Image

สมพงษ์ขณะกำลังพักผ่อนอยู่ข้างร้านสะดวกซื้อใกล้แยกอุรุพงษ์ ซึ่งเป็นที่พักประจำในช่วงนี้

ไร้ที่ มีทาง :
เสียงคนไร้บ้านในเมืองเทพสร้าง

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : ธนภูมิ ทองรับแก้ว
ภาพ : ณภัทร เหมือนโพธิ์

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย อุดมด้วยตึกระฟ้าและเสียงแตรรถ เมืองที่เวลาและจังหวะชีวิตของผู้คนแข่งกันทำความเร็วเมืองที่รุดเร่งไปข้างหน้าเสียจนลืมคนบางกลุ่มไว้ข้างหลังคนที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง คนที่เคยมีงานทำ คนที่เคยมีบ้านอยู่...คนไร้บ้าน

มีบ้านอีกครั้ง

ฟ้าครึ้มหมองหม่น สายลมโชยพัด มวลเมฆตั้งเค้ามาแต่ไกล สุดสายตารถไฟฟ้าสายสีชมพูวิ่งพาดผ่านดงตึกสูง ข้างกายผมมีชายชราใส่เสื้อสีชมพูและกางเกงสามส่วนเพ่งมองทิวทัศน์เหล่านั้นโดยไม่เอ่ยสิ่งใด ราวกำลังแปรเปลี่ยนให้ร่างตนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม

“พอหมดพรรษาก็จะเริ่มหนาว” เขากล่าว “ตอนอยู่สนามหลวงนี่ลำบากมากเวลาหนาวมา”

“แล้วทำอย่างไร” ผมถาม

“หาอะไรคลุมได้ก็เอามา ผ้ากี่ชิ้นเอามาให้หมด ผมอยู่ชั้นบนสุดของสะพานปิ่นเกล้าด้วย”

“ลมแรงมากเลยสิ ปีที่แล้วหนาวด้วย”

“โอ้โฮ ! หนาวชิบเป๋ง !”

Image

เชษฐาเดินทางไปและกลับที่ทำงานด้วยจักรยานเป็นประจำ ใช้เวลา ๕-๑๐ นาที

เชษฐา แซ่ลิ้ม วัย ๗๗ ปี เคยเป็นคนไร้บ้านที่เวียนวนอยู่บริเวณสนามหลวงตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ แต่ตอนนี้เขาได้งานที่มูลนิธิกระจกเงา ในโครงการจ้างวานข้า แผนกเฟอร์นิเจอร์ พร้อมกับห้องพักเล็ก ๆ ในซอยวิภาวดีรังสิต ๖๔ ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานของเขานั่นเอง

ห้องพักของเชษฐาอยู่บนชั้นดาดฟ้า หอพักไม่มีลิฟต์พวกเราเลยต้องเดินเท้าขึ้นไป แต่ร่างกายสูงวัยของเชษฐาก็ดูไม่สะทกสะท้าน  ปลายราวบันไดมีประตูกระจกติดฟิล์มทึบกั้นเรากับภายนอก เปิดออกไปเลี้ยวซ้ายก็พบห้องขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าคงวางเตียงขนาด ๓.๕ ฟุต ได้เพียงสองเตียงครึ่ง ซึ่งพื้นที่นั้นก็ถูกฟูกขนาดเท่าเตียงถมไปแล้วฟูกหนึ่ง

พื้นห้องเป็นกระเบื้องสีขาว อีกฟากของประตูหน้าเป็นประตูระเบียง เมื่อเชษฐาเปิดออกสายลมก็พุ่งผ่านจนเสื้อผ้าที่ตากอยู่ตรงระเบียงขนาดหนึ่งคนนอนปลิว

“เปิดหน้าต่างไม่มียุงหรือ”

“ไม่มี เปิดไว้เย็นกว่า”

ในห้องไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลมสองตัวที่อยู่เคียงกองหนังสือพิมพ์ กวาดตามองไปผมเห็นขวดน้ำพลาสติกราวโหลหนึ่ง

Image

เชษฐากับงานในหน้าที่ ณ ศูนย์แบ่งต่อ มูลนิธิกระจกเงา

“หลังเลิกงานก็กรอกน้ำที่มูลนิธินั่นแหละเก็บไว้กิน”

