Image

ผ่านช่องหุบเขาแห่งเทือกเขาบรรทัด มีชุมชน “บ้านตระ” ดินแดนลับแลที่ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่สีแดงกับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอิงผืนป่าและการเฝ้ารอยอมรับการมีอยู่จากโลกภายนอก

ในตระ
เสียงของคนไร้สิทธิ์
ในเมืองลับแล

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : รุอร พรหมประสิทธิ์
ภาพ : ธีรเมธ เชิดวงศ์ตระกูล

คุณเคยคิดไหมว่าจะเป็นอย่างไร หาก “บ้าน” ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่และสืบทอดมากลายเป็นที่ซึ่งกฎหมายบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์อาศัยบนที่ดินผืนนี้

พื้นที่ที่ต้องขออนุญาตอยู่อาศัยราวกับว่าไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน หรือหากจะปลูกบ้านก็ต้องพ่วงจากการมีสวนพืชผลอะไรสักอย่าง นี่เป็นเงื่อนไขที่กรมป่าไม้และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดกำหนด

ชาวบ้านตระในอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ผู้อาศัยในชุมชนขนาดเล็กกลางเทือกเขาบรรทัดต้องเผชิญความจริงนี้ แม้ที่นี่มีการอยู่อาศัยสืบมานานกว่า ๓๐๐ ปี แต่เอกสารสิทธิในที่ดินกลับไม่เคยอยู่ในมือชาวชุมชน เมื่อรัฐประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่ดินของชาวบ้านกลายเป็นของกรมป่าไม้ไปโดยปริยาย

บ้านที่ปลูกเองกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

สวนยางและสวนผลไม้ที่ดูแลมาตลอดถูกมองว่าเป็นการบุกรุก

พวกเขาเป็นเจ้าของบ้านจากจิตสำนึกและความรู้สึก

แต่ไม่ใช่ในสายตาของรัฐ

เขาประตู ประตูเมืองสู่ดินแดนบ้านตระ 

Image

บรรดาชาวบ้านนับร้อยรวมตัวกันเข้าประชุมเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานนับสิบปี เพื่อร่วมกันสร้างบทบาทใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในชุมชน

[๑]

ท่ามกลางแนวเทือกเขาบรรทัดที่ทอดตัวยาวคร่อมสามจังหวัด ตรัง พัทลุง และสตูล มีชุมชนเล็ก ๆ ชื่อบ้านตระ ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ชุมชนนี้เกิดจากการดิ้นรนและสืบทอดของผู้คนหลายรุ่น ตั้งแต่ชาวมุสลิมลูกหลานสุลต่านสุไลมานแห่งสงขลาที่เข้ามาปักหลัก จนถึงวันที่ถูกตราให้เป็น “พื้นที่สีแดง” ครอบครองด้วยสมาชิกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก่อนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสวน ไร่ นา ของชาวบ้านรุ่นปัจจุบัน

ผืนป่าบ้านตระหนาทึบจนแสงอาทิตย์ส่องถึงพื้นเพียงเล็กน้อย พอให้รู้สึกถึงไอแดดที่แทรกผ่านร่มไม้ ความชื้นในอากาศ กลิ่นดินและรากไม้ขับเน้นให้ป่ามีชีวิต ต้นไม้ใหญ่สลับซับซ้อนเสมือนกำแพงธรรมชาติ ลำธารเล็ก ๆ ไหลรวมกันเป็นคลองใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งผู้คนและสรรพสัตว์ ดินที่นี่ทั้งอุดม อ่อนนุ่ม และอุ้มน้ำได้ดี ราวกับธรรมชาติออกแบบไว้เพื่อการเพาะปลูกและการดำรงชีพ

ครั้งหนึ่งผืนป่าแห่งนี้คือแดนสวรรค์ของสัตว์น้อยใหญ่ ฝูงปลาว่ายทวนน้ำแน่นขนัด ลิงเสนโหนตัวจากกิ่งไม้สูง เสียงนกเงือก นกแก๊ก และนกใหญ่หลากชนิดสะท้อนก้องทั่วหุบเขา จังหวะชีวิตดำเนินไปตามท่วงทำนองธรรมชาติ ก่อนที่กาลเวลาจะค่อย ๆ บั่นทอนความเขียวขจีจนป่าบางลงทีละน้อย

