Image

โขมพัสตร์ :
พิมพ์ลายไทยใส่ผ้า
สื่อคุณค่างานทำมือ

เมด อิน ไทยแลนด์

เรื่อง : อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

ป้ายริมถนนนเรศ เขตบางรัก ในเมืองหลวงของประเทศไทย เขียนตัวอักษร “โขมพัสตร์” สีทองบนพื้นไม้สีดำ ติดอยู่เหนือกรอบประตูกระจกใส ครั้นมองทะลุกระจกก็สะดุดกับผืนผ้าสีสันหลากหลายลวดลายเหลือคณา ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เข้าไปพบความละลานตาในระยะประชิด

เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูซึ่งเป็นเขตแบ่งระหว่างทางเท้ากับภายในร้าน สอดส่ายสายตาตามผืนผ้าพิมพ์ลายไทยสีสดไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ลายที่วางเรียงรายบนชั้นไม้ ลายที่ต้องหยุดมองเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นลายหัวโขน ลายเทพนม และลายอักษรไทย ด้วยว่าไม่ค่อยเห็นในที่อื่น ๆ

น้ำผึ้ง-นันทสิริ อัสสกุล ทายาทรุ่นที่ ๓ และหลานตาของ พล.อ. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ผู้ก่อตั้งโรงงานโขมพัสตร์ แนะนำลายขายดี ก่อนชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งซึ่งแขวนผ้าผืนสีแดงเข้ม พิมพ์ลวดลายวิจิตรแซมสีทอง ชื่อว่า “ผ้าเกี้ยว”

Image

Image

ผ้าพิมพ์ลายไทยด้วยมือของโขมพัสตร์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสวมใส่ แต่ต่อยอดเป็นข้าวของเครื่องใช้ร่วมสมัยที่ถ่ายทอดลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างหลากหลาย

Image

Image

Image

ผ้าเกี้ยวนับเป็นลายเรือธงและความภาคภูมิใจของโขมพัสตร์ มีความละเอียดสูง เกิดจากโรงละครแห่งชาติติดต่อให้ทำผ้าเกี้ยวสำหรับใส่แสดง ทำให้ได้อนุรักษ์รูปแบบและลวดลายนี้เพื่อต่อยอดเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ความสวยงามการันตีจากการเป็นผ้าบุเครื่องใช้ในพระที่นั่งวิมานเมฆ และด้วยเทคนิคการพิมพ์ทองที่ส่งให้ผืนผ้าแวววาวเมื่อต้องแสงไฟ ผ้าเกี้ยวจึงเฉิดฉายเป็นส่วนหนึ่งในชุดประจำชาติของตัวแทนไทยบนเวที Miss Universe 2008 ซึ่งได้รับรางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมมาครอง ตอกย้ำความละเอียด ประณีต และคุณภาพ สมชื่อ “โขมพัสตร์”

“ลายผ้าเกี้ยวใช้กรอบพิมพ์ดั้งเดิม เคยลองวาดด้วยคอมพ์แล้วลายเส้นแข็งทื่อ ไม่อ่อนช้อยเหมือนงานวาดมือ ลูกค้าของเราก็เข้าใจในความไม่เป๊ะหรือสีที่ไม่เสมอกันบ้าง เพราะเป็นมิติความเหลื่อมของลวดลายที่ทำให้ผ้าดูมีชีวิตชีวา กลายเป็นว่าความไม่สมบูรณ์คือความสมบูรณ์ ถ้าทำด้วยเครื่องจักรจะไม่สามารถพิมพ์ทองได้ ต้องเป็นงานทำมือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์”

น้ำผึ้งชี้ความไม่เสมอกันของผ้าเกี้ยวพร้อมคลี่ให้เห็นความละเอียดของแต่ละลายที่ผสมผสานจนเป็นผืนผ้าวิจิตรงดงาม และยังเผยมุมหนึ่งของขอบผ้า พิมพ์อักษรทองคำว่า “โรงงานพิมพ์ผ้าโขมพัสตร์ หัวหิน” อันเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นของแท้แน่นอน

น้ำผึ้งชี้ความไม่เสมอกันของผ้าเกี้ยว พร้อมคลี่ให้เห็นความละเอียดของแต่ละลายที่ผสมผสานจนเป็นผืนผ้าวิจิตรงดงาม และยังเผยมุมหนึ่งของขอบผ้า พิมพ์อักษรทองคำว่า “โรงงานพิมพ์ผ้าโขมพัสตร์ หัวหิน” อันเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นของแท้แน่นอน

Image

หน้าร้านโขมพัสตร์ สาขาหัวหิน เป็นที่ตั้งของโรงงานพิมพ์ผ้าและจุดกำเนิดของผ้าพิมพ์ลายไทยโขมพัสตร์ด้วย

ลายผ้าเกี้ยวใช้กรอบพิมพ์ดั้งเดิม เคยลองวาดด้วยคอมพ์
แล้วลายเส้นแข็งทื่อ ไม่อ่อนช้อยเหมือนงานวาดมือ ลูกค้าของเราก็เข้าใจในความไม่เป๊ะหรือสีที่ไม่เสมอกันบ้าง เพราะเป็นมิติความเหลื่อมของลวดลายที่ทำให้ผ้าดูมีชีวิตชีวา”

Image

ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์ (ซ้าย) ทายาทรุ่น ๒ และน้ำผึ้ง-นันทสิริ อัสสกุล (ขวา) ทายาทรุ่น ๓

ย้อนกลับไปช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๙๑ พล.อ. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และ ม.จ. ผจงรจิตร์ กฤดากร ทรงก่อตั้งโรงงานย้อมและพิมพ์ผ้าบนที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยนำวิชาหาเลี้ยงชีพที่ทรงเรียนรู้จากช่วงลี้ภัยทางการเมืองไปประทับ ณ เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม มาปรับใช้ แม้ไม่มีองค์ความรู้เรื่องผ้ามาก่อน แต่เมื่อเสด็จกลับมาตุภูมิก็ทรงมุ่งมั่นรังสรรค์ผ้าที่เน้นงานทำมือทุกกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพิมพ์สกรีนบนผ้า (silk screen printing) เป็นเจ้าแรก ๆ ของไทย

โขมพัสตร์ปรับตัวจากงานทำมือแบบอุตสาหกรรมครัวเรือนมาพึ่งพาระบบเครื่องจักรมากขึ้นเมื่ออยู่ในการดูแลของทายาทรุ่นที่ ๒ คือ ม.ร.ว. อัจฉรียา คงสิริ, ม.ร.ว. ภรณี รอสส์ และ ม.ร.ว. วิภาสิริ วุฑฒินันท์ ธิดาทั้งสามร่วมสานต่อโรงงานผ้ามาอย่างดี ใช้เครื่องอบผ้าแทนการซักตาก นำเข้าผ้าป่านและผ้าโทเรแทนการทอเองเพื่อให้เวลากับการพัฒนาสีและออกแบบลาย

แรกเริ่มเดิมทีลวดลายของผ้าได้แรงบันดาลใจจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะธรรมชาติแวดล้อมของหัวหิน เช่น ลายสัตว์ทะเล พืชพรรณริมทะเล ก่อนพัฒนาจากการได้รับอนุญาตให้ศึกษาลายไทยจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพร้อมช่างเขียนลายที่เชี่ยวชาญ จนเกิดเป็นผ้าพิมพ์ลายไทยยุคแรกที่ลดทอนบางอย่างแต่ยังคงความละเอียดไว้ อย่างลายเทพนม ลายดอกบัว และลายดอกจิกที่ใช้เป็นโลโก้ของร้าน หลังจากนั้นจึงต่อยอดเป็นลวดลายตามความชอบของลูกค้าคนไทย

บรรยากาศสบาย ๆ และเป็นมิตรภายในร้านที่ผ้าผืน เสื้อผ้าสำเร็จรูป และของใช้ร่วมสมัยจากผ้าพิมพ์ลายไทย ได้รับการจัดวางอย่างเป็นสัดส่วน

สิ่งที่มากกว่าลายผ้าคือการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนและศิลปวัฒนธรรม ทั้งลายบ้านเรือนไทย ลายเด็กหัวจุก ลายเรือหงส์ ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดบันทึกยุคสมัย ณ ห้วงเวลานั้น ๆ

ปัจจุบันโขมพัสตร์มีลายผ้าลิขสิทธิ์รวม ๑,๖๓๗ ลาย (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม ๒๕๖๘)

บรรยากาศในโรงงานที่หัวหินวันแรกเมื่อ ๗๗ ปีก่อนเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงดำเนินไปอย่างนั้น ภาพผู้หญิงตั้งแต่รุ่นแรกสาวไปถึงสาวใหญ่ง่วนอยู่กับการใช้มือและสายตาไล่เรียงความประณีตของลายต่อลายบน “บล็อกพิมพ์” ซึ่งผ่านการคัดลอกถ่ายลายลงบน “แผ่นฟิล์ม” เพื่อแต่งลายและรอยต่อให้สมบูรณ์ จนได้เป็น “กรอบพิมพ์” ที่พร้อมสร้างลายผ้า ในยุคก่อนนักออกแบบลายจะบรรจงวาดมือด้วยปากกาคอแร้ง ส่วนปัจจุบันปรับมาวาดด้วย Adobe Illustrator เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว

“หนึ่งสีต่อหนึ่งกรอบพิมพ์ จึงเป็นเหตุผลที่บางลวดลายต้องใช้กรอบพิมพ์จำนวนมากตามแต่ความละเอียดและสีสัน เช่น ผ้าเกี้ยว ๑ ผืนต้องใช้กรอบพิมพ์ถึง ๑๓ กรอบ ทางส่วนกลาง (สาขานเรศ) จะกำหนดเรียงกรอบพิมพ์ในแต่ละลวดลาย”

มุมหนึ่งของขอบผ้า พิมพ์อักษรสีทองว่า “โรงงานพิมพ์ผ้าโขมพัสตร์ หัวหิน” ในฐานะเครื่องหมายการค้าที่ยืนยันว่าเป็นของแท้

Image

ผ้าเกี้ยวพิมพ์ทอง ลายเรือธงของโขมพัสตร์ สืบทอดรูปแบบดั้งเดิมจากงานทำมือ ที่ไม่อาจทดแทนด้วยเครื่องจักร 

หมอนอิงจากผ้าพิมพ์ลายเทพพนม ลวดลายเก่าแก่ที่สุดเท่าที่โขมพัสตร์สืบค้นได้จากกรอบพิมพ์และบันทึกที่หลงเหลืออยู่

อาทิตย์ เทพทุ่งหลวง นักออกแบบผู้สร้างสรรค์ลายผ้ากล่าวเพิ่มเติมถึงความซับซ้อนของการพิมพ์ผ้าแต่ละหลา เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังลวดลายร่วมสมัยที่ผลิตออกมาเติมในสมุดบันทึกลายของโขมพัสตร์อย่างต่อเนื่อง

คนงานในโรงผ้ากำลังสาละวนวางกรอบพิมพ์ แล้วจ้วงตักสีในกระป๋องใบเขื่องโปะลงบนผืนผ้าที่ขึงบนโต๊ะ ปาดอย่างรวดเร็วให้เสมอเนียนเรียบ ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นจังหวะเคลื่อนไหวที่บ่มเพาะตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ

น้ำผึ้งย้ำว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปรกติของงานทำมือ “เวลาพิมพ์ลายผ้าต้องคอยงัดกรอบให้เส้นทุกเส้นเท่ากัน ความยากคือการทำให้ลายต่อกันแบบลงตัว ไม่ให้เกย ไม่ให้สีกินกัน ถ้าพลาดก็เสียทั้งผืน  การที่จะให้รอยต่อเสมอเท่ากันเกิดจากความชำนาญ แล้วช่างของเราจะมีความเป็นศิลปินมาก ถ้างานไม่ดี ลายไม่เสมอกัน ก็ไม่มีทางไปถึงมือลูกค้า”

ปัจจุบันโรงงานผ้าโขมพัสตร์ที่หัวหินมีคนทำงานผ้าอยู่ประมาณ ๕๐ คน ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ที่ส่งต่อวิชาจากรุ่นสู่รุ่น ที่นี่จึงเปรียบเสมือนศูนย์ฝึกวิชาชีพขนาดย่อม ใครที่ไม่เป็นงานผ้ามาก่อนต่างผ่านการเรียนรู้แบบครูพักลักจำหรือจับมือสอนด้วยระบบการทำงานแบบครอบครัว

กรอบพิมพ์ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ยังคงใช้งานและได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี

Image

ผ้าพิมพ์ลายตัวอักษรไทย ก-ฮ และลายหัวโขน สองลวดลายยอดนิยมของโขมพัสตร์

“เราฝึกฝีมือให้พนักงานจากที่ไม่มีวิชาเลยจนมีความรู้ การพัฒนางานให้ความสำคัญเรื่องความประณีต เราพัฒนาฝีมือของเขาตลอด มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสาขากรุงเทพฯ กับหัวหิน ศักยภาพของแต่ละคนเพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนการทำงานและความต้องการของผู้ซื้อ”

น้ำผึ้งเป็นทายาทรุ่นที่ ๓ ผู้ร่วมสานต่อโขมพัสตร์กับกจง-อัสสยา ทิมบลิค ผู้ต่อยอดแบรนด์ออกมาในชื่อ “Khom” ด้วยหวังให้แบรนด์มีความสนุกสนาน มีเรื่องราวและเจาะตลาดสากลมากขึ้น โดยปรับจากความหลากหลายของลวดลายสู่ความกลมกลืนเข้ากับยุคสมัย หยิบจับลายดั้งเดิมมายกระดับด้วยการจับคู่สี การจัดวางลาย และออกคอลเลกชันตามฤดูกาล นอกจากจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้แล้วยังสร้างความแปลกใหม่ให้กลุ่มลูกค้าขาประจำ

“การมีลวดลายมากมายในร้าน ละลานตามาก เลยเลือกลายบางลายไปทำเป็นแต่ละคอลเลกชัน ยกระดับสู่สากลมากขึ้น โดยยังคงลายเอกลักษณ์ยืนพื้น แล้วเลือกบางลายแซมตามแต่ละธีมที่อยากสื่อสาร”

จังหวะการเคลื่อนไหวของคนงานในโรงพิมพ์ผ้า ที่ควบคุมรอยต่อของลายผ้าให้เสมอเท่ากัน งานทำมือที่อาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญ

แม้ว่างานทำมือจะมีต้นทุนมากกว่าการใช้เครื่องจักรแต่น้ำผึ้งมองว่าความประณีตที่ต้องใช้เวลานี้คือคุณค่าหลักที่โขมพัสตร์ต้องรักษาไว้และตั้งใจให้ผ้าทุกผืนเป็นเหมือนงานศิลปะที่สวมใส่ได้

Image
Image

ขั้นตอนการแต่งลายบนกรอบพิมพ์ ต้องอาศัยทั้งสายตา ความแม่นยำ และความเข้าใจในรอยต่อของลวดลาย

ช่วงเตรียมสีก่อนการวางกรอบพิมพ์และปาดสีลงบนผืนผ้าซึ่งต้องอาศัยทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำ

น้ำผึ้งเล่าถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมสู่โฉมใหม่ ยังคงรักษาตัวตนของโขมพัสตร์ไว้ด้วยการใช้ลายหลักสี่ประเภท คือ ลายไทยที่เป็นภาพจำ ลายดอกไม้สดใส ลายสิงสาราสัตว์ที่เข้ากับปีนักษัตร และลายกราฟิกโฉบเฉี่ยวแล้วต่อยอดโดยนำลายใหม่ ๆ มาแต่งเติมให้ดูมีมิติ

ผ้าที่ผลิตจากโขมพัสตร์นอกจากมีสีสันสดใสและลวดลายโดดเด่นแล้ว ยังออกแบบให้เหมาะกับการสวมใส่ในเมืองร้อน ตอบโจทย์วิถีชีวิตกลุ่มลูกค้าคนไทยมากที่สุด มิหนำซ้ำยังทนทาน ซักแล้วสีไม่ตก ใส่ได้นาน แม้มีราคาแพงกว่าผ้าหลาตามร้านทั่วไปแต่ลูกค้าก็ยินดีจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพและความคุ้มค่า

“ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มองค์กรและโรงเรียนที่ต้องการลายเดียวกันจำนวนมาก ใส่แล้วดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เสียงสะท้อนจากลูกค้ายังบอกอีกว่าผ้าของเราเมื่อตัดเย็บแล้วใส่ไม่เขิน ทน ดูแลง่าย ไม่ต้องรีดก็ใส่ได้ เราเลยมีลูกค้าที่เป็นแบรนด์รอยัลตี แค่เขามองก็รู้ว่าผ้าแบบใดคือโขมพัสตร์แท้ เพราะเป็นความผูกพัน และสิ่งสำคัญคือความภาคภูมิใจที่ได้สวมใส่งานทำมือ”

Image

จากงานพิมพ์ลายสู่ขั้นตอนการตัดเย็บเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบรับความต้องการของผู้ใช้

การพัฒนาฝีมือพนักงาน ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสาขาและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด คือหัวใจของการดูแลคนในโรงงานผ้าแห่งนี้

แม้ว่างานทำมือจะมีต้นทุนมากกว่าการใช้เครื่องจักร แต่น้ำผึ้งมองว่าความประณีตที่ต้องใช้เวลานี้คือคุณค่าหลักที่โขมพัสตร์ต้องรักษาไว้และตั้งใจให้ผ้าทุกผืนเป็นเหมือนงานศิลปะที่สวมใส่ได้

หากแต่ความท้าทายของโขมพัสตร์ในยุคเร่งรีบคือการครองใจลูกค้ารุ่นใหม่โดยไม่เสียตัวตน จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการลดสัดส่วนการผลิตผ้าหลาสำหรับตัดเสื้อ เพิ่มการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าพันคอ และของใช้ประดับตกแต่งในบ้านมากขึ้น

“โขมพัสตร์ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นความภาคภูมิใจ เราคือรุ่นที่ ๓ ก็หวังว่าจะมีรุ่นที่ ๔ และรุ่นต่อ ๆ ไปมาสืบทอด เราพยายามพัฒนาให้เติบโตขึ้นและปรับตัวตลอดเวลาในอีก ๒๐ ปีโขมพัสตร์จะได้ชื่อว่าแบรนด์ ๑๐๐ ปี ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นเราไม่ควรยอมแพ้ต่อปัจจัยต่าง ๆ”

ในวันที่แฟชั่นถูกเร่งให้เร็วและเท่าทันตามกระแสโขมพัสตร์ยังเลือกจุดยืนในความประณีต ค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับเวลาและจังหวะชีวิตของผู้คน ไม่ใช่เพื่อหยุดหวนรำลึกวันวานอันรุ่งโรจน์ แต่เพื่อให้ผืนผ้าอยู่ได้นานพอที่จะถูกใช้ประโยชน์ ส่งต่อ และถูกจดจำ