ก่อนหน้าที่เขาจะไร้บ้าน เชษฐาเคยค้าขายอยู่บริเวณตลาดนัดจตุจักร เขาบอกว่าสมัยก่อนคนเดินเยอะ ขายของได้เยอะ กระทั่งโควิด-๑๙ เข้ามาทุกอย่างก็พังทลายลง ตลาดต้องปิดตัว เขาก็ไม่มีงานทำ

“เจ้าของบ้านเช่ามาทวงค่าเช่า ผมก็ขอผ่อนผันจนไม่มีให้ สุดท้ายก็ต้องออกมา”

แรกเริ่มเขาร่อนเร่ไปนอนพักอยู่บริเวณสนามหลวง ประทังชีวิตด้วยการตระเวนรับจ้างต่อแถวรับแจกพระเครื่องตามวัดต่าง ๆ หรือไม่ก็เวลามีการแจกข้าวสารตามศาลเจ้าจีน เชษฐาก็จะเป็นผู้เข้าร่วมรับและนำไปขายต่อให้มีเงินพอประทังชีวิต แต่เงินเหล่านั้นก็ไม่วายหายสูญในยามราตรีที่สนามหลวงซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของเหล่าลักเล็กขโมยน้อยด้วย

“ผมตื่นมาตอนตี ๓ ตี ๔ คลำกระเป๋าดูก็เป็นรู รู้ว่ากูโดนแน่ เงิน ๑,๕๐๐ ที่ได้มาจากรับพระหายหมด ตอนนั้นแทบเป็นลม ผมโดนสองรอบ โทรศัพท์หายไปอีกสองเครื่อง”

“ตอนนี้ก็ไม่มีโทรศัพท์ ?”

“ไม่มีแล้ว ผมว่าผมเป็นคนตื่นง่ายแล้วนะยังไม่รู้ตัวไอ้พวกนี้มือมันเบา ทำเป็นอาชีพ กรีดกางเกงยีนอะ ไม่ใช่กระเป๋าเป้ด้วยนะ ไม่ลึกถึงเนื้อ มันทำได้ยังไง”

การใช้ชีวิตแบบไร้บ้านของเชษฐาไม่เคยทำให้เขาหมดหวัง เขามีพลังกายและพลังใจลุกขึ้นสู้ แม้ในวันที่โดนขโมยเงินจนหมดกระเป๋า กระทั่งได้งานใหม่ที่มูลนิธิกระจกเงายิ่งตอกย้ำว่าการต่อสู้กับโชคชะตาเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นคู่ควร

Image

เลือกหนังสือพิมพ์อ่านในห้องพักที่มูลนิธิกระจกเงาช่วยจัดหาให้

“เหมือนได้ชีวิตใหม่” เขาบอกผมขณะมองไปยังเมฆเบื้องหน้าที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเชื่องช้า

กว่าเขาจะได้ห้องพักบนชั้นดาดฟ้าที่เรายืนคุยกันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมุมานะทำงานกับมูลนิธิกระจกเงา ๒ เดือนเพื่อพิสูจน์ถึงศักยภาพของตนเอง ก่อนที่มูลนิธิจะช่วยจัดหาที่พักให้

เดิมเชษฐาต้องตื่นตั้งแต่ตี ๔ ปั่นจักรยานจากสนามหลวง ๓-๔ ชั่วโมง ถึงที่ทำงานราว ๘ โมงเช้า ยามต้องกินอาหารก็ขอข้าวพระที่บิณฑบาตบริเวณตลาดแถววิภาวดี ขอจานชามจากร้านอาหารข้างเคียง

“ลำบากแต่ก็ต้องทำ เราจะได้มีบ้านอยู่”

“แล้วชอบที่นี่ไหม”

“ก็อยู่ได้นะ ผมไม่ชอบชั้นล่าง ๆ เสียงดังวุ่นวาย ผมแก่แล้วอยู่สงบ ๆ คนเดียวข้างบนดีกว่า” เขาพูดจบเครื่องบินจากท่าอากาศยานดอนเมืองก็ส่งเสียงคำรามพาดผ่านหัวเราไป

