไม่ว่าจะเป็นชุดนวนิยาย ล่องไพร สารคดี ทุ่งโล่งและดงทึบ ตลอดจนนวนิยาย ทุ่งมหาราช, แผ่นดินของเรา
“สมัยเด็ก ๆ บ้านสวนไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทั้งโทรทัศน์และวิทยุ พี่ชายทั้งสองคนก็อายุห่างจากผมมาก ผมไม่มีเพื่อนเล่นจึงไล่อ่านหนังสือจนหมด และผมก็ชอบเขียน เคยส่งเรื่องสั้นไปลงนิตยสาร ฟ้าเมืองทอง ของ อาจินต์ ปัญจ-พรรค์ นอกจากครูมาลัยแล้วผมยังนับถือพี่อาจินต์เป็นครูอีกท่าน เพราะท่านเป็นบรรณาธิการที่มีน้ำใจมาก หากเรื่องที่ผมส่งไปยังมีจุดบกพร่องหรือไม่ดีพอ ท่านจะเขียนไปรษณียบัตรตอบกลับมา แนะนำว่าควรปรับแก้อย่างไร
“ตัวหนังสือในงานเขียนของ ‘น้อย อินทนนท์’ นั้น มีอิทธิพลกับผมเหลือเกิน ผมคิดว่าท่านเป็นนักเขียนที่มีความโรแมนติกคล้าย ๆ ผม สอดแทรกสภาพธรรมชาติของป่าลงในงานเขียนอย่างงดงาม ใครอ่าน ล่องไพร จะพบถ้อยคำอย่าง ‘น้ำค้างตกต้องเสียงใบไม้ดังเปาะแปะ’ ‘ยามดึกอากาศหนาวยะเยือก’ ‘ลมภูเขาพัดโชยลงมา’ เพียงอ่านก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศ
“ครูมาลัยท่านเป็นอัจฉริยะ เรื่องป่าเขียนได้ทั้งตลกขบขันและโรแมนติก ส่วนงานแนวอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง วิจารณ์มวย หรือแม้แต่เรื่องกล้วยไม้ ท่านก็เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม และเขียนงานหลาย ๆ เรื่องควบคู่กันได้ โดยเฉพาะการเขียนเรื่องป่าไพร ผมได้รับจินตนาการจากท่านไม่น้อย เมื่ออ่านแล้วชอบก็จะอยู่ในใจไปตลอด งานของผมราว ๘๐ เปอร์เซ็นต์มาจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ได้จากครูและรุ่นพี่คือ ‘น้อย อินทนนท์’
“หากเทียบกับ ‘พนมเทียน’ ท่านเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพและเป็นนักเขียนนวนิยายที่เก่งกาจ แต่ เพชรพระอุมา ไม่ใช่เรื่องป่าโดยตรง แต่เป็นนวนิยายที่ใช้ป่าเป็นฉากหลัง จึงเป็นคนละแนวกัน”
“ท่านเป็นนักเขียนที่มีความโรแมนติก คล้ายๆ ผม สอดแทรกสภาพธรรมชาติของป่าลงในงานเขียนอย่างงดงาม ใครอ่าน ล่องไพร จะพบถ้อยคำอย่าง ‘น้ำค้างตกต้องเสียงใบไม้ดังเปาะแปะ’ ‘ยามดึกอากาศหนาวยะเยือก’ ‘ลมภูเขาพัดโชยลงมา’ เพียงอ่านก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศ”
จากป่าโปร่งถึงดงดิบ เป็นหนังสือรวมบทความเกี่ยวกับป่า รวบรวมผลงานที่วัธนาเขียนลงนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง เป็นตอน ๆ ในฐานะคอลัมนิสต์ นับเป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรกในชีวิต จัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๑ นับแต่นั้นมาภาพของ “นักเขียนเรื่องป่า” ก็เป็นภาพชัดเจนที่สุดของวัธนาในตัวตนทางวรรณกรรม
ถ้าจะย้อนเวลากลับไปในปี ๒๔๖๙ มาลัย ชูพินิจ หรือ “ครูมาลัย” เคยตัดสินใจลาออกจากราชการครูที่โรงเรียนวัดสระเกศในกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางลงใต้ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ไทยใต้ ที่จังหวัดสงขลา
