เล่ากี่ ผู้พ้นโทษที่เลือกใช้ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นจุดขายของธุรกิจโรตีผ่านการโฆษณาบนป้ายชื่อ ร้าน “เล่ากี่ โรตีบางขวาง สูตรนี้ ได้จาก ‘คุก’”
คนผ่านคุก :
เสียงจากผู้มีตราบาป
THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย
เรื่อง : ทิวารัตน์ ทองแฉล้ม
ภาพ : ภูมิพัฒน์ ศรีตัมภวา
“กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ง่ายเลย ผมต้องพยายาม อดทน หลายครั้งที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้” ชาญวิทย์ เล่าวิริยะธนชัย หรือเล่ากี่ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“ผมเป็นนักโทษรอประหาร ไม่รู้ว่าวันไหนคือวันของผมเพื่อนบางคนซื้อโรตีผมไปแต่ไม่มีโอกาสได้กิน เพราะถึงวันของเขา ผมมีเพื่อนสนิทเป็นความหวังและความสิ้นหวัง” น้ำเสียงของเล่ากี่รุนแรงขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องราวในอดีต ฉันรับรู้ได้ถึงความกดดันที่ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียง เหมือนถูกพาไปอยู่ด้วยกันกับเขาในห้วงเวลาแห่งฝันร้าย
สำหรับผู้ต้องขังแล้ว เมื่อประตูเหล็กปิดลงหนทางชีวิตที่เคยมั่นคงก็หายไป กำแพงเรือนจำสูงเฉียดฟ้าไม่เพียงกักขังร่างกาย แต่ยังคุมขังอิสระทางใจ
แม้ก้มหน้ารับโทษทางกฎหมายจนหมดสิ้นและพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่โลกภายนอกกลับมีสายตาแห่งอคติและการไม่ยอมรับ
คำว่า “อดีตนักโทษ” กลายเป็นตราบาปฉุดรั้ง...
ห้องขังหมายเลข ๑
ประกายหวังข้างประตู
สู่แดนประหาร
ถุงขยะล้นตกข้างถังขยะเป็นจุดเริ่มต้นของเล่ากี่ มือที่หยิบขยะเตรียมปล่อยลงถังหยุดชะงัก สายตาจดจ่อกับสูตรทำโรตีด้านหลังถุง จากที่มันควรกลับลงถังขยะ เขาเก็บถุงขยะนี้ไว้ราวสมบัติประจำตัว
แป้งสำเร็จรูปถุงแรกที่ซื้อมาลองทำไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตามที่คิด วันเวลาผ่านไป แป้งสำเร็จรูปจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จนลืมนับไปแล้วว่านี่คือแป้งถุงที่เท่าไร
เล่ากี่มีนักชิมมากมายเป็นเหล่าเพื่อนนักโทษแดนประหารด้วยกัน
“เพื่อนเล่าให้ฟังว่าตั้งใจจะซื้อโรตีไปกินกลางดึกพอกัดทีฟันแทบหลุด ทั้งแข็งทั้งเหนียว ผมปรับสูตรแล้วปรับสูตรอีก” เล่ากี่หลับตาพริ้ม รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเมื่อนึกถึงความหลังครั้งอยู่แดนประหาร
“ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำโรตีที่เหนียว นุ่ม อร่อยได้ เวลาครูอรสมมีงานอะไรที่จัดขึ้นในเรือนจำก็ให้โอกาสผมทำโรตีให้คนอื่นชิม ทำให้โรตีของผมเริ่มมีคนรู้จัก ครูเป็นผู้พยุงผมมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าตอนนี้ครูยังจำผมได้ไหม เพราะผมไม่ใช่ลูกศิษย์โดดเด่น ทุกวันผมขอบคุณครูอรสมอยู่เสมอ ถ้าไม่มีครูผมคงมาไม่ถึงวันนี้” น้ำเสียงของเล่ากี่สั่นเครืออีกครั้ง
“เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันได้คุยกับครูอรสม ทุกครั้งที่เธอเอ่ยถึงชื่อคุณ ฉันสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ เหมือนพูดถึงลูกชายอันเป็นที่รัก แววตาอบอุ่น และพูดเสมอว่าเชื่อมั่นในตัวคุณแค่ไหน”
“ครูอรสม” ที่เหล่าลูกศิษย์หลังลูกกรงพร้อมใจกันเรียกขาน หมายถึง อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดี ผู้ซึ่งไม่ได้รับราชการครูแต่อย่างใด หากคำว่าครูได้มาจากการอุทิศตนให้แก่กลุ่มคนผู้ก้าวพลาดให้มีทางเลือกใหม่
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คนนี้ เชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เธอจึงเริ่มต้นโครงการสอนวิชาการเขียนแก่ผู้ต้องขังต่อเนื่องหลายปี ต่อมามีโครงการอบรมนักโทษเขียนนิทานสำหรับเด็กและโครงการปั้นพระพุทธรูป เปิดทางเลือกเส้นใหม่ให้ใครหลายคนได้เลือกเดิน
เล่ากี่มองหน้าฉัน ฉันไม่เคยเห็นใครยิ้มมีความสุขเท่านี้มาก่อน น้ำตาของเล่ากี่ไหลทะลัก แต่รอยยิ้มยังคงปรากฏ เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นเป็นระยะ ฉันเห็นละอองสีชมพูแทนความสุขฟุ้งไปทั่วทั้งบรรยากาศ
โรตีของเล่ากี่ไม่ได้อาศัยโชค หากแต่เป็นหยาดเหงื่อและไฟแห่งความหวัง นักโทษประหารคนนี้ไม่ได้นอนแห้งเหี่ยวรอวันตาย เรือนจำกลางบางขวางไม่ใช่ป้ายคล้องคอแห่งตราบาป “เล่ากี่ โรตีบางขวาง สูตรนี้ ได้จาก ‘คุก’” คือ ความหวัง ความฝัน และความสำเร็จของเขาในวันนี้
“ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะรอดไหม แต่ผมไม่รอความหวัง ผมเตรียมตัวพร้อมสำหรับความหวัง”
สาธิต อดีตนักโทษประหาร ผู้ตัดสินใจเรียนปั้นพระพุทธรูปกับโครงการ “ปั้นดินให้เป็นบุญ” ที่ช่วยจุดประกายความเป็นศิลปินและชี้ทางสว่างให้ชีวิต หลังได้รับการปล่อยตัวเขาก็เปิดโรงหล่อพระ “พุทธสาธิต”
ห้องขังหมายเลข ๒
มือเปื้อนบาปสู่มือปั้นบุญ
“ตอนที่ครูอรสมบอกผมว่าจะให้เรียนปั้นพระ สิ่งแรกที่ผมคิดเลยก็คือให้นักโทษมาปั้นพระเดี๋ยวพระก็กลายเป็นโจรหมดแต่พอครูเขาแสดงความตั้งใจ เลยคิดว่าแม้บุญเราไม่น่าถึงศิลปะไม่เคยเรียน ก็ลองดูวะ
“ตอนติดคุกใหม่ ๆ ผมนึกโกรธนะ ผมทำความดีมาเยอะ ช่วยคนมาก็แยะ แต่ทำผิดแค่สามครั้งก็โดนจับแล้ว ถือว่าเร็วมาก ๆ เงินที่หามาก็ไม่ได้ใช้ ไม่ได้มองด้วยว่าเราทำผิดอะไร ผมเคยพูดกับพ่อว่าความฝันของผมคือการได้เป็นเจ้าพ่อใหญ่ในเมืองสิงห์บุรี ต่อให้สุดท้ายโดนยิงตายก็ไม่เสียดายชีวิต”
ฉันมองดู สาธิต หลิ่มจ่าง คลึงยาเส้นในมือขณะเล่าเรื่องราวชีวิต ละสายตาจากสาธิต ฉันมองไปรอบ ๆ เห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวเรียงรายเต็มไปหมด
“พระพุทธรูปที่สาธิตหล่อไม่เหมือนที่ไหน มีแต่คนพูดว่าพอได้มองหัวใจก็สงบ ร่มเย็น” คำพูดที่ครูอรสมเคยพูดกับฉันเห็นจะจริง ตอนนี้ใจของฉันนิ่งสงบ เย็นสบาย หูยังแว่วเสียงสาธิตเล่าเรื่องราวชีวิตด้วยท่าทีเป็นเอกลักษณ์