เชษฐาไม่เพียงเคยไร้บ้านในเชิงกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังเคยไร้บ้านในเชิงกฎหมายอีกด้วย

 คนไร้บ้านต่อคิวรอรับการสัมภาษณ์ และรับบริการตรวจสุขภาพ

Image

งานสดชื่นสถาน ให้บริการคนไร้บ้านเกี่ยวกับเครื่องซักผ้า ห้องอาบน้ำ บริการทำบัตรประชาชน และจัดหางานเคลื่อนที่ จากความร่วมมือของมูลนิธิกระจกเงา กรุงเทพมหานคร และกรมทางหลวง

หลังถูกไล่ออกจากบ้านเช่า ชื่อของเชษฐาก็กลายเป็นเพียงอากาศธาตุที่ถูกตัดทิ้งออกจากระบบทะเบียนบ้าน และเข้าสู่ระบบทะเบียนบ้านกลาง

ผู้อยู่ในทะเบียนบ้านกลางเปรียบเสมือนคนนอกระบบ เขาไม่อาจทำบัตรประชาชนใหม่แทนบัตรเก่าที่จางไปตามเวลาได้ ส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนส่วนใหญ่ ไม่สามารถสมัครงานที่ต้องอาศัยทั้งบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน กระทั่งงานในโครงการจ้างวานข้าก็ไม่เว้น

แต่มูลนิธิกระจกเงาก็เปิดโครงการคลินิกกฎหมาย นำชื่อของผู้ไม่มีทะเบียนบ้านใส่ไว้ในบ้านที่มูลนิธิได้รับบริจาค เพื่อนำเหล่าคนไร้บ้านกลับสู่ระบบ เชษฐาก็เป็นหนึ่งในนั้น จนสุดท้ายเขาก็มีทะเบียนบ้าน ทำบัตรประชาชนใหม่ และเข้าร่วมโครงการจ้างวานข้าในที่สุด

เชษฐาก็เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน มีงานอดิเรกแสนรักที่โปรดปราน แต่ถูกพรากไปจากภาวะไร้บ้าน

โดยปรกติแล้วเชษฐาเป็นคนชอบวิ่ง ตอนที่ยังมีงานทำ มีบ้านอยู่ เขาเคยวิ่งทั้งฟูลมาราธอน ระยะ ๔๒ กิโล-เมตร และฮาล์ฟมาราธอน ระยะ ๒๑ กิโลเมตร เมื่อได้งานใหม่เขาก็ไม่ลังเลที่จะวิ่งอีกครั้ง

“นี่รองเท้าใหม่” เขาคว้าหยิบรองเท้ายี่ห้อ Baoji สีขาวที่มุมห้องมาให้ผมดู “ปรกติเขาขายกัน ๓,๕๐๐ บาท ผมซื้อมา ๓๕๐ บาท แต่มันก็ไม่ดีเท่าคู่เก่าที่เคยใช้วิ่งมาราธอนนะ คู่นั้น ๔,๐๐๐ กว่าบาทแน่ะ”

“แล้วตอนนี้ไม่วิ่งมาราธอนแล้วหรือครับ” ผมถาม

“สังขารไม่ให้ อายุผม ๗๗ แล้ว รู้ไหมผมบริจาคเลือดมา ๑๒๙ ครั้งนะ เสียดาย ว่าจะเก็บให้ถึง ๑๕๐ ครั้งเสียหน่อย”

“ทำไมไม่ได้แล้วล่ะ”

 เชษฐาโชว์บัตรประชาชนที่เพิ่งทำใหม่ หลังจากมูลนิธิกระจกเงาช่วยนำชื่อใส่ไว้ในทะเบียนบ้านของบ้านที่มีผู้บริจาคให้มูลนิธิ

“พออายุเยอะแล้วขาดช่วงบริจาคเกิน ๓ เดือน เขาไม่ให้เนี่ยสิ เลยจบแค่ ๑๒๙ ครั้ง”

“แล้วตอนอยู่สนามหลวงได้วิ่งบ้างไหม”

“วิ่งสิ วิ่ง”

“แบบไม่มีรองเท้า ?”

