Image

จากขุนเขา
จรดแนวปะการัง*
บารมี เต็มบุญเกียรติ

*จากชื่อนิทรรศการภาพถ่ายของ บารมี เต็มบุญเกียรติ
จัดแสดงเมื่อวันที่ ๔-๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่หอศิลปวัฒนธรรม
แห่งกรุงเทพมหานคร

ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers

เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : บารมี เต็มบุญเกียรติ

“wildlife คือการสร้างความสัมพันธ์กับธรรมชาติแบบ ๑ ต่อ ๑ โดยที่เราไม่เอาเปรียบมัน สัตว์ป่าไม่รู้ว่ามีเราอยู่ตรงนั้น หรือถ้ารู้ก็วางใจไม่รู้สึกถูกคุกคาม”

การถ่ายรูปสัตว์ป่าของ บารมี เต็มบุญเกียรติ ไม่ได้เริ่มจากตั้งเป้าว่าต้องถ่ายรูปสัตว์ป่าหายากที่สุด แต่เกิดจากการเป็นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบถ่ายรูปทิวทัศน์

ความสนใจค่อย ๆ หยั่งรากเมื่อเขาใส่ใจรายละเอียดรอบตัว ทั้งพรรณไม้ หมู่นก พฤติกรรมสัตว์ ขณะทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือที่ต้องระบุชื่อชนิดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ  ความช่างสังเกต สงสัยใคร่รู้เรื่องราวของสรรพชีวิตในธรรมชาตินำเขาสู่เส้นทางการถ่ายรูปสัตว์ป่ามืออาชีพ

“เริ่มจากถ่ายรูปธรรมชาติ อย่างภูกระดึงพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก เหมือนคนทั่วไป แล้วพอมาทำหนังสือ Advanced Thailand Geographic อยากรู้ด้วยว่าคือดอกอะไร ต้นอะไร จากพันธุ์ไม้มากล้วยไม้ นก  คอลัมน์ ‘Bird of Thailand’ นอกจากถ่ายรูปเราก็สนุกกับการเช็กลิสต์ว่าเจอนกชนิดใดบ้าง”

สมเสร็จคู่ในระยะเวลา ๓๐ ปี ผมพบสมเสร็จและถ่ายได้สี่ครั้ง แต่ชอบภาพนี้ที่สุดด้วยแสงและจังหวะช่องไฟที่สมเสร็จเดินลงมา

Canon EOS 5D Mark III เลนส์ EF 200-400mm F4 L IS USM EXT
ถ่ายที่ช่วง 560mm, เปิดหน้ากล้องที่ f/5.6
ความไวชัตเตอร์ 1/2500 ISO 1600

จุดเปลี่ยนสำคัญที่หล่อหลอมจิตวิญญาณการทำงานช่างภาพสัตว์ป่าคือเห็นเหตุการณ์เมื่อ ๒๕ ปี ก่อนที่ “ความอยากได้ภาพ” อยู่เหนือ “ความเคารพธรรมชาติ” อย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยมีช่างภาพจำนวนมากรุมล้อมรังนกกระเต็นจนเกินขอบเขต ถึงขั้นกางบังไพรขวางลำน้ำที่เป็นเส้นทางบินเพื่อให้ได้ภาพ บารมีจึงตัดสินใจเลิกถ่ายรูปนกตามหมายหรือสถานที่ที่มีคนชี้จุด แต่ค้นคว้าข้อมูลและเฝ้าสังเกตพฤติกรรมนกเอง

“จากวันนั้นเริ่มแอนตี้รังที่เป็นมหาชน เพราะควบคุมคนอื่นไม่ได้ จึงออกหารังนก หมั่นสังเกตพฤติกรรม เห็นนกคาบอึมา บินไปทางไหน เห็นมันบินไปสองครั้งก็ค่อย ๆ ตามหา  สำหรับเรา wildlife คือการสร้างความสัมพันธ์กับธรรมชาติแบบ ๑ ต่อ ๑ โดยที่เราไม่เอาเปรียบมัน สัตว์ป่าไม่รู้ว่ามีเราอยู่ตรงนั้น หรือถ้ารู้ก็วางใจ ไม่รู้สึกถูกคุกคาม”

