Image

ในวันที่ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ผ่าน 
ชาวบ้านชาติพันธุ์
อยู่จุดไหนของสังคมไทย

อภินันท์ ธรรมเสนา
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

INTERVIEW

สัมภาษณ์ : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

เดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ คือวันที่ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการโหวตด้วยมติเห็นชอบ ๔๒๑ เสียง แถมเป็นร่างที่ภาคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องและนำหลักการจากปฏิญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) มาใช้ในหลายมาตรา เช่น สิทธิในการนิยามตนเอง

ประเทศไทยมีความพยายามผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์ตั้งแต่ราวปี ๒๕๒๙ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศทั่วโลกเคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองหลังการล่มสลายของฝ่ายสังคมนิยม และแนวความคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่เริ่มบอกโลกว่า เราต้องโอบรับความหลากหลายมากขึ้น แต่เมื่อคำนี้ถูกนิยามโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจกำกับกฎหมายหรือโครงสร้างสำคัญ ๆ ในสังคม ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่ถูกนับรวม

“ถ้าถามว่าเรานึกถึงใครที่เป็นชาติพันธุ์ในประเทศไทยบ้าง เรามักไม่นึกถึงตัวเองใช่ไหมแต่โลกวิชาการทางมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์หมายถึงกลุ่มทางวัฒนธรรม นั่นหมายความว่าที่เรานั่งคุยกันอยู่ตรงนี้ก็คือชาติพันธุ์ แต่คนไทยจะไม่นับตัวเองเพราะถือว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ่เลยมองคนชายขอบอื่น ๆ ว่าเป็นชาติพันธุ์ ความรู้สึกดังกล่าวง่ายต่อการแบ่งแยกว่าเราเป็นเรา แต่เขาเป็นอื่น”

อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ สะท้อนความเห็น

“นี่น่าจะเป็นหนึ่งในกฎหมายไม่กี่ฉบับที่ไม่ได้มาจากนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากหลายภาคส่วนร่วมกันผลักดันตั้งแต่ขั้นของการเสนอกฎหมาย จนถึงขั้นของการพิจารณากฎหมาย เพราะในกรรมาธิการมีสัดส่วนภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งการนำทุกร่างของทุกภาคส่วนมารวมในกฎหมายฉบับเดียวยากมากนะ และที่สำคัญสุดคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของเรื่องได้เข้ามาอยู่ทุกกระบวนการ ตั้งแต่ทำร่าง ร่วมเวทีรับฟังความเห็นในช่วงโควิดตั้ง ๓๐ กว่าเวทีต่อเนื่องกัน
และมีคนออกมาให้ความเห็นหลายพันคน”

บทสนทนากับอาจารย์ต่อจากนี้จะเล่าที่มาที่ไปของประสบการณ์ในการศึกษาคลุกคลีกับพี่น้องชาติพันธุ์ เทรนด์การโอบรับความหลากหลายในไทย บริบททางสังคมที่แตกต่างในแต่ละประเทศที่มีชนเผ่าใหญ่น้อย อัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ยุคใหม่ และเหตุใดเราจึงต้องทำงานต่ออย่างหนัก
แม้ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์จะผ่านแล้ว

ทำไมอาจารย์ถึงสนใจศึกษาเรื่องชาติพันธุ์

ในฐานะที่เรียนมานุษยวิทยา ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์หรือคนตัวเล็กตัวน้อยก็มักอยู่ในความสนใจอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราอยากเรียนรู้ทำความเข้าใจคนก็ต้องไปทำงานร่วมกับชุมชน ตอนเรียนปริญญาโท เราสนใจเรื่องสื่อกับมานุษยวิทยา (Media Anthropology) โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่องชาติพันธุ์ในประเด็นการประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านสื่อสมัยใหม่ ตอนนั้นเราอบรมเยาวชนชาวชาติพันธุ์ทำสื่อ สารคดี ให้คนยองทำวิดีโอเกี่ยวกับตัวเอง แล้วพบประเด็นซับซ้อนขึ้นที่ไม่ใช่แค่วัฒนธรรม มันมีเรื่องที่ดิน การไม่ยอมรับสิทธิ หรืออคติที่มีต่อเขา พอลงพื้นที่บ่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อยู่พื้นที่ห่างไกล จะไปหาหมอทีคนก็ไม่เข้าใจ หรือเป็นคนเกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีบัตรประชาชน เพราะอยู่ห่างไกลตกสำรวจ ก็ถูกมองว่าไม่ใช่คนไทย ถูกอคติและสารพัดเงื่อนไขให้ถูกจำกัดสิทธิ