“ไม่มี ตีนเปล่านี่แหละ วันไหนแดดร่มผมก็ไปละ วิ่งสัก ๑๐ รอบ การวิ่งนี่เหมือนเป็นชีวิตผมไปแล้ว ติดมาตั้งแต่สมัยเป็นทหารเกณฑ์ แต่วันไหนแดดร้อนวิ่งไม่ได้นะ ตีนแสบไปหมด” เขาหัวเราะ

ก่อนเจอเชษฐา ผมได้คุยกับ สิทธิพล ชูประจง อายุ ๔๘ ปี ผู้ดูแลโครงการจ้างวานข้าของมูลนิธิกระจกเงา เขาให้ข้อมูลว่าคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ มีอยู่ราว ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ คน เหตุที่ตัวเลขไม่เพิ่มหรือลดลงเป็นเพราะความ “ไร้บ้าน” ไม่ใช่สิ่งถาวร เป็น “ภาวะชั่วคราว” ซึ่งบางคนก็กลับไปมีบ้านอยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งได้ ขณะเดียวกันก็มีคนไร้บ้านหน้าใหม่ให้เห็นเสมอ

คนไร้บ้านบางกลุ่มถูกแบ่งแยกจากสังคมด้วยภาวะทางจิตเวช ถูกทอดทิ้งโดยครอบครัวและสังคม

นอกจากนั้นเขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ต้นทุนชีวิต” เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนต้องอยู่ในภาวะไร้บ้านเช่นนี้ โดยผู้สูงอายุก็กลายเป็นประชากรหมู่มากของคนไร้บ้านเพราะไม่มีใครจ้างงาน ยิ่งทำให้หนทางมีที่อยู่อาศัยเหมือนสมัยยังหนุ่มแน่นยากขึ้นไปอีก โครงการจ้างวานข้าจึงถือกำเนิดขึ้น

โครงการจ้างวานข้าดำเนินงานมาตั้งแต่กรกฎาคม ๒๕๖๓ ปัจจุบันมีคนไร้บ้านร่วมโครงการ ๒๕๖ คน มีการตั้งจุดรับสมัครงานบริเวณ “สดชื่นสถาน” อันเป็นบริการอาบน้ำ ซักผ้า และตรวจสุขภาพ สำหรับคนไร้บ้าน โดยมูลนิธิกระจกเงา ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

ผู้สูงอายุกลายเป็นประชากรหมู่มากของคนไร้บ้านเพราะไม่มีใครจ้างงาน ยิ่งทำให้หนทางมีที่อยู่อาศัยเหมือนสมัยยังหนุ่มแน่นยากขึ้นไปอีก โครงการจ้างวานข้าจึงถือกำเนิดขึ้น

Image

สมพงษ์นั่งรถเมล์กลับไปยังที่พักย่านอุรุพงษ์

ก่อนได้บ้าน

เสียงรถโฟร์กลิฟต์วิ่งว่อนดังก้องในโกดังสามชั้นสูงใหญ่ของโครงการจ้างวานข้า ในซอยแจ้งวัฒนะ ๑ ลึกเข้าไปมีเหล่าผู้สูงวัยกำลังยกกองหนังสืออย่างขะมักเขม้น ผมเดินเข้าซอกบันไดเล็กขึ้นไปชั้น ๒ หันขวาเป็นแผนกซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า หันซ้ายดูคล้ายแผนกแยกของใช้ของตกแต่ง ป้ายด้านบนแปะตามล็อกว่า เสื้อผ้า เครื่องครัว อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ

ครั้งนี้ผมมาตามหาชายชื่อสมพงษ์ หลังจากถามหาจากผู้ทำงานในโกดังก็มีคนพาผมไปพบชายผู้นั้น เขาใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีน คลุมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีดำตีตราจ้างวานข้าสีเหลือง สมพงษ์กำลังพับชุดนักเรียนอย่างชำนาญการ ผมไม่เคยเห็นใครพับผ้าได้เรียบร้อยเช่นนี้มาก่อน

สมพงษ์ สองสว่าง อายุ ๗๓ ปี ชายที่กำลังจะได้บ้านใหม่หลังจากที่ต้องนอนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อบริเวณแยกอุรุพงษ์มาแรมปี