อีก ๗๐ ปีต่อมา ในปี ๒๕๔๒ วัธนา บุญยัง หรือ “ครูวัธนา” ก็ตัดสินใจลาออกจากราชการครูที่โรงเรียนดัดดรุณี จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านเกิด ตามโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) โดยมีตำแหน่งสุดท้ายคืออาจารย์ ๒ ระดับ ๗
จากที่เคยใช้เวลาช่วงกลางวันสอนหนังสืออย่างเต็มที่และยามค่ำคืนเขียนงานเกี่ยวกับป่า หลังเกษียณอายุวัธนายิ่งทุ่มเทให้งานเขียนอย่างจริงจัง ออกเดินทางสู่ชนบทบ่อยครั้งเพื่อท่องเที่ยวป่าและขุนเขาทั้งในและต่างประเทศ
ถึงวันนี้ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปี เขามีพ็อกเกตบุ๊กจัดพิมพ์กว่า ๕๐ เล่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความประทับใจให้นักอ่าน ไม่ว่าจะเป็น หอมกลิ่นป่า, ตามรอยพราน, ภูผา ป่าไม้ และสายน้ำ, ใบไม้ร่วงในป่าใหญ่, ใบไม้ผลิที่เคมบริดจ์ ฯลฯ
“ทุ่งโล่งและดงทึบ เป็นสารคดีที่ดีที่สุดของครูมาลัย ผมอ่านตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว น่าจะจากนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ที่นำมาพิมพ์ซ้ำเป็นตอน ๆ ล่องไพร ก็เป็นชุดนวนิยายอมตะ ผมอ่านทั้ง ทุ่งโล่งและดงทึบ กับ ล่องไพร จบทุก ๆ ตอน ถึงได้เริ่มอ่านงานนวนิยาย มาลัย ชูพินิจ ถือเป็นนักเขียนคนแรก ๆ ที่ผมติดตามอ่านอย่างจริงจัง ท่านเป็นบรมครู ทำหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เขียนหนังสือ และออกเที่ยวป่า ช่วงหลัง ๆ ผมเห็นว่างานของท่านมีลักษณะกึ่ง ๆ แนวอนุรักษ์ด้วย”
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
ไชโย สุวรรณ์
กล่าวถึงจุดแรกเริ่มความรักความผูกพันที่ตนมีต่องานเขียนของครูมาลัย
ในขณะนั้นเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ซื้อนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง (Outdoor Life) ที่มี เธียรชัย ลาภานันต์ หรือ “เพี้ยน พุ่มชะมวง” เป็นบรรณาธิการมาอ่าน พออยู่ชั้น ม. ๕-ม. ๖ ตามประสาเด็กหนุ่มบ้านป่าอายุ ๑๖-๑๗ นั้นเริ่มเที่ยวป่าแล้ว โดยติดตามรุ่นพี่เข้าป่าช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือปิดเทอมตามแต่โอกาส และเริ่มส่งเรื่องไปลงนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง ในคอลัมน์ “ปืน ป่า และการล่า”
“พอได้ลงแล้วเขาจะส่งนิตยสารให้นักเขียนทุกคน คนละเล่มทุกเดือน พอเปิดอ่านก็เจองานเขียนของครูมาลัย โอ้โฮ สนุกมาก จำได้ว่าอ่าน ทุ่งโล่งและดงทึบ ที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกับเรา”
ไชโย สุวรรณ์ เป็นชื่อจริงของ “บุหลัน รันตี” นักเขียนเรื่องป่านามกระเดื่องคนหนึ่งของเมืองไทย เกิดวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๐๙ ที่ตำบลยางหย่อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี พออายุได้ ๑๒ ปี ครอบครัวก็อพยพโยกย้ายไปอยู่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กระทั่งปัจจุบัน สมัยเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มเขียนสารคดีท่องป่าและเขียนคอลัมน์ “ปืน ป่า และการล่า” ลงนิตยสาร ชีวิตกลางแจ้ง หลังนิตยสารเล่มนี้ปิดตัวลง ได้เข้าประจำอยู่ในกองบรรณาธิการนิตยสาร เย่อกับปลา เมื่อนิตยสารเปลี่ยนแนวทางไปนำเสนอเรื่องเรือเร็วเป็นส่วนใหญ่จึงย้ายไปอยู่นิตยสาร ท่องเที่ยวตกปลา ประกอบกับเขียนสารคดีลงนิตยสารหลายเล่ม เช่น ไฮ-คลาส, เพื่อนเดินทาง, ฟ้า รายเดือน
