Image

ส่องชีวิตในพงไพร ผ่าน Camera Trap 
ของ ปริญญา ผดุงถิ่น 
ผู้เชื่อว่าสัตว์เล็ก
สำคัญไม่แพ้สัตว์ใหญ่

ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers

เรื่อง : ธเนศ แสงทองศรีกมล
ภาพ : ปริญญา ผดุงถิ่น

“ถ้ามีนักวิจัยร่วมด้วยจะดีที่สุดครับ เขามีข้อมูล รู้พื้นที่ทุกอย่างแต่เขาไม่มีอุปกรณ์ที่ดี เรามีอุปกรณ์ที่ดีมีวิชาถ่ายรูป แต่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ดังนั้นการร่วมมือกันคือสุดยอด”

บนความสูงกว่า ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของเทือกเขาหิมาลัย มีคำกล่าวขานถึงสัตว์ลึกลับตัวหนึ่ง แต่กลับไม่เคยมีใครเคยพบเจอตัวจริง กระทั่งในปี ๒๕๕๒ สตีฟ วินเทอร์ (Steve Winter) ช่างภาพสัตว์ป่าชาวอเมริกันบันทึกภาพชุด “เสือดาวหิมะแห่งลาดัก” หรือเจ้าสัตว์ลึกลับในตำนาน ณ Hemis National Park ดินแดนสหภาพลาดัก ประเทศอินเดีย 

การค้นพบดังกล่าวยืนยันต่อประชาคมโลกว่า “ยังไม่สายที่จะอนุรักษ์” และจุดประกายให้ช่างภาพสมัครเล่นคนหนึ่งในอีกฟากของโลกด้วย

“ในยุคนั้น (เสือดาวหิมะ) มันยังเป็นสัตว์ลึกลับแห่งขุนเขาสูง เขา (สตีฟ) ก็เลยคิดว่าต้องเอาชนะด้วยกล้องดักถ่าย DSLR camera trap  ผมเห็นวิดีโอเบื้องหลังการทำงาน เขาขนกระเป๋าไป ๒๐ กว่าใบมั้ง ยาวราวขบวนรถไฟเลย สุดท้ายก็สำเร็จ ภาพสวยจนทำผมละลาย เป็นภาพเสือดาวหิมะในช่วงหิมะกำลังตก ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มเล่นกล้องก็เลยคิดว่า ‘เอาวะ ผมต้องเอาแบบ สตีฟ วินเทอร์’” ชายหนุ่มท่าทางใจดีเล่าออกรส

จุดเริ่มต้นของปุ๋ย-ปริญญา ผดุงถิ่น นักเขียนจาก มติชนสุดสัปดาห์ ที่สละเวลาจับปากกามาจับกล้องถ่ายภาพสัตว์ป่าคือการตามรอยช่างภาพต้นแบบและรีดเค้นศักยภาพของตนเอง จนภาพของเขาปรากฏอยู่บนหนังสือภาพ Remembering Tigers ค.ศ. ๒๐๒๕ ซึ่งรวมภาพเสือโคร่งจากช่างภาพสัตว์ป่าระดับโลกหลายคน

เรื่องน่าตื่นเต้นและภูมิใจมากคือภาพของเขาจัดพิมพ์อยู่เคียงข้างกับภาพของ สตีฟ วินเทอร์ ผู้จุดประกายให้เขาอีกด้วย

Image

เสือปลากับศาลพระภูมิ สะท้อนวิถีชีวิตไทย 

ภาพนี้บอกให้รู้ว่าเสือปลาเป็นสัตว์ป่าที่ปรับตัวเก่ง ใช้พื้นที่ชีวิตทับซ้อนกับคน อย่างที่สัตว์ป่าส่วนใหญ่ไม่สามารถเลียนแบบได้ เพียงแต่การใช้พื้นที่ทับซ้อนจะเหลื่อมเวลากัน เมื่อความมืดหว่านลงมา ผู้คนพากันหลับใหลชายทุ่งตกอยู่ในความเงียบสงัด ก็เป็นเวลาของเสือปลา

