Image

ความหมายของชื่อยาดม ตรา “โป๊ยเซียน” ที่ไม่เกี่ยวกับเทพเจ้า แต่ได้รับความไว้วางใจเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความแข็งแรงและสุขภาพที่ดี”

โป๊ยเซียน
ไอเท็มสดชื่นติดจมูกคนไทย

เมด อิน ไทยแลนด์

เรื่อง : สุชาดา ลิมป์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

เก้าสิบปีพอดีนับจากเยาวราชได้ต้อนรับร้านสมุนไพรเล็ก ๆ ในปี ๒๔๗๙

สินค้ายุคก่อตั้งคือจำพวกกอเอี๊ยะแผ่นสีดำ ยาสตรีบำรุงเลือด ยาหอม ยาหม่อง ยาน้ำเอียจับ ยาน้ำส้ม ฯลฯ แม้ปัจจุบัน “โป๊ยเซียน” จะไม่ได้ผลิตแล้ว แต่ทายาททุกรุ่นถือเป็นหน้าที่รักษาธุรกิจที่บรรพบุรุษริเริ่มจึงกำเนิด “ยาดม” แทนที่และมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสืบต่อภูมิปัญญาสมุนไพร

จวบปี ๒๕๖๙ โป๊ยเซียนไม่เพียงเป็นแบรนด์ยาดมอันดับ ๑ ในไทย ยังอยู่แนวหน้าระดับเอเชีย โดยมี ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ ทายาทรุ่นที่ ๔ ร่วมบริหาร เน้นบทบาทด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ภายใต้การให้คำปรึกษาของ วรานนท์ ลาภบุญทรัพย์ ผู้เป็นทั้งพ่อและผู้บริหารรุ่นก่อน

ประสบการณ์ที่พวกเขาปัน ไม่เพียงปลุกความทรงจำคนรุ่นเก่าที่ผูกพันมาตั้งแต่ยุคโฆษณาผ่านรถขายยา ยังสร้างความรับรู้เส้นทางอุตสาหกรรมผลิตยาของไทยด้วย

Image

Image

ณัฐพงศ์ ลาภบุุญทรัพย์ ทายาทรุ่นที่ ๔ หน้าป้าย “ศาลเจ้าโป๊ยเซียน” ศาลประจำตระกูลที่คุณย่า วิยะดา ลาภบุุญทรัพย์ เป็นผู้ออกแบบเพื่อให้เป็นสถานเก็บตำนานธุรกิจครอบครัวซึ่งเติบโตจากย่านเยาวราช รวมถึงเป็นที่ประดิษฐานเทพยดาทั้งแปดซึ่งครอบครัวมักได้รับเป็นของขวัญตามศรัทธาชาวจีน

ผลงาน (นอกตำรา)
จากเภสัชศาสตร์

“ร้านขายยาร้านแรกของครอบครัวเริ่มต้นที่ถนนพาดสาย หลังตึกเจ็ดชั้น ย่านเยาวราช ในรุ่นของคุณทวดซึ่งท่านอยากตั้งชื่อที่คนในเยาวราชรู้จักดีและจดจำง่ายจึงเป็นที่มาของชื่อโป๊ยเซียน”

คุณย่า วิยะดา ลาภบุญทรัพย์ ถ่ายทอดสู่ณัฐพงศ์ หลานชายคนโตและทายาทรุ่นที่ ๔

เมื่อกิจการเติบโต ร้านขายยาสมุนไพรเล็ก ๆ จึงขยายสู่ “ห้างขายยาโป๊ยเซียนโต๊ว” บนถนนสี่พระยา โดยมีสินค้าสร้างชื่อคือ “ยาดมพีเป๊กซ์” หลอดเล็กสีแดง ปัจจุบันก็ยังมีจำหน่าย 