ผลงานของ “บุหลัน รันตี” ได้รับการยอมรับจากนักอ่านกลุ่มใหญ่ว่าอ่านสนุก เต็มไปด้วยข้อมูล ผนวกประสบการณ์ที่ผู้เขียนพานพบมาด้วยตัวเอง เป็นนักเขียนที่รอบรู้และเชี่ยวชาญเรื่องป่าตะวันตกมากเป็นพิเศษจากการคลุกคลีกับเพื่อนชาวกะเหรี่ยง รวมถึงหน้าที่การงานที่ต้องเข้าไปอยู่ในเขตแดนของประเทศพม่าที่มีชนกลุ่มน้อยติดอาวุธปกครองอยู่ ได้เข้าไปอยู่ไปกิน ไปสังเกตวิถีชีวิตของชนเผ่าในป่าอย่างถึงแก่น แล้วนำมาเรียบเรียงถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน บรรยายบรรยากาศอย่างละเอียดลออ ยกตัวอย่างผลงานหนังสือ ย่ำไปในไพรเถื่อน, แผ่นดินเลือด, ไพรเดือนแรม, ตะลุยป่าสูงทุ่งใหญ่นเรศวร, กะเหรี่ยงผู้พิทักษ์หัวเมืองตะวันตก, นรก ๙ วันในแดนกะเหรี่ยง, เสียงเพรียกจากบังคะยู และ พรานล่าแรดแห่งเมียวมอลาขะ เป็นต้น
“บุหลัน รันตี” เล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับงานประพันธ์ของครูมาลัยที่มีผลมาถึงงานเขียนของตนว่า
“บ้านผมอยู่ในป่า ชอบการผจญภัยลักษณะนี้อยู่แล้ว ตัวละครเอกของเรื่อง ล่องไพร อย่างตาเกิ้นเป็นกะเหรี่ยง เราเองก็อาศัยอยู่กับชุมชนกะเหรี่ยง มีเพื่อนกะเหรี่ยงมาตั้งแต่เด็ก พากันเที่ยวสนุกสนานเฮฮา เอากับข้าวเครื่องปรุงไปทำกินในป่า อ่านงานเขียนของครูมาลัยแล้วก็ยิ่งมีความสุข บางพื้นที่ใกล้เคียงกับที่เราอาศัยอยู่ ช่วงหลังครูมาลัยท่องป่าแถวตะนาวศรี ต้นน้ำเพชรบุรี อ่านแล้วรู้สึกใกล้เคียงกัน บางครั้งผมยังพยายามจะตามรอยท่านไป”
ใน ทุ่งโล่งและดงทึบ ตอน “ล่องเพชร” บทย่อยที่ ๒ “ลำนำน้ำหยด” ครูมาลัยเคยเขียนไว้ว่า “ไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องความสนใจ ตราบใดที่เป็นการออกป่า ไม่ว่าจะล่าสัตว์หรือล่ากล้วยไม้ แต่ปัญหาในเรื่องเวลา แม้จะว่างพอและมากพอก็ยังคงเป็นปัญหาเสมอมา ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงการประพันธ์ และงานหนังสือพิมพ์” ถ้อยคำนี้บ่งบอกถึงการหลงกลิ่นป่าอย่างแท้จริงของครูมาลัย แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาระงานอันล้นเหลือในโลกของการเขียนและทำหนังสือพิมพ์
“บุหลัน รันตี” ให้ความเห็นว่า “สมัยนั้นยังอยู่ในยุคที่ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ยังไม่เกิด เขตป่าอนุรักษ์หรืออุทยานฯ ก็ยังไม่ประกาศ เรื่องล่าสัตว์ พูดไปคนในยุคปัจจุบันก็คงด่า แต่ต้องไม่ลืมว่ายุคสมัยมันต่างกัน
“ทุกวันนี้เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ แต่เมื่อก่อนชุมชนในป่าอยู่ห่างไกล ชาวไร่ชาวนาไม่ค่อยมีเงิน จะซื้อหมูสักกิโลหนึ่งต้องทำงานหนักมาก จึงต้องออกไปล่า ได้มาแล้วก็แบ่งกันกิน ไม่ได้ล่าเพื่อนำไปซื้อขายกันเหมือนสมัยนี้”
