แต่งศพ รักษาเกียรติ
Hidden (in) Museum
เรื่อง : สุชาดา ลิมป์
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช
แม้แพทย์แผนไทยจะเป็นทางเลือกแต่เปรียบดั่งรากแก้วของไทย
เราต่างใช้ชีวิตแบบแผนไทยตั้งแต่ดื่มกินอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรต่าง ๆ สูดยาดมยาหม่องในชีวิตประจำวัน ใช้สบู่ แชมพู ยาสีฟันสูตรสมุนไพร ฯลฯ กลายเป็นวิถีหลักที่หยั่งลึกในวัฒนธรรมแต่อาจเพิ่งรู้ตัวเมื่อเยือนพิพิธภัณฑ์ประวัติการแพทย์ไทย อวย เกตุสิงห์
ขี้ผึ้งปิดหน้าศพกันอุจาด
หัวใจของที่นี่คือนำเสนอวิถีเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยผสานศาสตร์แพทย์แผนไทยกับการแพทย์แผนปัจจุบันผ่านวิวัฒนาการ จำลอง “โอสถวัฒนา” ร้านขายยาไทยในอดีตที่มีทั้งเคาน์เตอร์เตรียมยา ตู้ลิ้นชักใส่สมุนไพรและสมุดข่อย
ตำรายา อุปกรณ์จำเป็นในการปรุงยา เช่น หินบดยา มีดสับยา โกร่งบดยา เครื่องชั่ง ฯลฯ รายล้อมตู้แสดงสมุนไพรหลายร้อยชนิดและซากสัตว์หายากอันเป็นวัตถุปรุงยา ซึ่งบรรดาครู-แพทย์แผนไทยยังคงส่งต่อวิชาจวบปัจจุบัน ทั้งนำขุมทรัพย์ภูมิปัญญาไทยมาประยุกต์กับบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคให้ร่วมสมัย พร้อมเล่าวิถีสตรีหลังคลอดแบบพึ่งพาสมุนไพรทั้งการอยู่ไฟของแม่และดูแลทารก ให้ความรู้การรักษาโรคเบื้องต้น ทั้งตำรับยาแผนโบราณสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา รวมถึงการนวดเพื่อบำบัดแบบท่าราชสำนักและฤาษีดัดตน ฯลฯ ชวนให้ดูโรคดูยาแล้วรู้สึกอยากดูแลตน
ถึงกาลสิ้นชีพร่างนั้นก็ยังได้ใช้สมุนไพรเป็นการรักษาเกียรติแก่ศพ
น่าทึ่งว่าสังคมไทยสมัยที่ยังไม่รู้จักสารเคมีอย่างฟอร์มาลิน กลับดูแลร่างไร้วิญญาณด้วยวัสดุธรรมชาติ ในหมู่ชนชั้นสูงจะกรอก “ปรอท” เพื่อชะลอการเน่าและยับยั้งเชื้อโรคลงปากศพร่วมกับใส่สมุนไพรในโลงควบคุมกลิ่นยุคต่อมาปรับใช้ “น้ำมันก๊าด” ซึ่งมีกลิ่นแรงช่วยดับกลิ่นศพได้เช่นกัน นำ “น้ำมันยางและชัน” ผสมในอัตรา ๑ : ๑ เคลือบด้านในโลงป้องกันของเหลวรั่วและแมลงรบกวน ใช้ “ขมิ้นชัน” ดูดซับน้ำเหลืองเพื่อลดความชื้น อาศัยกลิ่นหอมของขมิ้นให้รู้สึกสะอาด บ้างใช้ “ใบฝรั่งสด ใบพลู ดอกพิกุล หรือดอกซ่อนกลิ่น” ขยี้ใส่โลงเพื่อลดกลิ่นและฆ่าเชื้อ แล้วใช้ “กระดาษฟาง” ช่วยซับน้ำ ป้องกันไม้โลงผุ นำ “ข้าวสุกบดผสมขี้เถ้า” ให้ความเหนียวของข้าวสุกยึดเกาะปิดรอยต่อโลงศพและให้ขี้เถ้าดูดซับความชื้นป้องกันน้ำเหลืองรั่วซึม
บรรดาวิธีดูแลศพน่าสนใจ “ขี้ผึ้งปิดหน้าศพ” (พบในพิธีศพชนชั้นสูงตั้งแต่สมัยอยุธยา) เป็นการมอบเกียรติครั้งสุดท้ายให้ผู้ล่วงลับงดงามที่สุดก่อนร่างจะสลาย โดยหลอมขี้ผึ้งเป็นแผ่น แผ่คลุมใบหน้าเพื่อรักษารูปหน้าไม่ให้ยุบตัวแล้วปิดทับด้วยแผ่นทองจำหลักลาย
เหล่านี้ไม่เพียงเผยความชาญฉลาดที่มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติยังสะท้อนจิตวิญญาณคนไทยที่ให้ความสำคัญแก่ “ความงามของความตาย” พอกับ “ความหมายของการมีชีวิต”
ซุกอยู่ตรงไหนของพิพิธภัณฑ์...ต้องมาดู
พิพิธภัณฑ์ประวัติการแพทย์ไทย อวย เกตุสิงห์ (ห้อง “สยามรัฐเวชศาสตร์” ชั้น ๒ ของอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน)
เลขที่ ๒ ถนนวังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๘๐ บาท เด็ก ๒๕ บาท ต่างชาติ ๒๐๐ บาท
เปิดวันพุธ-วันจันทร์
เวลา ๑๐.๐๐-๑๗.๐๐ น.
โทร. ๐-๒๔๑๔-๑๔๖๔