ธุรกิจดำเนินด้วยดีกระทั่งเมื่อที่ดินของโรงงานจะถูกเวนคืนไปสร้างทางด่วน

“นั่นคือสถานการณ์สำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าโป๊ยเซียนจะยังทำกิจการต่อหรือไม่ ตอนนั้นคุณพ่อผมเรียนอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยืนยันว่าจะทำต่อ ทางธนาคารเห็นว่ากิจการนี้มีผู้สืบทอด มีอนาคต จึงให้กู้เงินจำนวนหนึ่งสร้างโรงงานใหม่ คือโรงงานปัจจุบันที่บางนา”

Image

ยากอเอี๊ยะโป๊ยเซียนโต๊ว (ซ้าย) สำหรับปิดฝี และยาเม็ดโป๊ยเซียน (ขวา) คือบางส่วนของผลิตภัณฑ์ยาในยุคก่อตั้ง

คุณย่าวิยะดาเล็งเห็นว่าแม้กิจการจะเริ่มจากความเป็นครอบครัว แต่หากบริหารด้วยระบบกงสีอาจเกิดปัญหาในวันหน้าจึงตัดสินใจตั้ง “บริษัทโกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด” ขึ้นในปี ๒๕๓๒ มีคณะผู้บริหารดำเนินการภายใต้ระบบบริษัทเรื่อยมา

โดยมี “ยาดมโป๊ยเซียน” กับสโลแกน “ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน” เป็นสินค้าสร้างชื่อ

“เกิดจากความคิดของผู้บริหารว่า ‘ทำไมต้องพกยาดมและน้ำมันสมุนไพรแยกกัน’ คุณพ่อของผมจึงสั่งซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจหาซื้อคือ ‘เครื่องประกอบยาดม’ ซึ่งเวลานั้นวิธีทำยังใช้ค้อนยางตอกบรรจุภัณฑ์ด้วยมือ ใช้เข็มฉีดน้ำยาใส่หลอด คุณพ่อคิดว่าขืนผลิตแบบนี้คงไปต่อลำบาก วันหนึ่งมีโอกาสแชร์ไอเดียกับรุ่นพี่ซึ่งเป็นคนช่างคิด ว่าหลอดน้ำยาคือหัวใจสำคัญสุดในการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะรูเข้าเล็ก พอเติมน้ำยาปุ๊บอากาศจะหนีออกเร็ว เขาจึงแนะนำว่าต้องทำแบบเครื่อง suction เติมแล้วต้องมีหัวดูดลมกลับอยู่ในเครื่องเดียวกัน คุณพ่อได้ยินครั้งแรกก็อึ้ง...คิดไม่ถึง”

ณัฐพงศ์เสริมว่าคุณพ่อเป็นคนชอบดูหนัง เลยเปรียบการทำงานของเครื่องจักรนี้ดั่งบทบาทที่ คีอานู รีฟส์ แสดงในภาพยนตร์ The Matrix ฉากที่กระโดดตีลังกาพร้อมยิงไปด้วย

“คุณพ่อรู้สึกว่า เฮ้ย ! นี่มันหลักการของเครื่องผลิตเราจังหวะที่มาเจอกันสปีดจะต้องลดลงเพื่อให้เลื่อนไปแล้วหมุนได้ด้วยแบบที่พระเอกตีลังกาแล้วยิง”

Image

เสน่ห์การตลาดต่างยุค จากรถฉายหนังเพื่อขายยาสู่เครื่องเล่นทันสมัยที่สร้างภาพจำสดชื่น จากแสดงละครสนุกสนานเพื่อเข้าถึงลูกค้าสู่มาสคอตที่ดึงดูดสายตาโดยไม่ต้องพูดอะไร
ภาพ : บริษัทโกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด

ในที่สุดโป๊ยเซียนยุคของคุณพ่อวรานนท์ก็สามารถผลิต “เครื่องประกอบยาดมสองทางเครื่องแรกของโลก” นำมาสู่การผลิตยาดมตราโป๊ยเซียนที่รวดเร็วและมีคุณภาพให้พกพาความสดชื่นไปได้ทุกที่ทดแทนยาหม่องและยานวดน้ำมันต่าง ๆ กลายเป็นสินค้าขายดี 

