Image

เมื่อคนและช้างหมู่บ้านรวมมิตร ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายไม่สามารถลงแม่น้ำกกได้อีกต่อไป

สายน้ำพัง ฝั่งน้ำป่วย :
เสียงร้องทุกข์จากคนลุ่มน้ำกก

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : สิริกร เย็นเพ็ชร
ภาพ : อารียา เลยไธสง

“เมื่อก่อนผมโดดน้ำแม่กก หาปูหาปลา แต่วันนี้ทำได้แค่รอ”

คำพูดของชาวบ้านริมน้ำกกสะท้อนความจริงในปัจจุบันว่าสายน้ำแห่งนี้กำลังถูกสารพิษพรากความอุดมสมบูรณ์ไปทีละน้อย แม่น้ำที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตนานาพึ่งพาอาศัย ตอนนี้แทบร้างไร้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณเดิม

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง

สุภาษิตเหล่านี้บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตกับสายน้ำ แต่ในเวลานี้แค่สัมผัสน้ำยังเป็นแผลผื่นคัน แม่น้ำที่คนพึ่งพาไม่ได้คงกำลังร่ำไห้

สายน้ำ (เคย) ขับขาน

ยามเย็น ณ ปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร อำเภอแม่ยาว จังหวัดเชียงราย บรรยากาศรอบบ้านปูนสองชั้นของ น้อยคำ เรืองกิจสกุล หรือ “ลุงน้อยดา” วัย ๔๘ ปี มีเสียงสนทนาของผู้คนที่แวะเวียนไปมาหาสู่กันตามปรกติ เมื่อเสียงเห่าของจูลี่ สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนดังขึ้นที่หน้าบ้านก็เป็นสัญญาณบอกเจ้าของว่ามีคนมาหา ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ศรีมล เฉลิมเลี่ยมทอง หรือ “ลุงศรีมล” วัย ๕๙ ปี

ทั้งคู่เป็น “คนเลี้ยงช้าง” มานานกว่า ๓๐ ปี ควบคู่กับอาชีพเกษตรกรรม  กิจวัตรของคนเลี้ยงช้างคือตื่นเช้าขึ้นภูเขาสูงไปพาช้างจากป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารให้ช้างได้กินตามใจชอบมาอาบน้ำที่ลำห้วยเล็ก ๆ หรืออาบจากประปาภูเขา เสร็จแล้วเตรียมรอรับนักท่องเที่ยว พอราวบ่าย ๓ ถึงบ่าย ๔ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาแล้วก็ส่งช้างกลับเข้าป่าเช่นเดิม เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน  เว้นแต่เมื่อถึงหน้าทำการเกษตร ปลูกข้าว ข้าวโพด สับปะรด อ้อย พวกเขาลางานไปทำนาทำสวนในที่ดินของตน  วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันอาทิตย์ แต่ละครอบครัวพากันไปโบสถ์ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าเพื่อนมัสการพระเจ้า ช่วง ๙ โมงเช้าเป็นเวลาสำหรับสตรี พอถึง ๑๐ โมงเช้าคนเกือบทั้งหมู่บ้านก็เข้าร่วมฟังคำสอนจากพระคัมภีร์ โบสถ์นับเป็นสถานที่แจ้งข่าวสารสำคัญให้ชุมชนรับทราบทั่วกันด้วย

เมื่อได้ยินเสียงจูลี่และรถจักรยานยนต์จอดหน้าบ้าน ฉันก็ขยับเตรียมให้ลุงศรีมลนั่งในตำแหน่งมุมโต๊ะกินข้าวแทน ลุงน้อยดาและป้าพรผู้เป็นภรรยาทักทายผู้มาเยือนเป็นภาษากะเหรี่ยง

“เอาะเม ๆ” (กินข้าว)