ค่ำคืนหนึ่ง ฉันได้ฟังเรื่องเล่าวันเข้าป่าเป็นนิทานก่อนนอนจาก พิตร ช่วยเต็ม หรือน้าด้วง อดีตสมาชิก พคท. ที่อาศัยอยู่ในบ้านตระช่วงปี ๒๕๒๒-๒๕๒๖ ยุคที่การเมืองไทยยังไร้เสถียรภาพ และเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่เหล่านักศึกษาและปัญญาชนหันหลังจากเมืองและหันหน้า “เข้าป่า” จากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

อดีตผู้ใหญ่บ้านสุลต่าน นายแจ้ง แสงกุล ผู้ปกครองและดูแลกลุ่มชนแบบกึ่งระบอบทหาร

เมื่อป่าเปิดทุกอย่างก็หมดสิ้น เหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้และคำถามที่ยังคงก้องอยู่ในใจ ใครกันแน่เป็นผู้บุกรุกใครเล่าคือเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง

Image

การประชุมเลือกตั้งประธานชุมชนบ้านตระ ประจำปี ๒๕๖๘

ว่ากันว่ายุคนั้นการเข้าป่าคือการแสดงออกถึงการไม่ยอมแพ้และยืนหยัดในความคิด ป่าน้อยใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยเป็นพื้นที่สานต่ออุดมการณ์  สำหรับในภาคใต้ซึ่งถือว่าเป็นเขตอิทธิพลใหญ่ด้วยความหลากหลายและความดิบเถื่อนของผู้คน หลายแห่งเป็นเขตที่แทบไม่มีรอยต่อของเมืองกับป่า มองผิวเผินอาจเป็นเพียงแค่สวนยางเท่านั้น

พื้นที่บ้านตระเคยเป็นหนึ่งในสี่เขตงานใหญ่ในป่าเขาภาคใต้ที่ประกอบด้วยเขตนครศรีธรรมราช (กรุงชิง), เขตสามจังหวัด (พัทลุง-ตรัง-สตูล), เขตสงขลา (ลงไปถึงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา) และเขตสุราษฎร์ธานี (ค่าย ๕๐๘)

“พวกเราคือคนส่วนใหญ่ของสังคมที่มารวมกัน คนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง เราต้องการต่อสู้

“ในการปฏิวัติระดับโลกไม่มีคำว่าร้องขอ เพราะการร้องขอเหมือนเป็นแค่กับดัก”

น้าด้วงเล่าถึงช่วงเวลาที่ป่ายังอุดมสมบูรณ์มากหากเทียบกับปัจจุบันที่กลายเป็นสวนชาวบ้านไปแล้ว  ตอนนั้นพวกเขาอาศัยอย่างกลมเกลียวกับชาวบ้าน คนในค่ายแบ่งหน้าที่กัน ทั้งฝ่ายพลเรือนที่ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ การพยาบาล และหน่วยผลิตอาหาร รวมถึงฝ่ายทหารที่มีหน้าที่สู้รบและป้องกันพื้นที่จากภัยคุกคาม

พวกเขาใช้ป่าเป็นฐานชีวิต ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำนา บางส่วนพึ่งพาทุ่งนาดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ใหม่เพื่อปลูกข้าวให้เพียงพอ มีโรงสีเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในถ้ำ แปรรูปข้าวเอง ผลไม้ก็สมบูรณ์จนสวนเพียงไร่เดียวเลี้ยงครอบครัวได้ทั้งปี ทุเรียน มังคุด มะปราง มะปริง ขนุน ยางพารา และลูกประ ผลไม้ท้องถิ่นที่หาได้เฉพาะในผืนป่านี้

ท่ามกลางป่ากว้างกว่า ๓ หมื่นไร่ พื้นที่ทำกินจริงของชาวบ้านกลับไม่ถึง ๓๐๐ ไร่ คนรุ่นปัจจุบันอยู่ตรงนี้มากว่าครึ่งศตวรรษ แต่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้บุกรุก” ป่าใหญ่ที่เลี้ยงคนทั้งรุ่นถูกตีความว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเพียงเพราะตัวหนังสือในกฎหมาย

วันวานการขนเสบียงไม่ง่าย ต้องเดินป่าเดือนละสองครั้ง อ้อมผ่านสตูลหรือพัทลุง และยังอาศัยความช่วยเหลือจากชาวมานิที่รู้เส้นทางกับแหล่งอาหารเพื่อให้ค่าย ๘๔ ดำรงอยู่ได้