แต่คนมักมองว่านักมานุษยวิทยาเน้นเรียนเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ไม่รู้ใช้วิธีการแบบไหนเราเลยคิดว่าถ้านำความรู้ทางมานุษยวิทยาไปขับเคลื่อนนโยบายจะเป็นอย่างไร ก็รู้สึกท้าทายว่าความรู้ด้านนี้จะสามารถช่วยกลุ่มเป้าหมายได้ไหม

ปี ๒๕๕๓ ประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการฟื้นฟูชาติพันธุ์ชาวเลและแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เมื่อเราเข้าทำงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรปี ๒๕๕๔ ก็ทราบว่าศูนย์ฯ ทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว เลยมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นกฎหมาย เพราะกระบวนการภาคประชาชนก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ เลยคุยกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๗

Image

อาจารย์เริ่มจากตรงไหน

เราสำรวจก่อนว่าทั้งโลกมีกฎหมาย นโยบาย หรือมาตรการใดบ้างที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ ตอนนั้นระดับโลกมี UNDRIP แล้ว เลยตั้งคำถามว่าทำไมเมืองไทยถึงไม่ขยับ

เราคิดว่าเทรนด์การยอมรับสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองหรือชาติพันธุ์เริ่มจริง ๆ ตอนปี ๒๕๓๐ หลังการล่มสลายของฝ่ายสังคมนิยม เพราะโลกมองคนผ่านมิติของภัยความมั่นคง ประเทศสังคมนิยมส่วนใหญ่จึงใช้คนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้มาต่อสู้กับพวกนายทุน แต่เมื่อมีแนวคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่นิยามว่าต้องมีคนของชาติ ความเป็นชาติพันธุ์จะไม่ถูกนับรวมเพราะไม่ถูกมองว่าเป็นคนที่มีสัญชาติจึงโดนละเลย

เวลาเรามองเชิงนโยบาย ชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มันเบลอ ๆ ไปกับกลุ่มคนจน กลุ่มแรงงานสตรี กลุ่มแรงงานเด็ก เดิมนโยบายที่เรามีคือนโยบายคุ้มครองเด็ก คุ้มครองสิทธิสตรี คุ้มครองแรงงาน โลกทั้งโลกยังไม่ได้สนใจว่าต้องมีมาตรการเฉพาะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์

แต่เราก็เห็นชนเผ่าใหญ่ ๆ เช่น อินเดียนแดง อะบอริจิน ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มีอัตลักษณ์ชัดเจนและเป็นที่รู้จักทั่วโลก เรื่องนี้เกี่ยวกับการจัดวางประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ ด้วยหรือเปล่า

ประเทศที่ไม่ยกมือรับรองหลักการ UNDRIP มีสี่ประเทศ คือ แคนาดา อเมริกา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ซึ่งมีชนพื้นเมืองทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาอยากลบระวัติศาสตร์ที่ว่ารัฐไปยึดครองหรือรุกรานชนพื้นเมือง

ชนเผ่าพื้นเมืองถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่มาก่อน แต่โดนผู้อื่นรุกราน เมื่อเจอความอยุติธรรมจึงออกมาต่อสู้ ชาวอะบอริจินคือคนที่เคยเป็นเจ้าของดินแดน แล้ววันดีคืนดีก็มีชาวผิวขาวไปรุกรานพื้นที่เขา อย่าลืมว่าพอเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ คนกลุ่มนี้ถูกนับเป็นคนออสเตรเลียด้วยการรับรองความเป็นพลเมืองผ่านเอกสารของราชการ ฉะนั้นความเป็นอะบอริจินจะหายไป นี่คือการใช้มาตรการแบบเดียวกันของรัฐสมัยใหม่โดยให้ทุกคนเป็นพลเมืองของรัฐ ไม่ได้ผนวกมิติความเป็นชาติพันธุ์เข้ามา

ชาวเมารีที่นิวซีแลนด์หรือกระทั่งอินเดียนแดงที่อเมริกาก็เผชิญสถานการณ์เดียวกัน ต่างจากชาวแอฟริกาที่มีลักษณะเป็นชนเผ่าเล็กชนเผ่าน้อย จึงอยู่แบบนั้นได้โดยไม่ต้องการความเป็นรัฐใหญ่ ทำให้เราเห็นความเป็นเผ่าที่ดำรงมาจนทุกวันนี้ แต่พอยุคสร้างความเป็นชาติเกิดขึ้นเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา รัฐมองเพียงว่าเป็นพลเมืองของรัฐหรือไม่ ถ้าเป็นก็ดูแลตามสิทธิที่ได้รับ และความเป็นชาติพันธุ์จะไม่ถูกนับเป็นตัวแปรในการคิดและออกนโยบายที่สอดคล้องกับวิถี