กระทั่งปี ๒๕๖๑ ณัฐพงศ์เรียนจบเภสัชศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ถึงเวลาส่งต่อมรดกของครอบครัวแก่ทายาทรุ่นที่ ๔

“ธุรกิจเราจำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม จะได้ตอบคำถามเรื่องคุณภาพสินค้าอย่างมีน้ำหนัก และสิ่งสำคัญของอุตสาหกรรมยาคือต้องอัปเกรดโรงงานให้ได้มาตรฐานสากลรับกับกฎหมายใหม่ที่ว่าด้วยมาตรฐานหลักเกณฑ์การผลิตที่ดี ผมจึงเตรียมความพร้อมโดยเรียนเภสัชฯ สายเภสัชอุตสาหกรรมที่เน้นด้านเภสัชศาสตร์สังคม ฝึกงานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพราะอยากทราบมุมมอง regulator ว่าเราควรทำอะไรให้ถูกต้องแล้วดี เวลาใครมาตรวจสอบโรงงานก็จะเข้าใจสิ่งที่เขาวิเคราะห์ ช่วงเรียนจบเป็นจังหวะที่ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตว่าง การปรับปรุงมาตรฐานโรงงานขนานใหญ่ จึงถือเป็นงานแรกของผม ใช้องค์ความรู้จากคณะเภสัชฯ และการฝึกงานจาก อย. มาเขียนแผนผังอัปเกรดโรงงาน”

หากรวมความชอบที่เรียนปริญญาตรี สาขาวิชาเอกประวัติศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว วิชาโทภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ กับสาขาวิชาสื่อสารมวลชน คณะสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็นับเป็นลูกไม้ใต้ต้นที่เหมาะต่อการรับหน้าที่จากไม้ใหญ่ สร้างความสดชื่นจนโรงงานของบริษัทโกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผ่านประเมินมาตรฐานสากลระดับโลก และนำสีสันใหม่ ๆ มาสู่แบรนด์

Image

“มีคนถามผมเยอะว่าทำไมไม่เรียนเภสัชการตลาดหรือสายบริหาร ผมคิดว่าพวกนั้นเรียนรู้ที่โรงงานได้ แต่หลักการการคุ้มครองผู้บริโภคต้องเรียนที่นั่น ซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ต่อให้ต้นทุนจะสูงขึ้น กำไรน้อยลง ต้องจ้างคนงานเพิ่ม หรือซื้อเครื่องเท่าไรก็ต้องทำ เพราะชีวิตคนมีมูลค่าที่ประเมินไม่ได้”

จริงอยู่มาตรฐานโรงงานรุ่นพ่อถือว่าดีที่สุดในอดีตแต่กฎหมายมีการยกระดับเรื่อยมาตามหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นหน้าที่ผู้ผลิตต้องตามให้ทัน เหนือกว่านั้นคือโรงงานของเขายังมีการวิจัยและพัฒนาด้วยมาตรฐานสากล (global standard) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของอุตสาหกรรมสมุนไพร คือมาตรฐาน GMP และ PIC/S ซึ่งประกาศใช้ทั่วโลกเมื่อปี ๒๕๕๙ 

“ผมอยากเห็นโป๊ยเซียนเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับ Thai herbal products ที่ได้การยอมรับทั่วโลก ซึ่งต้องมาคู่ความยั่งยืน เราจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับ ๑ ไม่ประนีประนอมกับความผิดพลาดหรือความปนเปื้อนใด ไม่ว่าวัตถุดิบ สารสกัดสมุนไพรที่เข้าโรงงานจะตรวจทุกถัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์โดยไม่สุ่ม เรามีระบบเข้มแข็งมากถึงขนาด หากพบสินค้าที่มีข้อบกพร่องอยู่ข้างใน ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้น เราจะไม่ใช่แค่เรียกคืนสินค้าแล้วจบ เราสามารถตรวจย้อนไปได้ถึงขั้นว่ายาดมหลอดนั้นผ่านมือใครบ้างตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบที่ต้นทางเลยครับ”

ระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและรัดกุมจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่

แต่คือความภาคภูมิใจที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากคุณพ่อและคุณย่า

Image

พวงกุญแจยาดมที่สูดได้จริงกลยุทธ์เอาใจลูกค้าที่ไม่เพียงได้สินค้าไปใช้งานยังได้ประโยชน์อื่นเสริมและกระปุกออมสินหลอดยาดมยักษ์สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าและกระตุ้นการมองเห็นสินค้าชิ้นเล็กไปในตัว

ยาดมของนักเดินทาง

“ผมเกิดปี ๒๕๓๗ ไม่ทันเห็นคุณปู่คุณย่าทำงานเพราะท่านเกษียณตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เห็นแต่คุณพ่อกับคุณลุงช่วยกัน บทบาทหลักของคุณลุงจะดูแลงานหน้าบ้านและสินค้าที่ออกสู่ท้องตลาดพร้อมสำรวจตลาดด้วย ยุคที่ไม่มีสมาร์ตโฟนก็ขับรถไปดูตามท่ารถ ลงพื้นที่ไปอำเภอนั่นนี่ เห็นภาพรวมทั้งประเทศแล้วเอาข้อมูลมาทำระบบ ส่วนคุณพ่อจะดูแลการผลิต หาเทคโนโลยีเครื่องจักรและนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้ ขณะเดียวกันก็เดินทางบุกเบิกตลาดต่างประเทศ”

ตอนเป็นเด็กชายณัฐพงศ์ เขารู้สึกลิงโลดเสมอที่รู้ว่าพ่อไปไหนบ้าง

“ในห้องนอนผมจะมีแผนที่โลก แผนที่ธงชาติประเทศต่าง ๆ พร้อมเมืองหลวง มีครั้งหนึ่งคุณพ่อไม่อยู่นับสัปดาห์ ท่านไปประเทศกานา ผมก็จะดูแผนที่ พอรู้ว่าอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกก็ตื่นเต้น สมัยนั้นไม่เคยได้ยินว่ามีใครไป แต่พ่อเราไป เท่จัง เมื่อการผลิตและการบริหารเข้าที่ระดับหนึ่ง คุณพ่อก็แบกกระเป๋าพายาดมไปขายต่างประเทศ เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน ยุคนั้นพม่ายังไม่เปิดประเทศ ลาวยังไม่มีสะพานต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำ ยาดมของเราเดินทางไกลสุดถึงหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลแคริบเบียน ซึ่งลูกค้าที่คุณพ่อพบเมื่อ ๒๐ ปีก่อนก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พอผมโตขึ้นหน่อยก็มีโอกาสไปกับคุณพ่อด้วย รุ่นลูกได้รู้จักกัน ธุรกิจในยุคพวกเราจึงไร้กำแพง”

ครั้นสิ่งที่ต้องแข่งขันในโลกยุคใหม่ยังมีอีกมาก หนึ่งในนั้นคือศิลปะสื่อสารหลากช่องทาง นอกจากปริญญาตรีสาขาวิชาสื่อสารมวลชน คณะสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณัฐพงศ์ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน (คู่ขนานกับการเรียนเภสัชศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

“ยุคนี้เราจำเป็นต้อง generate งานใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะให้ทัน ซึ่งถูก freeze มานานด้วยนโยบายภายในบริษัทและข้อกฎหมายซึ่งเดิมเราอยู่ภายใต้การกำกับของพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ที่ควบคุมการขายและการโฆษณา แต่ตอนนี้สินค้าเราเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรขายทั่วไปภายใต้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ ทำให้โอกาสหลายอย่างเปิดกว้างขึ้น ผมตั้งเป้าหมายว่าจะปรับภาพลักษณ์งานส่วนนี้ให้ประสบความสำเร็จ แล้วก็ทำมาตลอดตั้งแต่มารับหน้าที่เพิ่มเติมในปี ๒๕๖๖”

scrollable-image

การเดินทางด้วยศาสตร์และศิลป์ที่ต่างวิธีของโป๊ยเซียนแต่ละช่วงวัยน่าสนใจตรงผลที่ทำให้ลูกค้าได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ กับสินค้าตัวเดิม

ปัจจุบัน ดร. ณัฐพงศ์ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร ควบที่ปรึกษาฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของบริษัท มีหลายผลงานโดดเด่นซึ่งแฟนผลิตภัณฑ์ตราโป๊ยเซียนรุ่นเก่าอาจอ้าปากค้าง อย่างการร่วมจัดงาน “สงกรานต์สยาม” ต่อเนื่องหลายปีโดยเนรมิตสไลเดอร์ยักษ์ความยาว ๕๕ เมตร ให้คนมาเล่นสนุกระเบิดพลังเสียงสนั่นสยามด้วยแนวคิด “ให้ทุกการพักผ่อนมีโป๊ยเซียนทุกลมหายใจ”

“เมษายนเมืองไทยอากาศร้อนจัด ยาดมเราเป็นสินค้าคลายร้อนให้ความสดชื่น ซึ่งความสดชื่นจากการเล่นสไลเดอร์ก็เชื่อมโยงกับคุณสมบัติของโป๊ยเซียน ถือเป็นงานที่ประสบความสำเร็จมาก ไม่ได้หมายถึงลูกค้าหรือยอดขายนะครับ แต่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนสังเกตเห็นว่าโป๊ยเซียนเปลี่ยนแปลง”

สมัยก่อนใครติดต่อมาให้ร่วมอีเวนต์ co-branding ออกรายการต่าง ๆ ผู้บริหารโป๊ยเซียนซึ่งถนัดทำแต่งานและชอบเดินทางส่วนตัวมากกว่าออกสื่อสาธารณะจึงปฏิเสธหมด

“จนเขาพูดต่อกันว่าโป๊ยเซียนไม่จอย แต่งานนี้เป็นนิมิตใหม่ให้คนกล้าเข้ามาคอลแลบด้วย ชวนเราทำสินค้า limited edition collection อยู่บนเสื้อ หมวก กระเป๋า เข็มกลัดเพราะเราเปิดตัวเองให้เขาได้เห็นในมุมที่สดชื่น สดใส สนุก อย่างที่สินค้าเราอยากเป็นมาตลอด”

ล่าสุดธันวาคม ๒๕๖๘ วาระที่ตราโป๊ยเซียนอายุ ๙๐ ปี ผู้บริหารรุ่นใหม่จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย สดชื่นได้ใจ ปลอดภัยได้ชัวร์กับยาดมโป๊ยเซียน” นำเสนอ “เคสยาดม” ที่สามารถใส่ยาดมโป๊ยเซียนไว้ข้างในและเป็น “art toy” ในตัวสี่แบบ ผ่านคาแรกเตอร์โคมยี่เป็ง พญานาค ยักษ์วัดแจ้ง และเท่ง-ตัวหนังตะลุง ซึ่งเป็นดั่งทูตทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง และใต้ สร้างสรรค์โดย “SahredToy” เพื่อดึงดูดนักสะสม Gen Z และนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้ยืดอกพกความสดชื่นจากยาดมเป็นไอเท็มคู่กายระหว่างทาง

“ผมตระหนักเสมอว่าโป๊ยเซียนเดินทางมาถึง ๙๐ ปี และจะเดินหน้าต่อด้วยแรงสนับสนุนของทุกคน ฉะนั้นทุก ๆ แคมเปญและกิจกรรมจะต้องทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีข้อจำกัดน้อยสุด และจะดียิ่งขึ้นหากมีประโยชน์ต่อสังคมด้วย”

เพราะน่าจะเป็นหนทางที่ร่ำรวยมิตรภาพและยั่งยืนสุดสำหรับโลกธุรกิจทุกยุคสมัย