น้ำเงิน เขียว แดง เป็นสีของรองเท้าแตะช้างดาวรุ่นแรก ๆ ที่ผลิตจำหน่าย จนปัจจุบันมีมากกว่าแปดสีในท้องตลาด

แตะช้างดาว
รองเท้าของคนไทย

เมด อิน ไทยแลนด์

เรื่อง : นนท์พิเชษฐ์ชาญ ชัยหา
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

มากกว่าหลายร้อยล้านคู่หรือคือ ๒๐๐ ล้านข้างกับอีกหลายร้อยล้านก้าว ที่รองเท้าแตะนันยางตราช้างดาวประทับรอยใต้ฟ้าแผ่นดินไทยนับแต่ออกจำหน่ายเมื่อกว่า ๗๐ ปีก่อน 

พื้นยางสีน้ำเงินขาวเป็นภาพคุ้นตา ตามด้วยสีเขียวและแดงก็เป็นที่นิยม แม้ภายนอกจะดูธรรมดา แต่ขึ้นชื่อเรื่องความคงทน ใส่ง่าย สบายเท้า จนเรียกกันติดปากว่า “รองเท้าแตะช้างดาว” 

Image

โฆษณานันยางตราช้างดาว “ทุกคนนิยมแต่ผลิตภัณฑ์นันยาง ตราช้างดาว กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม รับรองคุณภาพ” 
(ภาพจากหนังสือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ และกฎ ก.พ. พ.ร.บ. จัดระเบียบข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ พ.ศ. ๒๕๐๗)

แตะแผ่นดินไทย

ย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ ๖ หรือเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน ซูถิงฟาง เด็กหนุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนวัย ๑๕ ปี จากมณฑลฝูเจี้ยน ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน เดินทางข้ามน้ำผ่านทะเลพร้อมบิดามาแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตยังดินแดนสยาม พร้อมมีชื่อใหม่ว่า วิชัย ซอโสตถิกุล

วิชัยเริ่มทำงานเป็นคนขายเหล็กในโรงงานของคุณอาที่เข้ามาลงหลักปักฐานอยู่ก่อนหน้า จนเขาเติบโตในหน้าที่การงานได้เป็นหลงจู๊หรือผู้จัดการ ดูแลงานในโรงไม้จินเส็ง ใกล้วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร ย่านหัวลำโพง

ในปี ๒๔๗๘ วิชัยได้ก่อตั้งบริษัทฮั่วเซ่งจั่น จำกัด ทำธุรกิจซื้อมาขายไป โดยเช่าตึกสามชั้นหลังใหญ่ใกล้เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าหรือสะพานพุทธ ฝั่งพระนคร เป็นที่ตั้งสำนักงาน ได้รับการเรียกขานในหมู่คนงานว่านายห้างวิชัย

หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายต่อพระนครอย่างมาก โดยเฉพาะย่านสะพานพุทธ ในปี ๒๔๙๑ นายห้างวิชัยจึงย้ายที่ตั้งสำนักงานไปย่านตลาดน้อย พร้อมตั้งบริษัทวัฒนสินพาณิชย์ จำกัด มีการขยายธุรกิจ ติดต่อค้าขาย นำเข้าและส่งออกสินค้ามากมายกับต่างประเทศอย่างจริงจัง

Image

จากผู้ใช้รองเท้าแตะช้างดาวตอนวัยเด็ก วันนี้ จักรพล จันทวิมล หลานตาของนายห้างวิชัย ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทนันยาง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

หนึ่งในนั้นคือหนำเอี๊ย ยี่ห้อรองเท้าผ้าใบจากเกาะสิงคโปร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อรองเท้าตราช้าง (Elephant Brand) มีเอกลักษณ์ที่คุณภาพพื้นรองเท้าซึ่งผลิตจากยางพารา พืชเศรษฐกิจที่ปลูกมากในคาบสมุทรมลายู