แล้วบริบทในสังคมไทย
มีความแตกต่างอย่างไร

สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีกลุ่มคนไท คนฉาน คนมอญ เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีอาณาจักรของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีคนกะเหรี่ยง
อาข่า ลาหู่ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ไม่ได้มีอาณาจักรใหญ่โต แต่ความเป็นรัฐจารีตแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อนุญาตให้คนเหล่านี้อาศัยอยู่ได้ เพราะรัฐเชื่อว่ากษัตริย์ที่มีคนใต้ปกครองมากคือกษัตริย์ที่มีบารมีมาก จึงไม่ได้ปราบปรามตราบที่พวกเขายังสยบยอมต่ออำนาจ หรือเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักร เช่น ให้คนกะเหรี่ยงในแนวชายแดนช่วยสอดแนม วิธีของรัฐคือเลี้ยงความหลากหลายของชาติพันธุ์ด้วยความจงรักภักดี แล้วสร้างความรู้สึกผูกพัน
ซึ่งเมืองไทยก็เป็นแบบนี้

แต่พอมีแนวคิดรัฐชาติแบบตะวันตกเข้ามา รัฐต้องสำรวจประชากร ฉะนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ถูกมองจากตรงนี้แหละว่าไม่ใช่คนไทย อาจตกสำรวจหรือพยายามไม่เข้ามาอยู่ในกระบวนการ

เมื่อก่อนเรียกเขาว่าคนป่า ต่อมาเรียกชาวเขา ไทยภูเขา แล้วพัฒนาเป็นชาติพันธุ์  ในสังคมไทยก็ใช้ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมหรือเชิงโครงสร้างกับชาติพันธุ์ เช่น ดูถูกว่าล้าหลัง คนที่ไม่พูดภาษาไทย ไม่แต่งตัวแบบไทย ก็ถูกตีตราว่าไม่ใช่คนไทย ซึ่งเป็นความรุนแรงแบบเนียน ๆ ใครพูดภาษาถิ่นก็อาจโดนดูถูกว่าบ้านนอก หรือเป็นประเด็นไว้ล้อเลียน นี่คือภาพที่ชาติพันธุ์ถูกประกอบสร้างความหมายให้กลายเป็นคนอื่น

ในระดับของประชาชนด้วยกัน 
แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

กระบวนการของรัฐสร้างคนให้เป็นแบบนั้น รัฐหนึ่งรัฐจะทำให้คนยอมรับด้วยการสร้างแค่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างวิธีคิดจากเงื่อนไขอื่น ๆ ด้วย เช่น ในโรงเรียนต้องเรียนภาษาไทย แต่งชุดนักเรียนไทย  หรือในแง่นโยบายสาธารณสุข คุณต้องพูดไทยหรือมีเอกสารรับรองถึงจะเข้ารับบริการได้ รวมถึงสื่อที่สร้างความชอบธรรมในการคุกคาม เช่น การไล่รื้อชุมชนชาวชาติพันธุ์ด้วยเหตุผลว่าทำลายป่า

ที่น่าสนใจคือการสร้างภาพจำให้กลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งการค้ายาเสพติดหรือบุกรุกพื้นที่ป่า ชุดความคิดแบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะรัฐตีตราว่านี่ไม่ใช่คนไทย เป็นศัตรูของชาติ ขณะที่อีกภาพหนึ่งคือการสร้างภาพจำให้คนรู้สึกสงสาร ต้องให้ความช่วยเหลือ ทำให้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกแก้ตามสถานการณ์แต่ละครั้ง มากกว่าจะมองถึงการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์วิธีคิดแบบนี้สะท้อนว่าเราไม่ได้นับรวมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐที่ต้องได้รับการคุ้มครอง เพราะเราไม่ยอมรับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ว่ามีอยู่ก่อนแล้ว เลยให้การช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ให้พอใช้ชีวิตได้ตามหลักมนุษยธรรม

“อย่างน้อยที่สุดสังคมก็รับรู้แล้วถึงการมีอยู่ของคนชาติพันธุ์ และหลายคนก็เริ่มยอมรับเสน่ห์ของความหลากหลายของชาติพันธุ์มากขึ้น”

ตอนอาจารย์ลงพื้นที่ไปศึกษาเรื่องสื่อกับมานุษยวิทยา กลุ่มชาติพันธุ์มองตัวเองอย่างไร 

