หาวเพราะโชว์การแยกเขี้ยวยิงฟัน ?
วิทย์คิดไม่ถึง
เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา
เรื่องที่รู้กันดีมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือการหาวนั้น “ติด” และ “ต่อ” กันได้ราวโรคติดต่อ แถมไม่ได้เกิดเฉพาะในมนุษย์ ลิงไร้หางก็หาว และหากเราเห็น เราก็หาวตามลิงได้เช่นกัน
นี่แสดงถึงวิวัฒนาการของการหาวว่าอาจเก่าแก่กว่าการถือกำเนิดของมนุษย์บนโลก
มีเรื่องอีกมากมายที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน เช่น ทารกในครรภ์ก็หาว และอาจเริ่มหาวเป็นตั้งแต่อายุครรภ์แค่ ๑๒ สัปดาห์เท่านั้น
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดอรัม (University of Durham) ประเทศอังกฤษ ระบุว่า เมื่อใช้อัลตราซาวนด์แบบ 4D ส่องทารกในครรภ์ โดยดูจากช่วงเวลาที่นับจากปิดปากจนถึงอ้าปากกว้างที่สุดก็พบว่าเด็กหาว ไม่ได้แค่อ้าปาก
การหาวใช้เวลามากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดในช่วงเปิดปากพูดง่าย ๆ ว่าช่วงหุบปากกลับมานี้จะใช้เวลาสั้นมากกว่าตอนอ้าปากหาวนั่นเอง
การสแกนว่าที่คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ครบ ๒๔, ๒๘, ๓๒ และ ๓๖ สัปดาห์ ทำให้รู้ว่าทารกในช่วงอายุครรภ์ดังกล่าวล้วนแล้วแต่หาวกันทั้งนั้น และยังพบแนวโน้มว่าหลังจากอายุครรภ์ ๒๘ สัปดาห์ จำนวนครั้งของการหาวจะลดลง
ขณะที่การอ้าปากเฉย ๆ ลดลงได้ตั้งแต่อายุครรภ์ ๒๔ สัปดาห์ อีกทั้งไม่พบความแตกต่างของทั้งการหาวและอ้าปากในทารกทั้งสองเพศ
ทารกในครรภ์ไม่น่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือง่วงนอน ? แล้วพวกเขาหาวทำไม ?
คำอธิบายแบบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การหาวของตัวอ่อนในครรภ์อาจเกี่ยวข้องกับขั้นตอนหรือกระบวนการพัฒนาของสมอง
สมมุติฐานหรือทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุการหาวในผู้ใหญ่ก็สนุกดี
แบบหนึ่งที่นักวิจัยสนใจมากเป็นพิเศษคือการกระตุ้นให้สมองส่วนซีรีบรัล คอร์เทกซ์ (cerebral cortex) ทำงานได้ดีขึ้น
ตื่นตัวและมีสมาธิมากขึ้น เพิ่มการทำงานของคลื่นสมอง และแม้แต่ลดอุณหภูมิของสมองที่เพิ่มขึ้นเมื่อทำงานหนักคล้าย ๆ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานี่แหละ
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งถึงกับพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างความยืดยาวของเวลาที่สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ใช้หาว (ปรกติมนุษย์หาวนาน ๖ วินาที) กับน้ำหนักของสมอง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือพยายามหาความเชื่อมโยงกับจำนวนของเซลล์ประสาทในสมองส่วนซีรีบรัลคอร์เทกซ์ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ไพรเมตเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หาวนานเป็นพิเศษ เชื่อมโยงสองสามเรื่องที่ไม่น่าเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง !
วิธีการทดลองก็น่าสนใจ แต่อ่านแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทนอยู่บ้าง เพราะนอกจากต้องสังเกตคน ๒๗ คนแล้ว ยังต้องสังเกตสารพัดสัตว์ (ตัวเลขคือจำนวนสัตว์นั้น ๆ) ตั้งแต่ช้างแอฟริกา (๑), อูฐ (๑), ลิงคาปูชิน (๑), แมว (๙), ชิมแปนซี (๙), สุนัข (๑๒), สุนัขจิ้งจอก (๑๐), ชะนี (๖), กอริลลา (๗),
เม่น (๑๒), ม้า (๗), สิงโต (๗), ลิงมาร์โมเซต (๓), หนูจี๊ด (๖), โอพอสซัม (๙), กระต่าย (๑๒), หนูพุก (๑๓), ลิงวอก (๒), แกะ (๓), กระรอก (๘), ลิงกระรอก (๑), วอลรัส (๔), และคาปูชินหน้าขาว (๓)
แค่นับชื่อให้ครบยังเหนื่อย ไม่ต้องพูดถึงว่าต้องไปนั่ง ๆ นอน ๆ สังเกตนานแค่ไหนจึงจะเห็นมันหาวสักทีหนึ่ง
พฤติกรรมการหาวเป็น “สากล” ไม่น้อยทีเดียวในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อันที่จริงการหาวพบในสัตว์มีกระดูกสันหลังมากมายหลายกลุ่ม รวมถึงพวกนกด้วย แต่สัตว์ที่มีวิวัฒนาการเก่าแก่กว่าอย่างปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลานนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าหาวหรือไม่
หากดูจากปลาทองที่เคยเลี้ยงก็อ้าปากพะงาบ ๆ อยู่ตลอด น่าจะแยกยากเอาเรื่อง
ในบรรดาสัตว์กลุ่มไพรเมตหรือลิงไร้หาง (มนุษย์อยู่ในกลุ่มนี้) ซึ่งมีพัฒนาการของสมองอย่างมากนั้น สัตว์ตัวผู้มักหาวบ่อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดสมมุติฐานว่าเป็นไปได้ไหมว่านี่จะเป็นสัญญาณแสดงความเหนือกว่าและความก้าวร้าว
ที่มีมากกว่า เพราะข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งที่พบร่วมกันในสปีชีส์ต่าง ๆ ของไพรเมตนี้ก็คือ ตัวผู้มีฟันเขี้ยวที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน
การบาดเจ็บที่เกิดจากการต่อสู้กันนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากการถูกกัดด้วยฟันเขี้ยวนี่เอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าการหาวในสัตว์จำพวกนี้อาจเป็นการ “โชว์แยกเขี้ยวยิงฟัน” แสดงศักยภาพความดุร้าย ดุดันให้เป็นที่เกรงขาม ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามสนุก ๆ น่าสนใจ (มีประโยชน์แค่ไหนถกเถียงกันได้) ที่ทีมนักวิจัยอิตาลีทีมหนึ่งถามขึ้นก็คือ เรื่องนี้เป็นจริงกับมนุษย์ด้วยหรือไม่ แม้ว่าฟันเขี้ยวของมนุษย์เพศชายและหญิงจะแตกต่างกันน้อยก็ตาม ?
เพื่อให้เข้าใจตรงกัน คณะนักวิจัยให้นิยามการหาวว่าเป็น “การเคลื่อนไหวที่ทำให้ปากอ้าออก ควบคู่กับการหายใจเข้ายาว ๆ ตามด้วยการหายใจออกสั้น ๆ” ซึ่งก็รัดกุมพอสมควร
คณะนักวิจัยกลุ่มนี้สังเกตการณ์และนับจำนวนการหาวของผู้โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินสาย B ในกรุงโรม การที่เลือกเส้นทางนี้เพราะมีความน่าเบื่อเป็นพิเศษ ระหว่างทางมองออกไปนอกหน้าต่างไม่ได้ ผู้โดยสารเลยต้องมองหน้ากันเป็นเรื่องปรกติ
หลังจากเก็บข้อมูลการโดยสาร ๙๔ เที่ยว แต่ละเที่ยวกินเวลาราว ๑๕ นาที แต่ครอบคลุมเวลาการวิจัยนานกว่า ๑๒ เดือน เพราะสุ่มแบบไม่ได้ทำติดต่อกันทุกวัน นักวิจัยสังเกตละเอียดและแบ่งการหาวเป็นสองแบบ คือ แบบแรกหาวแบบเปิดเผย ขณะที่อีกแบบผู้หาวพยายามปกปิดด้วยมือหรือไม่ก็หาวครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะพยายามปิดปากไว้
ผลลัพธ์จากการหาว ๒๖๗ ครั้งของ ๒๒๑ คนที่บันทึกภาพมาได้ ไม่พบความแตกต่างระหว่างการหาวในผู้ชายและผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ
ความแตกต่างเล็กน้อยที่พบคือพวกผู้ชายหาวแบบไม่ปิดปากมากกว่า ราวครึ่งหนึ่ง (๔๙.๒ เปอร์เซ็นต์) ซึ่งมากกว่าผู้หญิงที่มีแค่ราว ๑ ใน ๓ (๓๒.๖ เปอร์เซ็นต์) แสดงว่ามีพัฒนาการไปในทางผู้ชายจะหาวแบบเปิดเผย (เช่นเดียวกับสัตว์ตัวผู้)
แต่ก็อาจตีความอีกแบบได้ว่า มีผลกระทบจากวัฒนธรรมเชิงสังคมที่ถือว่าการหาวควรปิดปากจึงจะสุภาพ ทำให้ผู้หญิงมักปิดปากหาว
โดยสรุปมนุษย์ก็หาวแบบเดียวกับไพรเมตอื่น ๆ แต่อาจไม่ได้ใช้ส่งสัญญาณความดุดันหรือก้าวร้าว สมมุติฐานนี้จึงอาจไม่สามารถใช้อธิบายสาเหตุที่เราหาวได้ดีนัก