“ตอนเข้าคุกแรก ๆ มีคนถามผมว่ารู้ไหมคนเก่งที่สุดในคุกคือใคร ผมตอบอย่างมั่นใจเลยว่าคนที่ต่อสู้เก่งที่สุดไง หัวโจก ขาใหญ่ แต่คำตอบที่ได้ทำผมงงเลย” สาธิตว่าพลางหัวเราะชอบใจ
“คนที่ยอมและปล่อยวางจากอารมณ์ได้” จากเสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง
ควันยาสูบพุ่งออกจากปากสาธิต “พอมาตอนนี้ ผมไม่คิดโทษชะตาที่เคยติดคุก กลับรู้สึกขอบคุณจากใจ เพราะคุกทำให้ความคิดเปลี่ยน คำตอบที่ผมไม่เข้าใจในตอนนั้นวันนี้ผมเข้าใจแล้ว อะไรที่ยอมได้ผมก็ยอม ทำทุกอย่างให้อยู่บนความถูกต้องตั้งแต่แรก
“ผมเคยคิดนะว่าความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย แต่พอได้ผ่านเรื่องราวทุกอย่างมาถึงรู้ว่าการจะทำชั่วแต่ละทีคิดหัวแทบแตก กลัวโดนจับได้ กลัวคนรู้ ต้องวางแผนมากมาย ส่วนการทำดี แค่เดินไปหยิบเปลือกลูกอมจากพื้นทิ้งถังขยะก็เป็นความดีแล้ว” ท่าทีของสาธิตดูผ่อนคลายอยู่เสมอ
ฉันถามถึงที่ไปที่มาของพุทธสาธิต หรือโรงหล่อพระที่ซึ่งเรากำลังนั่งสนทนากันขณะนี้ด้วยความสงสัยว่าทำไมเจ้าตัวถึงมาลงเอยที่อาชีพนี้ได้
“ตอนออกมาแรก ๆ ผมไม่ได้สนใจทำโรงหล่อหรอกมีเพื่อนชวนไปทำงานที่สวน ผมเป็นคนไม่ปกปิด ไม่อยากให้เขามารู้อดีตเราทีหลัง เลยบอกเขาตามตรงว่าผมเคยเป็นอดีตนักโทษประหารนะ พอรู้อย่างนั้นเขาก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย” สาธิตเล่าด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
โรงหล่อพระขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่ รับรู้ได้โดยสายตาว่าไม่ได้ถูกสร้างโดยช่างที่ชำนาญการ เสาสร้างจากท่อนไม้ โครงแต่ละส่วนเชื่อมต่อกันด้วยลวดเหล็กเส้นหนา ภายในมีชั้นวางพระทำจากเหล็กเชื่อมกันหยาบ ๆ
“โชคดีที่เคยเรียนปั้นพระในคุกและครูอรสมก็มีโครงการให้กู้ยืมทุนเพื่อตั้งตัว ผมจึงกู้เงินมาสร้างโรงหล่อ มองดูเหมือนไม่ใช่โรงหล่อที่ได้มาตรฐาน หลังคามุงด้วยกระเบื้องมือสองราคาแผ่นละ ๑๐ บาท แต่ผมสร้างมันมาด้วยมือ” สาธิตกวาดตามองรอบ ๆ ระหว่างเล่า แววตาภาคภูมิใจ แม้ไม่ใช่โรงหล่อยิ่งใหญ่แต่มีคุณค่าต่อจิตใจเขาอย่างมาก
“การปั้นพระต้องใช้ความละเอียด สมาธิ มันช่วยขัดเกลาและหล่อหลอมจิตใจของผม ตอนเรียนปั้นพระในคุกผมสังเกตเพื่อนแต่ละคนที่มาเข้าร่วมโครงการบางคนใจเย็นขึ้น บางคนแม้แต่มดยังไม่กล้าฆ่า ใช้ปากเป่าเอา โครงการพวกนี้มีส่วนช่วยเปลี่ยนคนจริง ๆ
“ทุกวันหยุดผมกับพ่อจะไปปล่อยปลาด้วยกัน แต่ก่อนผมก็ไปตลาดแล้วชี้ว่าจะเอาตัวไหน แต่พอมาคิดดี ๆ ผมมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินว่าตัวไหนควรรอด ตัวไหนควรตาย ทุกตัวก็อยากมีชีวิตรอดทั้งนั้น ผมเลยเหมากะละมังที่จ่ายไหว แม้ไม่สามารถทดแทนบาปที่เคยทำไว้ได้ แต่ผมก็อยากทำ” น้ำเสียงของสาธิตไม่ได้เจือความโอ้อวดในคุณงามความดี แต่เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวในชีวิตให้เพื่อนฟัง