Nikon D600,
Nikkor Ai-S 24mm F2.8, 5 sec,
f/2.8, ISO 1600,
1 flash, active sensor “Cognisys”

ปริญญาวนเวียนกับสัตว์ป่าที่พบเจอตามจังหวะของชีวิต เมื่อครั้งยังเด็กเขาคลั่งไคล้การตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ ประสบการณ์นั้นเป็นวัตถุดิบสำคัญเมื่อเขาเข้าทำงานที่ มติชน ในฐานะนักข่าว ก่อนเป็นเจ้าของคอลัมน์ “สะเทินน้ำสะเทินบก” ใน มติชนสุดสัปดาห์ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการตกปลาและชีวิตในผืนน้ำ 

จุดเปลี่ยนคือตอนเขาหัดดูนกตามเพื่อนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้พบนกพญาปากกว้างท้องแดง (Black-and-red Broadbill) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ซึ่งเป็นนกหายาก ความประทับใจครั้งนั้นเองทำให้เขาสนใจการถ่ายภาพ

ปริญญาลงทุนซื้อกล้องส่องทางไกลราคาหลายหลักและเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อส่องนกนานาชนิด ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาดังกล่าวกล้องดิจิทัลเริ่มเข้ามาตีตลาดสู้กับกล้องฟิล์มและเปลี่ยนฉากทัศน์ของวงการถ่ายภาพไปโดยปริยาย ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงการถ่ายภาพมากขึ้นจากเดิมที่เป็นเรื่องของคนมีสตางค์  ปริญญาไม่พลาดจะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ เขาตัดสินใจซื้อกล้องตัวหนึ่งไว้เป็นอาวุธคู่กาย

“ตอนนั้นติดดูนกก็ซื้อกล้องสโคป (กล้องส่องทางไกลแบบตาเดียว) ยี่ห้อ Swarovski เลยนะ แล้วก็เดินทางทั่วประเทศ เพราะนกทำให้เราต้องเดินทางไปหามัน ช่วงนั้นกล้องดิจิทัลเกิดขึ้นมา แล้วไม่แพงเหมือนยุคฟิล์มสมัยก่อนซึ่งต้องเป็นคนมีสตางค์ถึงจะมีกล้องถ่ายรูปได้ กลายเป็นยุคที่ใคร ๆ ก็ถ่ายนกได้ ผมก็มีกล้อง Nikon D90 ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ เลนส์ 300mm F4  ภาพดีบ้างไม่ดีบ้าง

Image

เสือโคร่งใช้ชีวิตในยามค่ำคืนมากกว่ากลางวัน

การถ่ายภาพเสือด้วย DSLR camera trap จัดแสงแฟลชเพื่อสร้างบรรยากาศอันสวยงาม เผยให้เห็นชีวิตสัตว์นักล่าผู้ลึกลับขณะเดินไปในเงามืดของป่าดิบยามดึก

Nikon D90, Tokina 12-24mm F4 @16mm, 1/160 sec, f/5.6, ISO 400, 2 flashes

Image

ชะมดแผงหางปล้อง สัตว์ป่าหาง่ายไร้ออร่า ปรากฏตัวในราตรีอันสวยงาม 

ท้องฟ้าพราวพรายด้วย “ทางช้างเผือก” ในเสี้ยววินาทีที่ห้วงอวกาศเป็นใจ มี “ผีพุ่งไต้” พุ่งวาบอีกต่างหาก แต่วินาทีเดียวกันนั้นชะมดก็ก้าวไปโดนใบไม้เล็ก ๆ บดบังตรงลูกตาพอดิบพอดี ช่างภาพไม่รู้
จะหัวเราะหรือร้องไห้ !