สมพงษ์โตที่นครราชสีมาและเข้ากรุงเทพฯ เมื่ออายุราว ๑๐ ขวบ หลังจากนั้นก็เริ่มอาชีพช่างตัดผ้าตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี

“ตอนนั้นรวยมาก อู้ฟู่ เป็นช่างตัดผ้านี่เงินดีนะ” เขาเล่าให้ผมฟัง “ใช้ชีวิตสนุกเลย” นัยน์ตาเขาเปี่ยมสุขราวได้ท่องเวลาย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังหนุ่ม

“แล้วก่อนจะไร้บ้าน อยู่ที่ไหน”

“นอนในร้านนั่นแหละ ร้านตัดผ้าเขาให้นอนได้ ไม่ได้มีบ้านเป็นหลักเป็นแหล่ง บางวันเราตัดผ้าเสร็จก็ดึกแล้ว นอนที่นั่นเสียก็จบ ได้ทำงาน ไม่เสียค่าเช่า แต่ก็ไม่ได้ดีนะก็นอนตามพื้นเอา” พูดจบเขาก็หัวเราะร่วน

“แล้วทำไมเลิกตัดผ้าเสียล่ะ”

“แก่แล้วสายตาเริ่มใช้ไม่ได้ จากที่เคยตัดกางเกงได้วันละสองตัวก็เหลือวันละตัว เด็กหนุ่ม ๆ ในร้านมันก็บอกว่า ลุงไปพักเถอะ โห...ได้ยินแบบนั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เลยขอเถ้าแก่เขาออก ไม่อยากเป็นภาระเขา อยู่ไปก็ทำอะไรให้เขาไม่ได้ แต่เราก็ไม่เคยยอมแพ้นะ”

Image

ข้าวของสัมภาระในกระเป๋าเคียงลายทางใบเก่งคู่ใจ

Image

รอยกรีดกระเป๋าที่กางเกงยีนตัวเก่ง ถูกกรีดขณะนอนหลับข้างร้านสะดวกซื้อ

“แล้วยังอยากเย็บผ้าต่อไหม”

“อยากสิ จะเก็บเงินซื้อจักร รับจ้างปะตามตลาด แต่คงไปตัดแบบเดิมไม่ได้แล้ว สายตาเราไม่ไหว”

กระทั่งงานที่สมพงษ์ทำอยู่ตอนนี้ก็หนีไม่ไกลผ้าที่เขารัก ปัจจุบันเขาทำงานสัปดาห์ละ ๒ วันที่มูลนิธิกระจกเงา ในตำแหน่งคนพับเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมา เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานได้ราว ๑ เดือนและยังทำงานไม่ครบตามระยะเวลาที่โครงการกำหนดไว้ ๒ เดือน สมพงษ์จึงยังไม่มีบ้านพักเหมือนเชษฐา ทุกวันเขาต้องเดินทางมาทำงานจากบริเวณแยกอุรุพงษ์ด้วยรถเมล์

เย็นนี้สมพงษ์ยินดีที่จะพาผมติดสอยห้อยตามไปบริเวณที่พักของเขาด้วย

หลังจากสมพงษ์เลิกงาน เขาเปลี่ยนจากเสื้อยืดเป็นเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินตัดทอง รสนิยมไม่ทิ้งลายช่างตัดผ้าเก่า เขาพาผมเดินออกจากมูลนิธิกระจกเงาทางซอยแจ้งวัฒนะ ๑ ข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม รถเมล์คันแล้วคันเล่าผ่านไปเราก็ยังไม่ได้รถเมล์สาย ๕๙ ที่จะพาไปยังที่หมายได้ในต่อเดียว

“บางวันต้องรอเป็นชั่วโมง” สมพงษ์บอกขณะนั่งรอที่ป้ายรถเมล์

แล้วรถปรับอากาศสาย ๓๔ ก็โผล่มา สมพงษ์ลุกขึ้นมองพินิจป้ายบอกเส้นทางที่หน้ารถก่อนจะเรียกผมขึ้นไป เขาคุยกับพนักงานเก็บเงินว่าจะไปต่อรถที่สนามหลวงเพื่อย้อนกลับมาแยกอุรุพงษ์ แต่พนักงานบอกว่าไม่ผ่าน ให้ไปต่อรถแถวสามเสนแทน