เขาเห็นว่างานประพันธ์ของครูมาลัยมีคุณค่าและประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้สนใจเที่ยวป่า
“นอกจากความบันเทิงแล้วได้เรียนรู้เทคนิคการเดินป่า การตามรอยเท้าสัตว์กับพรานท้องถิ่น วิธีขึ้นห้าง วิธีใช้ปืน เพื่อให้การเที่ยวป่าล่าสัตว์เป็นไปอย่างถูกวิธีไม่ทำลายสัตว์โดยปราศจากประโยชน์กับใคร”
“บุหลัน รันตี” มีประสบการณ์เชิงลึกจากการท่องป่าควบคู่กับทำงานนิตยสาร หลังหันหลังให้นิตยสารแนวตกปลา เลิกทำนิตยสารแนวชีวิตกลางแจ้ง เขาทำงานเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชและสัตว์น้ำในแม่น้ำมูลให้เอ็นจีโอ ก่อนสร้างเขื่อนปากมูล ทำงานวิจัยด้านแมลงปีกแข็ง ผีเสื้อ และมอธ (ผีเสื้อกลางคืน) ทางด้านป่าตะวันตกของเทือกเขาตะนาวศรี ทุกวันนี้ยึดอาชีพนักเขียนเป็นหลักและก่อตั้งสำนักพิมพ์คนรักป่า
“ครูมาลัยเขียนหนังสือเร็วมาก กลับจากท่องไพรก็ลงมือเขียนทันที จึงได้อรรถรส รายละเอียดครบถ้วน ความดิบความเถื่อนของเรื่องชัดเจน ไม่ได้ดองต้นฉบับไว้แล้วค่อยมาเขียนทีหลัง เพราะต้องผลิตงานหนังสือจำนวนมาก
“ตัวละครอย่าง ‘ตาเกิ้น’ ใคร ๆ ก็รู้จัก ผู้เขียนต้องเชี่ยวชาญจริง ๆ จึงจะถ่ายทอดทั้งคำพูดและอุปนิสัยของคนกะเหรี่ยงออกมาเป็นบทสนทนากับคนเมืองได้
“ภาษาของครูมาลัยสอดแทรกความสนุกสนาน ทำให้คนอ่านอยากเข้าป่า เรื่องราวของ ทุ่งโล่งและดงทึบ เต็มไปด้วยความเพลิดเพลินและความงดงามของธรรมชาติ สร้างแรงจูงใจให้คนอยากเข้าไปสัมผัสป่า นักเขียนบางคนเน้นด้านความยากลำบาก เข้าป่ามีแต่ความลำบาก ฝนก็ตก ริ้นก็กัด ทากก็ชุม จนคนไม่อยากไป แต่ครูมาลัยเอาอุปสรรคปัญหามาทำให้เป็นเรื่องสนุก ตัวละครของแกทำให้รู้สึกว่าป่านั้นสวยงามปลอดภัย อ่านแล้วมีความสุข อ่านแล้วยิ้ม คนอ่านแล้วแฮปปี้ ไม่ใช่อ่านไปแล้วกลัวไป
“แนวทางของครูมาลัยเป็นตัวอย่างที่ผมพยายามเอามาปรับใช้ นักเขียนที่มีอิทธิพลต่อวิธีเขียนของผมหลัก ๆ มีสามคน คือ มนัส จรรยงค์ มาลัย ชูพินิจ และ ‘ไม้ เมืองเดิม’
“ครูมาลัยกับ มนัส จรรยงค์ สองคนนี้จะคล้ายกันในเรื่องภาษาและวิธีการเล่าเรื่อง ถ้าเป็นงานของผมอย่าง พราย จะออกไปทาง ‘ไม้ เมืองเดิม’ เป็นภาษาลูกทุ่ง ๆ แบบลูกผู้ชายไทยสมัยโบราณ
“ส่วนวิธีการเขียน ไม่ได้อวยครูมาลัยนะ เพราะผมอ่านของแกเกือบทุกเล่ม ถ้าเป็นนามปากกาอย่าง ‘น้อย อินทนนท์’ ‘เรียมเอง’ หรือ ‘แม่อนงค์’ ผมจะหยิบอ่านหมด เพราะบางทีเวลาเลือกหนังสือ เราชอบที่ตัวคนเขียน ถ้าเป็นคนนี้เขียนก็หยิบทุกเล่ม”
มาลัย ชูพินิจ เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักประพันธ์ชั้นครู เขียนงานได้แทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ หรือสารคดี ตลอดจนคอลัมน์เกี่ยวกับหนังสือ โทรทัศน์ กีฬา โดยใช้นามปากกาหลากหลาย ที่รู้จักกันดี เช่น “ม. ชูพินิจ” “น้อย อินทนนท์” “อินทนนท์-น้อย” “เรียมเอง” “แม่อนงค์” “นายฉันทนา” “ลดารักษ์” “สมิงกะหร่อง” “แบ๊ตตลิ่งกรอบ” ฯลฯ
ทางด้าน “บุหลัน รันตี” ก็เป็นนักเขียนฝีมือดีที่ใช้นามปากกาหลากหลายเช่นกัน โดยเลือกใช้ให้สอดคล้องกับแนวเรื่องที่เขียน เช่น “โยเนเจอร์” “มิสเตอร์ขลุย” “บุหงารายา” “ช่อ ชำมะเลียง” เป็นต้น