Nikon D600, Nikkor Ai-S 24mm F2.8, 20 sec, f/2.8, ISO 3200, 1 flash

“นิยามตัวเองว่าเป็น ‘เล็กสั้นขยันถ่าย’ คือไม่ลงทุนมากแต่ว่าลุยแหลกทุกรูปแบบ” ปริญญายิ้ม

ปริญญาฝึกถ่ายภาพได้ระยะหนึ่งในช่วงเวลาใกล้กับที่ สตีฟ วินเทอร์ เผยแพร่ภาพชุดเสือดาว-หิมะแห่งลาดัก 

ด้วยความร้อนวิชาและทักษะการเขียนที่มีอยู่มากโข เขาเขียนวิจารณ์ภาพชุดของช่างภาพชาวอเมริกัน จอร์จ สไตน์เมตซ์ (George Steinmetz) ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายภาพยิงแฟลชใส่เสือพูม่าและมีดวงดาวเป็นฉากหลังแบบนั้น แต่เมื่อศึกษาเพิ่มเติมและเห็นเบื้องหลังการทำงานของเขาก็แทบหายางลบมาลบบทความไม่ทัน เพราะในทางทฤษฎีทำได้ และอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยให้ช่างภาพระดับโลกได้ภาพเสือดาวหิมะที่งดงามขนาดนั้นก็คือกล้องดักถ่าย camera trap

ปริญญาเล่าว่าเพื่อนในวงการดูนกแนะนำให้เขารู้จักกับเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (PIR motion sensor) ที่ตรวจความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตจากความร้อนของร่างกาย หากนำเซนเซอร์ดังกล่าวประกอบเข้ากับกล้องดิจิทัลก็จะกลายเป็นกล้องดักถ่ายสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องได้ หรือ DSLR camera trap โดยเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่นิยมใช้ในการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่า และให้ภาพที่มีความละเอียดและความคมชัดสูง เหมาะถ่ายภาพสัตว์ป่าหายากที่ไม่ค่อยปรากฏตัวให้มนุษย์ยลโฉมมากนัก

“ด้วยความที่รู้น้อยแต่ดันชอบพูดมากนั่นแหละ คือผมก็ไม่รู้ว่าเขาถ่ายได้ยังไง คิดไม่ออก เส้นผมบังภูเขา พอผมเริ่มถ่ายภาพจริงจัง มีทฤษฎีขึ้นมา ก็รู้ว่าการถ่ายสัตว์กับดาวง่ายนิดเดียว หลังจากนั้นก็เลยมุ่งมั่น ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็จะถ่ายภาพสัตว์กับดาว เป็นซิกเนเจอร์ของผม จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการถ่ายเสือโคร่งกับดาว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครถ่ายได้นะ ผมถ่ายมาเป็นสิบปีแล้วและก็ขยับขึ้นไปอีกเป็นเสือโคร่งกับทางช้างเผือก แต่ที่ยากคือเสือโคร่งกับดาวเส้น ดาวหมุนครึ่งชั่วโมง ยากมากทำอยู่หลายปีจนสุดท้ายก็ได้” ปริญญาสาธยายประสบการณ์ผ่านการถ่ายภาพ

เสือโคร่งตัวนี้ลั่นชัตเตอร์ถ่ายตัวเอง ขณะเดินผ่านแนวเซนเซอร์ที่ตั้งระบบไว้ให้ทำงานเฉพาะเวลากลางคืน

การบันทึกภาพเจ้าป่าในบรรยากาศงดงามด้วยแสงนวลเย็นจากพระจันทร์ที่เพิ่งลอยพ้นเหลี่ยมเขา ดวงดาวยังไม่เร้นเลือนหาย

Nikon D700, Tokina 11-16mm F2.8 @16mm, 15 sec, f/2.8,
ISO 1600, 1 flash, passive sensor “Camtraption”

สัตว์ป่าซึ่งท้าทายการถ่ายภาพของปริญญาที่สุดคือเสือกระต่าย (jungle cat)

สัตว์ลักษณะคล้ายแมวบ้านแต่ขนาดลำตัวใหญ่กว่า มีขนปลายหูเป็นพู่สีดำ บางตัวมีลวดลายที่ขา และขาที่ยาวกว่าแมวบ้าน ดร. โดม ประทุมทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อธิบายในเฟซบุ๊กเพจ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา Natural History Museum ว่าแท้จริงแล้วศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของเสือกระต่ายอยู่ที่ประเทศอินเดียและประเทศในเอเชียใต้ มักพบได้ยากในประเทศไทย ซึ่งเป็นขอบชายแดนการกระจายพันธุ์ และไม่มีผู้ใดพบเจอมันตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ เลยทีเดียว 