Image

เอาช้างผ่านป่ายางพารา เพื่อพาไปหาอาหารในที่สูง กิจวัตรประจำวันของลุงน้อยดา ควาญช้างประจำปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร นำเรโพเข้าป่าพึ่งพาอาหารและน้ำจากภูเขา

ประกาศห้ามลงน้ำมีใจความสำคัญว่าในน้ำมีสารปนเปื้อน ก่อนหน้านั้นไม่นานคนในชุมชนและช้างเริ่มมีแผลพุพองและผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ต่าพอเผาะหรือข้าวเบอะเป็นอาหารพิเศษของชาวกะเหรี่ยง คล้ายข้าวต้มแต่ใส่เครื่องมากกว่า นิยมทำเมื่อมีแขกมาบ้าน ข้าวเบอะใส่หน่อไม้ฝีมือลุงน้อยดาและเนื้อควายทอดฝีมือป้าพรอร่อยจนฉันกินข้าวไปสามจาน

นอกจากอาหารรสชาติเยี่ยมแล้ว มื้อนี้ยังเปี่ยมรสจากเรื่องเล่าของลุงน้อยดาและลุงศรีมลที่หวนคะนึงถึงวันวาน วันที่สายน้ำขับขานเสียงแห่งความสุขสนุกสนาน สะท้อนผ่านภาพที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือและความทรงจำ…

วันวาน หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรครึกครื้นจากนักท่องเที่ยวหนาตา แต่ความโชคร้ายซ้ำซ้อนจากโรคระบาดโควิด-๑๙ น้ำท่วม และสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป “ไม่กี่ปีก่อนน้ำยังใส…พาช้าง พานักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้ แต่ช่วง ๒-๓ ปีหลังมานี้น้ำขุ่นตลอดทั้งปี” ลุงน้อยดาเอ่ย

“ทุกวันที่ ๑๓ มีนาคม เป็นวันช้างไทย มีกีฬา ปีนเสาน้ำมัน เลี้ยงบุฟเฟต์ช้าง จัดงานใหญ่โตสนุกสนานกันมาก…ทั้งคนทั้งช้างพากันลงเล่นแม่น้ำกก แต่มาปีนี้จัดได้แค่ริมน้ำ เขาบอกว่าลงน้ำไม่ได้แล้ว”

ประกาศห้ามลงน้ำมีใจความสำคัญว่าในน้ำมีสารปนเปื้อน ก่อนหน้านั้นไม่นานคนในชุมชนและช้างเริ่มมีแผลพุพองและผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ “รู้สึกผิดที่ทำช้างเป็นแผล พาลงไปเล่นน้ำ กินน้ำแม่กก โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามีสารที่ทำให้ช้างป่วย” คำแสดงความในใจของลุงน้อยดา

“วันสงกรานต์เราเคยเล่นสนุกกัน ในอดีตมีดารามาถ่ายแบบ ถ่ายรูปกับช้างที่แม่น้ำกก แม่น้ำดูมีชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำร้างเหมือนตอนนี้” ฉันดูภาพในโทรศัพท์เห็นรอยยิ้มผู้คนกลางแม่น้ำกก คนและช้างเล่นกันสนุกสนาน แม่น้ำกกดูมีชีวิตชีวาจริง ๆ

“สามสิบกว่าปีมาแล้วตอนเดินเท้าหลายวันไปเอาช้างตัวใหม่ถึงเชียงใหม่ แม่น้ำกกใสมาก ดื่มกินได้เลย” ประโยคของลุงศรีมลทำเอาฉันทึ่งว่าแม่น้ำที่เห็นเป็นสีขุ่นในวันนี้เคยใสจนกินได้มาก่อน

ชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอยู่กับผืนป่า เติบโตมากับผืนป่า

น้ำกับผืนป่าคู่กัน หากน้ำใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้วอะไรจะหล่อเลี้ยงผืนป่า

