ลูกคนไหนพ่อแม่รักมากสุด ?
วิทย์คิดไม่ถึง
เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา
หากถามพ่อแม่ว่ารักลูกคนไหนมากที่สุด เชื่อว่าส่วนใหญ่คำตอบมักจะเป็นว่า ลูกคนไหนก็รักเท่ากันหมด
แต่งานวิจัยบอกว่าเรื่องนี้อาจไม่จริงในครอบครัวจำนวนมาก และการรักลูกไม่เท่ากันจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ย่อมสร้างปัญหาให้ลูกเสมอ โดยเฉพาะ “หมาหัวเน่า” ที่พ่อแม่รักน้อยกว่าคนอื่น แม้แต่ลูกคนโปรดเองก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
ในทางวิชาการมีคำศัพท์เฉพาะเรียกว่า parental favouritism (การโปรดลูกบางคนเป็นพิเศษ) และเรียกการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ต่อลูกที่แตกต่างกันว่า PDT (Parental Differential Treatment)
บางทีก็เรียกลูกที่พ่อแม่รักเป็นพิเศษว่า golden child (สุวรรณบุตร)
มีงานวิจัยย้อนไปถึง ค.ศ. ๑๙๙๗ ตีพิมพ์ในวารสาร Child Development ระบุว่า จากการสัมภาษณ์เด็กอายุ ๑๑-๑๓ ปี จำนวน ๖๑ คน พบว่าในเด็กที่รับรู้ได้ว่าพ่อแม่ปฏิบัติต่อตนแตกต่างจากพี่น้องมีถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มองว่าเป็น “ความไม่ยุติธรรม”
พวกเขามองว่าการที่พ่อแม่ทำเช่นนั้นเพราะเขา/เธอกับพี่น้องแตกต่างกัน
ความแตกต่างครอบคลุมทั้งเรื่องอายุ ลักษณะนิสัย ความต้องการเฉพาะตัว ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ หรือแม้แต่พฤติกรรมแบบกลยุทธ์ที่เด็กแต่ละคนใช้ต่อพ่อแม่
ผลลัพธ์ก็คือในรายที่มองว่าพ่อแม่ปฏิบัติอย่างยุติธรรม จะรู้สึกดีต่อพวกพี่น้องมากกว่า ในทางกลับกัน เด็กที่มองว่าพ่อแม่ปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมก็อาจกลายเป็น “เด็กมีปัญหา” ได้ง่าย ๆ
เวลาบอกว่าพ่อแม่ใส่ใจกว่า เด็กจะดูจากการพูดถึงและชมเชยบ่อยกว่า (แน่นอนว่าบางทีก็เผลอเปรียบเทียบด้วย) การให้ข้าวของ เงินทอง หรือเสรีภาพในการทำอะไรต่อมิอะไรมากกว่าพี่น้องก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เด็กสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ
โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นเป็นประจำ
งานวิจัยใหม่ขึ้นมาอีกหน่อยตีพิมพ์ใน The Open Psychology Journal ค.ศ.๒๐๒๓ ทำในวัยรุ่น ๒๙๑ คน พบว่าวัยรุ่นหญิง “รับรู้” ถึงความลำเอียงของพ่อแม่มากกว่าวัยรุ่นชาย
นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มว่าอาจใช้ PDT (ว่ามากน้อยเพียงใด) เป็น “ปัจจัย” ทำนายความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องได้
อีกด้วย
แต่จะว่าไปก็น่าเห็นใจพ่อกับแม่ โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่มีลูกหลายคน ซึ่งต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูกทุกคนให้รอด ทำให้มีแนวโน้มทั่วไปว่าพ่อแม่มักชอบลูกที่ว่าง่ายและเชื่อฟัง มีความรับผิดชอบและขยันขันแข็ง และหากลูกคนไหนปฏิบัติตนได้แบบนี้ พ่อแม่ก็ย่อมพอใจและรักเป็นพิเศษ อีกทั้งตามธรรมชาติแล้วเด็กผู้หญิงก็มักเป็นแบบนี้มากกว่า
ลูกที่มีโอกาสใกล้ชิดมากกว่า เช่น โตพอจะช่วยงานก็อาจได้รับความชื่นชม ชื่นชอบมากกว่าเช่นกัน ดังนั้นพวกลูกคนแรก ๆ อาจได้เปรียบในแง่นี้ ยังไม่นับว่าลูกคนแรกย่อมเป็นความตื่นเต้นและความประทับใจของพ่อแม่มากที่สุด เป็นประสบการณ์ที่ลูกคนต่อ ๆ มาให้ได้ไม่มากเท่า
ไม่น่าแปลกใจว่ามีงานวิจัยใน ค.ศ. ๒๐๒๕ ที่วิเคราะห์เชิงสถิติจากบทความวิจัย ๓๐ ชิ้น วิทยานิพนธ์ และฐานข้อมูล ๑๔ ชุด ซึ่งข้อมูลครอบคลุมผู้เข้าร่วมเกือบ ๒ หมื่นคน (๑๙,๔๖๙ คน) สรุปว่าพ่อแม่มีความโน้มเอียงจะชอบลูกคนที่โตกว่ามากกว่าลูกลำดับหลัง ๆ
เมื่อรวมกับนิสัยว่าง่ายและช่วยงานได้มากของลูกสาว จึงทำให้ได้ข้อสรุปสมเหตุสมผลที่สุดว่าหากพ่อแม่มีลูกหลายคน ลูกคนโปรดที่สุดมักได้แก่ “ลูกสาวคนโต” นั่นเอง
อย่างไรก็ตามทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาอาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจก็เป็นได้ พ่อแม่เพียงแค่ทำไปโดยไม่รู้สึกตัวว่ากำลังลำเอียงอยู่
เล่ามาถึงตรงนี้ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า นี่คืองานวิจัยในครอบครัวที่มีลูกหลายคน ไม่เข้ากับกรณีสุดโต่งแบบลูกคนเดียวชนิด “ฮ่องเต้น้อย” ของจีนในสมัยหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ที่ยังควบคุมจำนวนประชากรให้มีลูกได้คนเดียว ซึ่งปัจจุบันผ่อนคลายมากแล้ว บางช่วงกระแสก็เหวี่ยงกลับไปสนับสนุนให้มีลูกคนที่ ๒, ๓ มากขึ้น เพื่อรักษาจำนวนประชากรของประเทศ เพราะเป็น “อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญแบบหนึ่ง
นอกจากนี้งานวิจัยพวกนี้ยังไม่รวมถึงครอบครัวในสังคมที่มีการเหยียดเพศรุนแรงและไม่ชอบเพศใดเพศหนึ่งเป็นพิเศษ ดังที่พบเห็นในรายงานของบางประเทศที่ลูกสาวหมายถึงค่าสินสอดที่ต้องจ่ายให้ฝ่ายชายสูง จึงเป็นภาระของครอบครัวฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก
การปฏิบัติต่อลูกแบบ PDT ก่อให้เกิดผลเสียมากทีเดียว
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริกแฮม-ยังก์ รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้วิธีทางสถิติวิเคราะห์ผลงานวิจัย ๘๘ ชิ้น ครอบคลุมคนมากถึง ๒๖,๔๕๑ คน โดยทำในเด็กอายุ ๓-๑๙ ปี มีอายุเฉลี่ย ๑๒.๖ ปี เป็นผู้หญิง ๕๑.๓๑ เปอร์เซ็นต์ คนผิวขาว ๘๒.๒๓ เปอร์เซ็นต์ และกว่าครึ่งเป็นคนในประเทศสหรัฐอเมริกา (๕๔.๖๘ เปอร์เซ็นต์) ทำให้รู้ว่า PDT ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างชัดเจน
พวกลูกที่พ่อแม่ไม่ค่อยใส่ใจมากนัก จะมี “พฤติกรรมหลบในหรือพฤติกรรมบานปลายออก (internalizing or externalizing behavior)” เพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมหลบในก็เช่น กังวลใจ แยกตัวออกจากคนอื่น ซึมเศร้าง่าย ส่วนพฤติกรรมบานปลายก็เช่น แสดงความก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น แหกกฎ เป็นต้น
พฤติกรรมกลุ่มแรกสังเกตเห็นยากกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มก็ส่งผลต่อจิตใจ ความสุข และการประสบความสำเร็จในการเรียนทั้งคู่ จะเห็นว่าเด็กกลุ่มพ่อแม่ไม่รักมากนักมีสุขภาพจิตแย่กว่า มีแนวโน้มเข้าหาสารเสพติดง่ายกว่า และมีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวไม่ดี
ในทางตรงกันข้าม แม้เด็กที่พ่อแม่โปรดจะมีสุขภาพจิตดีกว่า เรียนได้คะแนนสูงกว่า และควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า แต่ก็อาจเผชิญความกดดันจากการต้องทำผลงานให้ได้ตามความคาดหวัง และอาจเกิดนิสัยตามใจตัวเองมากเกินไปได้เช่นกัน
ในแง่ของครอบครัวโดยรวมก็จะเกิดความกดดันให้แข่งขันระหว่างพี่น้องอยู่กลาย ๆ ไม่สมัครสมานกลมเกลียวใกล้ชิดกัน สร้างความไม่ยุติธรรม และเกิดความไม่พอใจต่อคนในครอบครัวในระยะยาวได้
ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสังเกตสังกาการกระทำของตัวเองและการตอบสนองของลูก ๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องพยายามปฏิบัติต่อลูก ๆ ให้ยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
หากทำแบบนี้ได้ก็จะช่วยลดเลิกปัญหาการเลือกที่รักมักที่ชังและไม่ก่อปัญหาให้คนในครอบครัว
ลำดับการเกิด เพศ และนิสัยของลูกจึงสำคัญ และอาจทำให้พ่อแม่รักลูกมากน้อยกว่ากัน จนส่งผลกระทบชัดเจนได้ในระยะยาว