“นอกจากปั้นพระผมวาดรูปด้วย เป็นผลงานที่สร้างจากห้องประหารที่ผมรับหน้าที่ดูแล ศิลปะเหมือนแสงสว่างเดียวในชีวิตผม ศิลปะไม่แบ่งแยก ไม่แบ่งชนชั้น ศิลปะทำให้ผมเป็นได้มากกว่าคนคุก”
สาธิตเล่าต่อด้วยแววตาเจือความเศร้าว่า “แต่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ยากนะ คนเคยติดคุกไม่ได้เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบเลย จะยืมเงินใครก็ยาก เราก็เข้าใจใครจะอยากให้ยืม เครดิตคนคุก แค่ได้ยินชื่อก็เดินถอยหลังก้าวหนึ่งแล้ว หลาย ๆ คนถึงกลับไปเส้นทางเดิม อย่างที่พูด ผมโชคดียังมีโอกาสและมีครอบครัวที่รักผม
“นอกจากคนอื่นจะตีตราเราแล้ว บางทีเราก็ตีตราตัวเอง ผมโดนแบ่งแยกมาหลายปีระหว่างนักโทษ คนข้างนอก และเจ้าหน้าที่ เหมือนอยู่คนละชั้นกัน ผมอยู่ต่ำกว่า ตอนออกจากคุกใหม่ ๆ ผมไม่กล้าสบตาใคร ก้มมองต่ำมองตีน ไม่กล้าสู้ตาคน เพราะผมเป็นอดีตนักโทษ ใช้เวลานานเลยกว่าจะกลับมาเป็นคนเท่าคนอื่น
“นึกย้อนไปในวัยกลัดมันที่เคยพูดว่าจะยอมโดนยิงตาย ผมอยากบอกเด็กหนุ่มคนนั้นเหลือเกินว่า...ชีวิตมันสำคัญมากนะ สำคัญเกินกว่าจะตาย อย่าเลือกทางสายนั้นให้ตัวเองเลย
“ผมโชคดีจริง ๆ ที่เคยติดคุก...”
รอยสักชีวิต เป็นผลงานของนักเขียนนามปากกา “ส. แม่ปิง” ชายผู้มีการศึกษาแต่ก้าวพลาดจนถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เขาทำคุณประโยชน์ให้เรือนจำโดยสอนหนังสือให้เหล่าผู้ต้องขังคนอื่น ๆ จนได้รับการลดโทษหลายครั้ง ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ พากันยกย่องให้เขาเป็นอาจารย์
ห้องขังหมายเลข ๓
มา ปมาโท โหตุ
“ขณะขาข้างหนึ่งของผมก้าวเข้าประตูเรือนจำ เป็นวินาทีที่ทุกอย่างดับลงเหมือนโลกทั้งใบมืดสนิท ผมมองไม่เห็นเส้นทางชีวิตอีกต่อไป ‘ผมมาทำอะไรที่นี่ ชีวิตของผมจบลงแล้ว’” ประโยคนี้ดังวนซ้ำไปมาในหัว
“ผมเติบโตในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เชียงดาว ชาวบ้านต่างรู้จักผมในฐานะเด็กเรียนดี หากแต่ครอบครัวไม่มีเงินมากพอ พ่อเลยตัดสินใจให้ผมบวชเพื่อที่จะได้เรียนหนังสือต่อ หลวงลุงเห็นแววในตัวผม จึงสนับสนุนให้เรียนภาษาบาลี ผมตั้งใจเรียนจนสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค และได้รับโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาผมลาสิกขาไปเรียนต่อที่อินเดียและเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ เมื่อเรียนจบผมกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ได้ไม่กี่ปีก็ตัดสินใจย้ายกลับบ้านเกิด
“จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเริ่มต้นจากความไม่รู้ ผมมีหน้าที่รับส่งเงินให้คนที่ผมไว้ใจ โดยไม่เคยคิดเฉลียวเลยว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำอันไม่ควร มารู้ความจริงในภายหลังผมก็ก้าวขาออกจากเรือลำนี้ไม่ทันเสียแล้ว