น้าด้วงบอกเสมอว่า ความสมบูรณ์ของป่าที่เคยเห็นไม่มีวันหวนกลับมาอีก เมื่อป่าเปิดทุกอย่างก็หมดสิ้น เหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้และคำถามที่ยังคงก้องอยู่ในใจ

ใครกันแน่เป็นผู้บุกรุก

ใครเล่าคือเจ้าของพื้นที่อย่างแท้จริง

Image

 เส้นทางเดินทางมายังบ้านตระ กว้างเพียงแผ่นไม้กระดานเท่านั้น การขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นไปอย่างยากลำบาก จำเป็นต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ลำเลียง

ชาวบ้านตระยึดการทำเกษตรเลี้ยงชีพเป็นรายได้สำคัญ

ความกดทับเชิงพื้นที่บังคับให้ชาวบ้านต้องรวมตัวกันตั้งกฎเกณฑ์ของตัวเอง บ้านตระจึงไม่ใช่เพียงหมู่บ้านในหุบเขา แต่คือพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

[๒]

บ้านตระเป็นพื้นที่สีแดงตั้งแต่ราวปี ๒๕๑๘-๒๕๒๓ ตอนนั้นมีชาวบ้านดั้งเดิมอาศัยอยู่กว่า ๒๐ ครัวเรือน คนเข้ามาใหม่ตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตร่วมกับคนเก่า จนถึงเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๓ ที่นโยบาย ๖๖/๒๓ ของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศใช้ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ก็เริ่มทยอยออกจากป่า ประกอบกับสถานการณ์การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศทำให้ความเข้มข้นของเหตุการณ์ดังกล่าวลดน้อยถอยลงไป

เมื่อคนเก่าออกไป คนใหม่ก็หลั่งไหลเข้ามา ในช่วง ปี ๒๕๒๙ มีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งใหญ่ จากอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง และจากจังหวัดพัทลุง นับเป็นยุคที่ผู้คนแย่งชิงและแบ่งปันที่ดินกันอย่างคึกคัก และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ แจ้ง แสงกุล เข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านตระ

“เขาให้ผมมารับตำแหน่ง เพราะไม่มีใครเอาอยู่” ผู้ใหญ่แจ้งเล่า

ด้วยเคยเป็นทหารพรานมาก่อน เขาเลือกใช้วิธีปกครองแบบกึ่งทหารกึ่งประชาชน อาศัยความเด็ดขาดเข้าควบคุมทั้งเศษซากคอมมิวนิสต์ที่ยังเหลือและรับมือกับคู่ต่อสู้ใหม่อย่าง “กรมป่าไม้”

Image

 ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของที่นี่ นิยมนำน้ำยางพารามาทำยางแผ่น เนื่องจากเคลื่อนย้ายขนส่งสะดวกและมีราคาดีกว่ายางก้อนถ้วย

Image

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เกิดจากงบประมาณในโครงการจากภาครัฐและการลงทุนจัดสรรซื้อด้วยกำลังทรัพย์ของชาวบ้านเองในบางพื้นที่ที่การช่วยเหลือเข้าไม่ถึง

“กฎหมายป่าไม้ออกหลังปี ๒๕๐๐ แต่ชาวบ้านเราอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ แล้วใครกันแน่ที่ทับเขตใคร” ผู้ใหญ่แจ้งย้อนถึงรากของปัญหา เมื่อกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือก็มักถูกใช้เพื่อผลักไสชาวบ้านออกจากที่ดินทำกิน แต่ถ้าใครมีเงินก็จ่ายใต้โต๊ะแล้วเรื่องก็จบ

แม้เวลาผ่านไปปัญหาก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบเรื่อย ๆ ไม่จางหาย

ทุกวันนี้ยังมีการจัดการที่ดินในหมู่บ้าน เสมือนเป็น “รางวัล” ให้ชาวบ้านที่ยอมเข้าร่วม แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยกลไกสลับซับซ้อน หากใครยอมรับต้องยืนในแปลงให้เจ้าหน้าที่ถ่ายรูป เสมือนการลงนามกลาย ๆ ว่าตนเองคือ “ผู้บุกรุก” ที่ขออยู่ต่อ เมื่อครบกำหนด ๒๐ ปีก็ต้องต่อสัญญาใหม่อีกครั้ง ที่ดินที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนกลับกลายเป็นเพียงสิทธิชั่วคราวที่ต้องต่อรองกับรัฐไม่รู้จบ