หากไม่มีผืนป่า ชาวกะเหรี่ยงจะอยู่อย่างไร

 เส้นทางเดิมที่คุ้นเคยกับสายน้ำที่เปลี่ยนไปตลอดกาล ลุงศรีมลและลุงน้อยดาเหลือช้างคู่ใจเพียงแม่ดีกับเรโพ เพราะพิษเศรษฐกิจจึงจำต้องขายช้างเชือกอื่นไป พวกเขาตั้งใจดูแลช้างแต่กำลังถูกสารพิษในแม่น้ำกกพรากวิถีชีวิตดั้งเดิม

สารพิษไร้พรมแดน

การเดินทางครั้งนี้ฉันและช่างภาพติดสอยห้อยตาม ดร. สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปตรวจสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ในอำเภอแม่สาย  สถานที่แรกคือชุมชนถ้ำผาจม ตรงเข้าไปทางตลาดสายลมจอย เห็นแม่น้ำรวกกั้นกลางฝั่งไทยและท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมา

อาจารย์อธิบายถึงสถานการณ์ว่าชุมชนนี้มีน้ำท่วมบ่อยครั้ง ภาพตรงหน้าที่ฉันเห็นคือทหารช่างกำลังเร่งสร้างพนังกั้นน้ำด้วยบิ๊กแบ็ก (big bag) หรือกระสอบทรายขนาดยักษ์เพื่อป้องกันน้ำท่วม

รศ.ดร. ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ตะกอน และพืชผัก มีนักข่าวและช่างภาพจากสถานีโทรทัศน์มาถ่ายทำร่วมด้วย

เริ่มต้นจากการแบ่งทีมเก็บตัวอย่าง ทีมแรกเก็บน้ำหน้าดินและผิวน้ำบริเวณใกล้ ๆ โรงบำบัดน้ำประปา ด้วยเบลเลอร์ (bailer) อุปกรณ์เก็บน้ำใต้ดินเป็นท่อใสทรงกระบอก ทีมที่ ๒ เก็บตัวอย่างผักกินได้ อย่างผักเป็ด ผักปลัง กะเพรา บอน บัวบก

ส่วนอีกทีมเก็บดินเดิมและตะกอนทรายที่ถูกพัดพามาจากน้ำท่วม เมื่อพบตะกอนทรายมีประกายที่ริมตลิ่ง อาจารย์ก็สันนิษฐานว่าเป็นหางแร่ อย่างดีบุก ถ่านหิน แมงกานีส ไพไรต์

“อันตรายไหมคะ” ฉันถาม

“เท่าที่เห็นไม่เป็นอันตราย…ต้องลองตรวจสอบดูก่อน แต่…ก็เป็นหลักฐานชี้ได้ว่ามีเหมืองแร่อยู่ฝั่งนั้น”

หมุดหมายต่อไปคือชลประทานแม่สาย แหล่งจ่ายน้ำเพื่อใช้ในนาปีและนาปรัง เจ้าหน้าที่เล่าว่า ๒ ปีหลังมานี้น้ำเป็นสีแดงหรือขุ่นจนขาว และปีนี้มีตะกอนดินมากที่สุด

พ่อหลวงกำพล เฉลิมเลี่ยมทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านรวมมิตรก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน “หลังน้ำท่วม ปี ๖๘ น้ำจะออกขุ่น ๆ แดง ๆ  ปรกติถ้าเป็นเดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม น้ำจะใส แต่ปีนี้น้ำไม่ใสสะอาด เลยรู้ว่าผิดปรกติ”

หายนะจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกเริ่มเป็นข่าวตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ ข่าวลือเรื่องการเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองทองคำในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ส่งสัญญาณสะเทือนถึงปลายน้ำฝั่งไทย ไม่นานนักแม่น้ำกกก็กลายเป็นสายน้ำขุ่นแดงปนตะกอน ชาวบ้านที่เคยใช้น้ำเพื่อดื่มกินและทำเกษตรเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ข่าวปลาจากแม่น้ำกกมีตุ่มพุพองแปลก ๆ คล้ายติดเชื้อเริ่มเป็นกระแสในโลกออนไลน์ ปลาแค้เต็มไปด้วยตุ่มเนื้อแดงกระจายตามครีบ ใต้คาง รวมถึงบาดแผลรอบปาก

Image

เมื่อน้ำไม่แล้งก็ยังพอมีแรงดูแลช้างได้ ลุงศรีมลอาบน้ำให้ช้างทุกวันหลังเสร็จภารกิจบริการนักท่องเที่ยว สถานที่อาบน้ำเปลี่ยนมาเป็นลำห้วยเล็ก ๆ ที่ทำขึ้นเองในป่ายางพารา แม้แคบกว่าในลำน้ำกก แต่ก็สบายใจเมื่อแลกกับสุขภาพที่ดีของช้างและตนเอง

ข้อมูลจากกรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ชี้ว่าปลาแค้มีปรสิตกลุ่มไดจีน (พยาธิใบไม้) จำนวนมากเกาะอยู่เหงือกเสื่อมสภาพ เซลล์ตับเสียสภาพ พบก้อนเนื้อหรือตุ่มที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง มีกล้ามเนื้อและตุ่มเนื้องอก ฯลฯ

รายงานสรุปผลตรวจทางพยาธิวิทยาและปรสิตวิทยาว่า “ตัวอย่างปลาแค้ที่ส่งตรวจ พบว่าการเกิดตุ่มเนื้องอก ตุ่มแดงที่ตัวปลา มีสาเหตุมาจากปรสิตกลุ่มไดจีน (พยาธิใบไม้)” โดยมีรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ ว่าผลการวิเคราะห์ทางเคมีพบสารปรอทอยู่ภายในตัวปลา ๐.๑๔ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกณฑ์มาตรฐานไม่ให้เกิน ๐.๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ไม่เจอแคดเมียม ขณะที่ตะกั่วมีอยู่เพียง ๐.๐๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกณฑ์มาตรฐานไม่ให้เกิน ๐.๓ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ฉันมองว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมสนใจเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก

เบื้องหลังสายน้ำที่ทอดผ่านพรมแดนไทย-พม่า มีร่องรอยของการขุดทองครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ เป็นต้นมา เมืองยอน ตอนใต้ของอำเภอเมืองสาด รัฐฉาน กลายเป็นแหล่งเหมืองในความควบคุมของกองทัพสหรัฐว้าที่เปิดทางให้บริษัทจีนถึงสี่แห่งเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์

ไม่เพียงเท่านั้น รายงานจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ยังเผยรายชื่อบรรดาบริษัทที่ได้สิทธิ์ทำเหมืองอย่างเป็นทางการ เหมืองแมงกานีสไดออกไซด์ในเมืองโก ท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก จำนวน ๙ บริษัท และเหมืองทองคำในเมืองเลน จังหวัดท่าขี้เหล็ก อีกถึง ๒๐ บริษัท รายชื่อบางแห่งเป็นภาษาจีน บางแห่งเป็นภาษาพม่า สะท้อนความเป็นไปได้ของการร่วมทุนที่ผูกโยงสองประเทศเข้าด้วยกัน

“เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าทั้งรัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดมลพิษในต้นน้ำกกและน้ำสาย” อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร ยืนยันในข่าวของประชาชาติธุรกิจ ย้ำเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของชาวแม่สายหรือรัฐฉานอีกต่อไป

หมุดหมายสุดท้ายที่ฉันได้ตามติดไปเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และพืชพรรณคือสามเหลี่ยมทองคำ พื้นที่พรมแดนระหว่างไทย เมียนมา ลาว และเป็นจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำรวกกับแม่น้ำโขง จะเห็นได้ว่าสายน้ำที่ปนเปื้อนสารหนูไม่ได้หยุดเพียงพรมแดน แต่ไหลสู่แม่น้ำโขง สายน้ำใหญ่ที่เลี้ยงผู้คนนับล้านทั่วอนุภูมิภาค

หากไร้การแก้ไขจริงจัง ความเสียหายนี้จะเป็นบาดแผล กระทบถึงทุกชีวิตที่พึ่งพาลุ่มน้ำโขง

รายงานข่าวผลการตรวจตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกกโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ พบว่ายังมี “สารหนู” เกินมาตรฐาน และได้เปรียบเทียบผลตรวจด้วยเทคนิคนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม บ่งชี้แหล่งที่มาชัดเจนว่าแม่น้ำกกได้รับสารหนูและโลหะหนักจากเหมืองแรร์เอิร์ธ ๖๙.๗ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าเหมืองทองคำซึ่งมีสัดส่วน ๓๐.๓ เปอร์เซ็นต์  ขณะที่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ผลตรวจชี้ว่าสารพิษส่วนใหญ่มาจากเหมืองทองคำราว ๕๕-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ไม่พบธาตุกัมมันตรังสีสูง แต่ก็ยังมีทั้งสารหนูและซัลเฟตเจือปนอยู่ไม่น้อย

ผลตรวจด้วยเทคนิคนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม บ่งชี้แหล่งที่มาชัดเจนว่าแม่น้ำกกได้รับสารหนูและโลหะหนักจากเหมืองแรร์เอิร์ธ ๖๙.๗ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าเหมืองทองคำซึ่งมีสัดส่วน ๓๐.๓ เปอร์เซ็นต์

Image

สายน้ำที่เคยใส แล้วไยจึงขุ่นตลอดกาล เมื่อประชาชนสังเกตเห็นลำน้ำกกที่เคยขุ่นใสตามฤดูกาลกลับมีสีขุ่นตลอดทั้งปี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเรื่องราวความหายนะที่เกิดขึ้น

คำเตือนสุดท้าย

เสียงเตือนดังขึ้นเรื่อย ๆ จากนักวิชาการ ภาคประชาสังคมไปจนถึงกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ย้ำว่า หากยังไม่เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การปนเปื้อนสารจากเหมืองทองจะไม่หยุดอยู่ที่แม่น้ำกก

สายัณน์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า “ปัญหาตอนนี้คือรัฐบอกว่ายังไม่อันตรายเพราะไม่มีใครป่วย แต่เราจะรอให้ถึงขั้นนั้นเลยไหม ก็ไม่ควร…ระยะต้นนี้ไม่มีใครป่วยแน่ ๆ แต่ถ้ามีสารสะสมมาก ๆ สุดท้ายก็จะป่วย ซึ่งก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะป่วยแบบไหน

“เราต้องแก้ตั้งแต่วันนี้”

สุขภาพของคนในพื้นที่ไม่อาจรอได้ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ คือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ชาวบ้านเรียกร้องให้มีการตรวจเลือด แต่จนถึงตอนนี้สิ่งที่ได้คือการตรวจปัสสาวะที่ไม่เพียงพอต่อความแม่นยำและบ่งชี้ถึงสารพิษสะสมในร่างกาย

สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องไม่ใช่เรื่องซับซ้อน พวกเขาเพียงต้องการคำแนะนำที่ชัดเจน

“ปริมาณการปนเปื้อนเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์สิ่งที่ชาวบ้านเผชิญอยู่ในขณะนี้คือคุณต้องบอกเขาว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เช่น น้ำที่สูบมาอย่าใช้โดยตรง ให้ผ่านกระบวนการกรอง… ไม่ใช่บอกกินปลาได้แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอย่ากินเยอะ  สัมผัสได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ขอให้หลีกเลี่ยง”

ในอดีตชาวบ้านพึ่งพาน้ำควบคู่กันสองแหล่ง น้ำประปาภูเขาครึ่งหนึ่งและจากแม่น้ำกกอีกครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อเกิดวิกฤตสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชุมชนต้องหันมาใช้น้ำประปาภูเขาเพียงแหล่งเดียว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงเกินกว่าปริมาณน้ำประปาที่มี

“คือถ้าพูดถึงปัญหา เรื่องการใช้น้ำเนี่ย…ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ก็ต้องใช้แบบประหยัด ๆ” คำพูดของพ่อหลวงกำพล

“ประปาภูเขา” เป็นน้ำที่มาจากลำห้วยเล็ก ๆ ในฤดูนี้ยังเพียงพอ แต่หากเข้าสู่ฤดูแล้งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ปริมาณน้ำในลำห้วยอาจลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แม้ชาวบ้านใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ช้างซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย แต่เดิมควาญช้างปล่อยช้างลงอาบน้ำในแม่น้ำกก ทว่าเมื่อทั้งคนและช้างเกิดแผลผิวหนังก็จำเป็นต้องหันมาใช้น้ำประปาภูเขาแทน ส่งผลให้ระบบน้ำที่ตึงตัวอยู่แล้วคับขันหนักขึ้น

“ต้องมีข้อมูล บ้านไหนใช้ประปาภูเขาเท่าไร เพียงพอไหม…ถ้าไม่พอต้องจัดหาอย่างไร สำรวจประปาภูเขาว่าการซ่อมแซม การดูแลท่อเป็นอย่างไร เพราะท่อแตกบ่อย”

Image

ภาคประชาสังคมตรวจสอบ นักวิชาการจากหลายพื้นที่เข้ามาตรวจสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก โขง เพื่อยืนยันผลกระทบจากการทำเหมืองในต่างประเทศ

ความเปราะบางของโครงสร้างยังซ้ำเติมปัญหา ท่อส่งน้ำแตกบ่อยจากแรงน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก การส่งน้ำจึงขาดตอน ต้องคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ ยิ่งทำให้วิถีชีวิตที่ฝากไว้กับประปาภูเขาไม่มั่นคง

ในวันที่ประปาภูเขาไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือเส้นเลือดหลักของชุมชน ถูกใช้งานเกินกำลัง ชาวบ้านจำนวนมากจึงเรียกร้องให้รัฐหาทางออกอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเจาะบาดาลลึกที่ได้มาตรฐาน การจัดหารถบรรทุกน้ำสะอาดกระจายให้ทั่วถึง หรือการติดตั้งรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่เข้าถึงได้จริง

ปัญหาอื่นในชุมชนยังสะท้อนถึงการเยียวยาที่หายไป ธุรกิจแพเปียก ล่องแพ ประมงพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวพังทลายไม่ต่างจากสายน้ำกก  สายัณน์เสนอทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว การให้เงินสด การพักหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงการสนับสนุนอาชีพใหม่ ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโดยตรง

สายัณน์ทิ้งท้ายว่า “เป็นความท้าทาย ภัยของความมั่นคงที่มาในรูปแบบใหม่ ทั้งภาคชาวบ้าน วิชาการ ฝ่ายความมั่นคง การเมือง ต้องตั้งรับปรับปรุง เพราะนี่คือผลกระทบข้ามแดน ไม่ใช่อธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือพรมแดนที่เลยข้ามผลเหล่านี้ ข้ามความเป็นอธิปไตยของประเทศไทยแล้ว”

Image

เก็บตัวอย่างไปตรวจหาการปนเปื้อน แม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายแรก ๆ ที่ตรวจพบสารโลหะหนัก แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านบ้านรวมมิตรซึ่งติดกับปางช้างที่ทั้งคนและสัตว์เคยใช้น้ำอุปโภคและบริโภค ลุงศรีมลกล่าวว่าเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้วแม่น้ำแห่งนี้ใสจนตักมาบริโภคได้โดยไม่ต้องกรอง

เสียงกระซิบที่ถูกกลืน

เชิดศักดิ์ ชัยเวียง ผู้ช่วยศิษยาภิบาลคริสตจักรรวมมิตร คอยดูแลและรับฟังทุกข์สุขของสมาชิกในชุมชน เล่าว่า “ตอนเป็นเด็กเราโดดแม่น้ำกกกันเลย หาปูหาปลา ใช้ชีวิตอย่างช้าง แต่เดี๋ยวนี้เราทำได้แค่รออย่างเดียวความหวังของเราคือรัฐบาล

“ถ้าถามว่าพวกเราทำอะไรไหม เราทำ ออกไปเรียกร้อง
แต่เสียงของพวกเรามันเล็กมาก…ปลาก็กินไม่ได้แล้ว วิถีชีวิตเดิมของพวกเราหายไป  เมื่อก่อนมีคนไปตกปลา ทอดแห เดี๋ยวนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เราทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าพยายามเรียกร้อง แต่เสียงไม่ดังพอที่จะส่งไปถึงใครเลย”

เส้นทางถนนลาดยางทอดยาว ฝั่งซ้ายเป็นภูเขาและเรือกสวนไร่นา ฝั่งขวาเป็นแม่น้ำกกสีขุ่น เช้านี้ฉันไปเอาช้างในป่ากับลุงศรีมล แสงแดดสาดส่องจนรู้สึกร้อนทั่วร่างกาย ขณะที่กำลังนั่งอยู่บนหลังแม่ดี ช้างสาววัย ๓๐ ปี เพื่อเดินทางไปยังปางช้าง ระหว่างทางก็มีเด็กนักเรียนซ้อนจักรยานยนต์ผู้ปกครองโบกมือทักทาย

“ลุงศรีมลร้องเพลงได้ไหมคะ มีเพลงเกี่ยวกับสายน้ำไหม” ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อวานที่ไปนมัสการพระเจ้าร่วมกับคนในชุมชน มีการเล่นกีตาร์ ร้องเพลง และพูดคุยถึงปัญหาของชาวบ้านเพื่อปลอบประโลมจิตใจกัน

“ลุงร้องเพลงไม่เป็น…” ลุงศรีมลพูดพลางหัวเราะ “แต่เพลงเกี่ยวกับสายน้ำก็มีเพลงนี้ไง…ที่อาจารย์ชิมาร้องที่นี่ มาถ่ายวิดีโอด้วย”

Image

ทำได้แค่เรียกร้อง แต่ยังฟ้องใครไม่ได้ ข้อมูลการตรวจวิจัยยืนยันว่ามีสารโลหะหนักในแม่น้ำแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน ทำให้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนในท้องที่ ภาคประชาชนและ NGO จึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบการติดป้ายประท้วงให้หน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบ 

ฉันประหลาดใจพลางรู้สึกตื่นเต้น ก่อนจะค้นหาเพลงที่ลุงศรีมลบอก

....ลำน้ำสาย ลำน้ำกกพัง
คนพื้นราบ คนบนดอยร้องไห้
วิถีชาติพันธุ์บาดเจ็บ
วิถีคนเมืองลำเค็ญสาหัส
ผักปลาติดเชื้อ วิถีหมดสิ้น
ชาวบ้านต้องกินน้ำพิษแทนน้ำใจ
ปากท้องประชาชีไม่ใช่แค่ฝุ่นปลิวไป
แต่มันคือชีวิตที่กำลังจะตาย
ในความเงียบงัน

เนื้อเพลง “ลำ (น้ำ) พัง” ของอาจารย์ชิ-ผศ.ดร. สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ชาวปกาเกอะญอ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับแรงบันดาลใจจากปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก สะท้อนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ยืนยันว่า น้ำ พืช และปลา ยังไม่อันตรายเกินค่ามาตรฐาน ทำให้ประชาชนผิดหวังกับการสื่อสารของรัฐบาลที่พยายามลดทอนความรุนแรงของปัญหาแทนที่จะดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ฉันเศร้าลึก ๆ ด้วยเนื้อเพลงทุกประโยคคือความจริงที่ได้เห็น สะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านทุกคนที่ฉันได้พูดคุย

วิถีเรียบง่ายของชาวกะเหรี่ยงถูกสั่นคลอน เมื่อแม่น้ำกกซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตปนเปื้อนสารพิษ น้ำที่เคยใสสะอาด แม่น้ำที่เคยฝากชีวิต บัดนี้กลับทำให้หวาดกลัวมากกว่าอุ่นใจ ชาวบ้านรู้สึกว่าพวกเขาถูกทิ้งให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง เพราะความช่วยเหลือจากรัฐไม่เคยเดินทางมาถึงอย่างแท้จริง

“หน่วยงานเคยเข้ามาตรวจ เก็บข้อมูลกันไปหมด แต่พอชาวบ้านถามผมว่า…น้ำที่กินอยู่ปลอดภัยไหม ผมก็ตอบไม่ได้ผู้ใหญ่บ้านอย่างเราไม่รู้จะอธิบายยังไง เขาให้เราไปเก็บปลา น้ำบาดาล ผักต่าง ๆ ส่งไปพิสูจน์ แต่ไม่เคยส่งผลตรวจกลับมาให้” พ่อหลวงกำพลเอ่ย

ชาวบ้านลุกขึ้นเรียกร้อง แต่เสียงกู่ก้องจากในพื้นที่กลับกลายเป็นเสียงกระซิบแผ่วในสังคมจนแทบถูกกลืนหายทิ้งไว้เพียงความหวาดกลัวและความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญอย่างเดียวดาย

เวลานี้ฉันรู้สึกสิ้นหวังกับประเทศที่มองข้ามปัญหาระดับชาติซึ่งควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังตั้งแต่ในช่วงที่ยังพอหยุดยั้งได้ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศ แม่น้ำกกที่เคยเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คนและช้างกำลังกลายเป็นสายน้ำขุ่นปนพิษที่พรากทั้งวิถีชีวิตดั้งเดิม ความมั่นคง และศรัทธาของชุมชน

วันนี้แม่น้ำกกยังคงไหลต่อไปแม้ไม่ใสเหมือนเดิม แต่ความเงียบของผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องที่กำลังกลืนกินนานาชีวิตและเสียงเรียกร้องจากผู้คนในพื้นที่คือภัยของความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่สังคมไทยต้องเผชิญ  

อ้างอิง
ออนไลน์
“เปิดงานวิจัย-ผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์ พบปนเปื้อนสารหนู-โลหะหนักในแม่น้ำกก มาจากแร่หายาก”. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/354006

“เปิดไทม์ไลน์ ‘สารหนู’ มหันตภัยแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย หวั่นเศรษฐกิจพัง”. สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/breaking-news/news-1815604

รายงานผลการตรวจวิเคราะห์โรคเบื้องต้นในตัวอย่างปลาแค้. สืบค้นจาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cGXRVwWecZYet3FXakeuyA4UT8kF4iRk8bUwbFLQEimSB2wWVJdjXDM697oPr1LDl&id=100067312383909⁩

“วิกฤตสารพิษแม่น้ำกก ทำลายวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์กว่า ๓๐ แห่ง”. สืบค้นจาก https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20250603-2

https://www.facebook.com/ScienceNaresuan/posts/สกสวเผยงานวิจัยพบแม่น้ำสาย-รวก-คาดปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ทองคำ-พบต้นน้ำสาย-มี/1362866489179811/

ขอขอบคุณ
เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์
วันดี มงคลมณีกาญจน์
อภิญญา เจริญหงส์สา
น้อยคำ เรืองกิจสกุล
ศรีมล เฉลิมเลี่ยมทอง
กำพล เฉลิมเลี่ยมทอง
สาติ เฉลิมเลี่ยมทอง
สืบสกุล กิจนุกร
สายัณน์ ข้ามหนึ่ง
ธนพล เพ็ญรัตน์ 
สีทน คำแปง

Image