เขาเล่าว่า “ผมเขียนลง ชีวิตกลางแจ้ง ใช้นามปากกาว่า ‘ช่อ ชำมะเลียง’ พอมาเป็นบรรณาธิการงานก็เยอะขึ้น บางทีคอลัมนิสต์ส่งต้นฉบับครบ บางทีก็ไม่ครบ ถึงกำหนดส่งโรงพิมพ์แล้วไม่ทัน บก. ก็ต้องรับผิดชอบ ต้องลงมือเขียนเอง บางครั้งเล่มหนึ่งผมเขียนสี่ถึงห้าเรื่องจึงต้องใช้นามปากกาหลายชื่อ อย่าง ‘ช่อ ชำมะเลียง’ ใช้กับสารคดีแนวผจญภัยในป่า ตามด้วย ‘บุหงา รายา’ ซึ่งเขียนอยู่บ้างในนิตยสาร ไฮ-คลาส พอมาทำนิตยสาร โลกกว้างกลางแจ้ง (Outdoor World) ก็ยิ่งต้องเขียนมากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องวิชาการจะใช้ ‘โยเนเจอร์’ งานเฮฮาใช้ ‘มิสเตอร์ขลุย’ ถ้าเป็นเรื่องป่าโดยตรงหรือสารคดีเข้มข้นว่าด้วยการตกปลาทั้งในทะเลและแหล่งน้ำจืดถึงจะใช้ ‘บุหลัน รันตี’ แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้นก็ใช้ ‘บุหงา รายา’”
จากยุคของ มาลัย ชูพินิจ และ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ เรื่อยมาจนถึงรุ่นของ วัธนา บุญยัง และ “บุหลัน รันตี” ฯลฯ นักเขียนแนวป่าค่อย ๆ ลดน้อยลง แม้บทความและสารคดีเกี่ยวกับป่าของนักเขียนรุ่นใหม่จะยังได้รับความนิยมอยู่ก็ตาม
“นักเขียนเรื่องป่าเกิดขึ้นได้ แต่ต้องฉีกแนว เอาเรื่องสนุกสนานเฮฮาเข้ามา ไม่ต้องคาดหวังว่าจะบุกป่าฝ่าดงขนาดไหน ต้องทดลองแนวใหม่ ๆ เพราะแนวเดิม ๆ ใช้ไม่ได้แล้ว”
เมื่อป่าเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พื้นที่ป่าลดน้อยลง พื้นที่ที่หลงเหลือส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย
“ประสบการณ์เดินป่าของคนยุคปัจจุบันเทียบกับสมัยก่อนมันคนละอย่าง คนละแนว คนละวิถีทาง ทุกวันนี้คนเดินป่าเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบซื้อทัวร์แล้วก้มหน้าก้มตาเดินตามไกด์ เขาหยุดตรงไหนให้พักตรงไหน ก็กางเต็นท์กางฟลายชีต ไม่ได้เลือกพื้นที่เอง ไม่ต้องดูว่าตามต้นไม้ใหญ่ต้นไม้เล็กมีต่อหรือแตนหรือเปล่า
“ส่วนร่วมระหว่างทาง ทั้งการค้นหาเส้นทาง การเผชิญปัญหา การยังชีพอยู่ในป่า ตกเย็นเดินเก็บผักกูดริมลำห้วย ปักเบ็ด งมหอย จับปลา ปรุงอาหารจากของที่หาได้ในป่า บรรยากาศแบบนั้นไม่มีแล้ว ความชำนาญในวิชาเดินป่าจึงค่อย ๆ ถูกละ ถูกทิ้ง และถูกลืมไปหมด”
เมื่อพูดถึงเรื่องจากป่า แทบทุกคนย่อมนึกถึงเจ้าของตำนาน ล่องไพร ของ มาลัย ชูพินิจ
“งานเขียนของครูมาลัยมีประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบเทียบกับนักเขียนฝรั่งบางคนอย่าง เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ถึงต่อให้ผ่านไปกว่า ๑๐๐ ปี ผมว่าหนังสือก็คงมีวางขาย เพราะหนังสือที่มีคุณค่าในตัวเองย่อมอยู่ได้ตลอดไป
“งานของครูมาลัยเอามาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ แม้คนรุ่นใหม่บางคนอาจจะงงว่าบรรยากาศในเรื่องเป็นอย่างไร อย่างภาษาที่ ‘ตาเกิ้น’ พูด หรือไปหมู่บ้านไหนถ้ามีสาวสวยตาเกิ้นก็จีบหมด ในสมัยปัจจุบันคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว”