Image

บาปแห่งความทรงจำ
เจ็ดประการ

วิทย์คิดไม่ถึง

เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์  namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา

คริสตชนคุ้นเคยกับบาปต้นเจ็ดประการ
ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดบาปอื่นต่อเป็นลูกโซ่ ได้แก่ ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความใคร่ ความอิจฉา ความตะกละ ความโกรธ และความเกียจคร้าน บาปเหล่านี้ทำให้มนุษย์ออกห่างจากความดีงาม

ส่วนนักจิตวิทยา แดเนียล แชกเตอร์ แห่งภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ The Seven Sins of Memory : How the Mind Forgets and Remembers (บาปเจ็ดประการแห่งความทรงจำ : จิตใจลืมเลือนและจดจำอย่างไร) ตีพิมพ์ใน ค.ศ. ๒๐๐๑ ว่าอาจแบ่งวิธีการที่สมอง “เล่นตลก” จนชีวิตต้องวุ่นวายสับสนได้เป็นเจ็ดแบบเช่นกัน และการทำความเข้าใจบาปแห่งความทรงจำทั้งเจ็ดประการนี้อาจช่วยให้ไม่ตกที่นั่งลำบากได้

ราว ๒ ทศวรรษให้หลังเขาเพิ่มเติมข้อมูลจากการทดลองและตีพิมพ์เรื่องดังกล่าวในวารสาร Memory ฉบับเดือน มกราคม ค.ศ. ๒๐๒๒ โดยแบ่งบาปแห่งความทรงจำเจ็ดประการออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกได้แก่บาปแห่งการละเลย (sins of omission) มีสามประการส่วนกลุ่มที่ ๒ ได้แก่บาปแห่งการบิดเบี้ยว (sins of commission) มีสี่ประการ

ขอเริ่มจากความทรงจำกลุ่มแรกที่จัดว่าเป็นบาปแห่งการละเลย ได้แก่ การหลงลืม อาการใจลอย และการปิดกั้นความทรงจำ

บาปแรกคือการหลงลืม ลองนึกภาพว่าวันหนึ่งมีใครสักคนโผล่มาบอกคุณว่า เขาหรือเธอเคยเป็นคนที่คุณรักจนเอ่ยปากขอแต่งงานด้วยเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่คุณกลับจำอะไรไม่ได้เลย นี่เป็นพล็อตของเรื่องสั้นชื่อ “ยูมิอูระ” (“Yumiura”)
ของ ยาสุนาริ คาวาบาตะ ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมใน ค.ศ. ๑๙๖๘

แต่เราหลงลืมได้มากขนาดนี้จริงหรือ ?

การบันทึกและดึงความทรงจำออกมาใช้มีกระบวนการที่พิลึกเอาเรื่องอยู่ แทนที่จะดึงมาใช้ดื้อ ๆ เรากลับปรับเปลี่ยนบิดเบือน และจัดเก็บเวอร์ชันที่ผ่านการปรับปรุงแล้วลงไปแทนทุกครั้ง  ขณะที่ความทรงจำบางอย่างเราก็ลืมเลือนรวดเร็วแต่บางอย่างก็จดจำได้ชั่วชีวิต หรือไม่ก็หลอกหลอนเรานานหลายสิบปี

โรคความจำเสื่อมอย่างอัลไซเมอร์ถือเป็นโรคที่โหดร้ายกับเจ้าตัวและคนรอบข้าง เพราะจะค่อย ๆ สูญเสียความทรงจำ จนอาจจำไม่ได้แม้แต่คนในครอบครัว

บาปที่ ๒ คืออาการใจลอย ชวนให้ประหลาดใจได้มากเช่นกัน แม้แต่นักวิทยาศาสตร์เอกอย่างไอน์สไตน์ก็ยังมีเรื่องเล่าว่าขี้หลงขี้ลืม นักท่องจำค่า π (Pi) หรือคำไร้ความหมายซึ่งจำคำได้หลายร้อยคำในเวลาสั้น ก็ยังมีอาการใจลอยในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากคนทั่วไป

คนทั่วไปอาจจำไม่ได้ว่าวางกุญแจหรือแว่นตาไว้ที่ไหน ปัญหาเช่นนี้เกิดจากการตัดขาดการเชื่อมต่อกับความทรงจำอันเนื่องจากความไม่ใส่ใจ  เราไม่ได้ใส่ใจจำทุกอย่างที่กระทำ อาการใจลอยจึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การลืมเด็กไว้ในรถยนต์เป็นเวลานาน

งานวิจัยหลายชิ้นทำให้รู้ว่าภาวะหรือปัจจัยที่เอื้อให้เกิดอาการใจลอยง่ายเป็นพิเศษได้แก่การทำสิ่งที่ต่างจากกิจวัตร (น่าจะมีผู้อ่านที่ยังคงขับรถไปออฟฟิศในเช้าของวันที่ต้องไปประชุมที่อื่น) การมีความกดดันบางอย่างก็อาจทำให้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นกัน นอกจากนี้การทำสิ่งต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติโดยไม่คิดก็มีส่วนเป็นอย่างมาก

หากทั้งหมดรวมกันเข้าก็เป็น perfect storm ทำให้เกิดการหลงลืมครั้งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ในทางพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการเจริญสติอยู่เสมอ คนที่เจริญสติเป็นประจำจะมีปัญหาพวกนี้น้อยกว่าคนทั่วไป ใจคนมักไม่นิ่งและลอยกลับไปอดีตหรือพุ่งไปยังอนาคตตลอดเวลา ท่านว่าคล้ายลิงที่อยู่ไม่นิ่ง ต้องใช้สมาธิเหมือนเชือกผูกไว้ไม่ให้ลิงวิ่งไปไหนได้

บาปที่ ๓ คือการปิดกั้นความทรงจำ บางครั้งความทรงจำก็ยังอยู่ตรงนั้น แต่จะด้วยเหตุใดสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) เรากลับไม่สามารถดึงออกมาได้ คล้ายถูกปิดกั้นด้วยกลไกบางอย่าง ที่พบบ่อยที่สุดคือการพยายามนึกชื่อคนที่ไม่ได้พบกันมานาน แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก จนเมื่อเลิกพยายาม จู่ ๆ ก็จะนึกออกขึ้นมาเอง

มาดูบาปกลุ่มที่ ๒ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มแรก เพราะเกี่ยวข้องกับความทรงจำแบบบิดเบี้ยว ได้แก่ ความทรงจำแบบจำผิดจำถูก ความทรงจำที่โดนฝังหรือแอบแฝง ความทรงจำแบบมีอคติ และความทรงจำจากเหตุการณ์ที่โดนรบกวน รุกล้ำหรือทำให้ไม่สบายอกสบายใจ

บาปที่ ๔ คือความทรงจำแบบจำผิดจำถูก มีตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างจำว่าคนนั้นพูด แต่กลายเป็นคนโน้นพูด ไปจนถึงสับสนระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งหรือมโนขึ้นเอง เรื่องที่พบได้บ่อยในหมวดนี้ คือ “ปรากฏการณ์เดจาวู” ที่รู้สึกราวกับว่าเคยพบเจอเหตุการณ์ตรงหน้ามาก่อนแล้ว งานวิจัยด้านนี้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแท้จริงแล้วเป็นแค่เพียงสองเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันหรือมีบางอย่างร่วมกัน แม้เราจะรู้สึกและมั่นใจมากว่ารู้ผลลัพธ์ที่จะตามมา แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงภาพลวงตาเท่านั้น  การศึกษาสมองด้วยเทคนิค fMRI ทำให้รู้ลักษณะสภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้ดึงข้อมูลเก่าออกมา ทำให้รู้สึกคุ้นและแยกแยะได้ว่าเป็นเพียงการดึงข้อมูลที่มีบางอย่างผิดพลาด

บาปประการต่อมาได้แก่ความทรงจำที่โดนฝังหรือแอบแฝง มีตัวอย่างอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Inception คือเกิดขึ้นผ่านเหตุการณ์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถามคำถามนำ เช่น ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การซักถามของทนายในศาล หรือการให้ความเห็นและคำแนะนำจากคนอื่นขณะที่เรากำลังพยายามนึกถึงเรื่องนั้น ๆ  นักวิจัยทดลองจนรู้ว่าสามารถหลอกให้อาสาสมัครจำตัวการ์ตูนบางตัวว่าอยู่ในดิสนีย์แลนด์ที่เคยไปเที่ยวตอนเด็ก ทั้งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะตัวการ์ตูนเหล่านั้นไม่ใช่ของ วอลต์ ดิสนีย์ ความทรงจำที่บิดเบี้ยวแบบนี้คล้ายการจำผิดจำถูกตรงที่สร้างความเสียหายได้มาก หากเกี่ยวข้องกับระบบกฎหมาย

สำหรับความทรงจำแบบมีอคตินั้นแทบไม่ต้องขยายความสมองของเรานำเอาความรู้ ความรู้สึก และความเชื่อในปัจจุบันเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงความทรงจำเดิมทุกครั้งที่เราดึงความทรงจำนั้นออกมา มากบ้างน้อยบ้าง รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง  ในพุทธศาสนา อคติหรือความลำเอียงมีสี่ประการ ได้แก่ ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะรักหรือชอบ  โทสา คติ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชัง โมหาคติ ความลำเอียงเพราะหลงหรือเขลา และภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว อคติทั้งสี่นี้เป็นเหตุให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ตลอดเวลาและส่งผลให้ความทรงจำบิดเบี้ยว

ความทรงจำจึงไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอคติที่เรามีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยต่างหาก

บาปความทรงจำประการสุดท้าย ได้แก่ ความทรงจำจากเหตุการณ์ที่โดนรบกวน รุกล้ำ หรือทำให้ไม่สบายอกสบายใจ ทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความทรงจำแบบนี้ มีความทรงจำที่เราอยากลืม แต่ไม่อาจทำได้ กลางดึกบางคืนเราอาจตื่นขึ้นมาหรือแม้แต่ไม่อาจหลับตาลง เพราะโดนความทรงจำเรื่องความรัก การงาน การสอบ ฯลฯ รบกวนจิตใจอย่างหนัก 

ไม่ว่าคุณจะมีความทรงจำดีเพียงใดก็มีโอกาสมากที่จะโดนสมองหักหลังและสร้าง “บาปแห่งความทรงจำ” ให้เสมอ เราจึงต้องระมัดระวังและตระหนักรู้กับสิ่งที่เราจำอยู่ตลอดเวลา