โลกทัศน์ของการถ่ายรูปสัตว์ป่ายิ่งเปิดกว้างเมื่อช่างภาพหนุ่มมีโอกาสถ่ายรูปประกอบหนังสือ พรรณไม้ดอยเชียงดาว

Image

ป่าดิบแดนใต้เลือกเจาะบางมุมของป่าดิบที่มีเอกลักษณ์ โดยสิ่งมีชีวิตของพื้นที่นั้นเป็นส่วนประกอบ

Canon EOS R1 เลนส์ RF 800mm F11
IS STM เปิดหน้ากล้องที่ f/11
ความไวชัตเตอร์ 1/1250 ISO 640

“สมัยนั้นเจอกวางผาเฉพาะที่ม่อนจอง ไม่มีรายงานที่อื่น อ่านหนังสือกี่เล่มก็บอกคือบ้านหลังสุดท้ายของกวางผา วันดีคืนดีไปเก็บภาพพรรณไม้กลางฤดูฝน เป็นทริปที่ขึ้นดอยเชียงดาวกับนักเขียนแค่สองคน เห็นกวางผาอยู่บนยอดเขาไกล ๆ คุยกันว่านั่นเลียงผา แต่สีมันจืดมากนะ ถกเถียงกัน เพราะตามข้อมูลไม่มีกวางผาที่นี่ นั่นคือครั้งแรกที่รู้สึกว่า เฮ้ย นี่เป็นข้อมูลใหม่”

บารมีรักการถ่ายรูปธรรมชาติตั้งแต่ขุนเขาสูงเสียดฟ้า ในป่าดงทึบ จนจรดพื้นทรายใต้ท้องทะเล หลงใหลชีวิตลึกลับของสัตว์ป่าบนเขาหินปูนพอ ๆ กับโลกสีครามของสัตว์ทะเลตามแนวปะการัง

เมื่องานถ่ายรูปสัตว์ป่าบนบกอยู่ตัว จึงหาความท้าทายใหม่ด้วยการเรียนดำน้ำและถ่ายภาพใต้น้ำ

“คีย์จริง ๆ แล้วเหมือนกัน แค่เปลี่ยนเครื่องมือ อยู่บนบกใช้ทั้งเลนส์มาโคร เลนส์ไวด์ เลนส์เทเลช่วยถ่ายทอด ใต้น้ำไม่มีเลนส์เทเล มีอุปกรณ์ครอบกล้องกันน้ำ แต่สิ่งที่ต่างชัด ๆ คือ เรามีเวลาจำกัดในการลงไปแต่ละครั้ง คนใช้อากาศไม่เปลือง ๑ ไดฟ์ประมาณ ๖๐ นาที”

“เคยนั่งรอในบังไพรนาน ๑๐ วันโดยไม่ได้ภาพสักใบ ทั้งที่เราค้นคว้าอย่างดีว่าเป็นช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุด อดทนนั่งอยู่คนเดียว ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองหรือเสียงท้องร้องแล้วตกใจ”

Image

กวางผาแสงทอง ผมชอบภาพนี้เพราะมีดีเทลต่าง ๆ
ต้นค้อเชียงดาวเรียงรายบนยอดหินปูนที่มีไม้แคระแกร็น บ่งบอกถึงลมแรงและชั้นดินบนยอดเขาตื้น พื้นที่จึงเปิดโล่ง สลับกับกลุ่มหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีกวางผา สัตว์หากินบนที่ลาดชันแบบนี้โดดเด่นในตำแหน่งเหมาะสม
ใต้บรรยากาศแสงเย็นสีทอง

Canon EOS R3 เลนส์ RF 600mm
F4 L IS USM เปิดหน้ากล้องที่ f/5.6
ความไวชัตเตอร์ 1/1250 ISO 640