“‘สองแสน’ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ผมมีเอี่ยว แต่คือจำนวนยาเสพติดที่เป็นของกลางขณะโดนตำรวจจับ ศาลตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต ผมที่ตั้งใจใช้ชีวิตมาโดยตลอด ผมมาทำอะไรที่นี่ มานั่งคร่ำครวญคิดได้ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
“ความหวังในการมีชีวิตของผมจุดประกายอีกครั้ง เมื่อได้รับอภัยโทษลูกที่ ๑ โทษของผมเหลือจำคุก ๕๐ ปี วินาทีที่รู้ว่ายังมีโอกาสได้ออกจากที่นี่ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพ่อ ความฝันของผมเรียบง่ายคือการได้ทำอาหารให้พ่อกินสักครั้ง ฟังดูธรรมดา แต่สำหรับคนที่ถูกจองจำอย่างผม นี่คือฝันยิ่งใหญ่ที่สุด
“ผมได้รับอภัยโทษเรื่อยมา จนวันหนึ่งผมได้เข้าร่วมโครงการเรียนเขียนสารคดี นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ครูอรสม ผู้ที่เชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเยียวยาจิตใจตนเองด้วยการเขียน เวลาที่เคยว่างเปล่าในห้องขังกลับมีความหมาย
“สารคดีชิ้นแรกของผมเกิดขึ้นในโครงการนี้ ในนามปากกา ‘ส. แม่ปิง’ ผมสร้างสรรค์งานเขียนเรื่อยมาจนมีโอกาสได้ตีพิมพ์หนังสือ รอยสักชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของเพื่อนนักโทษด้วยกัน
“สิบหกปีคือระยะเวลาที่ผมชดใช้ในสิ่งที่ทำพลาดไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ฝ่ายการศึกษา ช่วยสอนหนังสือและให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เพื่อนนักโทษ ขณะอยู่ในเรือนจำผมเรียนต่อปริญญาเอกด้านการแนะแนวและการให้การศึกษา สาขาศึกษาศาสตร์
ปัจจุบัน “ส. แม่ปิง” เป็นครูสอนภาษาบาลีให้เหล่าพระและสามเณร ณ วัดแห่งหนึ่ง พร้อมกับศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาศึกษาศาสตร์
“วินาทีที่ผมกำลังจะก้าวขาออกจากรั้วลวดหนามแห่งนี้ไม่มีใครเรียกผมว่า น.ช. แต่ผมถูกเรียกว่าอาจารย์ เหล่าลูกศิษย์พากันมาส่ง ถ้อยคำอำลามากมาย แม้เป็นการจากลาแต่ครั้งนี้ทุกคนล้วนยินดี อย่ากลับมาที่นี่อีกนะ คือคำที่ดังกึกก้องในหู
“ต้มผักกาดจอ มื้ออร่อยที่สุดในชีวิตของผม รอยยิ้มของพ่อเป็นภาพสลักในหัวใจ แม้วันนี้พ่อจากไปแล้ว แต่เพียงได้นึกถึงภาพวันวาน หัวใจของผมเหมือนได้รับการปลอบประโลม
“ปัจจุบันผมเป็นครูสอนภาษาบาลีให้พระและสามเณรที่วัดแห่งหนึ่ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้อดีตของผม การปกปิดนี้ไม่ใช่เพราะผมมีเจตนาแอบแฝง ผมบริสุทธิ์ใจ ผมเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในใจลึก ๆ ยังคงกลัวถูกตีตราว่า ‘ขี้คุก’
“ผมไตร่ตรองถึงชีวิตตนเองจนตกผลึกได้ว่า
“มา ปมาโท โหตุ อย่าตั้งในความไม่ประมาท
“ผมหวังเพียงว่าเรื่องราวของผมจะทำให้ผู้อ่านฉุกคิดสักนิดถึงความไม่แน่นอนในชีวิต เราไม่รู้หรอกว่าชีวิตจะพาไปเผชิญอะไร จงใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท”