แม้ช่วงแรกธุรกิจจะขาดทุน แต่หลังจากนั้น ๒ ปี รองเท้าหนำเอี๊ยที่ขึ้นชื่อเรื่องความคงทนกลายเป็นสินค้าติดตลาด โดดเด่นกว่าสินค้านำเข้าประเภทอื่น นายห้างวิชัยจึงตัดสินใจเน้นลงทุนขายรองเท้าผ้าใบอย่างเดียวโดยเจรจาซื้อกิจการรองเท้าผ้าใบหนำเอี๊ยกับเจ้าของชาวสิงคโปร์เพื่อมาเปิดฐานการผลิตในไทย พร้อมเปลี่ยนชื่อยี่ห้อหนำเอี๊ย จากสำเนียงจีนแต้จิ๋ว ซึ่งมีความหมายว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น “หนันหยาง” ตามสำเนียงจีนกลาง ก่อนจะเรียกติดปากในหมู่คนไทยว่า “นันยาง”

เครื่องจักรผลิตรองเท้าพร้อมช่างรองเท้าชาวสิงคโปร์ผู้ชำนาญจำนวนกว่า ๓๐ ชีวิต เดินทางจากเกาะสิงคโปร์เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ปักหลักลงบนที่ดินราว ๔ ไร่ ริมถนนเพชรเกษม ย่านบางหว้า ฝั่งธนบุรี เป็นโรงงานผลิตรองเท้าในช่วงแรกภายใต้บริษัทผลิตนันยาง (ไทย) จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นพร้อมกัน

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ รองเท้าผ้าใบติดโลโก้นันยางตราช้างดาว ๗๐ คู่ ประทับ Made in Thailand ได้กำเนิดขึ้น ถือเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยสมบูรณ์

วิวัฒนาการสูงสุดของรองเท้าแตะช้างดาวคือเปลี่ยนสี  ภายนอกอาจเหมือนเดิม แต่ที่ลูกค้าไม่เห็นคือคุณภาพดีขึ้น”

Image

พรมแดนเป็นเพียงเส้นสมมุติ กว่า ๒ ศตวรรษมาแล้วที่บรรพบุรุษไทย-กะเหรี่ยงใช้มหานทีสีน้ำตาลเป็นทางสัญจรไปมาหาสู่และค้าขาย  

พื้นรองเท้ายางคุณภาพดีจากภาคใต้ของไทย เป็นสิ่งที่นันยางเลือกใช้มาตั้งแต่รุ่นก่อตั้งจนปัจจุบัน

ด้วยคุณภาพและความคงทนของรองเท้าผ้าใบที่มีหัวใจสำคัญที่พื้นรองเท้าซึ่งผลิตจากยางพารา  นายห้างวิชัยยังคงใช้ยางพาราจากภาคใต้ของไทยที่มีคุณภาพไม่ต่างกันเป็นวัตถุดิบ เมื่อผสานความคิดที่ต้องการผลิตรองเท้าชนิดใหม่ให้เหมาะแก่การใช้งานและสภาพอากาศของไทย ทำให้ในปี ๒๔๙๙ นายห้างได้ผลิตรองเท้าแตะออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก

“สิ่งที่เราแตกต่างและเก่งมาก ๆ คือการแปรรูปยางและทำพื้นรองเท้า เป็นที่มาของรองเท้าแตะช้างดาวเพราะวัตถุดิบและการแปรรูปเหมือนกับรองเท้าผ้าใบ” จักรพล จันทวิมล หลานตาคนเล็กของนายห้างวิชัยเล่า

จากหน้าตารองเท้าแตะที่ผลิตสันนิษฐานว่าอาจพัฒนามาจากเกี๊ยะหรือรองเท้าไม้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและจีน ซึ่งยุคหนึ่งนิยมใช้ในประเทศไทย ต่างกันที่รองเท้าแตะของนายห้างมียางเป็นส่วนประกอบ ติดขอบพื้นและหูหนีบด้วยสีน้ำตาลและน้ำเงิน ซึ่งเป็นสองสีที่ผลิตเป็นรุ่นแรกเรียกว่ารุ่น ๒๐๐ พื้นรองเท้าด้านบนประดับตราดาวหกแฉกแทรกตรงกลางด้วยช้างตัวใหญ่ ตามอย่างแบรนด์จากสิงคโปร์ จำหน่ายในราคาคู่ละ ๑๕ บาท