Image

กวางผาดวงดาว
กวางผาเด็กแทนการเกิดใหม่ในพื้นที่อนุรักษ์แต่ถูกตัดขาดจากกลุ่มป่าอื่น มีแสงดาวส่งเสริมความเป็นสัตว์กลางคืน โดยมีไฟเมืองแทนภัยคุกคาม ความยากคือการหาร่องรอยการใช้เส้นทาง สังเกตดินที่ติดกีบย่ำมาบนหิน หรือขี้ที่อยู่รอบ ๆ  การมองหาก้อนหินที่เหมาะสมสำหรับการตั้งกล้อง เพราะถ้ากวางยืนไกลภาพก็จะไม่คมชัด และต้องเลือกฉากหลังตรงที่สัตว์ยืนให้มืด ซึ่งถ้าเป็นคืนเดือนหงายก็จะไม่ได้ภาพ อีกทั้งอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความหนาวเย็นที่ทำให้แบตเตอรี่หมดไวหรือมีหมอกบังคลุมภาพ  ภาพนี้ติดกล้องไว้หลายเดือนกว่าจะได้รูป

Canon EOS 6D เลนส์ EF 17-40mm F4 L USM ถ่ายที่ช่วง 20mm,
เปิดหน้ากล้องที่ f/5.6 ความไวชัตเตอร์ 30 วินาที ISO 3200

อาชีพช่างภาพสัตว์ป่ามาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดา ช่างภาพสัตว์ป่าที่ผ่านมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเพิ่งประสบเหตุการณ์เฉียดตายด้วยถูกต่อหัวเสือแถบใหญ่รุมต่อยที่ป่าฮาลา-บาลา

เนื่องจากเขาพยายามมองหาชะนีเซียมังบนต้นไม้ แต่บังเอิญตั้งกล้องใกล้รังต่อ เพียงแค่ใช้มือปัดต่อที่มาตอมหน้า ทำให้ต่อรู้สึกโดนทำร้ายก็พุ่งมาต่อยเลนส์และทิ้งฟีโรโมนไว้ ต่อตัวอื่น ๆ ก็มารุมต่อยเลนส์

“ครั้งนี้กล้องกับเลนส์ช่วยไว้ เพราะมันตอบสนองกับสีสว่าง แรงสั่นสะเทือนและเสียง เราก็รีบหลบออกมาให้ไกลไว้ก่อนค่อยหาทางกลับไปกู้กล้อง” แต่เขาก็โดนต่อหนึ่งตัวต่อย โชคดีที่เป็นคนไม่แพ้พิษ

นาทีชีวิตจึงเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ใช่แค่สัตว์ใหญ่อย่างช้างหรือกระทิง แต่รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กที่มีพิษร้าย

ภาพเสือลายเมฆ
จากข้อมูลการติดกล้อง trail camera นานนับปี บ่งบอกว่าจะมีเสือลายเมฆตัวผู้ผ่านทางมาทุก ๆ เดือนถึงเดือนครึ่ง และตัวเมียผ่านปีละสองครั้ง บริเวณนี้เป็นหน้าผาหินปูนที่มีเส้นทางด่านบรรจบกันเหมือนสี่แยก เลยเลือกหน้าผาเป็นฉากหลัง ยึดเคสกันน้ำกับต้นไม้ในระดับต่ำ แฟลชแยกออกมาซ้าย-ขวาห่างกล้องราว ๑.๕ เมตร เพื่อป้องกันการสะท้อนจากดวงตาสัตว์กลางคืน โดยตั้งระบบแมนนวล ควบคุมระยะแสงแค่ ๑.๕-๒ เมตร และดัดแปลงให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์  ในภาพแฟลชดวงขวาหมดพลังงานแล้ว จึงบังเอิญเกิดเงาพาดลง  ภาพนี้ใช้เวลาถึง ๑ ปี เพราะตอนติดใหม่ ๆ ตัวประจำหายไป ได้ข่าวจากอีกหมู่บ้านว่ามีคนล่า จนมาติดลูกเสือลายเมฆ ซึ่งในกล้อง trail camera ข้าง ๆ กันได้ภาพลูกเสือสองตัว แต่ผ่านกล้องใหญ่แค่
ตัวเดียว