เราขึ้นรถราว ๑๖.๓๐ น. รถเมล์สาย ๓๔ จอดป้ายสามเสนก็ราว ๑๘.๑๐ น. แล้ว ยังต้องต่อรถอีกสายเพื่อไปยังจุดหมาย  ผมมองไปถนนฝั่งตรงข้าม ดวงตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้าลงทุกที กว่ารถสาย ๒-๒ ที่สมพงษ์รอคอยจะมาก็ราว ๑๘.๓๐ น. ครานี้เราใช้เวลาเพียง ๒๐ นาทีก็ถึงแยกอุรุพงษ์ แต่การเดินทางของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้

สมพงษ์พาผมข้ามถนนใหญ่ เดินบนบาทวิถีมืดมิดเงียบสงัด ทำเอาผมสงสัยว่านี่ใช่เมืองกรุงอันครื้นเครงที่ผมรู้จักแน่หรือ แต่ไม่นานแสงสว่างเบื้องหน้าก็ค่อย ๆ ปรากฏ ร้านสะดวกซื้อเจ้าดังหน้าปากซอยพระราม ๖ ซอย ๑๙ คือนิวาสสถานของอดีตช่างเย็บผ้า เขาวางเป้ลงแล้วนั่งพักผ่อน

การกลับเข้าสู่ระบบการทำงานเปรียบเสมือนการสร้างกรอบของชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง คนไร้บ้านบางกลุ่ม ยังเลือกใช้ชีวิตแบบเดิมที่มีอิสรภาพอย่างที่พวกเขาคุ้นเคย

ผ้ากันเปื้อน “จ้างวานข้า” ยูนิฟอร์มเล็ก ๆ ของโครงการจ้างวานข้า ที่สมพงษ์สวมใส่ขณะทำงาน

ทางซ้ายเป็นชายไร้บ้านอีกรายที่เก็บของเก่าขาย ส่วนทางขวาเป็นชายขายพระเครื่องที่พ่วงมาด้วยนาฬิกาที่ผมไม่อาจรู้ที่มาของพวกมันได้ “พวกนี้ผมรู้จักกัน” สมพงษ์บอก

สมพงษ์เคยพักที่สนามหลวงเช่นเดียวกับเชษฐา แต่ด้วยเป็นบริเวณที่ไม่มีความปลอดภัย ประจวบเหมาะกับมีคนแนะนำที่นี่ เขาเลยมาสำรวจและพบว่าปลอดภัยและสงบกว่ามาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอันตราย

“ผมก็เคยโดนกรีดกระเป๋า” เขาเปิดชายเสื้อและแสดงบริเวณกระเป๋าขวาของกางเกงยีนให้เราเห็น มันมีรูเหวอะขนาดใหญ่เป็นแผลฉกรรจ์ของกางเกง แผลลึกเข้าไปถึงกระเป๋าด้านใน “เงินหายไปร้อยกว่าบาท ดีนะผมเก็บแบงก์ห้าร้อยไว้ในกระเป๋าหลัง”

“โดนกรีดตอนนอนเลยหรือ”

“เปล่า ผมกินเหล้าแล้วไปเมาอยู่ตรงป้ายรถเมล์”
ว่าจบเขาก็หัวเราะร่วน หากใครจะสนุกกับชีวิตที่ปล่อยให้สายลมนำพา ผมคงยกสมพงษ์เป็นตัวอย่างได้แบบไม่คิดมาก

แต่เคราะห์ร้ายก็ไม่ได้หมดเพียงเท่านั้น ทมิฬมืดของรัตติกาลยังคงเป็นศัตรูของคนไร้บ้าน สมพงษ์เล่าว่าขณะเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ไว้ตรงป้ายรถเมล์โทรศัพท์ก็ยังถูกขโมย

“ตอนนั้นรถไม่มี ผมเลยนั่งชาร์จไฟ ผล็อยหลับไปตื่นมาอีกทีตี ๒ ของหายหมดแล้ว แต่เดี๋ยวก็ซื้อเครื่องใหม่ทนเอาหน่อยเดือนหน้าสองเดือนก็คงได้แล้ว มีงานทำก็มีความสุขแล้ว ไม่เครียด”