“เมื่อก่อนแถวนี้เป็นป่า ถ้าปล่อยให้ชาวบ้านดูแลเองก็อยู่ได้ ผมเคยยื่นโครงการ ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’ ให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับป่า แต่กรมป่าไม้มองว่าชาวบ้านคือผู้ทำลาย ทั้งที่คนทำลายป่าตัวจริง...ก็พวกเขาเองนั่นแหละ” ผู้ใหญ่แจ้งทิ้งท้าย

อำนวย จันทร์สังข์ หรือลุงนวย คืออดีตผู้นำชุมชนที่ยืนหยัดต่อสู้เรื่องปัญหาที่ดินทำกินและข้อขัดแย้งกับกรมป่าไม้มายาวนาน ลุงนวยเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการต่อรองกับเจ้าหน้าที่ แต่คือการรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีของคนทั้งชุมชน ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายอพยพและการประกาศพื้นที่อนุรักษ์

Image

บริเวณบ้านตระไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือสัญญาณโทรศัพท์ กระแสไฟที่ใช้ดำรงชีพต้องอาศัยจากแบตเตอรี่หรือแผงโซลาร์เซลล์

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ลุงนวยในฐานะประธานชุมชนเริ่มต่อรองกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหาร หลังรัฐมีคำสั่งอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ แม้มีเพียงไม่กี่คนยังคงยืนหยัด แต่เขาก็เลือกเจรจาและหาทางออกเพื่อให้ชุมชนมีที่อยู่และที่ทำกินต่อไป แม้ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการจับกุมหรือคุมขัง

“ถ้าชาวบ้านโดนจับ ผมก็ต้องไปด้วย” ลุงนวยบอกเอาไว้

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูด แต่คือหลักการที่เขายึดถือจนชาวบ้านยอมรับเขาในฐานะผู้นำแท้จริง

แม้ในชุมชนยังคงมีรอยร้าวจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอย ไปจนถึงการซื้อขายที่ดินที่บานปลายถึงขั้นยิงกัน ลุงนวยก็ยังเป็นตัวกลางที่พยายามประสานไกล่เกลี่ย ทั้งประชุมถกเถียงกับเครือข่าย จัดระบบกองทุน และระดมแรงงานสร้างถนนกับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประคับประคองชุมชนให้อยู่รอด

ร้านตัดผมประจำชุมชน เปิด-ปิดตามการขึ้นลงของแสงอาทิตย์และยึดเวลาตามกำลังแรงของแบตเตอรี่ในปัตตาเลี่ยนไร้สาย

[๓]

หากไล่เรียงประวัติ บ้านตระเคยเป็นถิ่นฐานของชุมชนมุสลิมก่อนจะเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ผืนป่ากลายเป็นนารวมของการต่อสู้ ทว่ากาลเวลาผ่านไป เส้นแบ่งก็ถูกเขียนขึ้นใหม่ จากป่าของส่วนรวมสู่แปลงทำกินที่ผู้คนเริ่มจับจ่ายใช้สอย จนค่อย ๆ ก่อรูปเป็น “กรรมสิทธิ์” ในกำกับของกรมป่าไม้

เรื่องสิทธิในที่ทำกินจึงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของผู้คนบ้านตระ ไม่ว่าจะในฐานะการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ครอบครองเพื่อยืนยันว่าตนมิใช่ผู้บุกรุก หรือในฐานะการปะทะกับกรมป่าไม้ที่คอยตีกรอบเงื่อนไข และในอีกด้านนี่คือการแสวงหาความมั่นคงของกรรมสิทธิ์ในผืนดินที่ควรจะเป็น “บ้าน” ของตนเอง

นอกเหนือจากการอยู่ในป่าลึก ชุมชนแห่งนี้ยังถูกแช่แข็งความเจริญไว้ไม่หมุนเวียนเปลี่ยนตามกาลเวลาเมื่อพ้นประตูเข้าสู่เมืองลับแลกลางแดนเทือกเขาบรรทัดนี้ ทางที่เคยดีเหลือเพียงแค่ปูนซีเมนต์ลาดแค่พอให้ขับรถได้ ไฟฟ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าที่ใช้ดำรงชีพมาจากแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์

แน่นอนว่าการใช้ชีวิตอยู่กับป่าที่สัญญาณโทรศัพท์ขาดหายทำให้พลาดโอกาสรับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก

“เขาประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ปี ๒๕๑๘ แต่ถามว่าประกาศให้ใครฟัง ? ชาวบ้านไม่มีทางรู้เพราะตอนนั้นป่ามีแต่คอมมิวนิสต์อยู่”

เผชิญ ชูแสง หรือลุงศักดิ์ หนึ่งในพยานที่เห็นการเปลี่ยนผ่านของบ้านตระตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ยุคคอมมิวนิสต์ ยุคพยายามสร้างเขื่อน จนถึงวันที่รัฐประกาศกฎหมายปกคลุมทับลงบนชีวิตชาวบ้านโดยที่ไม่มีใครได้รับรู้

Image

 ความสูงชันของพื้นที่ป่าดิบชื้นบนเทือกเขาบรรทัดไม่ได้สร้างความยากลำบากต่อการเข้าไปเก็บของป่าของชาวบ้านตระแต่อย่างใด ราวกับว่าพวกเขากำลังเดินเล่นอยู่ในบริเวณสวนหลังบ้านเท่านั้น

น้ำตกคลองโต๊ะงั่ง ผาหินธารน้ำไหลจุดสำคัญที่แตกแขนงเป็นสายเล็กสายน้อย คอยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชนบ้านตระ เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่สรรค์สร้างและกักเก็บนานาทรัพยากรที่เตรียมพร้อมไว้ดำรงชีพ

Image

 ลูกประ ผลไม้ป่าอัตลักษณ์ประจำถิ่นภาคใต้ พบมากในพื้นที่ชุมชนบ้านตระ นิยมนำมาต้มกินหรือประกอบอาหารจำพวกแกง เมื่อถึงฤดูชาวบ้านจะเข้าป่าไปเก็บหาลูกประตามบริเวณโคนต้น หากได้มากก็จะนำลงไปขาย ราคากิโลกรัมละ ๑๐๐-๑๒๐ บาท

ในมุมมองของชาวบ้าน นโยบายรัฐมักหมายถึงการกดทับมากกว่าจะได้รับความคุ้มครอง โครงการเขื่อนใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงทิ้งไว้เพียงร่องรอยแรงงานที่เคยถูกใช้สำรวจ เส้นสัมปทานแร่ที่ถูกปักหมุดไว้กลางภูเขา ทั้งหมดคือเงื่อนไขที่ทำให้รัฐถือสิทธิเหนือที่ดินโดยไม่ถามถึงคนที่อยู่มาก่อนหน้า

เมื่อรัฐบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ การดำรงอยู่ของชาวบ้านก็กลายเป็นความผิดโดยปริยาย การปลูกยาง ทุเรียน หรือแม้แต่การใช้ไม้ที่ตัวเองปลูกก็ถูกตีความว่า “ทำลายป่า” เจ้าหน้าที่ป่าไม้ขึ้นมาจับกุม โดยมีเพียงป้ายประกาศติดไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานว่าที่นี่คือ “พื้นที่อนุรักษ์”

“เราไม่รู้หรอกกฎหมายอะไร เขาประกาศกันเองชาวบ้านไม่รู้เรื่อง แต่พอรู้ก็คือโดนจับแล้ว”

การอยู่รอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่องปากท้อง แต่กลายเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิ์มี “บ้าน”

เพราะที่ดินทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ หากใครไม่มีสวนทำกินก็เท่ากับไม่มีสิทธิ์สร้างบ้าน

แม้แต่ขอทะเบียนบ้านก็ต้องพึ่งอำเภอฝั่งพัทลุงหรือตรังตามแต่เขตแดนที่ขีดโดยรัฐ

ความกดทับเชิงพื้นที่เช่นนี้บังคับให้ชาวบ้านต้องรวมตัวกันตั้งกฎเกณฑ์ของตัวเอง ตั้งแต่กติกาการใช้ไม้ไปจนถึงการเรียกร้องสิทธิในรูปแบบโฉนดชุมชนเพื่อต่อรองกับรัฐ บ้านตระจึงไม่ใช่เพียงหมู่บ้านในหุบเขา แต่คือพื้นที่ต่อสู้ทางการเมืองที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