Canon EOS 5D Mark III เลนส์ EF 17-40mm F4 L USM เปิดหน้ากล้องที่ f/8 ความไวชัตเตอร์ 1/200 ISO 800

“กางเต็นท์ในป่าทิ้งรองเท้าไว้ข้างนอก บางคนตายจากแมงป่องหรือตะขาบ ในธรรมชาตินั้นถ้าไม่เข้าใจหรือไม่สังเกตมากพอก็มีสิทธิ์เป็นนาทีชีวิตได้”

ประสบการณ์หลายปีในป่าใหญ่จนถึงโลกใต้น้ำ หลักการและจริยธรรมของบารมีคือเข้าหาธรรมชาติและสัตว์ป่าโดยไม่แทรกแซง ปฏิเสธการใช้อาหารล่อหรือใช้เสียงเรียกเพื่อให้สัตว์ปรากฏตัว

“เสียงเหล่านั้นอาจเป็นการประกาศอาณาเขต หากใช้ผิดช่วงเวลาจะรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างรุนแรง ช่างภาพสัตว์ป่าต้องทำความเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อเข้าไปอย่างถูกจังหวะ เพื่อเปิดโอกาสมากขึ้น

Image

รังไข่แมงมุม
ใช้ไฟฉาย UV เป็นแหล่งกำเนิดแสง เพราะอยากให้คนเห็นความงดงาม
ของรังไข่แมงมุมภายใต้แสง UV ที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแสงในย่านนี้
ได้ ทำให้เกิดเป็นภาพสีสันแปลกตา

Canon EOS R1 เลนส์ EF 100mm F2.8 L Macro IS USM
เปิดหน้ากล้องที่ f/10 ความไวชัตเตอร์ 1/60 ISO 5000

“คีย์สำคัญ คือ ฤดูกาล พฤติกรรม และความอดทน เป็นสิ่งต้องเรียนรู้ การทำงานในป่าคือการอยู่ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติ เช่น รู้ว่ากวางผาที่ดอยเชียงดาวไม่ได้หากินแค่กลางวันตามที่เคยเข้าใจจริง ๆ หากินกลางคืนด้วย ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนถ่ายรูปได้แม่นยำขึ้น นอกจากนี้จำเป็นต้องมีทักษะการใช้ประสาทสัมผัส ช่างภาพสัตว์ป่าควรแยกแยะได้ว่าเสียงเหยียบใบไม้แห้งนั้นเป็นหมูป่า ช้าง หรือสัตว์ชนิดใด เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าก่อนสัตว์ปรากฏตัว

“ความเงียบและการอำพรางคืออาวุธสำคัญ การเข้าบังไพรไม่ใช่แค่นั่งรอ แต่ต้องพรางบังไพรให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ต้องจัดการกับกลิ่นและเสียงที่ไม่เป็นธรรมชาติ กลิ่นแปลกปลอมไม่ว่าน้ำหอมหรือกลิ่นตัวที่รุนแรงเกินก็ทำให้สัตว์ตื่นกลัวหรือระแวดระวังได้”

ขณะเดียวกันการทำงานกลางป่าเปลี่ยวหรือใต้ท้องทะเลลึกที่มิอาจคาดล่วงหน้า บ่อยครั้งแลกมาด้วยความผิดหวัง

“เคยนั่งรอในบังไพรนาน ๑๐ วันโดยไม่ได้ภาพสักใบ ทั้งที่เราค้นคว้าอย่างดีว่าเป็นช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุด อดทนนั่งอยู่คนเดียว ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองหรือเสียงท้องร้องแล้วตกใจ”

หิ่งห้อย
ภาพนี้ใช้กล้องรุ่นเล็ก Canon EOS M5 น้ำหนักเบา บนขาตั้งตัวเล็กเพื่อให้ได้มุมต่ำมาก ๆ จากพื้นแค่ฟุตเดียว สะท้อนจินตนาการหิ่งห้อย โดยถ่ายรูปต้นไม้กับแสงช่วงโพล้เพล้ไว้ก่อน เลือกใช้เลนส์ EF 24 F1.4 L II USM เพื่อใช้ช่องรับแสงกว้างสุด ISO 500 หลาย ๆ ใบ แล้วเลือกใบที่จังหวะช่องไฟสวย ๆ รวมเป็นภาพเดียว โดยนำมาสแต็ก ภาพนี้จะถ่ายรูปแบบลากยาวก็ได้ แต่บางจังหวะที่หิ่งห้อยบินจะเกิดเป็นเส้น จึงเลือกใช้วิธีเปิดรับแสงไม่นานมากแล้วนำมารวมภาพ