“แล้วตอนไม่มีงานทำเครียดไหมครับ”

“ก็เครียดอยู่ แต่ผมไม่คิดมาก ไม่กลุ้มใจ ประสบการณ์มันสอนเราจนอยู่ตัวแล้ว เคยมีก็เคยมี เคยจนก็เคยจน”

สมพงษ์เสริมว่ามาถึงที่พักตั้งแต่ ๑๙.๐๐ น. ถือว่าเร็วมาก ปรกติแล้วกว่าเขาจะถึงก็ราว ๒๐.๐๐-๒๑.๐๐ น. เลยทีเดียว

สมพงษ์กำลังช่วยเพื่อนร่วมงานขนของเพื่อเตรียมส่งให้ทางมูลนิธิกระจกเงาจังหวัดเชียงราย

เวลาเดินทางของสมพงษ์ทำให้ผมเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ขณะที่หลายคนเลือกที่พักใกล้ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องคิดหนัก หลายคนเลือกวิธีเดินทางได้ หลายคนเดินทางไปทำงานโดยไม่ต้องอยู่บนรถ ๓-๕ ชั่วโมง ทว่ายังมีชายผู้นี้และอีกหลายรายที่ไม่มีบ้านอยู่ต้องเดินทางด้วยรถประจำทาง ซึ่งเป็นการเดินทางวิธีเดียวที่เข้าถึงได้ด้วยกำลังทรัพย์ที่มี

“ถ้าได้เช่าบ้านแถวนั้นคงประหยัดเวลาไปเยอะ เห็นว่าถ้าไปทำงานเป็นประจำเขาจะช่วยหาบ้านให้” สมพงษ์บอกผม

เหตุที่โครงการจ้างวานข้าไม่จัดหาบ้านให้คนไร้บ้านที่เพิ่งเริ่มทำงาน เพราะมีหลายครั้งที่คนไร้บ้านจะละทิ้งงานแล้วกลับไปใช้ชีวิตวิถีเดิม ทำให้มูลนิธิกระจกเงาต้องสร้างระบบการทดลองงานขึ้นมา เพื่อสร้างความแน่ใจว่าคนไร้บ้านเหล่านั้นจะทำงานได้ตลอดรอดฝั่งและแบกรับค่าเช่าบ้านด้วยตัวพวกเขาเอง

การกลับเข้าสู่ระบบการทำงานเปรียบเสมือนการสร้างกรอบของชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง คนไร้บ้านบางกลุ่มยังเลือกใช้ชีวิตแบบเดิมที่มีอิสรภาพอย่างที่พวกเขาคุ้นเคย หลายคนต้องใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะรู้ว่าการมีงานประจำทำจะทำให้มีบ้านได้อีกครั้ง

เวลาในค่ำคืนนี้ค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน ผู้คนหน้าปากซอยและในร้านสะดวกซื้อเริ่มลดน้อย แสงไฟของรถที่แล่นผ่านเริ่มสาดส่องรวดเร็วตามความโล่งของถนน

“หิวไหมเนี่ย ไปกินข้าวด้วยกันไหมครับ” ผมถามสมพงษ์

“ผมไม่กินข้าวเย็นหรอก เดี๋ยวเข้าเซเว่นฯ ไปขอน้ำแข็งเขามากินกับน้ำส้มก็พอ” สมพงษ์ตอบกลับและยิ้มให้ก่อนที่เราจะลาจากกันตรงนั้น โดยไม่มีคำตอบที่ชัดแจ้งว่าหิวหรือไม่

ระหว่างที่ผมเดินทางกลับบ้าน ไกลออกไปแสงไฟตามตึกของมหานครยักษ์แห่งนี้ส่องสว่าง เรื่องราวของเชษฐาและสมพงษ์ทำให้ผมตระหนักคิดว่า หากปัญหาชีวิตผสานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ โรคระบาด ค่านิยม และสังขาร ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในนครใหญ่แห่งนี้ก็อาจกลายเป็น “คนไร้บ้าน” ได้สักวันหนึ่ง

ไม่เว้นแม้แต่ผมที่กำลังนั่งอยู่บนรถและคุณที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้  

ขอบคุณ
อาทิตยา ใจยิ้ม ผู้ประสานงาน

Image