“ครั้งนั้นเตรียมการระดับอุทยานฯ เลยนะ แต่ดวงก็ยังเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะมันดันโผล่มาให้ผมทั้งสองกล้องเลย”

ปริญญาเล่าว่าการจะได้ภาพสัตว์ป่าหายากไม่ใช่แค่การถือกล้องเดินดุ่ม ๆ เข้าไปถ่ายได้ทันที สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ต้องได้รับอนุญาตและสนับสนุนสำหรับการเดินทางเข้าป่า นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญชี้พิกัดให้วางกล้องดักถ่าย กระทั่งต้องขอบคุณชาวบ้านในพื้นที่ที่ไม่หยิบฉวยกล้องซึ่งวางตามต้นไม้ไป จนเขาถ่ายภาพเสือกระต่ายได้ในปี ๒๕๖๐ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ถือเป็นการพบเจอเสือกระต่ายอีกครั้งในรอบ ๔๐ ปีในประเทศไทย 

“ถ้ามีนักวิจัยร่วมด้วยจะดีที่สุดครับ เขามีข้อมูล รู้พื้นที่ทุกอย่าง แต่เขาไม่มีอุปกรณ์ที่ดี เรามีอุปกรณ์ที่ดี มีวิชาถ่ายรูป แต่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ดังนั้นการร่วมมือกันคือสุดยอด ได้ผลงานที่ดีเสมอ อย่างภาพเสือกระต่ายก็เป็นการร่วมมือกับนักวิจัยสัตว์ป่าที่พาไปชี้จุด ถ้าทำโมเดลนี้ได้เมื่อไหร่ก็ไปโลด”

Image

เสือกระต่ายหรือแมวป่า ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานความสำเร็จของงานอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย 

จากสัตว์ที่สาบสูญในป่าเมืองไทยนานถึง ๔๐ ปี วันนี้เสือกระต่ายกลับมาปรากฏตัวในคืนเดือนมืดที่เต็มไปด้วยดาวล้านดวงเกลื่อนกลาดดาษดากลางเวหน !

Nikon D600, Nikkor Af-S 20mm F1.8G Nano,
20 sec, f/2.8, ISO 2000, 1 flash

นอกจากต้องผูกมิตรกับมนุษย์แล้ว การให้เกียรติวิถีชีวิตของสัตว์ป่าก็เป็นสิ่งที่เขายึดมั่น ปริญญาเสริมว่าแสงแฟลชซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการถ่ายภาพด้วยกล้องดักถ่าย camera trap สร้างความตื่นตระหนกให้สัตว์ป่า จากเมื่อก่อนเขาเลือกยิงแฟลชต่อเนื่องเมื่อสัตว์ป่าเดินผ่านเพื่อให้ได้ภาพดีที่สุด แต่วันนี้เขาลดลงเหลือเพียงสองช็อตเท่านั้น โดยช็อตแรกเป็นการปลุกแฟลช และช็อตที่ ๒ จึงเป็นภาพที่ถ่ายจริง 

ปริญญาเห็นว่าทักษะการถ่ายภาพด้วยกล้อง DSLR camera trap อย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังต้องอาศัย “ดวง” ค่อนข้างมาก

หลังจากติดตั้งอุปกรณ์ที่ซับซ้อน ณ จุดและมุมเล็งภาพ ต่อสายต่าง ๆ ตามลำดับที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อให้กล้องลั่นเมื่อสัตว์ป่าเดินผ่าน ตรวจเช็กจนมั่นใจแล้ว กล้องก็จะถูกทิ้งไว้ในสภาพนั้น และรอวันที่เขากลับมาเช็กสภาพกล้องและภาพที่ถ่ายได้อีกครั้งในอีกร่วมเดือนข้างหน้า

เท่ากับว่าปริญญาทำได้เพียงจินตนาการและภาวนาว่าสัตว์ป่าตัวนั้นจะเดินผ่านและเก๊กท่าหล่อสวยให้กล้องพอดิบพอดี 

“ส่วนหนึ่งเป็นการค้นคว้าข้อมูล แต่ยังไงก็ดวงอยู่ดีครับ ถ้าตั้งกล้องดักถ่ายทิศใดทิศหนึ่งแต่เสือเดินหันตูดให้ เราได้ภาพเสือแต่ภาพก็เสียอยู่ดี”

Image

กระทิงโทนก้มมองดูกล้องที่พรางทับด้วยก้อนหิน ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความสงสัย 

สัตว์ใหญ่ที่กล้าท่องหากินตามลำพังตัวนี้เปี่ยมด้วยความมั่นใจ จึงยอมให้ถ่ายภาพโดยไม่มีอาการตื่นต่อเสียงและแสงอันไม่คุ้นเคย มีเพียงความฉงนสนเท่ห์ “คืนนี้มีอะไรแปลก ๆ อยู่นะ ?”

Nikon D90, Nikkor 18-55mm
@24mm, 1/40 sec, f/8, ISO 200, 2 flashes

ปริญญายืนยันหนักแน่นว่าการที่เสือกระต่ายกลับมาปรากฏตัวในรอบ ๔๐ ปี หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่ปรากฏตัวอีกครั้งหลังหายไปนาน หมายความว่าระบบนิเวศและสัตว์ป่าของไทยกำลังฟื้นตัวช้า ๆ ส่วนหนึ่งอาจเพราะจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจผู้คน และฟันเฟืองหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนการอนุรักษ์นี้คือภาพถ่ายสัตว์ป่าที่เหล่าช่างภาพสัตว์ป่าพยายามบันทึกเรื่องราวและชีวิตในพงไพรให้สาธารณชนรับรู้

ปัจจุบันปริญญาเผยแพร่ภาพจากผืนป่าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วยเหตุผลหลักคือต้องการให้ผู้คนรักสัตว์มากขึ้น

บรรดาผู้ติดตามร่วม ๓ แสนคนทั้งบนแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok ต่างพากันชื่นชมและสงสัยแทบจะทันทีที่เขาเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอของสัตว์ป่า

ปริญญาอธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ภาพถ่ายสัตว์ป่าช่วยส่งเสริมการรับรู้ของสาธารณะและนำไปสู่การอนุรักษ์ในที่สุด ทว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “คุณภาพของภาพถ่าย” เขาสะท้อนว่าหากเผยแพร่ภาพถ่ายที่ไม่สมบูรณ์ก็จะไม่มีใครรับชมหรือเผยแพร่ต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียปัจจุบันซึ่งให้ความสำคัญที่ภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะถ่ายจากกล้องดิจิทัลก็ดีหรือกล้องมือถือก็ดี ช่างภาพ (นิ่ง) จึงจำเป็นต้องยกระดับทักษะถ่ายภาพอยู่เสมอ

“คนไทยเริ่มมีจิตสำนึกมากขึ้นครับ ผมทำเพจเห็นคนรุ่นใหม่ ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นที่เห็นสัตว์ เห็นเก้งเป็นลาบ เริ่มน้อยลง สมัยก่อนมีข่าวตลอดว่า ถ้ามีกระทิง เก้ง กวาง หลุดเข้ามาในเขตหมู่บ้านจะต้องถูกไล่ตีตายหมด และพาดหัวข่าวกันจนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตอนนี้ใครทำแบบนี้โดนประชาทัณฑ์

“กระแสคนรักสัตว์เบ่งบานดีมาก แต่ยังไม่ถึงที่สุด ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ยังมีเพจหาอยู่หากิน (ล่าสัตว์ป่าเพื่อกิน) และคนติดตามเยอะมาก ๆ  ช่างภาพสัตว์ป่าที่ดังที่สุดในประเทศไทยรวมกันทุกคนยังมีผู้ติดตามไม่มากเท่า ต้องใช้เวลา แต่ผมมั่นใจในคนรุ่นใหม่” ปริญญายกตัวอย่าง