“แล้วเคยทะเลาะกับกรมป่าไม้แรง ๆ บ้างไหม” ฉันถาม

Image

 อาหารของชาวบ้านตระประกอบจากพืชผักต่าง ๆ ตามสวนครัวและวัตถุดิบจากผืนป่าตามฤดูกาล

“บ่อยเลยละ...เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ขึ้นมาจับชาวบ้าน เข้ามาทำลายสวนยาง เกิดเป็นเหตุชุลมุนหลายต่อหลายครั้ง ครั้งหนึ่งชาวบ้านเลยรวมตัวกันล้อมเจ้าหน้าที่ไว้ ๒ คืน จนผู้ว่าฯ ในขณะนั้นต้องมาเซ็นข้อตกลงกัน สุดท้ายเราก็ชนะ

“แต่ถึงแม้ว่าแทบจะเคยรบกัน เดี๋ยวนี้คุยกันได้แล้ว” ลุงศักดิ์เงียบไป ก่อนยิ้มบาง ๆ พลางตอบต่อ “เราต่างเป็นลูกหลานในพื้นที่เหมือนกันทั้งนั้นนั่นแหละ”

ฉันเลิกคิ้วสงสัย เพราะเคยได้ยินจากชาวบ้านอีกหลายคนว่าแขยงกรมป่าไม้ เพราะนอกจะจำกัดสิทธิ์พื้นที่ทำกินแล้ว ยังสร้าง “ปัญหา” หลายด้าน

“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของกรมป่าไม้...แต่ชาวบ้านก็มีกรรมสิทธิ์ทำกิน ใครมีสวนยาง สวนผลไม้ ก็ถือว่าเป็นของพวกเขาเอง แต่จะปลูกบ้านเปล่า ๆ โดยไม่มีสวนมันผิดกฎหมาย”

ในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่มานาน ลุงศักดิ์ย้ำว่าชุมชนบ้านตระทุกวันนี้แม้ไม่เหมือนเดิม แต่ดีกว่าเมื่อก่อนเพราะมีน้ำประปา ถนนคอนกรีต หรือกระทั่งโซลาร์เซลล์

“ของพวกนี้ได้มาจากการต่อสู้และรวมตัวกัน เพียงแต่สมัยนี้เป็นระบบสมัครใจ ใครอยากเข้าร่วมก็ร่วม ไม่บังคับ”

แต่ว่าก็ว่าเถอะ เมื่อหันหลังออกจากบ้านลุงศักดิ์เส้นทางคอนกรีตที่เคยปูลาดอย่างดีก็หดหาย ถัดไปเพียงไม่กี่หลังจะพบร้านตัดผมแห่งเดียวของชุมชนที่เปิดปิดตามช่วงเวลาของแสงอาทิตย์ เครื่องมือทำมาหากินมีเพียงแบตเตอรี่ไร้สายที่มีกำลังไม่มาก

วิถีชีวิตที่อาศัยพึ่งพาผืนป่า การดำรงอยู่ของชาวบ้านอาจแตกต่างจากสังคมคนเมืองในปัจจุบัน “บ้านตระ” ดินแดนลับแลที่เฝ้ารอการมองเห็นจากโลกภายนอกและกล่าวขานยอมรับถึงการมีอยู่

หากจะอยู่ในบ้านตระให้รอดต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว ยืดหยุ่นเพื่อต่อรองกับรัฐ ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ถูกกดขี่แต่ก็อาจจะดีกว่าการต่อสู้ที่ถูกกดทับอย่างไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง เพราะขอแค่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินก็พอที่จะอยู่ให้ได้

นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของชุมชนหนึ่ง แต่เป็นภาพซ้ำของหลายมุมในประเทศนี้ ที่ดินซึ่งหล่อเลี้ยงคนรุ่นแล้วรุ่นเล่ากลับถูกนิยามใหม่ด้วยตราประทับทางการ เมื่อเอกสารขาวดำมีค่ามากกว่าชีวิตที่ดำรงอยู่บนผืนดินนั้น เราเห็นผู้คนต้องต่อรอง หาเหตุผล ให้หลักฐาน เพื่อรักษาสิ่งที่ควรเป็นของตนเอง เหมือนถูกบอกว่าคุณไม่มีสิทธิ์ ทั้งที่มือคุณเต็มไปด้วยร่องรอยการทำงานและความผูกพัน

ลองนึกภาพว่าถ้ามีคนมาชี้นิ้วที่หน้าบ้าน บอกว่าคุณไม่ใช่เจ้าของพื้นที่นี้ ไล่ให้ไป

คุณจะทำอย่างไร

จะยอมเงียบหรือจะลุกขึ้นต่อสู้ เพราะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นของเราตั้งแต่ต้น  

Image