มีการพัฒนาการขนส่งสินค้าขยายกระจายไปทั่วประเทศ จนเป็นรองเท้าที่คุ้นตาในหมู่คนไทยและเรียกกันติดปากตามโลโก้สินค้าว่า “รองเท้าแตะช้างดาว” 

แตะที่ก้าวอย่างมั่นคง

เสียงเดินเครื่องจักรที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมือของแรงชายหญิงกว่า ๑๐๐ ชีวิตผสานเป็นเสียงกังวานอยู่ใต้ร่มหลังคาของอาคารแต่ละหลัง ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นส่วนผลิตรองเท้าผ้าใบนันยางและรองเท้าแตะช้างดาว ภายใต้บริษัทนันยางอุตสาหกรรม จำกัด ย่านบางแค ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ในปี ๒๕๑๒

โรงงานนี้ใช้งานมาตั้งแต่ยุคแรกของการก่อตั้ง โดยมี บุญสม บุญยนิตย์ หรือที่คนงานเรียกอย่างเคารพว่าคุณนาย ช่วยดูแลแทนนายห้าง สามีผู้ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของบริษัท จนเมื่อนายห้างวิชัยเสียชีวิต เธอจึงเข้ามาบริหารบริษัทอย่างเต็มตัว

“พอสิ้นคุณวิชัย คนที่เป็นเสาหลักคือคุณบุญสม ท่านพิถีพิถันเรื่องคุณภาพของสินค้าที่โรงงาน ดูแลกับตาและมือของท่านเอง ช่วงที่คุณบุญสมดูแลมีการทำงานแบบครอบครัว ท่านรักพนักงาน รักสินค้า แต่เด็ดขาดในการบริหาร” จักรพลเล่า ก่อนกล่าวถึงคำสอนของคุณบุญสมที่ส่งต่อถึงเขาว่า “เราเป็นตราช้าง อย่าให้เป็นตราหมา”

Image

แผ่นยางแปรรูปส่งเข้าเครื่องจักรเพื่อปั๊มเป็นหูหนีบพิมพ์ลายสระอิ เอกลักษณ์ของรองเท้าแตะช้างดาว

มีลูก ๆ เข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจ  เพียรศักดิ์ ซอโสตถิกุล ลูกชายคนโตช่วยพัฒนากิจการหลังเรียนจบจากประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ตามมาด้วยลูกอีกสี่ในเก้าคน ที่แบ่งหน้าที่ดูแลทั้งฝ่ายขายและฝ่ายผลิตรองเท้า พร้อมบริษัทในเครือที่เติบโตขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อย่างผงชูรส “ไทยชูรส ตราชฎา” และ “ซีคอนโฮม” รับสร้างบ้าน

ขณะรองเท้าแตะช้างดาวยังคงรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ แต่มีสีเขียวและแดงเพิ่มเติม แทนรองเท้าแตะสีน้ำตาลที่ผลิตมาก่อนทว่าไม่ได้รับความนิยม

ทั้งรองเท้าผ้าใบนันยางและรองเท้าแตะช้างดาว ทนทานและแข็งแรงเหมือนวันแรกที่ออกจำหน่าย เช่นเดียวกับความมั่นคงของบริษัทที่วางฐานรากไว้อย่างดี

“โครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ดีมากในยุคคุณบุญสม คือการจัดตั้งเป็นรูปแบบบริษัท หมายความว่าบริษัทมีผู้ถือหุ้น ลูก ๆ จะทำงานหรือไม่ทำก็แบ่งหุ้นให้ ถ้าเข้ามาทำงานก็จะได้เงินเดือน เป็นพนักงานบริษัท แต่หากอยู่บ้านก็เป็นพี่น้องกัน วันตรุษจีนปีใหม่ยังคงสังสรรค์กันภายในครอบครัว” จักรพลขยายความ