ภาพถ่ายสัตว์ป่าในมิติการอนุรักษ์ บารมีมองว่าทำหน้าที่ได้มากกว่าความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือช่วยละลายความรู้ทางวิชาการให้เข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป

จากเดิมอยากได้ภาพสัตว์ตัวใหญ่ ๆ ที่คมชัด เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับภาพที่แสดงถิ่นอาศัย เพราะการจะปกป้องสัตว์ป่าได้ เราต้องปกป้องที่อยู่อาศัยของพวกมันด้วย

“เรื่องราวของสัตว์ป่าบางแห่งสะท้อนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ได้ชัดเจน ยกตัวอย่างกรณีหมีที่แก่งกระจาน หรือช้างที่เขาใหญ่ มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเพราะการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเข้าใกล้ของมนุษย์ที่เกินขอบเขต

“การสื่อสารภาพเหล่านี้จะช่วยสร้างความตระหนักแก่นักท่องเที่ยวว่าพฤติกรรมที่ดูน่ารักของสัตว์ป่าที่เข้าหาคน แท้จริงแล้วคือสัญญาณเตือนของปัญหา”

Image

วาฬบรูด้าพ่นลมหายใจ
ตอนแรกผมถือกล้องในมือคือเลนส์ ๕๐๐ เรือจอดลอยลำอยู่กับที่ วาฬโผล่ขึ้นอ้าปากห่างราว ๗๐ เมตร ดูทิศทางพุ่งมาทางเรือและตามแสง  ผมจึงหยิบกล้องติดเลนส์สั้นขึ้นมาแทนแล้วปีนขึ้นราวกันตกเพื่อให้ได้มุมกด  สักพักวาฬโผล่ก่อนถึงเรือไม่เกิน ๒๐ เมตร พร้อมพ่นลมหายใจ จำได้ว่าตอนเห็นละอองลมหายใจต้องแสงดั่งสีรุ้ง นิ้วค้างอยู่ที่ชัตเตอร์จนมันมุดหายไป  ภาพนี้ได้รางวัลการประกวดภาพถ่าย “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ครั้งที่ ๒๓ ปี ๒๕๖๐

Canon EOS 5D Mark III เลนส์ EF 70-200mm
F2.8 L IS II USM เปิดหน้ากล้องที่ f/8
ความไวชัตเตอร์ 1/320 ISO 200

ทุกวันนี้ช่องทางนำเสนอภาพถ่ายสัตว์ป่าลดน้อยลงอันเป็นผลจากการปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ บารมีปรับตัวเพื่อยังคงทำงานที่ตัวเองรักโดยขยับขยายจากภาพนิ่งสู่ภาพเคลื่อนไหวและภาพยนตร์สารคดี เช่น การเป็นช่างภาพรายการ “Full Frame ช่างภาพสุดขั้ว” “WILD THAILAND” “A Day in the WILD” เป็นต้น

“เรายังเดินทางตามฝัน ไปเชียงดาว ถ่ายรูปสัตว์ป่าให้นักวิชาการอยู่  ได้เงินจากงานบรรยายให้ความรู้ หรือตัดสินประกวดภาพ ก็ใช้สำหรับเดินทาง ทำสิ่งที่ชอบ รวมทั้งระดมทุนพิมพ์หนังสือรวมภาพถ่ายสัตว์ป่าของตัวเอง

“จะยืนหยัดเป็นช่างภาพสัตว์ป่าในเมืองไทยโดยไม่ทำอย่างอื่นเลยอีกไม่นานคงถึงทางตัน คนพวกนี้ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มทีแล้ว”