เราเห็นสองมุม ชาวบ้านชาติพันธุ์ทั่วไปจะรู้สึกว่าเขาด้อยจริง ๆ เขาจะไม่ค่อยพูด ไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นชาติพันธุ์ เพราะถูกปลูกฝังว่าอาจเป็นอันตรายแก่เขา รัฐสร้างวาทกรรมจนเขารู้สึกไม่มีศักดิ์ศรี หรือในพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่จริง ๆ เขาก็นิยามว่าตัวเองเป็นคนไทยชาติพันธุ์ซึ่งเป็นความรู้สึกของการอยากถูกนับรวม ไม่มั่นใจในความเป็นชาติพันธุ์

ส่วนอีกกลุ่มจะผ่านกระบวนการพี่เลี้ยงหรือการศึกษามาระดับหนึ่ง เช่น นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิอย่างพะตีจอนิก็จะรู้สึกว่าเขามีสิทธิ ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่เป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีโอกาสไปเรียนรู้ข้างนอกแล้วกล้าพูดเรื่องศักดิ์ศรีของตัวเองมากขึ้น 

จากที่ชาวชาติพันธุ์ไม่กล้าแสดงอัตลักษณ์ ทำไมปัจจุบันเราถึงเห็นตัวตน
ของความเป็นชาติพันธุ์มากขึ้น (ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะผ่านเสียอีก) 

เราคิดว่าความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ก่อตัวขึ้นช่วงหลังปี ๒๕๓๐ จากฐานคิดเรื่องท้องถิ่นนิยม ตอนนั้นอาจไม่ได้ระบุความเป็นชาติพันธุ์ชัดเจน แต่เมื่อมีการท่องเที่ยวชุมชน มีงานหัตถศิลป์แสดง พอเราถามงานคราฟต์มาจากไหน อ๋อ มาจากชาติพันธุ์ เลยทำให้พวกเขาเริ่มยอมรับตัวเองมากขึ้น แต่ก็คือการยอมรับความเป็นท้องถิ่น ไม่ใช่ชาติพันธุ์

ด้วยแนวคิดการท่องเที่ยวชุมชน หรือหันกลับไปหาความรู้ท้องถิ่น หรือโครงการอีสานเขียวอะไรเหล่านี้ ทำให้นักวิชาการเริ่มสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแล้วพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๔๐ ในรัฐธรรมนูญก็มีระบุเรื่องสิทธิชุมชน คอนเซปต์แบบนี้ทำให้คนรู้สึกว่าชุมชนมีสิทธิจัดการทรัพยากรได้ ไม่ใช่ให้รัฐจัดการอย่างเดียว กระทั่งปี ๒๕๕๐ เราก็เห็นว่าในชุมชนมีความหลากหลายกว่านั้นอีก

ถ้ามองในแง่สื่อกับมานุษยวิทยา สื่อน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในเรื่องนี้หรือไม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างไร

ช่วงที่มีเฟซบุ๊ก เราเห็นเพจของคนไทใหญ่มากมาย คนเริ่มมีสำนึกว่าชาติพันธุ์ไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพียงลำพัง แต่มีเครือข่าย มีช่องยูทูบ มีภาษาถิ่น มีเพลงกะเหรี่ยง เผยแพร่สู่โลกข้างนอก  กลุ่มชาติพันธุ์เองก็ปรับตัว ไม่ได้ร้องแต่เพลง “บทธา” (บทกวีประจำกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ) อย่างเดียว เขาทำเพลงป็อปด้วย เราว่านี่คือกระบวนการที่ทำให้ชาติพันธุ์เฟื่องฟูและรุ่มรวยขึ้น  ส่วนหนึ่งก็เพราะมันขายได้ ผ่านการท่องเที่ยวต่าง ๆ แม้จะออกมาในเชิงพาณิชย์ก็เถอะ

ไม่ใช่แค่นั้น เด็กชาติพันธุ์รุ่นใหม่ก็ทำสื่อ ทำวิดีโอเราเห็น TikToker ชาติพันธุ์หญิงถ่ายวิถีชีวิตตัวเอง อย่าลืมว่าในระดับโลกคนชาติพันธุ์อื่น ๆ ก็ดูคลิป เขาจึงรู้สึกว่าสามารถแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ได้ เช่น คุณลีจากกาแฟอาข่าอาม่า ก็สร้างความภาคภูมิใจแก่กลุ่มชาติพันธุ์

แต่ที่เราต้องย้ำคือความเป็นชาติพันธุ์เริ่มมีราคา คนชาติพันธุ์รุ่นใหม่หันกลับไปหาความเป็นชาติพันธุ์มากขึ้น ไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ที่ยังถูกมิติเรื่องความมั่นคงกดทับไว้ พวกเขาสามารถทำธุรกิจ ทำโฮมสเตย์เพื่อสร้างมูลค่าได้

สำหรับเรา อย่างน้อยที่สุดสังคมก็รับรู้แล้วถึงการมีอยู่ของคนชาติพันธุ์ และหลายคนก็เริ่มยอมรับเสน่ห์ของความหลากหลายของชาติพันธุ์มากขึ้น

กระแสท้องถิ่นนิยมทำให้กระบวนการต่อสู้ของความเป็นชาติพันธุ์มีแนวร่วมมากขึ้นไหม หรือปรับรูปแบบอย่างไร

โทนของการต่อสู้เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิอย่างเดียวแล้ว แต่นำเสนอมิติเชิงศักยภาพด้วยว่าฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมนะ ถ้าคุณยอมรับ ฉันจะเป็นทุนทางวัฒนธรรม แต่วิธีการเก่า ๆ ก็ไม่ได้หายไป แค่สร้างเงื่อนไขในการต่อสู้ใหม่ ๆ ขึ้นมามากขึ้น

เรามองว่าคนรุ่นเก่าต่อสู้เรื่องสิทธิชัดเจน แต่คนรุ่นใหม่อาจไม่อินเพราะไม่เห็นความต่าง เนื่องจากปัญหาเรื่องสิทธิถูกแก้มาบ้างแล้ว สังคมไทยผนวกรวมคนผ่านนโยบายการศึกษาหรืออะไรหลายอย่างจนเขารู้สึกเป็นคนไทยคนหนึ่ง ชาติพันธุ์รุ่นใหม่บางส่วนก็ได้เรียนมหาวิทยาลัย เขาคิดว่าไปทำกาแฟ ทอผ้า หรือใช้โอกาสของความเป็นชาติพันธุ์ทำอย่างอื่นแทนได้ การพูดเรื่องสิทธิก็ลดน้อยลง ในที่นี้หมายความว่า คนรุ่นใหม่เริ่มสู้อีกแบบหนึ่ง คือการสู้เพื่อยอมรับตัวตนความเป็นชาติพันธุ์ เป็นตัวตนที่มีศักยภาพในทุนวัฒนธรรม ซึ่งใช้พัฒนาตนเองและประเทศได้ หากรัฐให้พื้นที่และโอกาส

เราเห็นพัฒนาการของการต่อสู้ ด้วยมโนทัศน์ของคนชาติพันธุ์รุ่นใหม่มากกว่าร้อยละ ๙๐ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนไทยแบบรุ่นพ่อรุ่นแม่ ความเป็นชาติพันธุ์ถูกนิยามใหม่ และสำนึกความเป็นชาติพันธุ์ก็เป็นสิทธิแบบใหม่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เราว่านี่คือกระแสที่เปลี่ยนไป

ความเข้าใจของสังคมไทยต่อชาติพันธุ์ ยังมีช่องว่างมากแค่ไหน

เราคิดว่าสังคมไทยยังมีช่องว่างในการเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์อยู่อีกมาก เพราะถูกรัฐปลูกฝังมายาวนาน เช่น เหมารวมว่าชาติพันธุ์คือพวกค้ายาเสพติด ซึ่งดูถูกความเป็นชาติพันธุ์ ความคิดที่ยังแข็งตัวคือการเชื่อว่าชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทยแม้จะยอมรับว่าเรามีชาติพันธุ์อยู่ โจทย์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) ที่มีต่อชาติพันธุ์ เดิมเรามองว่าเขาไม่มีสิทธิจึงใช้วิธีสงเคราะห์ให้เขาพออยู่ได้ แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้คือบอกว่าการสร้างความเข้าใจใหม่กับสังคมไทยว่า กลุ่มชาติพันธุ์คือพลเมืองไทย มีสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกับคนไทยทุกคนที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

“การขับเคลื่อนกระบวนการตรากฎหมายเป็นการพัฒนาคน พี่น้อง
ชาติพันธุ์ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น กล้านำเสนอตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันสำเร็จ มากกว่าการมีกฎหมาย”

จุดมุ่งหมายสำคัญของ พ.ร.บ. คืออะไร

หัวใจสำคัญคือมีเจตนาให้สังคมยอมรับว่าเขามีสิทธิข้างต้น และรัฐควรมีมาตรการให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ เพราะสิทธิพิเศษหมายถึงสิทธิที่ไม่เคยมีมาก่อนและให้เป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นี่เป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับการคุ้มครอง แต่เหตุของความเป็นชาติพันธุ์เป็นข้อจำกัดและถูกเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงสิทธิเหล่านี้

โดยเฉพาะสิทธิทางวัฒนธรรมต้องไม่ถูกบังคับให้ผสมกลมกลืน เช่น บังคับให้เขาเรียนภาษาไทย มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเลือกว่าจะใช้วัฒนธรรมแบบไหน ใส่เสื้อผ้าอะไรหรือสิทธิที่จะจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาของตัวเองก็เป็นเรื่องพื้นฐาน

สิทธิที่นำมาจากหลักการ UNDRIP คือสิทธิในการนิยามตนเอง หรือสิทธิในการใช้ชีวิตตามอัตลักษณ์เพื่อแสดงว่าเราเปิดโอกาสให้เขาได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๐

ส่วนเรื่องสิทธิทางที่ดิน กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ในมาตรา ๙ (กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน) ได้ค่อนข้างดี คือให้ชาติพันธุ์ใช้ประโยชน์ทางที่ดินได้ตามวิถีทางวัฒนธรรม มีสิทธิทำพิธีกรรม มีสิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ มีสิทธิอยู่ในพื้นที่ที่สะอาด นี่คือสิทธิทั่วไป แต่ที่ผ่านมามีคนไปทำเหมืองแร่ที่คลิตี้ล่าง หรือกรณีสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก คุณก็ปล่อยชุมชนชาติพันธุ์อยู่อย่างนั้นโดยไม่มีมาตรการใดช่วยเหลือหรือเยียวยา

ทำไมสิทธิเรื่องที่ดินถึงเป็นประเด็นปัญหาหลัก ๆ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้

เพราะที่ดินถูกให้คุณค่าในฐานะสมบัติของประเทศ แล้วก็มอบหมายหน้าที่ให้หน่วยงานรัฐดูแลราวกับว่าหน่วยงานนั้น ๆ จะมีความชอบธรรมในการดูแลพื้นที่ป่า ดังนั้นชนชั้นกลางในเมืองก็จะเข้าใจว่าเขาทำหน้าที่ดูแลสมบัติให้เรา แต่ถ้าลองใส่แว่นความคิดใหม่จะพบว่า ก่อนป่าจะกลายเป็นพื้นที่อุทยานฯ เคยเป็นชุมชนของชาติพันธุ์ ซึ่งได้ใช้ประโยชน์และดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์มาก่อนจนประกาศเป็นอุทยานฯ ได้ แต่วันนี้กลับบังคับให้เขาออกจากป่า กลายเป็นผู้บุกรุก

วาทกรรมที่รัฐใช้บ่อยคือ หน้าที่ของรัฐคือการปกป้องสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงมักถูกตั้งคำถามว่า ชาติพันธุ์มีสิทธิพิเศษอะไรถึงอยู่ในป่าได้ ทำไมเป็นคนไทยยังไม่เคยได้อยู่ในป่าเลย  คำถามที่ต้องถามกลับคือ ชุมชนชาติพันธุ์เขาอยู่มาก่อน มันเป็นบ้านของเขา ถ้ามีใครบังคับให้เราต้องย้ายถิ่นอาศัยที่เป็นบ้านของเรา แล้วเรายอมไหม แล้วตามหลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ปกป้องสิทธิในที่ดินของทุกคนไว้เหมือนกัน ซึ่งการละเมิดสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้จะทำไม่ได้

ดังนั้นเราต้องยืนยันก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้คือการต่อสู้ให้ยอมรับสิทธิที่ดินในฐานะดินแดนบรรพบุรุษ อุทยานแห่งชาติต้องยอมรับว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนที่คุณจะประกาศกฎหมายอุทยานฯ

แต่ด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดมากมายเราคงไม่สามารถไปตามแก้ปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายก่อนหน้านี้ เลยเสนอทางเลือกใหม่ นั่นคือ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฉบับนี้ โดยเรียกว่าการกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เขาได้อยู่ร่วมในพื้นที่อนุรักษ์ตามวิถีวัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ภายใต้แผนที่ทำขึ้นร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ต้องเพิกถอนพื้นที่อนุรักษ์  เรามองว่านี่คือทางออกที่จะทำให้ความขัดแย้งเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรลดลง เป็นแนวทางของความสมานฉันท์ที่จะช่วยให้สังคมเราเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความเสมอภาคกันและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เหมือนคุยกันคนละประเด็น

ถูกต้อง เราคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ต่อสู้มาแบบพิกลพิการเหมือนกัน เพราะกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอื้อเลย จึงเกิดภาวะการขัดของกฎหมาย เราจึงต้องไล่แก้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ แล้วเสนอให้มีเรื่องพื้นที่คุ้มครองด้วย ซึ่งต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ค่อย ๆ ให้ความรู้สังคมไปเรื่อย ๆ 

ด่านแรก เราต้องการให้คนยอมรับตัวตนของชาติพันธุ์ ด่านที่ ๒ คือทำอย่างไรให้เงื่อนไขกฎหมายอื่น ๆ มันเอื้อ ส่วนด่านที่ ๓ คือทำให้คนยอมรับสถานะของพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ความท้าทายของการเสนอกฎหมาย
ฉบับนี้คืออะไร

ความยากไม่ใช่โครงสร้าง แต่คือการเปลี่ยนทัศนคติเรื่องวัฒนธรรมของคน หรือก็คือการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย  เหตุผลสำคัญคือคุณไม่ได้คิดว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นพลเมืองของไทย ไม่สนใจว่าจะออกนโยบายอย่างไร เขาจึงได้รับแค่การสงเคราะห์ เช่น ถ้าไม่มีที่ทำกิน ก็ผ่อนปรนให้เขามีที่ทำกินได้หน่อย แต่จะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ถึงจังหวะหนึ่งก็จะปะทุกลายเป็นปัญหาใหญ่

ในสายตาคนทั่วไป พื้นที่ภูเขาทั้งหมดคือป่า แต่ในสายตาของชุมชนชาติพันธุ์ ในนั้นมีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน มีที่ทำพิธีกรรม สำหรับเขาป่าไม่ใช่ที่พักผ่อนหย่อนใจ มันคือแหล่งอาชีพ คือบ้าน นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าสังคมไทยต้องทำความเข้าใจใหม่

ปัญหาเรื่องการใช้คำนิยามก็เป็นปัญหาใหญ่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้

ภาคประชาชนพยายามเอาคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” เข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ. ด้วย แต่รัฐไม่ยอมเด็ดขาด มีการถกเถียงกันใหญ่โต ส่งผลให้กฎหมายล่าช้าเป็นปี เพราะในปฏิญญาสากลมีข้อความว่า “กลุ่มชาติพันธุ์มีเอกภาพแห่งดินแดน” แม้จะเขียนกำกับ “เหตุที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิทางชาติพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีผลต่อการแบ่งแยกดินแดน” ไว้ในมาตราท้ายก็ตาม

รัฐใช้ตรงนี้เป็นข้ออ้างเพราะกลัวจะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงในรัฐชาติ และเอ่ยถึงความหมายของชนเผ่าพื้นเมืองแบบสากลคือ กลุ่มคนที่อยู่มาก่อนหรือถูกรุกรานแต่ประเทศไทยไม่มีขบวนการแบบนั้น เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เราอยู่สงบสุขมาตลอด เราเป็นชาติพันธุ์ที่อยู่รวมกัน

แต่ท้ายที่สุดก็ยอมให้ตัดคำสำคัญนี้ออก

พูดตรง ๆ ว่าเรารู้สึกผิด เพราะต้องเลือกระหว่างให้กฎหมายผ่านกับกฎหมายล้ม ถ้าล้มก็ล้มทั้งระบบ แล้วไม่รู้เมื่อไรจะถูกหยิบขึ้นมาอีก เราประเมินกับทีมที่มีพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยและตั้งคำถามสองแบบ หนึ่ง จะสู้ไหม ถ้าสู้แนวโน้มคือไม่ผ่านแน่ เพราะคนเริ่มคิดว่ากฎหมายฉบับนี้มีประเด็น ไม่ใช่กฎหมายเชิงวัฒนธรรมแล้ว กลายเป็นเรื่องความมั่นคง

เราจึงยอมให้ออกกฎหมายมาก่อนแล้วค่อยแก้ในอนาคต 

ถ้าเราดูมาตรา ๓ เขาจะให้ใช้คำว่า “ชาวไทย” ซึ่งมีนัยว่า ต้องเป็นคนที่ถือบัตรประชาชน เพราะคำว่า “ปวงชนชาวไทย” มาจากรัฐธรรมนูญ ด้วยกลัวเราจะคุ้มครองคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย ซึ่งตอนแรกเขาจะเติม “ชาวไทย” เข้าไปทุกจุด เราก็ต่อรองให้มีแค่ในคำนิยาม แต่มาตราอื่น ๆ ก็ใช้คำว่า “ชาติพันธุ์” แล้วเติมวรรคท้ายว่า “หรือเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์” คือถ้าพิสูจน์ได้ว่าคุณอยู่มานาน กฎหมายก็จะคุ้มครอง นี่ก็เป็นกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมาย

พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ชาวชาติพันธุ์รู้สึกอย่างไรบ้าง

รู้สึกดีใจ รู้สึกว่า “ได้รับการรับรองสิทธิความเป็นชาติพันธุ์” แต่ขณะเดียวกันก็กังวลว่าสิทธิที่มีทำได้จริงไหม เราคิดว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาวชาติพันธุ์มากสุดคือเขามีหลังพิงที่จะยืนยันว่ากฎหมายคุ้มครองเขานะ ความเป็นชาติพันธุ์ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ

แต่แน่นอนเราก็ต้องแก้กลไกในเชิงกฎหมายอื่น ๆ ด้วยที่ยากกว่านั้นคือแก้วิธีคิดคน ไม่ใช่พอกฎหมายผ่านปุ๊บ สังคมไทยจะตื่นรู้ เรามองว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เราเดินหน้าทำความเข้าใจสังคมได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่เราภูมิใจคือ การขับเคลื่อนกระบวนการตรากฎหมายเป็นการพัฒนาคน พี่น้องชาติพันธุ์ได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้นเข้มแข็งมากขึ้น กล้านำเสนอตัวเอง จำได้ว่ายุคแรก ๆ เราต้องพูดแทนเขาทุกเรื่อง นี่เป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันสำเร็จมากกว่าการมีกฎหมาย

ย้อนไปที่ความตั้งใจนำความรู้ทางมานุษยวิทยามาใช้ในกระบวนการต่อสู้
เชิงนโยบาย  ถึงจุดที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านแล้ว อาจารย์รู้สึกอย่างไร

นี่คือการสำรวจกฎหมายระดับโลก สำรวจความต้องการของสังคมไทยและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจนออกแบบมาเป็นกฎหมายฉบับนี้ เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่เราทำสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จส่วนตัว เราเรียนรู้ว่าบางเรื่องอาจขัดต่อวิธีคิดของการเป็นนักเรียนมานุษยวิทยาแบบเรา เช่น มานุษยวิทยาสนใจเรื่องการนิยามตัวเองว่าเราเป็นใคร แต่พอเรามาทำงานกฎหมายที่มีตัวแปรเยอะกว่าที่เราจะดื้อยึดหลักการก็ต้องยอมถอย ทำให้เราเรียนรู้การต่อรองระหว่างโลกวิชาการกับโลกความเป็นจริงที่มีเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมมากมาย ซึ่งยังไม่พร้อมรับความคิดของเราทั้งหมด

นับเป็นครั้งแรกที่เราหอบหิ้วความคิดหรือทฤษฎีทางมานุษยวิทยาเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายได้อย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะหลักการเรื่องพื้นที่คุ้มครอง แต่ในแง่ของกระบวนการก็ต้องต่อสู้กันต่อ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของสังคมไทย  เราคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้สำเร็จในแง่ที่เริ่มทำให้คนยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่อไปถ้ารัฐบาลจะคิดนโยบายอะไรก็ต้องคิดถึงตัวแปรของความเป็นชาติพันธุ์ด้วย เช่น โครงการคนละครึ่งก็ต้องคิดด้วยว่าคนชาติพันธุ์อยู่บนพื้นที่สูงอาจไม่มีโทรศัพท์มือถือจะทำอย่างไร หรือการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาสำหรับชาติพันธุ์ที่มีบ้านอยู่บนดอยห่างไกล จะจัดการอย่างไรไม่ให้เขาเสียสิทธิ

ในฐานะที่เป็นนักเรียนมานุษยวิทยาคนหนึ่ง เราทำให้ความรู้ด้านนี้มาอยู่ในนโยบายได้จริง ๆ แล้วก็ทำให้องค์กรเล็ก ๆ อย่างศูนย์มานุษฯ ได้ทำงานใหญ่พอควร กลายเป็นองค์กรตัวอย่างที่สามารถนำองค์ความรู้ไปทำงานเชิงนโยบายได้จริง ถือว่าเราประสบความสำเร็จ

สิ่งสำคัญสุดคือ เราทำให้พี่น้องชาติพันธุ์กล้าลุกขึ้นมาพูดเรื่องของตัวเองได้