แม้ยุคที่ตระกูลซอโสตถิกุลมีบริษัทในเครือจำนวนมากขึ้น เช่น ห้างในเครือซีคอนสแควร์ โรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต โครงการบ้านในกรุงเทพฯ ก็ยังคงใช้ระบบนี้บริหารงานตามแนวทางที่ผู้บริหารรุ่นแรกวางไว้

Image

 หูหนีบประกอบเข้ากับพื้นรองเท้าด้วยอุปกรณ์พิเศษของนันยาง

สิ่งที่เราแตกต่างและเก่งมาก ๆ ในยุคแรก คือการแปรรูปยางและทำพื้นรองเท้า เป็นที่มาของรองเท้าแตะช้างดาว เพราะวัตถุดิบและการแปรรูปเหมือนกับรองเท้าผ้าใบ”

 หูหนีบประกอบเข้ากับพื้นรองเท้าด้วยอุปกรณ์พิเศษของนันยาง

แตะวันนี้ ถึงวันหน้า

ตลอด ๗๐ กว่าปีที่ธุรกิจดำเนินมาได้ผลิตรองเท้าแตะช้างดาวและรองเท้าผ้าใบนันยางกว่า ๓๐๐ ล้านคู่  จนปัจจุบันนันยางมี ธวัชชัย กับ ศิรินทร ซอโสตถิกุล ลูกชายคนที่ ๖ และลูกสาวคนที่ ๘ ของนายห้างวิชัยและคุณนายบุญสม ในฐานะทายาทรุ่นที่ ๒ ของบริษัทขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริษัทนันยางอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทนันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยมี กอบชัย ซอโสตถิกุล ลูกชายคนที่ ๒ ของนายห้าง ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดของตระกูล ดำรงตำแหน่งประธานดูแลบอร์ดบริหาร

ยังมีรุ่นลูกของทายาทรุ่นที่ ๒ ซึ่งเป็นหลานของรุ่นแรก เข้ามาทำงานในฐานะเจเนอเรชันที่ ๓ ของตระกูล

ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล
 ลูกชายคนโตของธวัชชัย ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่โรงงานบริษัทนันยางอุตสาหกรรม จำกัด ทำหน้าที่ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบต้นทางจนถึงทุกขั้นตอนของการผลิตรองเท้า

จักรพล จันทวิมล ลูกชายของ พรจันทร์ จันทวิมล (ซอโสตถิกุล) ลูกสาวคนสุดท้องของนายห้างวิชัย ที่หลังเรียนจบปริญญาโทด้านการตลาด ได้เข้ามาเป็นพนักงานบริษัทในปี ๒๕๕๓ ต่อมาได้ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทนันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ดูแลเรื่องการขาย บัญชี และการจัดส่งสินค้า

“หน้าที่ของบริษัทนันยางอุตสาหกรรม จำกัด คือ ผลิตให้คุณภาพดีที่สุด” จักรพลเล่าหน้าที่ของฝ่ายผลิต

ยางพาราจากภาคใต้ของไทยเดินทางไกลเข้ามาสู่ฝ่ายการผลิตที่โรงงานย่านบางแค เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการผสมตามสูตรและวิธีลับของบริษัท เกิดเป็นสีพื้นรองเท้าผ้าใบสีเขียวและสีอื่น ๆ จากนั้นแยกส่วนการผลิตในโรงงาน ดำเนินการตามวิธีของรองเท้าแต่ละแบบ

พื้นรองเท้าแตะช้างดาวที่ด้านบนเป็นสีขาวประสานแนบสนิทกับสีน้ำเงินและสีอื่น ๆ ประทับตราช้างดาวบนพื้น ถูกส่งมาจากห้องฟอกของโรงงาน ก่อนใช้เครื่องจักรกดด้วยแรงงานคน จนได้พื้นรองเท้าสองข้าง ที่มีไซซ์ตามขนาดเท้าแต่ละเบอร์ พร้อมกับสายหูหนีบพิมพ์ลายสระอิจากเครื่องจักรทันสมัย ประกอบเข้ากันอย่างรวดเร็ว โดยใช้อุปกรณ์พิเศษและสองมือของคนงานในอาคารด้านหลังสุด จากนั้นรองเท้าจะถูกส่งผ่านสายพานไปใส่ห่อพลาสติกใสที่มีตราช้างดาวดวงใหญ่ติดไว้ข้างหน้า รวมใส่กล่องส่งไปศูนย์กระจายสินค้าย่านบางหว้า ซึ่งเดิมเป็นโรงงานผลิตรองเท้ารุ่นแรก

ภายในอาคารผลิตรองเท้าผ้าใบนันยาง ซึ่งทำงานมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ ปัจจุบันมีรองเท้าหลายร้อยล้านคู่ส่งออกถึงผู้ใช้

Image

นันยาง พิทักษ์ ๖๘ หนึ่งในรองเท้าผ้าใบรุ่นพิเศษ ที่ผลิตขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณของทหารและผู้พิทักษ์ชายแดน ซึ่งกำไรจากการขายทั้งหมดมอบให้องค์การทหารผ่านศึกฯ

“แก่นหลักของเราคือยางพาราธรรมชาติ”

จักรพลเผยจุดเริ่มต้นของคุณภาพที่ส่งตรงมาจากภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งถือว่ามีคุณภาพดีที่สุดในประเทศ

“ราคาเราก็ปรับตามสภาพ แต่คุณภาพเราไม่ปรับ นี่เป็นสิ่งที่คนจดจำเรา” หลานชายนายห้างเล่าต่อ

ปัจจุบันช้างดาวรุ่นธรรมดาราคา ๑๐๙ บาท 

“ราคารองเท้าถือว่าดีที่สุดและกลายเป็นจุดแข็งของเรา เพราะหากประเทศอื่น ๆ ต้องการใช้ยางจากประเทศไทยผลิตรองเท้า เขาต้องนำเข้า ราคาก็แพงขึ้น ทำให้ต่างชาติตีเราไม่ได้ในมุมของคุณภาพและราคา รองเท้าของคุณอาจคุณภาพดีแต่ราคาสูง หรือทำราคาได้เท่าเราแต่คุณภาพไม่ได้

“หน้าที่หลักของบริษัทนันยางมาร์เก็ตติ้ง คือขายให้ได้มากที่สุด” กรรมการผู้จัดการกล่าวหน้าที่หลักของตัวเอง

เขาร่วมคิดกับทีมงาน สร้างสรรค์และพัฒนารองเท้าแตะช้างดาวตามหน้าที่หลักของฝ่ายตลาดบนสำนักงานหลังใหญ่ย่านถนนสี่พระยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งย้ายมาจากสำนักงานแห่งที่ ๒ ของบริษัทในย่านตลาดน้อยตั้งแต่ปี ๒๕๒๒

“วิวัฒนาการสูงสุดของรองเท้าแตะช้างดาวคือเปลี่ยนสี” ประโยคสั้น ๆ สรุปได้ใจความ

“ภายนอกอาจเหมือนเดิม แต่ที่ลูกค้าไม่เห็นคือคุณภาพดีขึ้น”

ช่วง ๑๐ กว่าปีมานี้จึงเห็นรองเท้าแตะช้างดาววางขายอยู่ในตลาดกว่าแปดสี

Image

สีน้ำเงิน เขียว แดง รุ่นคลาสสิกยังคงอยู่ เคียงคู่รุ่นเบสิกที่มีรองเท้าแตะสีดำล้วน สีขาว สีเทา และสีใหม่ล่าสุด สีดำ (Simple)  ทั้งยังมีรองเท้าช้างดาวสีเหลืองเรียกกันเป็นมุกว่ารุ่นช้างดาว monk สำหรับพระสงฆ์