หาก สาธิต หลิ่มจ่าง เสมือนเพื่อนที่กอดคอกันย้อนวันวาน “ส. แม่ปิง” ก็คือผู้เล่าที่ภูมิฐาน
แต่ในบางครั้งที่มีพระเณรเดินผ่าน “ส. แม่ปิง” ที่เล่าเรื่องราวในชีวิตด้วยเสียงทุ้มน่าฟังก็เงียบลง จนกว่าคนจะเดินห่างออกไป มีบางครั้งพูดหยอกเย้าเณรที่หยุดจ้องมองพวกเราที่มาสัมภาษณ์คนสอนภาษาบาลี
แม้ก้มหน้ารับโทษทางกฎหมายจนหมดสิ้นและกลับสู่เส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง แต่สายตาของบางคนที่ตีตราผู้เคยก้าวพลาดยังไม่เปลี่ยนไป ไม่เพียงต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง แต่ยังต้องต่อสู้กับความคิดของสังคมไปพร้อมกัน
“ส. แม่ปิง” ไม่ได้กำลังหลีกเลี่ยงตราบาปที่ตนก่อ แต่เขาหลีกหนีจากสังคมที่อาจไม่เปิดใจ
ประตูบานใหม่
เสียงกุญแจที่ดังก้องในห้องขัง ไม่เพียงปิดประตู แต่เหมือนปิดชีวิต ความฝัน และอนาคตของหลายคน เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง คนเราย่อมมีหนทางลุกขึ้นมาเปิดประตูบานใหม่ด้วยตนเอง
“ประตูบานใหม่” ไม่ได้หมายถึงเพียงประตูเรือนจำที่เปิดให้ใครคนหนึ่งได้ก้าวออกมา แต่ยังหมายถึงประตูใจของสังคมที่พร้อมเปิดรับผู้เคยก้าวพลาด ต้องเผชิญตราบาปที่สังคมจดจำ ทั้งสายตาที่จับจ้อง ความหวาดระแวง และการตัดสินที่ทำให้ทุกย่างก้าวหนักหน่วงกว่าที่ใครจะเข้าใจได้
เรื่องราวของผู้ที่กลับตัวได้สำเร็จคือเสียงเงียบ ๆ ที่ขอให้สังคมฟัง และมองเห็นว่าคนที่เคยทำผิดก็เป็นคนใหม่ได้หากได้รับโอกาส ประตูบานใหม่นี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เป็นมือที่ยื่นรับ เป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถสร้างปัจจุบันและอนาคตที่ดี
สำหรับผู้ที่ยังอยู่หลังกรงขัง เรื่องเล่าเหล่านี้คือกำลังใจ ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นบทเรียนที่ผลักให้ก้าวไปข้างหน้า ทำให้พวกเขาเห็นว่า “ฉันเปลี่ยนได้ และฉันเปลี่ยนไปแล้ว” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่คือการพิสูจน์ด้วยชีวิตจริง เมื่อประตูบานใหม่เปิดออก ทุกก้าวจึงเป็นการประกาศกับตัวเองและสังคมว่า
การกลับตัวนั้นเป็นไปได้
เมื่อสังคมยื่นมือรับ การเริ่มต้นใหม่ก็จะงดงามและสมบูรณ์...
“ตั้งต้นดี” เป็นโครงการที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้เคยก้าวพลาดให้ตั้งต้นชีวิตใหม่เมื่อกลับคืนสู่สังคม โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการคนหนึ่งคือ “วิบูลย์” ชายผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการกระทำผิดซ้ำ จนเกิดความผิดปรกติทางกายมากมาย ส่งผลให้ก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเองได้
ก้าวแรกของความถูกต้อง
ตั้งตัว ตั้งต้นดี
“หลายคนชื่นชมองค์กรของเราที่ให้โอกาส ให้งานคนที่เคยติดคุก แต่ก็มีคำถามซ้ำ ๆ ว่า ไม่กลัวเหรอ คนพวกนี้จะทำงานได้จริงเหรอ โครงการมีประโยชน์จริงเหรอ
“ไม่ใช่แค่ ‘ตั้งต้นดี’ เท่านั้นที่ต้องพิสูจน์ตัวตน...”