Image

หมาจิ้งจอก ประชากรกำลังฟื้นตัว จนพบเห็นง่ายขึ้นตามลำดับ 

ปัจจุบันมีคนถ่ายภาพหมาจิ้งจอกได้จากที่โน่นที่นั่น แม้แต่ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ  ภาพหมาจิ้งจอกกับดวงดาว ช่วงที่ “ทางช้างเผือก” กำลังลอยพ้นขอบฟ้า ช่วยให้หมาจิ้งจอกตัวนี้มีความพิเศษ

Nikon D700, Tokina 11-16mm F2.8 @16mm, 15 sec, f/2.8, ISO 1600, 1 flash, 
passive sensor “Camtraption”

Image

กวางป่าถือเป็นสัตว์ป่าอาภัพในยุคลูกผู้ชายล่าสัตว์ เพราะเป็นสัตว์ตัวแรก ๆ ที่ถูกล่าถูกยิงมากที่สุด

สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากกวางเป็นเหยื่อสำคัญของเสือโคร่งและหมาใน สัตว์ผู้ล่าที่ขาดแคลนเหยื่อ ในป่าที่เสียสมดุลก็อาจสูญพันธุ์ได้ ไม่ต่างจากการถูกล่าโดยตรง

Nikon D600, Nikkor Af-S 20mm F1.8G Nano,
20 sec, f/2.8, ISO 3200, 1 flash

ปริญญาทิ้งท้ายว่าบางครั้งผู้คนในสังคมหรือแม้กระทั่งช่างภาพเองก็ถูกจำกัดการรับรู้ที่มีต่อสัตว์ป่าอีกหลากหลายชนิด เขาเห็นว่าช่างภาพสัตว์ป่าส่วนใหญ่มักหลงใหลการถ่ายภาพสัตว์เจ็ดยักษ์ใหญ่แห่งพงไพร ได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ วัวแดง กระทิง สมเสร็จ และช้างป่า ต่างจากสัตว์เล็กอื่น ๆ ที่ช่างภาพมักไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนัก 

แม้จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เขากังวลว่าอาจทำให้มีเพียงภาพสัตว์ใหญ่ที่ปรากฏตามแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยไม่ถูกมองเห็นซึ่งปริญญาย้ำว่ายังมีสัตว์ป่าขนาดเล็กในประเทศไทยที่ยังไม่ถูกบันทึกอีกมาก

“ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ช่างภาพสัตว์ป่าต้องกระจายกันไปถ่ายสัตว์ลี้ลับให้หมดก่อน แต่จะเรียกร้องใครก็ยากเหมือนกัน เพราะวิธีถ่ายรูปทั่วไปถ่ายสัตว์พวกนี้ได้ยาก ต้องใช้วิธีแบบที่ผมใช้ camera trap นี่แหละ” ปริญญาตั้งข้อสังเกต

หมุดหมายใหม่ในปี ๒๕๖๙ ของปริญญา คือผืนป่าภาคใต้ที่เขาเปี่ยมด้วยความปรารถนาจะได้ผจญไพร เพื่อบันทึกสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยที่ตกสำรวจและแทบไม่เคยถูกบันทึกผ่านเลนส์กล้องไม่ว่าจะเป็นอีเห็นลายพาด, ชะมดแปลงลายแถบ, เสือไฟ (ขนแดงและขนเทา) เป็นต้น

“ช่างภาพสัตว์ป่าก็เหมือนสื่อสารมวลชนแห่งพงไพร ผมมองแบบนั้น คนอื่นเข้าพื้นที่ไม่ได้หรือเข้าได้ก็ไม่มีทักษะที่จะถ่ายภาพดี ๆ ตรงนี้เป็นงานของช่างภาพสัตว์ป่าที่จะเป็นสื่อกลาง นำภาพจากพงไพรออกมาให้คนรับรู้ จำเป็นและหยุดไม่ได้ หมดรุ่นผมก็ต้องมีรุ่นอื่นทำต่อไปเรื่อย ๆ

“บางคนอาจมีความคิดว่าจะไปถ่ายทำไมเหมือนไปชี้เป้าให้คนอยากล่า ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่ายิ่งมีอะไรดี ๆ ยิ่งต้องเอาออกมา” ปริญญาทิ้งท้าย