นอกจากนี้ยังมีรองเท้าแตะช้างดาวรุ่น limited ที่เกิดขึ้นพร้อมกระแสในสังคมไทย ผลิตจำนวนจำกัด เช่น กาช้างปอง รองเท้าแตะที่ทำ “การตลาดแบบสุ่ม”, ช้างดาวหมูเด้ง “รองเท้าธรรมดา ใส่แล้วเด้งได้” ซึ่งมากกว่าปณิธานที่มุ่งทำยอดขาย ยังมีเรื่องราวซ่อนอยู่เบื้องหลัง อย่างช้างดาวเหลืองแดงและไวท์พิ้งค์ ที่ผลิตพร้อมเทศกาลงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ เปิดขายในกลุ่มเฟซบุ๊กช่วงโควิด-๑๙ รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ หรือรุ่น KHYA (ขยะ) ผลิตด้วยขยะจากทะเล ทั้งหมดที่กล่าวมามีใจความหลักเพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่สังคมด้วย

นันยางมีการส่งออกรองเท้าไปต่างประเทศโดยเฉพาะเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเดิมตลาดใหญ่อยู่ที่ประเทศเมียนมา คู่ค้ารายใหญ่ตั้งแต่เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ได้ขยายสู่ลาว มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะกับการใช้งานเช่นเดียวกับไทย

ปัจจุบันยอดจำหน่ายรองเท้ามีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจโตมากกว่านันยางเป็นเท่าตัว ด้วยนันยางมีแนวคิดที่ไม่ต้องการสร้างความเสี่ยงแก่ธุรกิจ

“ถ้าเกิดเราเสี่ยงมาก ก็มีโอกาสที่ธุรกิจจะเจ๊งสูง”

นี่คือหนึ่งในแนวคิดที่นันยางใช้เพื่อก้าวเดินต่อ 

รองเท้าผ้าใบนันยางและรองเท้าแตะช้างดาว ขนส่งด้วยรถสิบล้อหลายคันจากโรงงานย่านบางแค สู่ศูนย์กระจายสินค้าย่านบางหว้า ก่อนส่งต่อไปยังร้านค้าทั่วประเทศ

อย่างน้อยจุดหมายสำคัญที่นันยางรุ่นปัจจุบันมีร่วมกันคือ พานันยางก้าวสู่วันที่บริษัทนี้จะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งก็คือในอีก ๒๗ ปีข้างหน้า ที่ทายาทรุ่น ๓ จะเป็นหลักในการดูแลกิจการ พร้อมทายาทรุ่น ๔ ที่อาจเข้ามาทำงาน

“เราพอใจกับทุกวันนี้ที่เรามีอยู่ การจะประคองธุรกิจไปแบบนี้ พูดเหมือนง่าย แต่โลกเปลี่ยนเร็ว ถ้าเราไม่ปรับอะไรเลยก็จะก้าวตามไม่ทัน การที่เราขอเป็นแบบนี้จนไปถึงร้อยปี ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่เฉย ๆ เพียงแต่ไม่ advance ไม่ก้าวเร็วมาก และไม่เสี่ยง”

เป็นปรัชญาที่เรียบง่าย คล้ายกับหน้าตาของรองเท้าช้างดาวที่ไม่หวือหวา

ตั้งแต่แตะก้าวแรกที่นันยางดำเนินธุรกิจ จนปัจจุบันมีมากกว่าหลายล้านก้าวที่ผู้คนใส่รองเท้าแตะช้างดาวเดินร่วมกันมากว่า ๗ ทศวรรษ รองเท้าแตะช้างดาวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยอย่างน้อยก็สองช่วงอายุคน

“การเข้าใจลูกค้าที่เปลี่ยนไปทั้งวิธีคิด การรับสื่อ และการใช้ชีวิต คนขายต้องทำให้สินค้าเรามีคุณภาพและไปอยู่ในชีวิตเขา เราอาจทำได้ใกล้เคียงสิ่งที่เขาต้องการ เลยทำให้เขานึกถึงและชอบเรา”

คำพูดทิ้งท้ายของจักรพลคือบทสรุปของคำตอบที่ทำให้นันยางและช้างดาวหยัดยืนได้จนปัจจุบัน

อ้างอิง
https://nanyang.co.th