วิชุตา จันทร์ฝ้าย วัย ๒๓ ปี เจ้าหน้าที่สนับสนุนฝ่ายสื่อ โครงการตั้งต้นดี พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผู้ที่เคยก้าวพลาดเองก็ต้องพิสูจน์ตัวตนไปพร้อมกับพวกเราเหมือนกัน”
วิชุตาอธิบายว่า “ผู้เข้าร่วมโครงการมีสองกลุ่ม กลุ่มที่แข็งแรงแล้วกับกลุ่มที่ยังเปราะบาง คนที่เราเห็นทำงานกันอยู่ตอนนี้คือกลุ่มที่จิตใจเข้มแข็งพอ ส่วนกลุ่มที่เปราะบาง...หลุดออกจากโครงการไป”
ด้านหลังของวิชุตาคือบริษัทตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด สถานที่มอบงานและความหวังแก่ผู้มีประวัติต้องขัง ที่นี่มีทั้งศูนย์อาหาร ร้านนวด ร้านซักรีด และร้านตัดผม ให้เลือกทำงานตามความถนัด
ฉันถามวิชุตาว่า “ในหมู่พนักงานที่เป็นอดีตผู้ต้องขังเขามีการตีตราแบ่งแยกกันเองไหม ไม่ว่าจะเป็นคดีที่กระทำผิด โทษที่เคยได้รับ”
“ไม่เลย พวกเรารักกันมาก เข้าใจและช่วยเหลือกันอย่างดี แต่อาจมีนิสัยบางอย่างที่เค้าติดมาจากในคุก เช่น การรักษาสิทธิตัวเองมาก ๆ อะไรที่ควรได้รับเค้าก็จะแย่งกันรับ ไม่แบ่งปัน เพราะในเรือนจำสิ่งต่าง ๆ มีจำกัด ใครเร็วใครได้” วิชุตาทำท่านึกคิดสักครู่ ก่อนจะตอบฉันว่า
“เหมือนสอนเด็กเลย สอนให้รู้จักแบ่งปัน สอนเค้ากลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง”
วิชุตาแนะนำให้ฉันรู้จักกับวิบูลย์ ผู้เพิ่งเข้าร่วมโครงการได้เพียง ๒ เดือน เขาไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงเหมือนคนอื่น ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ อายุมาก แต่เพราะมือสั่นเทาและภาวะคอเอียงจากความพิการทางกาย ทำให้การใช้ชีวิตไม่เหมือนใคร การได้มาอยู่ที่นี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของเขา
วิบูลย์ใช้ครึ่งชีวิตวัยรุ่นไปกับการเข้าออกเรือนจำ เป็นผู้กระทำผิดซ้ำมาตลอดชีวิต เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเพราะ “ไม่รู้วิธีจะทำให้ถูกต้อง”
ทางเดียวที่เขารู้จักก็คือทางเดิม
ครั้งหนึ่งในอดีต เขาเคยมีทั้งครอบครัว ฐานะ และเพื่อนฝูง แต่วันที่ก้าวออกจากเรือนจำครั้งล่าสุด เขามีเพียงเสื้อผ้าติดตัว ผ้าปูที่นอน และเครื่องนวดบำบัดความพิการไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีใครรอคอย
วิบูลย์นอนตามข้างถนนและใช้ชีวิตใต้สะพานลอย ท่ามกลางความเดียวดายและสายตาที่ไม่ไว้ใจของผู้คนรอบข้าง
วันนี้เขาตั้งตัวที่ตั้งต้นดี มีงานทำ มีห้องเล็ก ๆ เป็นที่ซุกหัวนอน และกำลังจะมีบัตรประชาชนใบใหม่ สัญลักษณ์
ของการกลับมามีตัวตนในสังคมอีกครั้ง ในวัย ๕๗ วิบูลย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผมอยากเรียนรู้ที่จะเดินในทางที่ถูกต้อง...อยากมีชีวิตที่ถูกต้องสักครั้ง ก่อนจะไม่มีเวลาเหลือให้เริ่มต้นอีกแล้ว”
วิบูลย์กำลังเตรียมผ่าตัดแก้ไขความพิการ ฉันรู้สึกยินดีกับเขาจากใจจริง และหวังว่าเมื่อเจอกันครั้งต่อไปโลกของวิบูลย์จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี