Image

ชีวิตเปราะบางของผู้ไร้สัญชาติกับความมั่นคงบนกำแพงถุงทรายยักษ์…ถึงสายธารผู้สร้างชีวิตซึ่งกลายเป็นความเสี่ยง…

พายุ โคลนถล่มแม่สาย
ความเปราะบางของคนชายขอบ

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : ทันทัศน์ แสนทน
ภาพ : ธีรภัทร อวศิริพงษ์

[๑]

๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ณ พื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำแม่สาย

วันวานเคยเป็นตลาดคึกคัก

แต่วันนี้ตลาดสายลมจอยมีผู้คนค้าขายบางตา สภาพตลาดริมน้ำนี้ไม่ต่างจากสมรภูมิที่ทิ้งคราบและร่องรอยเหตุการณ์ในอดีต โคลนเกลื่อนถนน คราบน้ำที่เสาสูงเลยหัวไปเกือบถึงคานซุ้มหลังคา  นายทหารและรถเครื่องจักรขับเคลื่อนแข่งขันกับเวลา พวกเขากำลังเตรียมการตั้งรับการปะทะกับสงครามที่พวกเราไม่อาจมีวันชนะ

พ้นตลาดไปตรงสุดถนนที่ชุมชนถ้ำผาจม พื้นที่นี้เคยเป็นสวนสาธารณะริมน้ำ มีป้าย “เหนือสุดยอดในสยาม” ดึงดูดผู้มาท่องเที่ยวให้บันทึกหมุดหมาย ณ สุดขอบชายแดน และยังเคยเป็นพื้นที่ร่มรื่นใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ชุมชนใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างลำน้ำแม่สาย

บัดนี้ เบื้องหน้าของผู้เขียนมีกองดินสูง ๓ เมตร ภูเขาขนาดย่อมนี้เรียกได้ว่าเป็นพนังกึ่งถาวร สร้างเป็นปราการป้องกันไม่ให้น้ำไหลท่วมสู่พื้นที่ แต่ก็ปิดกั้นความสัมพันธ์ของชุมชนกับแม่น้ำสายไปตลอดกาล  กองดินถูกเสริมแกร่งด้วยเสาปูน ถุงบิ๊กแบ็ก (big bag) และกล่องกระชุหินแต่ไม่มีอะไรยึดจับหน้าดินที่เอียงเกือบ ๔๕ องศา ดินจึงไหลลงมาเมื่อฝนตกเกิดเป็นโคลนเปื้อนทั่วพื้นถนน

ป้ายแสดงเขตแดนและสวนสาธารณะถูกกองดินกลืนกลบ กองดินกว้างพอขึ้นไปเดินได้  มุมมองแม่น้ำสายจากบนนี้ไม่เหมือนในความคุ้นชิน ดูไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีพืชพรรณริมน้ำ น้ำไหลเชี่ยวสีขุ่นแถมยังปนเปื้อนสารพิษ รอบข้างลำน้ำมีเพียงตลิ่งสูงกับตึกที่สร้างชิดลำน้ำ เศษหินเศษเหล็กถมทบแม่น้ำให้แคบจนหดหู่

Image
Image

เมืองแห่งสายน้ำและการค้าไร้ซึ่งพรมแดน…ภาพถ่ายทางอากาศแสดงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของแม่สาย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความเจริญทางเศรษฐกิจที่ชายขอบระหว่างสองรัฐชาติไทย-เมียนมา ตลอดช่วง ๗๐ ปีที่ผ่านมา

[๒]

“เมื่อก่อนผมมาเดินออกกำลังที่สวนนี้ประจำ น้ำแม่สายใสและกว้างมาก มีหาดทรายลงเล่นน้ำได้ เดี๋ยวนี้กว้างไม่ถึง ๑๕ เมตร ไม่นึกว่าวันนึงบ้านเราจะกลายเป็นแบบนี้” สมพร พึ่งถิ่นอุดม ชาวไทใหญ่ผู้อาศัยในชุมชนแสดงทัศนะต่อการเปลี่ยนแปลง

“น้ำท่วมเป็นเรื่องปรกติของชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำ ในอดีตน้ำมาคืนเดียวก็ไป ถ้ำผาจมเป็นชุมชนทำอาหาร ส่วนสายลมจอยจะเป็นร้านค้า เวลาน้ำมาทุกคนรู้ตัวเลยว่าต้องเฝ้าร้าน ประมาณ ๔ ชั่วโมงน้ำจะลด ต้องรีบล้างเศษดินเศษโคลนออก น้ำจะแค่ข้อเท้าเอง ปรับตัวกันตามประสบการณ์มาตั้งแต่อดีต วันรุ่งขึ้นก็กลับมาค้าขายปรกติ” อุ้ยสา ทูลทรัพย์ ชาวชุมชนถ้ำผาจมเล่าย้อนความ

“จนกระทั่งน้ำและโคลนมาแบบที่รับไม่ได้แล้ว โคลนสูงเกือบ ๒ เมตร เข้าในบ้านไม่ต่ำกว่า ๑.๕ เมตร ใช้เวลาเอาดินออกไม่ต่ำกว่า ๑ เดือน แต่บ้านเราตกหล่นความช่วยเหลือ ยังดีที่มีมูลนิธิเข้ามาช่วย”

อำเภอแม่สายฝั่งไทยและท่าขี้เหล็กฝั่งเมียนมาตั้งอยู่บนภูมิลักษณ์แบบเนินตะกอนรูปพัด แม่น้ำสายที่ไหลมาจากหุบเขาจึงมีความเร็วและพลังมหาศาล แผ่กระจายเมื่อลงสู่ที่ราบ พื้นที่ต้นน้ำอยู่ในประเทศเมียนมา กาลเวลาผ่านไปมันถูกเปลี่ยนแปลงจากป่าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและเลวร้ายขั้นสุดเมื่อถูกใช้งานเป็นเหมืองแร่ไร้มาตรฐาน เหนือต้นน้ำไม่เหลืออะไรช่วยชะลอน้ำและยึดหน้าดินอีกต่อไป

ด้วยอิทธิพลของพายุยางิ ทั้งแม่สายและท่าขี้เหล็กจมอยู่ใต้น้ำและโคลน  ดินโคลนไหลหลากพุ่งออกจากหุบเขากระจายสู่เมืองที่ราบลุ่มด้วยความเร็ว อาคารบ้านเรือนขวางมวลดินได้รับความเสียหายมหาศาล ครัวเรือนมากมายเข้าถึงที่อยู่อาศัยไม่ได้  ผกายมาศ เวียร์ร่า ประธานหอการค้าแม่สาย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะในอำเภอแม่สายไม่น่าจะต่ำกว่า ๓ พันล้านบาท

เหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม กันยายน ๒๕๖๗ เป็นแค่การเริ่มต้น เนื่องจากการขยายเมืองอย่างไร้การควบคุมไปสู่พื้นที่เสี่ยงและปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดนเป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของเมืองชายแดน และยังคงไม่มีทางออกชัดเจนสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น

Image

ผู้ไร้สัญชาติกว่าหมื่นรายในแม่สาย… มีคำขอสัญชาติไทยที่ค้างพิจารณากว่า ๒.๗ หมื่นคน เมื่อปี ๒๕๖๑ (Reuters, 2018) และปัจจุบันมีผู้แสดงความต้องการขอตรวจสอบคุณลักษณะในการขอสัญชาติไทยกว่า ๓.๘ หมื่นคน (MGR Online, ปี ๒๕๖๘)

Image

สภาพชุมชนเกาะทรายและระดับเตรียมความพร้อมรับมือจากน้ำท่วมและดินโคลน  ชื่อ “เกาะทราย” มาจากตะกอนทรายแม่น้ำและการงอกของหาดทราย ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการของแม่น้ำและนิเวศ

วัดเกาะทรายในช่วงภัยพิบัติเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คน ความช่วยเหลือ รวมถึงแหล่งรวมกองทราย วัสดุบรรจุ และอุปกรณ์ในกระบวนการติดตั้งถุงทรายยักษ์ป้องกันน้ำท่วม

[๓]

ปี ๒๕๓๗ เป็นยุคเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากสนามรบสู่สนามการค้า ทำให้ทั้งแม่สายและท่าขี้เหล็กขยายสู่ศูนย์กลางการค้าชายแดน เหตุผลทางเศรษฐกิจดึงดูดผู้คนเข้ามาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ผู้คน วัฒนธรรม และสินค้าไหลเปลี่ยนไปมาระหว่างพรมแดน ขณะเดียวกันการกลายเป็นเมืองกัดกลืนพื้นที่สองขนาบฝั่งแม่น้ำสาย จากเมืองท่าเล็ก ๆ บนที่ราบระหว่างหุบเขา ที่ราบน้ำท่วมถึง ชายหาดแม่น้ำ และทุ่งนา ถูกดัดแปลงดาดแข็งกลายเป็นเมืองในเวลาไม่ถึงครึ่งศตวรรษ

บ้านเกาะทรายได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่มเมื่อปี ๒๕๖๗ สภาพชุมชนแออัดจากผู้คนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพราะแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและสังคม ทางสัญจรคับแคบ ทุกซอกมุมเต็มไปด้วยโคลน ความพยายามฟื้นฟูจึงยากลำบาก

“พื้นที่บ้านเกาะทรายในอดีตเป็นเกาะกลางแม่น้ำมีต้นไมยราบ ต้นอ้อ ต้นไผ่เล็กขึ้น จนมีคนเริ่มบุกเบิกเปลี่ยนแปลงทำสวน ปลูกกระต๊อบอยู่อาศัย จากนั้นจัดแปลงเป็นล็อกแล้วแบ่งขายต่อเป็นสิบยี่สิบมือ ยิ่งช่วง ปี ๔๕ ปี ๕๐ เศรษฐกิจดีจากทั้งสินค้าหนีภาษี เสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภค  เมื่อก่อนสัญจรกันง่าย ๆ เอาเชือกผูกข้ามฝั่งไปมา พอเศรษฐกิจดีที่ดินก็เริ่มแพง การบุกรุกพื้นที่ลำน้ำจึงเกิดขึ้น” ไชยพันธ์ พรมปัญญา กรรมการสมาคมสมาพันธ์ชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย เล่าประวัติบ้านเกาะทราย

บ้านเกาะทรายอยู่ในอิทธิพลของน้ำอย่างเห็นได้ชัด แต่การไร้ที่อยู่เป็นปัญหาน่ากังวลกว่าการมีที่อยู่อาศัยบนพื้นที่เสี่ยงและบางคนอาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่เสี่ยง

เศษซากเสาคานบ้านโผล่แทรกระหว่างถุงบิ๊กแบ็ก บ้านริมน้ำหลายหลังรื้อถอนไปแล้ว บางหลังถูกเขียนตราด้วยอักษรแดงใหญ่ว่า “รื้อ ถอน หลังน้ำหลาก” เพื่อจะเวนคืนสร้างพนังป้องกันน้ำท่วมถาวร 

“บ้านที่รุกล้ำลำน้ำทั้งหมดในระยะ ๘-๑๐ เมตรจะถูกเวนคืน จะได้ราคาประเมินเฉพาะตัวอาคาร เพราะที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ในทางเดียวกันเขา (รัฐ) ก็ชดเชยไม่ไหว ทางอำเภอมีแผนนโยบายมาว่าจะให้ย้ายไปอยู่ตรงที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นโรงงานยาสูบเก่า โดยให้คนที่สนใจไปลงชื่อ แต่ยังไม่มีอะไรแน่นอน”

“เขามาบอกว่าใน ๓ เดือนข้างหน้า ‘ยายจะไม่มีสิทธิ์อยู่นะ ยายรับเงินก้อนนี้แล้วไปหาที่ดินดีกว่า หลังคาหน้าต่างยายจะเอาอะไรก็เอาไป แต่ที่ดินเอาคืนแน่นอน’” คำเอ้ย แสงแก้ว เจ้าของบ้านริมแม่น้ำ เล่าถึงการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องการจัดการที่ดินหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่มปี ๒๕๖๗

กระเป๋าฉุกเฉิน พร้อมอพยพทันที… อุ้ยสา ทูลทรัพย์ (สัญชาติไทย) ผู้สูงอายุในชุมชนถ้ำผาจม สะท้อนถึงความลำบากและวิตกกังวลในการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและความรับผิดชอบเยียวยาจากภาครัฐ

คำเอ้ย แสงแก้ว (ผู้ไร้สัญชาติไทย ชาวไทใหญ่) ไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่น้อย… บ้านไหนที่มีบุตร/บุตรีที่เกิดในประเทศไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน จึงจะได้รับการพิจารณาเงินเยียวยา

บ้านอยู่อาศัยกว่า ๔๒ ปีของคำเอ้ยถูกตัดขาดจากลำน้ำโดยสิ้นเชิง โถงจอดรถถูกถุงบิ๊กแบ็กปิดเต็ม แผ่นเหล็กแน่นหนาปิดตายหน้าต่างกันไม่ให้น้ำทะลักเข้ามา แม้จะเตรียมการแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องถูกเวนคืน

“มีข่าวว่ารัฐวางแผนเวนคืนเพื่อสร้างพนังถาวร แต่ไม่ได้แจ้งให้ชุมชนทราบล่วงหน้า ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ทำให้ชุมชนกังวลเกี่ยวกับการต้องย้ายถิ่นฐานและการประเมินค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม” อุ้ยสากล่าวในกรณีคล้ายกันที่บ้านผาจม

โคลนดินและน้ำขังยังเกรอะไปทั่วทางเดินและอาคาร บ้านหลายหลังยังไม่ได้รับการฟื้นฟูซ่อมแซม หลายครัวเรือนอาศัยอยู่ชั้นล่างไม่ได้ แต่หลายครัวเรือนไม่มีทางเลือกจึงขุดและขนกองโคลนออกเพื่ออาศัยต่อ

ตามตรอกซอยของชุมชนเกาะทราย ตึกแถวพาณิชย์ถูกปิดตายด้วยถุงบิ๊กแบ็ก ป้ายตามอาคารบ่งบอกว่าเคยเป็นย่านท่องเที่ยวและค้าขาย บริเวณนี้มีน้ำขังมากเป็นพิเศษทำให้การสัญจรยากลำบาก ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยมีใครสัญจรแล้ว หลายครัวเรือนย้ายออกไปทิ้งบ้านร้างไว้เพราะไม่คุ้มค่าแก่การบูรณะ 

กองโคลนยังพูนสูงอยู่อย่างนั้นและเริ่มมีเมล็ดพันธุ์งอกขึ้นมา ราวกับว่าธรรมชาติก็กำลังเวนคืนที่ของมัน

บ้านเกาะทรายอยู่ ในอิทธิพลของน้ำอย่างเห็นได้ชัดแต่การไร้ที่อยู่เป็นปัญหาน่ากังวลกว่าการมีที่อยู่อาศัยบนพื้นที่เสี่ยงและบางคนอาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่เสี่ยง

Image

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ (ครั้งที่ ๔ ในรอบ ๒ ปี) เดือนกรกฎาคม…ชาวชุมชนสายลมจอยร่วมกันทำความสะอาดคราบดินโคลนและระบบระบายน้ำของตลาด ขณะที่ทหารช่างแข่งขันกับเวลาติดตั้งกล่องกระชุหิน เตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า…
(บันทึกเมื่อ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๘)

[๔]

ณ บ้านไม้หลังเล็กของข่าย 

ข่าย วงค์ใหญ่ 
พ่อเลี้ยงเดี่ยวของลูกชายวัยประถมฯ สองคน ผู้ประกอบอาชีพลูกจ้างรายวัน ย้ายมาอยู่ที่บ้านเกาะทรายตามญาติพี่น้องได้เกือบ ๒๐ ปีแล้ว เขาเก็บเงินซื้อบ้านหลังนี้ตามความฝันอยากมีบ้าน แต่เหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่มปี ๒๕๖๗ สร้างความลำบาก และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีสัญชาติไทย

“เพียงแค่ประตูห้องน้ำบานเดียว พังตอนวันนั้นแหละ นี่ขอไปเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้

“ตอนที่ต้องเอาโคลนออก มีทีมเครื่องฉีดแรงดันมาในพื้นที่ แต่ผมไม่มีเงินเลยขุดออกเองทั้งหมด มีเล็บหลุดบ้าง”

ร่องรอยผิวที่แดงดำลอก มือและแขนยังมีผื่นชัด

“ไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยอมรับความจริง” ข่ายกล่าวด้วยความนิ่งเงียบ

ณ ทาวน์โฮมสามชั้นหลังเล็ก ที่นี่เป็นบ้านของหมวยเล็ก

ประตูบ้านพังยับเยินจากกระแสน้ำและมวลโคลน ภายในบูรณะบ้างแล้วแต่ยังเห็นร่องรอยน้ำและโคลนสูงสุด ครอบครัวปรับตัวย้ายไปอยู่ที่ชั้น ๒ อาชีพขายขี้ผึ้งยังไม่สามารถฟื้นกิจการกลับไปจุดเดิมได้ เพราะสินค้าพังเกือบหมด

“ตอนตี ๒ เก็บของไม่ทัน ไม่คิดไม่ฝันว่าน้ำจะมาเร็วขนาดนี้” หมวยเล็กเล่าถึงค่ำคืนดินโคลนถล่ม

“ไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ  ความจริงลูกสาวพี่เกิดที่นี่ เป็นคนไทย แต่ชื่อทะเบียนอยู่ที่ผาแตก ทำให้พี่ไม่ได้อะไรสักอย่าง”

“ถ้าโดนเวนคืนคงลำบาก อนาคตอยากมีชีวิตเหมือนเดิม ที่นี่เราผูกพัน เพราะไม่รู้จะต้องไปอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร” หมวยเล็กขมวดคิ้ว น้ำเสียงสั่น

“ภัยพิบัติดินโคลนถล่มปี ๒๕๖๗ ส่งผลต่อสภาพจิตใจ หลายหลังคาเรือนอยู่อาศัยบนความรู้สึกไม่แน่นอน ขาดความชัดเจนจากการสื่อสารของภาครัฐ ทั้งการเวนคืน การช่วยเหลือ  ส่วนสภาพฟ้าฝน มีผู้สูงอายุบางคนวิตกกังวลกับข่าวพยากรณ์และสัญญาณเตือนภัย หลายกรณีตื่นตระหนกหลังเห็นการพยากรณ์ รีบจ้างคนมาช่วยขนของ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร” อุ้ยสา ทูลทรัพย์ เล่าถึงผลกระทบทางจิตใจหลังเหตุภัยพิบัติ

ข่าย วงค์ใหญ่ (ผู้ไร้สัญชาติไทย) กล่าวถึงโครงการเวนคืนพื้นที่รุกล้ำริมลำน้ำแม่สาย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของแม่น้ำ และสร้างคันดินและถนนถาวรป้องกันน้ำท่วม โดยการเวนคืนจะได้รับเพียงราคาประเมินอาคารเท่านั้น

เหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม กันยายน ๒๕๖๗ เป็นแค่การเริ่มต้น เนื่องจากการขยายเมืองอย่างไร้การควบคุมไปสู่พื้นที่เสี่ยงและปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดนเป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของเมืองชายแดน

[บทส่งท้าย]

๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ ณ กองดิน “เหนือสุดยอดในสยาม”

ระดับน้ำแม่สายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อน ๆ  ทุกวันนี้ในห้วงยามปรกติบรรยากาศเมืองแม่สายริมน้ำเงียบเหงา ยิ่งวันฝนโปรยอย่างวันนี้ยิ่งรู้สึกมัวหมอง ข่าวคราวพายุ “คาจิกิ” ยังมีมาเรื่อย ๆ

“ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรงและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม”

ทุกชีวิตยังคงดำเนินไปแม้ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใด ๆ จากระบบเฝ้าระวังติดตั้งระบบวัดระดับน้ำร่วมกับฝั่งเมียนมา ทุกคนต่างคาดหวังว่าระบบดังกล่าวจะบูรณาการการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าได้ทันเวลา อย่างน้อยเพื่อให้ชุมชนมีโอกาสอพยพและปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่

ฝนตกตั้งแต่ดึกคืนก่อน โชคยังดีที่พายุคาจิกิอ่อนแรงลงก่อนที่จะมากระทบโดยตรงที่แม่สาย ถึงกระนั้นชุมชนริมน้ำก็ยังหวาดระแวง เพราะน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำอาจไหลมาสู่แม่สายเมื่อใดก็ได้

เสียงฝนสร้างความรู้สึกไม่แน่นอนและกังวลใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางที่ยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแห่งนี้

Image

แก้ว จันทร์พร (ผู้ได้รับสัญชาติไทยมา ๑ ปี ๓ เดือน ชาวไทลื้อ) ผู้ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของคนไร้สัญชาติและชนชาติพันธุ์ สะท้อนว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยขาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการช่วยเหลือเยียวยาต่อสถานการณ์น้ำท่วม และที่สำคัญคือขาดความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์

ภาพวาดบนกำแพงแสดงเรื่องราวของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มูลนิธิกระจกเงา กรมการทหารช่าง และกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ซึ่งดำเนินการช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ถ้ำผาจม

“รุ่นลูกหลายคนเรียนเก่งมีโอกาส แต่ติดตรงฐานะไม่พร้อม เอกสารไม่เรียบร้อย ทำให้ไปต่อไม่ได้ เราก็อยากช่วยผลักดันให้เขาได้สถานะที่มั่นคงขึ้น”

ไชยพันธ์ พรมปัญญา 
กรรมการสมาคมสมาพันธ์ชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย

สมาคมสมาพันธ์ชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย มีจุดเริ่มต้นอย่างไร

ก่อนหน้านั้นมีสมาคมต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น สมาคมอาข่า สมาคมลาหู่ สมาคมไทยอง สมาคมไทลื้อ แต่ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง จึงเริ่มคุยกันว่าถ้าสมาคมรวมกันเป็นหนึ่งสมาพันธ์น่าจะมีพลังมากกว่า  คุยกันว่าจะใช้ชื่ออะไรดี สุดท้ายตกลงใช้ชื่อสมาคมสมาพันธ์ชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย เพราะตั้งใจรวมทุกชาติพันธุ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ที่จริงก่อนหน้านี้มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมชาติพันธุ์และการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย แต่ไม่ตอบโจทย์การรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องเรื่องต่าง ๆ และไม่สามารถรวมทุกสมาคมชาติพันธุ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้

บรรยากาศในสมาพันธ์ ทุกสมาคมของแต่ละชาติพันธุ์ทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง โครงสร้างของสมาพันธ์จะดึงแกนนำจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มาทำงานร่วมกัน ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ละห้าคน เวลามีเรื่องอะไรทุกคนก็จะช่วยกันคิดช่วยกันประสาน

กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดในพื้นที่แม่สาย
มีกลุ่มอะไรบ้าง

เชียงรายมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง กว่า ๓๕ กลุ่มชาติพันธุ์  รวมกลุ่มกันได้ ๓๐ กลุ่มชาติพันธุ์ ถ้าเฉพาะแม่สายมี ๑๐ กลุ่มชาติพันธุ์ที่รวมกลุ่มกัน คือ ไทใหญ่, ไทลื้อ, ไทเขิน, ไตหย่า, ไทยวน (คนเมืองล้านนา), อาข่า, ดาระอั้ง (ปะหล่อง), ลาหู่, ลัวะ และจีนยูนนาน (จีนฮ่อ)

สมัยเป็นสมาคมชาติพันธุ์และการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ยังไม่มีหน่วยงานไหนจัดงานรวมชาติพันธุ์แบบจริงจัง ต่อมาเทศบาลแม่สายของบประมาณมาจัดงานรวมกลุ่มชาติพันธุ์ครั้งแรก เรียกว่า “งานมหัศจรรย์ ๑๐ ชาติพันธุ์แม่สาย” โดยกลุ่มชาติพันธุ์ลุกขึ้นมารวมตัวกันเองก่อน จัดแสดงวัฒนธรรมประเพณี อาหาร ของตัวเอง ทำให้บรรยากาศของงานคึกคัก คนมาเที่ยวเยอะมาก

พองานเริ่มดัง คนเริ่มรู้จักว่าแม่สายเป็นเมืองของหลายชาติพันธุ์ จึงกลายเป็นเหมือนอัตลักษณ์อีกอย่างของอำเภอ  นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชายแดนก็ได้เห็นขบวนการแสดงของชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ  ต่อมาจึงเริ่มได้งบประมาณจากการท่องเที่ยว อบจ. และหน่วยงานอื่น ๆ มาสนับสนุน ทุกวันนี้กลายเป็นงานประจำปีใหญ่ของเชียงรายไปแล้ว

บทบาทด้านการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มสมาคมสมาพันธ์ฯ

พอเกิดสมาพันธ์ เราก็มองว่าถ้ายังมีกลุ่มชาติพันธุ์ไหนหลุดจากระบบสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ใบขับขี่ พื้นที่ทำกิน หรือใบขออนุญาตการเดินทางระหว่างจังหวัด เราจะช่วยกันรวบรวมข้อมูลจำนวนคนในกลุ่มนั้น ทำหนังสือเสนอผ่านหน่วยงาน คือกระทรวงมหาดไทย บางครั้งก็ถึงระดับนายกรัฐมนตรีเลย เพื่อให้รัฐรู้ว่ามีกลุ่มไหนตกหล่นบ้าง ช่วงนั้นเรายื่นข้อเสนอแทบทุกปี

ในอดีตคนที่มีบัตรหัว ๐ (เอกสารยืนยันตัวตนสำหรับ บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน) หรือแบบ ๘๙ (แบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน) สองกลุ่มนี้ไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ จะไปทำงานข้ามจังหวัดก็ลำบาก เราช่วยผลักดันให้อนุมัติการออกเอกสารอนุญาตเดินทางระหว่างจังหวัดให้คนที่มีบัตรหัว ๐ หรือแบบ ๘๙ เพื่อให้เขาใช้ชีวิตได้เทียบเท่า
คนไทยทั่วไปมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการอนุมัติแล้ว

ความจริงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราทำกันมานานแล้ว เพียงแต่พอรวมเป็นสมาคมสมาพันธ์ฯ แล้วเสียงดังขึ้น เพราะ
ไม่ได้มาจากแค่กลุ่มเดียว แต่มาจากตัวแทนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมกัน 

อีกบทบาทหนึ่งคือเรื่องงบประมาณ เมื่อก่อนหน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มักให้งบประมาณลงไปที่สมาคมซึ่งแข็งแรงไม่กี่กลุ่ม สมาคมเล็กหรือยังไม่เป็นที่รู้จักมักจะเข้าไม่ถึง  แต่พอมีสมาคมสมาพันธ์ฯ เราสามารถมองภาพรวมทั้งจังหวัด แล้ววางโครงการให้หลายกลุ่มได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น งานประจำปี งานเวทีวัฒนธรรม 

นอกจากนี้เรายังมีเครือข่ายระดับภาคเหนือด้วย
ทุกปีต้องไปร่วมงานของเครือข่ายชาติพันธุ์ภาคเหนือตะวันออกแปดจังหวัด สลับกันจัด เช่น ปีที่แล้วจัดที่แพร่ ปีนี้ที่น่าน ปีหน้าเชียงราย  เชียงใหม่ก็มีเครือข่ายของตนเอง เขามาเห็นว่าทำไมเชียงรายทำได้ มีความเข้มแข็ง เขาก็เลยจะเริ่มไปทำแบบเรา เหมือนว่าเราเป็นตัวอย่างที่ทำสำเร็จ

ในอนาคตมองบทบาทและเป้าหมายของสมาคมสมาพันธ์ฯ ไว้อย่างไร

ภาพใหญ่ที่วางไว้มีสามเรื่อง เรื่องแรกคือที่ดินทำกิน ทุกวันนี้เรารู้ว่าบางหน่วยงานของรัฐมีที่ดินในความดูแล เช่น ที่ดิน ส.ป.ก. หรือพื้นที่รัฐบางส่วนที่ปล่อยทิ้งร้าง  ถ้าเรามีข้อมูลว่ามีครอบครัวไหนในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งไม่มีที่ทำกินที่เหมาะสม สมาคมสมาพันธ์ฯ ก็อยากเป็นคนกลางช่วยประสาน ให้รัฐจัดสรรที่ดินพวกนี้ให้เขาได้มีที่อยู่ที่ทำกินอย่างถูกต้อง

เรื่องที่ ๒ คือ เอกสารสิทธิและสถานะบุคคล ทั้งของคนรุ่นพ่อแม่และลูกหลาน รุ่นลูกหลายคนเรียนเก่งมีโอกาส แต่ติดตรงฐานะไม่พร้อม เอกสารไม่เรียบร้อย ทำให้ไปต่อไม่ได้ เราก็อยากช่วยผลักดันให้เขาได้สถานะที่มั่นคงขึ้น

เรื่องที่ ๓ ซึ่งน่าห่วงมาก คือการรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์กลุ่มเล็ก ๆ ให้ยั่งยืนสืบต่อไป เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า ถ้าค้นหาทั้งประเทศไทยตอนนี้น่าจะมีไม่ถึง ๕๐๐ คน  กลุ่มชาติพันธุ์ลีซูเหลือประมาณ ๗๐๐ คน กลุ่มลักษณะนี้เสี่ยงจะสูญหาย ถ้าไม่ช่วยกันรักษา ส่งต่อ ทั้งภาษา เครื่องแต่งกาย วัฒนธรรมประเพณีของเขา สมควรจะรักษาไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้รากตัวเองต่อไป

“รัฐต้อง ‘เลิกลงโทษแม่น้ำ’ เลิกคิดว่าแม่น้ำผิดที่ล้นตลิ่ง ต้องขุดให้ลึก ต้องบังคับให้ไหลตามที่เราต้องการ โจทย์จริง ๆ คือเราจะทำงานร่วมกับแม่น้ำอย่างไร มากกว่าเราจะควบคุมมันอย่างไร”

ภัคเกษม ธงชัย
นักวางผังภูมินิเวศและผู้ปฏิบัติงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ IUCN (สัมภาษณ์ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘)

อะไรคือความเสี่ยงของแม่สาย 
ทั้งในแง่มิติเชิงพื้นที่และมิติกลุ่มคน
ที่อาศัยอยู่ตรงนั้น

ถ้าเราดูการพัฒนาเมืองแม่สาย ทั้งฝั่งเมียนมาและฝั่งไทยจากภาพถ่ายเก่าหรือข้อมูลต่าง ๆ จะเห็นว่าเมืองขยายตัวตามเศรษฐกิจ เช่น ตลาดสายลมจอย หรือพื้นที่การค้าริมน้ำ พื้นที่เหล่านี้แต่เดิมมีความเสี่ยงน้ำท่วมแทบทุกปีอยู่แล้ว ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะแม่สาย ถ้าไปดูเมืองชายแดนอย่างแม่สอด จังหวัดตาก ก็จะพบลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีพื้นที่เศรษฐกิจไปตั้งอยู่ในโซนที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม

คำถามสำคัญคือทำไมพื้นที่เศรษฐกิจถึงไปตั้งในพื้นที่เสี่ยง คำตอบหนึ่งคือพื้นที่ริมแม่น้ำ “ไม่มีเจ้าของชัดเจน” คนค่อย ๆ เข้าไปใช้ประโยชน์ ถือครอง ปรับเปลี่ยน แล้วเมืองก็ขยายเข้าไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็น “พื้นที่ตลาด” หรือ “พื้นที่เศรษฐกิจ” และถูกยอมรับในเชิงการใช้งาน การจะย้ายหรือเปลี่ยนก็ยิ่งยาก เพราะกลายเป็นจุดที่สะดวก ใกล้ชายแดน คนข้ามมาก็เข้าพื้นที่ได้เลย

ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ มากระตุก เช่น น้ำท่วมใหญ่หรือกรณีสารพิษปีที่แล้ว ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของพื้นที่ก็คงไม่ถูกพูดอย่างต่อเนื่อง คนอาจมองแค่ว่า น้ำท่วมก็แค่ลำบากชั่วคราว แต่พอปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่ ตะกอนที่มากับน้ำถูกตรวจพบสารพิษจากกิจกรรมต้นน้ำ คนก็เริ่มตั้งคำถามว่า ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องน้ำท่วม แต่เป็นระบบโครงสร้างการใช้งานที่ดินของทั้งลุ่มน้ำ

ถ้าอยากเข้าใจปัญหาจริง ๆ เราต้องดูทั้งรูปแบบการขยายตัวของเมืองในพื้นที่เสี่ยง และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินด้านบนเหนือน้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองซึ่งส่งผลให้ทั้งปริมาณน้ำและปริมาณตะกอนที่ไหลมาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

โครงสร้างของแม่น้ำสายและภูมิประเทศ เป็นลุ่มน้ำแบบไหน ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานอย่างไร

ถ้าดูในเชิงธรณีสัณฐาน ต้นทางแม่น้ำสายอยู่ในพื้นที่ภูเขา แล้วค่อย ๆ ไหลออกมาบรรจบกับที่ราบซึ่งเป็นบริเวณเมืองแม่สาย โดยช่วงที่ยังอยู่ในหุบเขา ความกว้างของลำน้ำกับที่ราบน้ำท่วมถึง (f loodplain) จะแคบ แต่พอมาถึงที่ราบ พลังของน้ำจะค่อย ๆ สลาย ลำน้ำจะคดเคี้ยว กวัดแกว่ง เกิดพื้นที่หาดทราย เกาะกลางน้ำ ฯลฯ

เราจะเห็นจากชื่อหมู่บ้าน เช่น “บ้านเกาะ” หรือ “บ้านหาด” สะท้อนว่าพื้นที่นั้นเดิมเป็นเกาะหรือหาด
ในแม่น้ำ การตั้งบ้านอยู่บน “เกาะทราย” ก็เท่ากับอยู่บนส่วนหนึ่งของแม่น้ำแต่แรกแล้ว  ถ้าดูภาพถ่ายเก่าของแม่สาย จะเห็นว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเป็นหาดทราย ส่วนเมืองกับถนนจะอยู่ห่างจากแม่น้ำพอสมควร แปลว่าในอดีต คนเข้าใจขอบเขตของแม่น้ำ และหลีกเลี่ยงการตั้งถิ่นฐานชิดลำน้ำเกินไป เพราะรู้ว่าบริเวณนั้นต่ำและจะเกิดน้ำหลากได้บ่อย

ปัจจุบันเมื่อกลายเป็นเมือง พื้นที่ซึ่งเคยเป็นหาด
หรือที่ราบน้ำท่วมถึง ถูกมองว่าเป็น “ที่ว่าง” ยังไม่มีคนใช้จึงกลายเป็นเป้าหมายของการขยายเมือง ทั้งที่อยู่อาศัย ตลาด และอาคารราชการ

ต้องมองด้วยกรอบว่า แม่น้ำไม่ใช่แค่ร่องน้ำเส้นเดียว ระบบของแม่น้ำประกอบด้วยทั้งลำน้ำและพื้นที่ริมตลิ่ง ซึ่งสามารถขยายและหดตัว เปลี่ยนทิศทางการไหล และเปลี่ยนพลวัตตามฤดูกาล แต่เมืองไปบีบแม่น้ำให้แคบลงเหลือเป็นเส้นเล็ก ๆ  ในภาพถ่ายเก่าจะเห็นว่ามีพื้นที่หาดให้แม่น้ำแผ่ตัวมากกว่านี้เยอะ  ธรรมชาติของแม่น้ำจริง ๆ แล้วต้องมีช่วงน้ำหลากตามฤดูกาล

แนวทางการแก้ปัญหาของรัฐในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการขุดลอกและสร้างกำแพงกั้นน้ำ

รัฐเลือกใช้วิธี “ควบคุมแม่น้ำไม่ให้ดื้อ” คือไม่อยากให้แม่น้ำทำหน้าที่ตามธรรมชาติ  หลัก ๆ คือ ขุดลอกให้ลึกขึ้นเพื่อให้น้ำไหลผ่านเร็ว และสร้างกำแพงกั้นน้ำสองฝั่ง เอาดินไปถมด้านข้างเพื่อขยายตลิ่งให้สูงขึ้น หวังว่าจะทำให้ระบายน้ำได้เร็วและไม่ท่วมเมือง  เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การป้องกัน” สร้างความมั่นใจแบบ “หลอกตัวเอง” ให้คนรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดคือกรณีแม่น้ำยม มีการทำกำแพงคอนกรีตยาวตลอด แต่ช่วงหนึ่งเป็นคันดิน พอน้ำกัดเซาะคันดินจนพัง น้ำก็ทะลักเข้าท่วมบ้านหลังคันดินหายไปเลย เพราะน้ำพากันไหลพุ่งเข้าจุดที่พังจุดเดียว


ในทางกลับกัน ถ้าเรายอมให้แม่น้ำมี “พื้นที่แผ่” ในบางเขต พลังงานของน้ำจะกระจาย ไม่พุ่งเข้าจุดใดจุดหนึ่งรุนแรงขนาดนั้น แนวคิดแบบนี้ในต่างประเทศเขาเรียกว่า “Room for the River” อย่างในเนเธอร์แลนด์ที่ออกแบบ
ให้แม่น้ำมีพื้นที่รองรับน้ำหลากอย่างจงใจ  บ้านเราพากันไปดูงาน พูดเรื่อง Nature-based Solution เยอะ แต่กลับมายังใช้วิธีเดิม คือขุดลอกและสร้างเขื่อนกั้นตลิ่ง เพราะงบประมาณ ระบบราชการ และความเคยชินพาไปทางนั้น

อีกประเด็นคือภาพในหัวของรัฐเกี่ยวกับ “แม่น้ำที่ดี” มักเป็น “คลองสวยน้ำใส” คือ น้ำใสสะอาด ตลิ่งเรียบ
ไม่มีตะกอน ไม่มีวัชพืช  ทั้งที่จริง ๆ แม่น้ำที่มีชีวิตต้องมีตะกอน มีความหลากหลายของตลิ่งและท้องน้ำ ไม่ใช่หน้าตัดเรียบเหมือนท่อระบายน้ำทั้งสาย

ในงานวิชาการหรือกรณีศึกษาต่างประเทศ เห็นบทเรียนอะไรที่เชื่อมโยงกับกรณีแม่สายได้บ้าง

ในต่างประเทศมีกรณีศึกษาจำนวนมากที่พูดถึงการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง (floodplain management) ซึ่งกล่าวอย่างชัดเจนว่า “น้ำท่วมไม่ใช่ปัญหา” เพราะน้ำท่วมคือกระบวนการธรรมชาติที่ต้องเกิด  สิ่งที่ทำให้เป็นภัยพิบัติคือวิธีที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วม และการบีบพื้นที่ของแม่น้ำจนไม่มีที่ทำงานของมันเอง

กรณีแม่สายก็คล้ายกัน เราไปทำให้พื้นที่ซึ่งควรจะท่วมตามธรรมชาติ กลายเป็นพื้นที่ตลาด อาคาร บ้านคน แล้วค่อยไปสร้างกำแพงกั้นน้ำทีหลัง เพื่อป้องกันตัวเอง
จากน้ำที่เราไปกีดขวางทางเดินของมัน

คำถามสำคัญคือ เราจะ “ถอยกลับ” หรือ “ปรับ
รูปแบบการอยู่ร่วมกับแม่น้ำ” ตรงนั้นได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน

ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นคือ “ต้องเข้าใจระบบทั้งลุ่มน้ำให้มากกว่านี้” ต้องยอมรับก่อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ปลายน้ำหรือต้นน้ำ แต่เชื่อมกันทั้งระบบ  ด้านบนมีการใช้ที่ดินแบบควบคุมไม่ได้ เช่น เหมือง การตัดป่า  ด้านล่างเมืองไปอยู่ชิดแม่น้ำ เปลี่ยนแม่น้ำให้กลายเป็นท่อ ถ้ารัฐไม่เห็นความสัมพันธ์นี้ ก็จะวนอยู่กับการแก้ที่ปลายเหตุ


รัฐต้อง “เลิกลงโทษแม่น้ำ” เลิกคิดว่าแม่น้ำผิดที่ล้นตลิ่ง ต้องขุดให้ลึก ต้องบังคับให้ไหลตามที่เราต้องการ โจทย์จริง ๆ คือเราจะทำงานร่วมกับแม่น้ำอย่างไร มากกว่าเราจะควบคุมมันอย่างไร

ควรสื่อสารอะไรต่อชุมชนในพื้นที่เสี่ยง 

ควรเริ่มจากการ “ยอมรับร่วมกัน” ว่าพื้นที่นี้มีความเสี่ยง เดิมคนในอดีตไม่ได้อยู่ชิดแม่น้ำเท่านี้ เมืองต่างหากที่ขยายเข้าไปในพื้นที่น้ำหลากซึ่งคนสมัยก่อนเลี่ยง  วันนี้เราจึงต้องถามว่า “อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้มาอยู่ตรงนี้” เศรษฐกิจชายแดน ? ค่าเช่าที่ดิน ? การค้าข้ามแดน ? ระบบโลจิสติกส์ ? หรืออย่างอื่น  แล้วเขามีข้อจำกัดอะไร มีต้นทุนอะไรบ้าง เหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมาเขารับมืออย่างไร มองอนาคตตัวเองและครอบครัวอย่างไร จากนั้นจึงมาหาทางร่วมกันว่า ถ้าไม่อยู่ตรงนี้ แล้วทางเลือกอื่นคืออะไร และถ้าจำเป็นต้องอยู่ต่อ จะมีวิธีปรับตัวอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น เช่น ยกบ้าน ถอยร่นออกจากตลิ่ง หรือจะลดความเสียหายต่อทรัพย์สิน แล้วเขามีทรัพยากรพอไหม

สำคัญคือ เราไม่ควร “ขายฝัน” ว่าการสร้างกำแพงหรือการขุดลอกจะช่วยเขาได้ตลอดไป เพราะโครงสร้างเหล่านี้พังได้ และเมื่อพังก็มักพังแบบรุนแรง


ทั้งหมดนี้ต้องอาศัย “คนที่เข้าใจมนุษย์” “คนที่เข้าใจการจัดการน้ำ” และ “คนที่เข้าใจระบบนิเวศ” มาทำงานร่วมกัน เพราะปัญหามีหลายมิติที่ต้องมองให้ครบ

Image